มารู้จักส่วนประกอบของเต้านมป้องกันมะเร็งเต้านมกันเถอะ

มารู้จักส่วนประกอบของเต้านมป้องกันมะเร็งเต้านมกันเถอะ
ส่วนประกอบภายในเต้านมของผู้หญิง มีกล้ามเนื้อ ไขมัน ท่อน้ำนม เซลล์ผลิตน้ำนม ฐานนม หัวหัว

มารู้จักส่วนประกอบของเต้านมเพื่อป้องกันการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

เต้านมมีส่วนประกอบอะไรบ้าง?

ในเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 10 – 11 ปี รังไข่จะเล็กและยังไม่ทำงาน แต่พอรังไข่ได้รับคำสั่งจากฮอร์โมนในสมองก็จะเริ่มเกิดการขยายตัวและมีการผลิตฟองไข่ขึ้น และทำให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเพศที่ชื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เองที่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันและทำให้ท่อนมเกิดการเจริญเติบโต ในเวลาต่อมาเมื่อรังไข่มีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จะมีการขยายตัวของฟองไข่จนเกิดไข่ตก ส่วนรังไข่ที่เหลือจะสร้างฮอร์โมนเพศอีกตัวหนึ่งที่ชื่อฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนซึ่งเมื่อหลั่งออกมาจะทำให้ต่อมนมขยายขนาดขึ้น จนเป็นเต้านมที่สมบูรณ์ในช่วงอายุประมาณ 16 ปีขนาดของเต้านมจะเล็กหรือใหญ่นั้นจะอยู่ที่ปริมาณไขมันที่สะสมไว้ คนที่มีไขมันสะสมมากเต้านมก็จะมีขนาดใหญ่ โดยจะมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มาก และการกินอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนยังมีอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านมในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น

– ช่วงก่อนมีประจำเดือน จะรู้สึกคัดเค้าเต้านมหรือเต้านมขยายใหญ่ขึ้น

– ช่วงหลังเป็นประจำเดือน ขนาดของเต้านมจะเล็กลง

– ช่วงตั้งครรภ์เต้านมจะขยายขนาดขึ้น

– การคุมกำเนิดโดยวิธีต่าง ๆ ซึ่งเป็นการรับฮอร์โมนเพศหญิงจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ก็อาจทำเต้านมขยายใหญ่ขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีด กิน หรือทา

เต้านมเป็นอวัยวะที่มีแต่เพียงเส้นเลือดจากบริเวณกล้ามเนื้อทรวงอกมาหล่อเลี้ยงแต่เพียงเท่านั้น ซึ่งภายในประกอบไปด้วยท่อน้ำนม ต่อมน้ำนม  ไขมันโดยมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือเอ็นที่ชื่อคูเปอร์แผ่ยึดระหว่างฐานนมและผิวหนัง

ทำหน้าที่ในการพยุงส่วนประกอบของเต้านมให้คงรูป นอกจากนี้เต้านมไม่ใช่เนื้อก้อนใหญ่ ๆ ก้อนหนึ่งแต่แบ่งออกเป็นกลีบ ๆ ไม่ต่างอะไรจากกลีบส้ม โดยหนึ่งเต้านมจะมีประมาณ 15 – 20 กลีบ มีหัวนมเป็นศูนย์กลางของเต้านม และเหตุผลที่เต้านมสามารถสั่นคลอนและห้อยย้อยได้ก็เพราะว่าเอ็นคูเปอร์ไม่ได้ยึดเอาไว้แน่นนั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งในผู้หญิง เช่น โรคมะเร็งเต้านม แต่ในทางการแพทย์ก็เชื่อกันว่า เกิดจากกรรมพันธุ์ของผู้ป่วยร่วมกับการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณสูง หรือเป็นเวลานาน จึงทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้น โดยมีปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้

1.โรคมะเร็งเต้านม สามารถพบได้ในผู้หญิงมากกว่าเพศชายถึง 100 เท่า

2.ยิ่งมีอายุมากขึ้น โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยสูงถึงร้อยละ 95 ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมเมื่อมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

3.ผู้ที่มีความเครียดสะสม หรือมีความเครียดเรื้อรัง มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่จิตใจแจ่มใส หรือารมณ์ดีถึง 2 เท่า

4.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือเป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนธรรมดาถึง 2 เท่า

5.ผู้ที่มีภาวะ Metabolic Syndrome เช่น เป็นโรคอ้วน เป็นโรคเบาหวาน และเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมสูงถึง 3 เท่า

6.ผู้ที่ชอบทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ทานอาหารธรรมดาถึง 3 เท่า

7.ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มถึง 1.1-1.3 เท่า

8.ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย มีความเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำถึง 2 เท่า

9.ร้อยละ 10 ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม เคยมีญาติหรือคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน ยิ่งถ้ามีญาติสายตรงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 1.5-8.8 เท่า โดยมีรายละเอียด คือ

  1.  ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นโรคมะเร็งเต้านม มีความเสี่ยง 1.5 เท่า
  2. แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคมะเร็งเต้านมข้างเดียวในช่วงวัยมีประจำเดือน มีความเสี่ยง 1.8 เท่า
  3. แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคมะเร็งเต้านมข้างเดียวในช่วงวัยหมดประจำเดือน มีความเสี่ยง 8.8 เท่า (สูงที่สุด)
  4. แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคมะเร็งเต้านมทั้งสองข้างในช่วงวัยมีประจำเดือน มีความเสี่ยง 1.2 เท่า
  5. แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคมะเร็งเต้านมทั้งสองข้างในช่วงวัยหมดประจำเดือน มีความเสี่ยง 4 เท่า

10.คนผิวขาว มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนผิวเหลือง 5 เท่า

11.ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศตะวันตกที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าประเทศตะวันออกและเอเชียถึง 1.5 เท่า

12.พบก้อนเนื้อในเต้านม ปกติแล้วแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ ส่วนมากแล้วการพบก้อนเนื้อ มักจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม 2-5 เท่า

13.หากเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาข้างหนึ่งแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเป็นอีกข้างสูงกว่าผู้อื่น 5 เท่า

14.หากได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอกก่อนอายุ 32 ปี มีโอกาสจะเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยฉายรังสี

15.ผู้ที่เป็นโสด และยังไม่เคยมีบุตร มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ทีบุตรถึง 3 เท่า

16.ผู้ที่มีบุตรคนแรกหลังอายุ 35 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่มีบุตรขณะอายุน้อยถึง 4 เท่า

17.ผู้ที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ประจำเดือนมาช้าถึง 1.3 เท่า

18.ผู้ที่ประจำเดือนหมดหลังอายุ 55 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่หมดประจำเดือนเร็วถึง 1.2-1.5 เท่า

19.ผู้ที่มียีนกลายพันธุ์ BRCA1, BRCA2 มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง ตั้งแต่ก่อนวัยหมดประจำเดือน

20.การทานยาคุมกำเนิด มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม แต่ถ้าหากหยุดทานยาคุมเป็นเวลา 10 ปีหรือนานกว่านั้น ความเสี่ยงก็จะลดลงมาเหมือนคนปกติที่ไม่ได้ทานยาคุม

21.ผู้ที่ต้องได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนการหมดประจำเดือนติดต่อกันเกิน 5 ปี มีโอกาสเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติถึง 1.3 เท่า แต่ถ้าหยุดรับฮอร์โมนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงก็จะน้อยลงเท่ากับคนปกติ

มะเร็งเต้านมมีกี่ชนิด

มะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. มะเร็งระยะที่ยังไม่ลุกลาม เช่น มะเร็งในท่อน้ำนมหรือมะเร็งต่อมน้ำนม ซึ่งเป็นมะเร็งที่อยู่ในระยะที่ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่ออื่น ๆ ของเต้านม

2. มะเร็งระยะลุกลามของเต้านม เป็นมะเร็งที่อยู่ในระยะที่กำลังลุกลามออกจากเยื่อหุ้มท่อนม หรืออาจเกิดการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ได้แก่

2.1 มะเร็งระยะลุกลามของท่อน้ำนม เป็นชนิดที่มักพบได้มากที่สุดในอัตราส่วน 8 ใน 10 ของมะเร็งเต้านมทุกชนิด โดยมะเร็งชนิดนี้จะเริ่มลุกลามจากท่อนมกระจายไปยังรอบ ๆ เนื้อนมหรืออาจลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดหลอดน้ำเหลือง

2.2 มะเร็งระยะลุกลามของต่อมน้ำนม จะเกิดขึ้นที่ต่อมนมแล้วลุกลามออกจากเยื่อหุ้มต่อมนมไปยังเนื้อของเต้านม หรืออาจเกิดการกระจายตัวเข้าสู่หลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง เมื่อเทียบกับมะเร็งเต้านมทุกชนิดจะมีโอกาสพบมะเร็งชนิดนี้ประมาณ 1 ใน 10

3.มะเร็งเต้านมชนิดลุกลามอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยจะได้พบมากนักยังมีอยู่อีกหลายชนิด ได้แก่

3.1 มะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ทั้งหมดจะพบมะเร็งชนิดนี้ประมาณร้อยละ 1 – 3 เช่นเดียวกันกับเต้านมอักเสบ โดยจะมีอาการเต้านมแข็ง ผิวหนังส่วนที่ปกคลุมเต้านมจะมีลักษณะบวมหนาและมีรูบุ๋มลงไป มักลุกลามเข้าสู่หลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง

3.2 มะเร็งเต้านมชนิดผสมผสาน เป็นชนิดที่ผสมปนเปกันหลายอย่าง มีวิธีการรักษาเช่นเดียวกันกับ มะเร็งระยะลุกลามของท่อน

3.3 มะเร็งเต้านมชนิดที่มีเซลล์มะเร็งแบบพิเศษ และมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายร่วมด้วย เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นจะมีโอกาสพบมะเร็งชนิดนี้ประมาณร้อยละ 3 – 5

3.4 มะเร็งเต้านมชนิดมีมูก เป็นชนิดที่มีโอกาสพบได้ค่อนข้างน้อย เป็นมะเร็งของเซลล์ในเต้านมซึ่งสร้างมูก และมักมีการพยากรณ์ของโรคดีกว่ามะเร็งเต้านมชนิดลุกลามอื่นๆ

3.5 มะเร็งหัวนม เมื่อเทียบกับมะเร็งเต้านมทั้งหมดจะเป็นชนิดที่พบได้ร้อยละ 1 จะเกิดขึ้นที่บริเวณท่อน้ำนม ลามมาที่หัวนมและลานนม จะมีลักษณะเป็นสะเก็ดและจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมออกมาด้วย และตรงที่เป็นมักเป็นสีแดง หลายคนจึงอาจเข้าใจว่าเป็นโรคผิวหนังส่งผลให้การรักษาเป็นไปค่อนข้างช้า

3.6 มะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ไขมันในเต้านม เป็นชนิดที่พบได้น้อยและต้องใช้วิธีผ่าตัดในการรักษาเท่านั้น

3.7 มะเร็งของเส้นเลือดในเต้านม เป็นชนิดที่มีโอกาสพบได้น้อยที่สุด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดขึ้นหลังจากใช้วิธีฉายแสงในการรักษามะเร็งเต้านม 5-10 ปี

อาการของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม

คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่า เมื่อพบก้อนที่เต้านมแล้วเกิดอาการเจ็บปวด จึงจะหมายถึงการเป็นมะเร็งเต้านม หลายคนที่พบก้อนจากการคลำ แต่เมื่อกดแล้วไม่รู้สึกเจ็บ ก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นโรคอื่น ๆ หรือไม่ได้เป็นอันตราย จึงทำให้ไม่สนใจที่จะไปพบแพทย์ รู้ตัวอีกทีก็อาการรุนแรงแล้ว โดยทั่วไปอาการของผู้เป็นโรคมะเร็งเต้านม มักจะไม่มีอาการจำเพราะเจาะจง จึงอาจทำให้หลายคนเกิดการเข้าใจผิดได้

และนี่คืออาการเบื้องต้นของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ใครที่มีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

1.พบก้อนเนื้อที่เต้านมจากการคลำด้วยตัวเอง

2.มีอาการรักแร้บวม แต่ไม่รู้สึกเจ็บ

3.มีอาการเจ็บจี๊ดที่เต้านมโดยไม่มีสาเหตุ จริงๆ แล้วการเป็นโรคมะเร็งเต้านมไม่ได้ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด แต่ก็มีบางครั้งที่ก้อนเนื้อประหลาด (ที่จะต้องพิสูจน์โดยการคลำหรือตรวจเมมโมแกรม) จะเป็นสาเหตุของการเจ็บปวด

4.หากคลำพบก้อน แต่กดแรง ๆ แล้วไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือเกิดความผิดปกติ ไม่ใช่ก้อนมะเร็งเต้านม

5.เต้านมมีลักษณะที่เปลี่ยนไปจนสังเกตได้ชัด เช่น เบี้ยว แฟบ หรือโตขึ้น บางคนอาจพบการมีเต้านมที่ไม่เท่ากัน ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผิวหนังที่เต้านมกดลงไปแล้วบุ๋ม รวมถึงมีอาการปวดบวมแดง

6.หัวนมมีน้ำเหลือง หรือน้ำนมไหลตลอดเวลา บางครั้งอาจมีผื่น มีอาการคันหรือเจ็บ หากไม่ได้มีการให้นมลูก ให้ถือว่าเป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่ง จำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจโดยเร็วที่สุด

7.เป็นแผลเรื้อรังที่เต้านม จะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

1. ตรวจเต้านมด้วยตนเอง

การตรวจเต้านมด้วยตนเองควรทำเป็นประจำทุกเดือน เริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยจะตรวจในช่วง 3 – 5 วันหลังจากหมดประจำเดือน และเพื่อป้องกันการลืมควรกำหนดวันที่ตรวจให้เป็นเวลาเดียวกันทุกเดือน ผู้หญิงทั่วไปจะมีปัญหาเหมือนกันก็คือ เมื่อใช้วิธีตรวจคลำด้วยตนเองแล้วแต่ก็ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าก้อนในเต้านมที่คลำพบผิดปกติหรือไม่

ก้อนที่กดเจอว่าผิดปกติแล้วเข้าข่ายว่าจะเป็นมะเร็งจะมีลักษณะดังนี้

จะมีลักษณะเป็นก้อนหนาและมีขอบเขตไม่แน่ชัด จะไม่ค่อยย้ายที่ไปไหน โดยตรงส่วนเนื้อหนาที่ตรวจพบนั้นจะต่างไปจากเนื้อนมของเต้านมข้างเดียวกันตรงจุดอื่น และเมื่อเทียบดูจากเต้านมอีกข้างจะพบว่ามีความแตกต่างกันอีกด้วย (แต่ถ้าเป็นก้อนกลมๆ รีๆ แข็ง ขนาดเท่ากับลูกชิ้น กลิ้งไปมาอยู่ใต้เนื้อนม ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่ก้อนมะเร็งแต่เป็นถุงน้ำพังผืด)

บริเวณที่มักตรวจพบมะเร็งเต้านมเป็นส่วนใหญ่

สำหรับผู้หญิงแล้วสิ่งที่ควรรู้ไว้เลยก็คือก้อนที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะเป็นมะเร็งก็คือ มักจะเป็นก้อนที่อยู่บริเวณด้านนอกหรือด้านบนของเต้านม เพราะฉะนั้นหากต้องตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ควรตรวจให้ถี่ถ้วนเป็นพิเศษ โดย เต้านมจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วนคือ

บริเวณ ¼ ด้านบนด้านนอก (ติดกับรักแร้) มีโอกาสตรวจพบก้อนมะเร็งเต้านมได้ราว 50%

บริเวณ ¼ ด้านบนด้านใน มีโอกาสตรวจพบก้อนมะเร็งเต้านมได้ราว 15%

บริเวณ ¼ ด้านล่างด้านนอก มีโอกาสตรวจพบก้อนมะเร็งเต้านมได้ราว 11%

บริเวณ ¼ ด้านล่างด้านใน มีโอกาสตรวจพบก้อนมะเร็งเต้านมได้ราว 6%

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าก้อนที่คลำพบจะมีลักษณะเป็นเช่นไรก็ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอีกครั้ง

2. ให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย

เมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไปควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเต้านมปีละครั้ง

3. ตรวจแมมโมแกรม

การตรวจแมมโมแกรมจะเป็นการเอกซเรย์เต้านมสองท่า คือคือแนวตรงกับแนวเอียง เป็นการตรวจที่เหมาะกับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยควรที่จะไปเข้าตรวจทุกปี
มีผลการศึกษาพบว่า การตรวจแบบแมมโมแกรมสามารถที่จะตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ก่อนการคลำพบก้อน จึงช่วยลดโอกาสที่จะเสียชีวิตจากการเป็นมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 44 หากมีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งเต้านม ควรที่จะได้รับการตรวจก่อนที่จะถึงอายุที่เขาเป็นประมาณ 5 ปี

ลักษณะผิดปกติที่พบจากแมมโมแกรม

ก้อนที่มีขอบเขตแน่ชัด ส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็ควรที่จะได้รับการตรวจเพิ่มเติม ก้อนที่ไม่แสดงขอบเขตแน่ชัด หรือขอบเขตมีลักษณะพร่า ๆ เป็นเส้น ๆ เต้านมบิดเบี้ยว มีพังผืดผิดปกติที่เต้านมข้างเดียว มีแคลเซียมเล็ก ๆ เกาะเป็นเส้นตรง หรือเป็นกิ่งก้าน มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่เป็นมากผิดปกติหรือท่อน้ำนมมีลักษณะบิดเบี้ยว ซึ่งลักษณะที่ตรวจพบดังกล่าวนี้เป็นไปได้ว่าอาจเป็นก้อนมะเร็ง จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการวินิจฉัยต่อ

4. ตรวจโดยวิธีอัลตราซาวนด์

การตรวจโดยวิธีอัลตราซาวนด์สามารถบอกได้ว่าก้อนที่คลำพบหรือแมมโมแกรมตรวจเจอเป็นก้อนแข็งหรือถุงน้ำ ซึ่งหากเป็นก้อนแข็งก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจวินิฉัยต่อไป
การนำชิ้นเนื้อมาตรวจว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ สามารถทำได้ 3 วิธี คือ

1.ใช้เข็มเจาะดูดน้ำ หากพบว่าก้อนเนื้อมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ แพทย์จะทำการเจาะดูดน้ำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ ?

2.ใช้เข็มเจาะดูดเนื้อ หากไม่พบน้ำที่ก้อนเนื้อ แพทย์ก็จะเจาะดูดเอาเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อไป

3.ถ้าหากว่าการเจาะเอาชิ้นเนื้อทั้ง 2 วิธีแรกนั้น ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าใช่เซลล์มะเร็งหรือไม่ ก็จะต้องทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมาตรวจใหม่เพื่อให้มีปริมาณมากขึ้นพอที่จะตรวจ โดนการผ่าตัดจะมี 2 รูปแบบคือ การตัดบางส่วนหากก้อนเนื้อใหญ่มาก และการตัดออกทั้งหมด หากก้อนเนื้อยังไม่ใหญ่มากจนเกินไป

วิธีตรวจหาการกระจายของมะเร็งเต้านม

หากผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีอาการรุนแรงกว่าเดิม (เกิดจากระยะของโรคที่มากขึ้น) เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หายใจเหนื่อยหอบ ปวดกระดูก อาจสันนิษฐานได้ว่า มีการแพร่กระจายของเชื้อมะเร็งเต้านมไปที่อวัยวะส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีการตรวจต่อไป

ระยะของมะเร็งเต้านม

ระยะที่ 0 พบเจอก้อนเนื้อหรือเซลล์มะเร็ง แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังเต้านม และส่วนอื่น ๆ สามารถวินิจฉัยได้โดยการตัดชิ้นเนื้อ หรือเจาะดูดน้ำมาตรวจในห้องปฏิบัติการ

• ระยะที่ 1 เริ่มมีอาการลุกลามบ้าง แต่ที่เห็นได้ชัดคือก้อนมะเร็งบริเวณเต้านมจะใหญ่ขึ้น 1-2 เซนติเมตร แต่ยังไม่ได้แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น ๆ เช่นเดียวกับระยะที่ 0

• ระยะที่ 2 แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 2A และ 2B มีความแตกต่างกันคือ

• กรณี 2A จะไม่พบก้อนมะเร็งเนื่องจากมีขนาดเล็กมาก แต่เริ่มพบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองขณะเดียวกัน หากพบก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ 5-6 เซนติเมตร จะไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

• กรณี 2B พบก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร ที่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้บ้างส่วน ขณะเดียวกัน หากพบก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ 5-6 เซนติเมตร จะไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

• ระยะที่ 3 แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 3A และ 3B มีความแตกต่างกันคือ

• กรณี 3A จะไม่พบก้อนมะเร็งเนื่องจากมีขนาดเล็กมาก แต่บางทีก็อาจจะพบก้อนเนื้อที่มีขนาดตั้งแต่ 2-5 เซนติเมตร มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้มากยิ่งขึ้นหรือลงลึกไปแล้ว

• กรณี 3B พบก้อนมะเร็งทุกขนาดเริ่มทะลุออกมาทางผิวหนัง จากการตรวจสอบพบว่ามีการกระจายตัวไปยังต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่กระจายตัวไปยังที่อื่น

• ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย) เชื้อมะเร็งมีการแพร่กระจายอย่างรุนแรงและได้ไกล เช่น กระดูก ปอด ตับ สมอง เป็นต้น

การป้องกันมะเร็งเต้านม

เพื่อป้องกันการป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1. แต่งงานและมีลูกก่อนอายุ 30 ปี เพราะหากมีลูกหลังวัยนี้จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูง

2. ควรให้นมบุตรไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยพบว่าคนที่ให้นมลูกจะช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านมได้สูง

3. ทำหมัน เพราะการทำหมันจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมให้ลดน้อยลงไปอีก

4. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน ให้ได้วันละ 30 นาที และสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการกินอาหารไขมันสูงอย่างเด็ดขาด ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ตัวเองอ้วน

6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแลง เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ รวมถึงการซื้อผักผลไม้จากตลาดก็ต้องเลือกให้ดี เพื่อระวังยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ด้วย

7.พยายามอย่าเครียดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะภาวะที่ร่างกายเครียด จะยิ่งกระตุ้นให้เป็นมะเร็งได้ง่ายขึ้น

8.หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

9.ถ้าเป็นไปได้ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน เพราะหากพบความผิดปกติ จะได้ทำการรักษาได้ทันนั่นเอง

10.ในคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านมเป็นประจำทุกปี และเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ก็ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปีอีกด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. ต้านมะเร็งเต้านม : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2554.

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 240 หน้า 1.มะเร็ง I.ชื่อเรื่อง. 616.994 ISBN 978-616-08-1647-7.

คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รู้จัก รู้เรื่อง รู้รักษา โรคมะเร็ง : บริษัท ธนาเพรส จำกัด, 2559.

“Breast cancer. Clinical practice guidelines in oncology”. Journal of the National Comprehensive Cancer Network : JNCCN (2): 122–92.