การให้ความสำคัญขององค์รวมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

การให้ความสำคัญขององค์รวมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
การให้ความสำคัญขององค์รวมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

การให้ความสำคัญขององค์รวมที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

ยิ่งได้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องของสารจับออกซิเจนมากขึ้นเท่าใด แนวโน้มของข้อสรุปก็ยิ่งเข้าใกล้ลักษณะที่เรียกว่า “องค์รวมอย่างสมบูรณ์แบบ” มากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายคงจะได้ข้อสรุปออกมาเป็นที่แน่นอนว่า อาหารที่ได้จากธรรมชาติหรือผลิตผลทางการเกษตรนั้น จะเป็นอาหารแนวใหม่ที่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีและเหมาะสมที่สุด

การค้นหายาผสมหรือยาปรุงเข้ามาแทนซึ่งเคยมองกันว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัย ไร้สาระ ตามความเชื่อและการปลูกฝังของวิชาเภสัชกรรมในยุคที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยาในยุคนั้นน่าจะเป็นยาที่ประกอบด้วยตัวยาหลายชนิด อาจจะมีฤทธิ์ที่เสริมกันหรือถ่วงดุลกันก็เป็นได้

เป็นที่คาดหมายกันว่า ยาในลักษณะดังกล่าวจะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่างเช่น เมื่อกินยาช่วยย่อยอาหารซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวดเข้าไป ยานั้นก็สามารถแก้ปวดได้ทั้งปวดหัวและปวดท้อง เป็นต้น

บรรดาชาทั้งหลาย เช่น ชาใบหม่อน ชามะขามแขก ฯลฯ อาจใช้เป็นตัวอย่างที่ดีในลักษณะยาผสมแบบง่าย ๆ แต่ภูมิปัญญาของชาวตะวันออกไปไกลมากกว่านั้นมาก เช่น ยาไทย ยาจีน ตำรับต่าง ๆ อาหารไทย ซึ่งมีรูปแบบและวิธีปรุงมากมายหลายวิธีและหลายรูปแบบ เป็นต้น

สำหรับวิตามินซีแล้วนั้น เป็นสารจับออกซิเจนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ในส่วนของวิตามินซีเองไม่ได้เป็นอะไรที่วิเศษอย่างที่คิด เบต้าแคโรทีนก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสารจับออกซิเจนที่มีประโยชน์มาก แต่จากการทดลองใช้สารนี้เพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าสารนี้สามารถก่อปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา แม้จะเพิ่มวิตามินอีลงไปช่วยทั้งวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารจับออกซิเจนถึง 3 ชนิด ก็ยังไม่ปรากฏว่าสารทั้ง 3 เมื่อใช้ร่วมกันแล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดได้

ตรงกันข้ามกลับเห็นผลมากกว่าเมื่อใช้ยาผสมที่มีตัวยาหลายชนิด อาจเป็นเพราะว่ายาผสมดังกล่าวมีสารชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น สารจำพวกไบโอฟลาโวนอยด์ และแคโรทีนอยด์ก็เป็นได้ เป็นการดีที่นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้หันกลับมาทบทวนถึงวิทยาการแบบองค์รวมกันอีกครั้ง และหากว่านักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้สนใจในความคิดนี้ขึ้นมาจริง ๆ เราคงจะได้เห็น สิ่งที่เป็นประโยชน์ของสารจากสมุนไพรและโภชนาการก็เป็นได้

มีการศึกษาอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งสนับสนุนความคิดดังกล่าวโดยมี เอ.เอ็ม. แบเทียฮา (A.M. Betieha) และคณะเป็นผู้รายงาน เผยว่าการได้รับสารแคโรทีนอยด์ คริพโทแซนทินและไลโคปีนในระดับต่ำ มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ โดยที่สารจับออกซิเจนชนิดอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ การศึกษานี้อาจบ่งชี้ว่า บริเวณปากมดลูกขึ้นอยู่กับแคโรทีนอยด์มากกว่าสารตั้งต้นและวิตามินเออีกชนิดหนึ่งคือ เรทินอลหรือลิวทีน ซีลีเนียม และวิตามินอีก็เป็นได้

ทัศนะนี้ได้มีการต่อยอดขึ้นไปจนถึงขั้นเข้าใจว่า ในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายมีสารจับออกซิเจนทำงานอยู่เป็นวงจร ตัวอย่างเช่น เมื่อวิตามินอีจับอนุมูลอิสระแล้วสารต่อมาที่เกิดขึ้นคือ แกมม่าโทโคเฟอรอล (Gamma Tocophreol) จากนั้นก็เกิดเป็นแคโรทีนตามมา โมเลกุลของสารกับออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ต่อไปได้ด้วยการช่วยเหลือจากวิตามินซี ดังนั้น แม้ว่าวิตามินซีจะเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการจับออกซิเจนก็ตาม แต่ด้วยตัวเองแล้ววิตามินซีไม่ได้เป็นสารหลักสำหรับกำจัดอนุมูลอิสระ หรืออีกนัยหนึ่ง วิตามินซีไม่ได้เป็นตัวจับอนุมูลอิสระได้ด้วยตัวเอง สรุปได้ว่าเพียงวิตามินซีอย่างเดียวไม่สามารถทำอะไรได้ ที่ทำได้คือระบบการจับออกซิเจนทั้งระบบ

การได้รับสารจับออกซิเจนที่ดีที่สุดก็คือการได้รับประทานอาหารที่สมดุล ถ้าจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนไข้ที่กำลังพักฟื้นหลังการเจ็บป่วยก็สามารถทำได้ แต่ต้องได้อาหารจากธรรมชาติและในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ต้องทำให้อาหารโดยรวมมีความสมดุลด้วย

ลินัส พอลิง ผู้เทิดทูนสารจับออกซิเจนยิ่งชีวิต

อาจเรียกได้ว่า ลินัท พอลิง (Linus Pauling) เป็นบิดาแห่งความคิด “สารจับออกซิเจนคือสิ่งขับเคลื่อนของชีวิต” งานชิ้นแรกของเขาคือการศึกษาธรรมชาติของสารเคมีที่รวมตัว ซึ่งงานนี้ทำให้พอลิงได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานนี้ ทำให้พอลิง สามารถมองลึกเข้าไปถึงสมดุลทางเคมี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีวิต และเห็นลึกไปอีกว่า การคงสมดุลเช่นนี้ไว้ได้ ต้องได้รับอิทธิพลจากสมดุลของการรับและการเติมออกซิเจน

พอลิงประกาศว่า วิตามินซีเป็นวิตามินที่สำคัญที่สุดเพียงชนิดเดียว จึงทำให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในวงการแพทย์ทั่วโลก พอลิงไม่ได้เป็นแพทย์ จึงถูกมองว่าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องหรือแม้แต่การออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องทางการแพทย์ซึ่งไม่ใช่เรื่องของตน พอลิงถูกประณามว่าเข้าไปยุ่งในเรื่องที่ตนไม่รู้ พรลิงมีศัตรูเก่าอยู่ก่อนแล้วในสหรัฐฯ เรื่องนโยบายสันติภาพของตน ดังนั้นการประกาศเรื่องนี้ของพอลิงจึงทำให้มีศัตรูเพิ่มขึ้น

พอลิงประกาศว่า วิตามินซีเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ภรรยาของพอลิงตายด้วยโรคมะเร็งขณะที่กำลังใช้วิตามินซีในขนาดสูง (วันละ 18 กรัม) อยู่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเศร้า ส่วนพอลิงตายเมื่ออายุ 93 ด้วยโรคมะเร็งเช่นกัน การตายของพอลิงเป็นข่าวร้ายของพวกสนับสนุนวิตามิน ก่อนตายพอลิงกล่าวว่า ถ้าไม่ใช่เพราะวิตามินซีช่วยไว้ ตัวเขาเองก็จะต้องตายไปนานแล้ว ในช่วงท้าย ๆ ของชีวิต พอลิงสำนึกได้ว่าวิตามินซีไม่ได้เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีความสำคัญ ยังมีสารจับออกซิเจนอื่น ๆ ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตด้วย ก่อนตายพอลิงเข้าไปค้นคว้าหาความจริงจากสารอื่น เช่น เบต้าแคโรทีนและวิตามินอี

กลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพอลิงต่างพากันชอบอกชอบใจที่เห็นช่องจะโจมตีว่าวิตามินซีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่เมื่อพบคำถามว่าจะใช้สารจับออกซิเจนอย่างไหนจึงจะแก้ปัญหาได้ พวกไม่เห็นด้วยกับพอลิงจึงต้องลดเสียงลงไป เพราะการคงสมดุลของการรับและการให้ออกซิเจนไม่ได้ทำได้ด้วยสารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว และคำตอบในเรื่องการใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียวเพื่อแก้ปัญหาจะมีขึ้นไม่ได้เป็นอันขาดเนื่องจากระบบในร่างกายมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไขด้วยวิธีง่าย ๆ เช่นนั้น สารจับออกซิเจนทุกอย่างมีแหล่งที่มา โดยเฉพาะแหล่งทางชีวะ เช่น ผลิตผลทางเกษตร ผลิตผลเหล่านี้แต่ละอย่างต่างมีส่วนในการดำรงความสมดุลดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม เราคงยังไม่เพียงพิจารณาแหล่งของสารจับออกซิเจนซึ่งสามารถครอบคลุมความต้องการได้อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่คาดว่าสิ่งนี้น่าจะได้มาจากอาหารธรรมชาติที่สมดุลเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลายที่มีสารจับออกซิเจนที่มีฤทธิ์แรง เช่น วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี เป็นส่วนประกอบ จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เสริมลงไปในอาหารธรรมชาติเท่านั้น

เมื่อจำเป็นต้องได้รับทางอาหารธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำเป็นต้องพิจารณาการมีอยู่ของสารจับออกซิเจนและการเสริมฤทธิ์ระหว่างกันของสารเหล่านี้ด้วย คุณคงเคยได้ยินมาแล้วว่ามีข้าวขาวเสริมวิตามิน น้ำมันเสริมวิตามินอีเป็นต้น การเสริมวิตามินในลักษณะนี้ต่างจากการได้รับสารสังเคราะห์ เช่น วิตามินซีเม็ดฟู่ซึ่งบริษัทยาผลิตออกมาขายมาตลอด ผู้ผลิตอาหารเพื่อสุขภาพควรทำในแนวทางอื่น คือทำอาหารขึ้นมาก่อนแล้วจึงเติมวิตามินซีลงไป วิธีนี้จะทำให้ได้อาหารซึ่งมีวิตามินซีตามที่ควรเป็นตามธรรมชาติ โภชนากรบางคนรายงานว่า ถ้าใช้วิตามินซีเพียง 250 มิลลิกรัม ผสมกับปัจจัยช่วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์ จะได้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการมากกว่าการกินวิตามินซีเป็นกรัมหรือหลายกรัมที่ได้จากยาเม็ดหรือวิตามินซีเม็ดฟู่อย่างมากมาย แถมยังราคาถูกกว่าด้วย

ดังนั้น การได้รับสารจับออกซิเจนที่ดีที่สุดก็คือการได้รับประทานอาหารที่สมดุล ถ้าจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริม

อาหารโดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนไข้ที่กำลังพักฟื้นหลังการเจ็บป่วยก็สามารถทำได้ แต่ต้องได้อาหารจากธรรมชาติและในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ต้องทำให้อาหารโดยรวมมีความสมดุลด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ริตา, เกรียร์. อาหารขจัดอนุมูลอิสระ. กรุงเทพ: หมอชาวบ้าน,2551. 176 หน้า : 1.อาหาร-แง่สุขภาพ. 2.อนุมูลอิสระ. I.วูดเวิร์ด,โรเบิร์ต, II.พิสิฐ วงศ์วัฒนะ,ผู้แปล. III.ชื่อเรื่อง. 613.2 ISBN 978-974-04-5522-6.

Robin Ann Martin, Alternatives in Education: An Exploration of Learner-Centered, Progressive, and Holistic Education. Paper presented at the Annual Meeting of the American Educational Research Association (New Orleans, LA, April 1–5, 2002).

Forbes, Scott H. Values in Holistic Education. Paper presented at the Third Annual Conference on Education, Spirituality and the Whole Child (Roehampton Institute, London, June 28, 1996). 9 pages.

Ron Miller, 1999, A Brief Introduction to Holistic Education Forbes, Scott H. and Robin Ann Martin. What Holistic Education Claims About Itself: An Analysis of Holistic Schools’ Literature. Paper presented at the American Education Research Association Annual Conference (San Diego, California, April 2004). 26 pages.