เสริมหน้าอก ทรงไหนดี ทรงซิลิโคน มีข้อดีข้อเสีย อย่างไรบ้าง

เสริมหน้าอก ทรงไหนดี ทรงซิลิโคน มีข้อดีข้อเสีย อย่างไรบ้าง
ซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ มีลักษณะป่องตรงส่วนล่าง และจะแบนตรงส่วนบน เหมาะกับสาวที่มีหน้าอกน้อย

เสริมหน้าอก

การตัดสินใจทำ เสริมหน้าอก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ เพราะเราต้องเลือกซิลิโคนในการเสริมหน้าอกที่มีหลายแบบหลายสไตล์จนตัดสินไม่ถูกเลยล่ะค่ะว่าจะใช้อันไหนกันดี วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลซิลิโคนในการศัลยกรรมเสริมหน้าอกประเภทต่าง ๆ ไว้ในบทความนี้เพื่อให้เพื่อน ๆ ใช้ประกอบการตัดสินใจ

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเสริมหน้าอก

1.การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการเสริมหน้าอก

2.คำถามที่พบบ่อยกับการศัลยกรรมเสริมหน้าอก

3.เสริมหน้าอกทรงไหนดี

ทรงซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอก

เผยเคล็ดลับการเลือกซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอก

ก่อนไปทำความรู้จักกับประเภทซิลิโคนต่าง ๆ เรามาดูทรงของซิลิโคนที่ใช้ในการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกกันก่อนดีกว่าค่ะ โดยทรงของซิลิโคนเสริมหน้าอกนั้นจะมีด้วยกัน 2 ทรง นั่นคือ ซิลิโคนทรงหยดน้ำ และ ซิลิโคนทรงกลม ซึ่งแน่นอนว่าซิลิโคนแต่ละทรงมีลักษณะและความเหมาะสมที่ต่างกันออกไป

1.1 ซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ

ซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำนั้นจะมีลักษณะป่องตรงส่วนล่าง และจะแบนตรงส่วนบนค่ะ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือจะมีลักษณะเหมือนหยดน้ำนั่นแหละค่ะ ซึ่งซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำนี้จะเหมาะกับสาว ๆ ที่มีหน้าอกน้อย เพราะซิลิโคนทรงหยดน้ำจะให้ความรู้ที่เป็นธรรมชาติมากกว่าและดูเนียนกว่าการเสริมด้วยซิลิโคนทรงกลมค่ะ

1.2 ซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอกทรงกลม

ซิลิโคนศัลยกรรมเสริมหน้าอกทรงกลมนั้นจะมีลักษณะกลมตามชื่อเลยค่ะ นอกจากนี้ขอบจะโค้งมนดูเข้ารูป ซึ่งซิลิโคนเจลภายในจะเหลวกว่าทรงหยดน้ำ ส่งผลให้เวลานั่งหรือยืนนั้นซิลิโคนเจลของทรงกลมนั้นจะไหลลงไปข้างล่างค่ะ แต่จะกลับคืนตัวในท่านอน ซิลิโคนเสริมหน้าอก ทรงกลมนั้นจะเหมาะกับสาว ๆ ที่มีนมอยู่บ้างแต่ต้องการเติมเต็มให้ได้รูปหรือแก้ไขข้อบกพร่อง เช่น หย่อนคล้อย เป็นต้น

ประเภทผิวของซิลิโคนเสริมหน้าอก

สำหรับคนที่เลือกซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลมนั้นจะต้องเลือกพื้นผิวของซิลิโคนด้วยค่ะ โดยจะแบ่งออกเป็น ซิลิโคนผิวเรียบ และ ซิลิโคนผิวทราย ซึ่งความต่างกันที่เห็นได้ชัดของซิลิโคนเสริมหน้าอกผิวเรียบและผิวทรายนี้จะเป็นเรื่องของความนิ่มและความหนืดค่ะ

2.1 ซิลิโคนเสริมหน้าอกผิวเรียบ

ซิลิโคนแบบผิวเรียบนี้จะนิ่มกว่าซิลิโคนผิวทรายค่ะ ใส่แล้วจะดูเป็นธรรมชาติ แถมยังดูแลง่าย และราคาถูกกว่าอีกด้วยค่ะ แต่จะมีโอกาสที่เต้านมไหลหลุดจากทรงได้ง่ายกว่าซิลิโคนผิวทรายค่ะถึงแม้จะเกิดไม่บ่อยก็ตาม

2.2 ซิลิโคนเสริมหน้าอกผิวทราย

มากันที่ซิลิโคนเสริมหน้าอกผิวทรายกันบ้างค่ะ โดยซิลิโคนผิวทรายนี้เวลาใช้ เสริมหน้าอก จะมีความหนืดมากกว่าซิลิโคนผิวเรียบทำให้ตัวซิลิโคนหลุดออกจากทรงได้ยากกว่า แถมรูปทรงยังเปลี่ยนแปลงได้น้อยอีกด้วยค่ะ

ยังไงก็ตามยังมีความเชื่อที่เล่าต่อกันมาว่าซิลิโคนเสริมหน้าอกผิวทรายนั้นจะลดอาการพังผืดได้มากกว่า ความจริงก็คือขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ใช้เสริมหน้าอกค่ะ หากใส่ซิลิโคนเข้าไปใต้กล้ามเนื้อโอกาสการเกิดพังผืดจะไม่ต่างกัน แต่ถ้าเสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อซิลิโคนผิวทรายจะช่วยลดการเกิดพังผืดได้มากกว่า ทั้งนี้การเกิดพังผืดหลังศัลยกรรมหน้าอกนั้นการเสริมซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อจะมีโอกาสน้อยกว่าการเสริมซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อค่ะ

ตำแหน่งการผ่าตัดทำนม

เสริมหน้าอก แผลผ่าตัดมี 4 ตำแหน่ง รักแร้ ใต้ราวนม รอบปานนม และ สะดือ

เสริมหน้าอกทางสะดือ 

เรื่องนี้ผมขอเริ่มจาก สะดือก่อนเลยแล้วกันนะครับ หลายคนยังคงสงสัยว่า เฮ่ย มันจะไปใส่ตรงนั้นได้ยังไง บ้าไปแล้ว .. แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับ เพราะว่าสามารถทำได้จริง ๆ

แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไร เนื่องจาก จะต้องส่องกล้องและใช้ได้กับเฉพาะถุงซิลิโคนน้ำเกลือ เท่านั้น

แผลรอบปานนม (Periareolar incision)

แผลรอบปานนม จะมีข้อเสียอีกอย่างนึงก็คือ จะทำให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัด อาจจะมีโอกาสชาที่หัวนมจะสูงหน่อย และมีโอกาสที่จะต้องผ่าตัดเนื้อเต้านม  ซึ่งในเนื้อเต้านมมักมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ทำให้โอกาสเกิดติดเชื้อ และพังพืดรัดถุงซิลิโคนสูงขึ้นมานิดนึง แต่ข้อดีคือปกปิดแผลได้ดีครับ พวกนางแบบที่ต้องโชว์หน้าอก โชว์รักแร้มักจะชอบแผลนี้

แผลใต้ราวนม 

กำลังเป็นที่นิยมสุดๆ สำหรับฝรั่ง ฟื้นตัวเร็ว บวมน้อย สามารถหยุดเลือดได้ง่าย จะมีข้อเสียอยู่นิดหน่อยก็คือ แผลเป็นที่ใต้ราวนม แผลเป็นนูน แผล เป็นคีลอยด์ (Keloid) แต่โอกาสที่จะเป็นแผลนูนนั้นน้อยมากครับ อันนี้ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคลินิกแล้วกัน ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันดี ๆ เสริมหน้าอกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะจะอยู่กับตัวเราไปอีกนาน

แผลใต้รักแร้  (Transaxillary incision)

การผ่าตัดใต้รักแร้ ก็ถือว่า กำลังเป็นที่นิยมเอามาก ๆ โดยในหมู่คนไทย เพราะสามารถซ่อนแผลไว้ใต้รักแร้ซึงเป็นจุดซ่อนเร้นได้ การผ่าตัดผ่านแผลรักแร้มีสองแบบ แบบดั้งเดิมใช้การกระทุ้ง กับ การส่องกล้อง

ข้อเสียเสริมนมใต้รักแร้

ข้อเสียชัดเจนของการกระทุ้งคือหลังผ่าเจ็บมาก บวมมาก และช้ำกว่า และ ราคาแพงกว่าครับ เพราะว่าต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ และที่สำคัญ ค่าหมอแพงด้วย

ประเภทของของถุงซิลิโคน

อย่างที่เราได้บอกไปตอนเกริ่นบทความค่ะว่าการศัลยกรรมหน้าอกมีซิลิโคนให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ และนอกจากทรงซิลิโคน และ ผิวของซิลิโคนแล้ว เรายังต้องเลือกประเภทของถุงซิลิโคนด้วยค่ะ ซึ่งถุงซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอกจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ถุงน้ำเกลือ ถุงซิลิโคนเจล และ ถุงซิลิโคนเบคเกอร์ค่ะ

3.1 ถุงซิลิโคนน้ำเกลือ

ถุงซิลิโคนน้ำเกลือจะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

ถุงน้ำเกลือแบบสเปคตัม ที่สามารถขยายตัวได้ ซึ่งวิธีการใช้ถุงน้ำเกลือแบบสเปคตัมนี้ก็คือแพทย์จะใส่ถุงเปล่าเข้าไปก่อน และหลังจากนั้นจึงเติมน้ำเกลือไปเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ ส่วนถุงน้ำเกลืออีกแบบ คือ

ถุงน้ำเกลือที่มีการเติมน้ำเกลืออยู่แล้วก่อนใส่เสริมหน้าอกค่ะ แต่ถุงน้ำเกลือประเภทนี้อาจพบปัญหาเรื่องถุงแฟบหรือเกิดการรั่วซึมได้ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ในการเสริมหน้าอกเท่าไหร่นัก

ทั้งนี้ข้อดีของการเสริมหน้าอกด้วยถุงน้ำเกลือก็คือสามารถปรับขนาดตามที่ต้องการได้ระหว่างศัลยกรรมด้วยการเติมน้ำเกลือเพิ่มเข้าไปค่ะ และยังเกิดรอยแผลเป็นน้อยกว่า นอกจากนี้หากเกิดการรั่ว ร่างกายก็สามารถดูดซึมได้โดยไม่เป็นอันตราย

3.2 ถุงซิลิโคนเจล

ถุงซิลิโคนเจลจะมีลักษณะภายนอกแข็งเช่นเดียวกับถุงน้ำเกลือค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ภายในจะบรรจุซิลิโคนเหลวเพื่อไว้ใช้ในการเสริมหน้าอก ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าการเสริมหน้าอกด้วยถุงน้ำเกลือ นอกจากนี้ถุงซิลิโคนเจลยังแบ่งออกเป็น ผิวเรียบ และ ผิวทราย แบบที่เราได้พูดไปแล้วที่ข้างบน

ถุงเบคเกอร์มีการผลิตเป็น 2 แบบคือ
1. แบบคลาสสิค ประกอบด้วยเจล 25 เปอร์เซนต์ น้ำเกลือ 75 เปอร์เซนต์
2. แบบเบคเกอร์50 ประกอบด้วยเจลและน้ำเกลืออย่างละ 50 เปอร์เซนต์

3.3 ถุงเบคเกอร์ 

ถุงเบคเกอร์จะเป็นการผสมกันระหว่างถุงน้ำเกลือและถุงซิลิโคนเจลค่ะ โดยภายนอกจะเป็นเจล และภายในจะเป็นน้ำเกลือ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือถุงเบคเกอร์นี้จะเป็นถุงเจลที่สามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นได้โดยการใส่น้ำเกลือเข้าไปข้างในค่ะ ซึ่งถุงเบคเกอร์ที่นิยมในการเสริมหน้าอกจะมีด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่ ถุงเบคเกอร์ที่ประกอบไปด้วยเจล 25% น้ำเกลือ 75% และอีกประเภทก็คือ ถุงเบคเกอร์ที่ประกอบด้วยเจล 50% และน้ำเกลือ 50%

แบรนด์ซิลิโคนต่าง ที่ใช้ในการเสริมหน้าอก

หลังจากเลือกประเภทและลักษณะซิลิโคนไปแล้ว ครั้งนี้ก็ถึงเวลาในการเลือกแบรนด์ถุงซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอกแล้วค่ะ ซึ่งแบรนด์ดัง ๆ ที่คนไทยนิยมใช้กันจะมี 3 แบรนด์ ได้แก่ Slimed, Mentor และ Allergan

4.1 ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบรนด์ Slimed 

แบรนด์ Slimed ถือเป็นแบรนด์ถุงนมทรงหยดน้ำแบรนด์แรกที่ได้การรับรองจาก FDA หรือ อย. ของประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ ซึ่งการผลิตซิลิโคนของ Slimed นั้นจะเป็นแบบ Two Texture ค่ะ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ

ก็คือเป็นซิลิโคนเสริมหน้าอกที่มีความหนาแน่น และมีความคงทนสูง เวลาเสริมหน้าอกแล้วสามารถอยู่กับตัวเราได้นาน นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของซิลิโคนแบรนด์ Slimed ก็คือจะเป็นซิลิโคนเสริมหน้าอกที่มีฐานกว้างค่ะ

4.2 ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบรนด์ Mentor 

แบรนด์ Mentor นั้นจะมีการผลิตซิลิโคนที่มีความหนาแน่น 3 ระดับด้วยกันค่ะ คือ ความหนาแน่นสูงระดับ 1 ความหนาแน่นสูงระดับ 2 และ ความหนาแน่นสูงระดับ 3 โดยถุงซิลิโคนความแน่นสูงระดับที่ 1 และระดับที่ 2 นั้นจะใช้กับถุงเสริมหน้าอกทรงกลมค่ะ ส่วนถุงซิลิโคนความหนาแน่นสูงระดับ 3 จะใช้กับทรงหยดน้ำ

ซึ่งในกรณีที่เกิดการรั่วซึม เนื้อเจลที่อยู่ในถุงซิลิโคนที่มีความหนาแน่นพวกนี้จะไม่ไหลออกมานอกถุงค่ะ แต่จะเกาะเป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังคงรูป ไม่เปลี่ยนรูปร่างอีกด้วย

ซิลิโคน Menter ดีไหม

ส่วนตัวก็คิดว่าดีนะ นุ่มดี Mentor ผ่าน อ.ย. ไทย ได้รับการรับรองจาก FDA อเมริกาด้วย รับลองปลอดภัยอย่างแน่นอน

4.3 ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบรนด์ Allergan

ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบรนด์ Allergan นั้นจะมีทั้งทรงกลม และทรงหยดน้ำค่ะ นอกจากนี้ยังมีทั้งผิวเรียบและผิวทรายอีกด้วย ซึ่งความพิเศษของซิลิโคนเสริมหน้าอกแบรนด์นี้ก็คือไม่จำเป็นต้องนวดหน้าอกบ่อย ๆ และช่วยลดการเกิดพังผืดค่ะ

เสริมหน้าอกกี่ cc ดี

คนส่วนมากมักจะมีความเชื่อว่าเสริมหน้าอกทั้งทีควรทำให้ใหญ่เข้าไว้ แต่ตามหลักความเป็นจริงแล้วเราควรเสริมหน้าอกโดยอิงจากสรีระเราเป็นหลักค่ะ หากหน้าอกใหญ่เกินตัวไปก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้ผลสำรวจที่ลงไปสอบถามข้อมูลผู้ชายยังพบอีกว่าขนาดหน้าอกที่พวกเขาชอบมากที่สุดจะอยู่ประมาณคัพ B+ ถึงคัพ C ค่ะ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมให้ได้ขนาดใหญ่โตมหึมาอะไรมากมาย

ซิลิโคนเสริมอก อยู่ได้กี่ปี

เฉลี่ยอายุ ประมาณ 15 ปี ซึ่งจะบอกให้แน่ชัดก็คงจะไม่ได้เพราะต้องขึ้นอยู่กับ ขนาด และ รูปทรงของซิลิโคนเสริมอก ที่เข้าเสริมเข้าไปด้วย แต่ถ้าเป็น ซิลิโคนทรงหยดน้ำ  ซึ่งจะมีคุณภาพของเจลจะดี สามารถอยู่ได้เกิน 15 ปีขึ้นไป นั่นเอง

เป็นยังไงกันบ้างกับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับซิลิโคนเสริมหน้าอกที่ทางเราได้นำเสนอ ซึ่งเพื่อน ๆ อย่าลืมนะคะว่าการทำ ศัลยกรรมเสริมหน้าอก นั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะเราจะต้องอยู่กับมันไปตลอด ดังนั้นเราควรพิถีพิถันกับมันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการเลือกรูปแบบทรงซิลิโคน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ากรณีของเรานั้นควรใช้ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบบใด และควรเสริมได้มากสุดกี่ cc เพราะแต่ละคนล้วนมีลักษณะความเหมาะสมที่ต่างกันออกไปค่ะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. ต้านมะเร็งเต้านม : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2554.

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 240 หน้า 1.มะเร็ง I.ชื่อเรื่อง. 616.994 ISBN 978-616-08-1647-7.