ความรู้พื้นฐานของโรคมะเร็ง

ความรู้พื้นฐานเบื้องต้นของโรคมะเร็ง (ฺฺBasic knowledge of Cancer)
ความรู้พื้นฐานเบื้องต้นของโรคมะเร็ง (ฺฺBasic knowledge of Cancer)

มะเร็ง คืออะไร?

 

มะเร็ง คือความผิดปกติทางสารพันธุกรรม (DNA) ของเซลล์ร่างกาย ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในปริมาณที่มากเกินปกติ จนกระจายแทรกตัวไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่ติดกันและอาจแพร่ไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกายโดยเดินทางผ่านกระแสเลือดและระบบน้ำเหลือง เมื่อเซลล์มะเร็งรุกล้ำไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใดก็ตามจะทำให้เซลล์ปกติของบริเวณนั้นตายลง เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะสร้างเส้นเลือดเพื่อลำเลียงลือดและสารอาหารเข้าเลี้ยงเซลล์มะเร็งให้เติบโต เมื่อเซลล์ปกติถูกแย่งทรัพยากรเหล่านี้ก็จะตายลงในที่สุด ผู้ป่วยมะเร็งขั้นรุนแรงจะมีอวัยวะหลายส่วนเต็มไปด้วยเนื้อเยื่อที่ตายไปแล้ว จึงไม่สามารถทำหน้าที่ทางชีวภาพอันสำคัญต่อการอยู่รอดได้อีกต่อไป เช่น การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างเม็ดเลือด การรักษาสมดุลของระบบสารเคมีในร่างกาย อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเวลาต่อมา

 

โรคมะเร็งเกิดจากอะไร?

 

โรคมะเร็งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากสิ่งแวดล้อม (Environment) และพันธุกรรม (Genetics) โดยมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายชนิดประกอบกัน เช่น สูบบุหรี่จัด เคร่งเครียด นอนหลับไม่เพียงพอ ชอบกินอาหารอาหารแปรรูปใส่ดินประสิว เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง และคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง เป็นต้น

 

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง

 

1) อายุ อายุที่มากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง เซลล์เริ่มเสื่อมสภาพจากการทำงานเป็นเวลานานรวมทั้งการถูกทำลายด้วยสารอนุมูลอิสระ (Free Radical) เนื่องจากการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายและเสื่อมสภาพเป็นจำนวนมากนั้น มักเกิดความผิดพลาดในกระบวนการมากกว่า จึงทำให้เซลล์บางส่วนกลายพันธุ์ (Mutation) เป็นเซลล์มะเร็ง

2) พฤติกรรมการบริโภคอาหาร อาหารที่มีสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) เช่น ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง หมูยอ แหนม ปลาส้ม ซึ่งใส่ดินประสิว หรือ โซเดียมไนเตรต โซเดียมไนไตรท์ (Nitrate, Nitrite) เป็นสารกันบูด จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งที่สำคัญประการหนึ่ง รวมถึงยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนในผักผลไม้ วัตถุกันเสียและสิ่งเจือปนที่เป็นพิษในอาหาร นอกจากนี้พฤติกรรมการบริโภคอาหารทอดไขมันสูง อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารไม่มีกากใย (Fiber) ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ทั้งสิ้น

3) บุหรี่ การสูบบุหรี่ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเกือบทุกชนิด เช่น มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดลม มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งที่ไต มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น เนื่องจากในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 60 ชนิด ได้แก่ นิโคติน Nicotine) สารหนู (Arsenic) ทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนออกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปทางกระแสเลือด และไหลเวียนไปยังอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เข้าทำลายภูมิต้านทาน และกระตุ้นการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง

4) การติดเชื้อและพยาธิ การติดเชื้อจากไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งได้เช่นกัน เช่น ไวรัสเอชพีวี (HPV Virus หรือ Human Papilloma Virus) เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.Pylori) ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้พยาธิใบไม้ในตับ (Opisthorchis viverrini) ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดี เนื่องจากพยาธิจะหลั่งสารกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว

5) ความเครียด ความเครียด (Stress) เป็นสาเหตุของมะเร็งที่เรามักมองข้าม ทั้งนี้เมื่อเกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น หรือมีภาวะเครียดเรื้อรัง จะทำให้ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ ลดลง รวมถึงเม็ดเลือดขาว และสารต้านการอักเสบ (Anti-Inflammatory) ที่มีปริมาณลดลงด้วย ความเครียดจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้

6) โรคอ้วน ในปี ค.ศ. 2016 องค์การวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer หรือ IARC) ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้ระบุว่า โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง 7 ชนิด คือ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ตับอ่อน รังไข่ ต่อมไทรอยด์ เยื่อหุ้มสมอง และ ไขกระดูก นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม เนื่องจากเซลล์ไขมันจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนแอสโตรเจน (Estrogen) ในปริมาณมากขึ้นและเต้านมเป็นอวัยวะที่ตอบสนองกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปอย่างผิดปกติ

7) พันธุกรรม มะเร็งเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มาสู่ลูกได้ โดยมักเกิดจากความผิดปกติของยีน (Gene) อย่างไรก็ตามอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมพบในอัตราที่ไม่สูงมาก คิดเป็น 5-10% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมดเท่านั้น โดยผู้ป่วยมะเร็งอันเป็นผลจากพันธุกรรมมักแสดงอาการของโรคตั้งแต่ในวัยเด็ก ทั้งนี้การมีปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่ายีนเหล่านี้จะถูกกระตุ้นให้แสดงผลหรือไม่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมายทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

 

ระยะของโรคมะเร็ง

 

การแบ่งระยะ (Stage) และระดับ (Grade) ของโรคมะเร็งจะแบ่งตามหลักเกณฑ์ชนิดต่าง เช่น ขนาดของก้อนมะเร็ง การแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ระดับการเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากเซลล์ปกติ เป็นต้น ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดก็จะมีเกณฑ์ในการแบ่งระยะและระดับแตกต่างกันไป อาทิเช่นมะเร็งเต้านมจะแบ่งตามขนาดและการแพร่กระจาย แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะแบ่งระยะโดยดูว่ามะเร็งเกิดขึ้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย (ซ้ายหรือขวา) หรือเกิดขึ้นทั้ง 2 ด้านแล้ว ทั้งนี้ ระยะของโรคมะเร็งที่นิยมใช้กันตามความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่ คือการแบ่งตามความรุนแรงในการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งกล่าวโดยสังเขป ดังนี้

 

สังเกตอาการของโรคมะเร็ง

 

โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติตามอวัยวะที่เป็นต้นกำเนิดของมะเร็ง เช่น คลำเจอก้อนเนื้อที่เต้านม ปวดบริเวณตับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มะเร็งบางชนิดจะไม่แสดงอาการชัดเจนโดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ซึ่งถือว่าเป็น “มะเร็งเงียบ” ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งในผู้หญิง เนื่องจากผู้ป่วยมักมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ทั้งนี้มะเร็งรังไข่มีอาการระยะแรกคล้ายกับโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด จุกเสียด ลงพุงใต้สะดือ ท้องผูก จึงทำให้ผู้ป่วยคาดเดาว่าตัวเองป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน หรือโรคอ้วน จากการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเกือบ 400 ราย พบว่า

 

อาการทางร่างกายที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ

1.อาการปวด (64%)

2.เบื่ออาหาร (34%)

3.ท้องผูก (32%)

4.ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง (32%)

5.หายใจลำบาก ติดขัดเหมือนไม่เต็มปอด (31%)

ดังนั้น นอกจากลักษณะขั้นต้นของมะเร็งแต่ละชนิดแล้ว เราควรสังเกตุ อาการขั้นต้นที่มะเร็งทุกชนิดมีลักษณะร่วมกัน ดังนี้

 

1) เหนื่อยง่าย ง่วง อ่อนเพลียอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งที่พักผ่อนอย่างเพียงพอ เมื่อเซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้น ร่างกายจะกระตุ้นการหลั่งสาร TNF (หรือ Tumor Necrosis Factor) ซึ่งมีหน้าที่ต่อต้านเซลล์มะเร็ง โดย TNF จะส่งสัญญาณเรียกเม็ดเลือดขาวให้มายังบริเวณที่เกิดเซลล์มะเร็ง เกิดการต่อสู้กันระหว่างระบบภูมิต้านทาน (เม็ดเลือดขาว) และสิ่งแปลกปลอม (มะเร็ง) ซึ่งผลที่ตามมาคือการอักเสบและการเหนื่อยล้า (Fatigue) เนื่องจากมีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้นในระดับเซลล์ จึงทำให้พลังงานที่สะสมไว้ในร่างกายสูญเสียไปจำนวนมาก ซึ่งการสูญเสียพลังงานระดับเซลล์จำนวนมากเช่นนี้ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า ง่วงซึม ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงใดๆ อีกทั้งรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนทั้งที่ได้นอนหลับเพียงพอแล้ว โดยมักมีอาการน้ำหนักลด เบื่ออาหารร่วมด้วย ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าคนส่วนใหญ่มักมองข้ามอาการเหล่านี้ไป โดยคิดว่าเป็นเพราะการทำงานหนัก นอนน้อย วิตกกังวลเรื่องต่างๆ เป็นต้น

2) อาการปวดตามร่างกาย ลักษณะการปวดที่พบมากในผู้ป่วยมะเร็ง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ อาการปวดจากการบาดเจ็บหรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย (Nociceptive Pain) มักพบเมื่อมะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนว่าปวดบริเวณไหน โดยจะมีการปวดร้าว (Aching), ปวดตื้อ (Dull) หรือปวดตุ๊บๆ (Throbbing) และอาจมีอาการปวดร้าวแผ่กระจายไปยังตำแหน่งที่ไม่ได้เกิดโรค ซึ่งเรียกอาการปวดชนิดนี้ว่า “Referred Pain” อาการปวดจากระบบประสาท (Neuropathic Pain) พบในกรณีที่ก้อนมะเร็งกดทับเส้นประสาท ไขสันหลัง เซลล์หรืออวัยวะของระบบประสาท ซึ่งจะมีลักษณะของการปวดหลายรูปแบบ เช่น ปวดแสบร้อน (Burning), เจ็บเสียว (Tingling) หรือ เจ็บแปล๊บๆ เหมือนไฟช๊อต (Lancinating)

3) มีอาการไข้เรื้อรังเป็นประจำ ผู้ที่มีอาการไข้เรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วันเป็นประจำทุกๆ 1-2 เดือน อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็ง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อเซลล์มะเร็ง ทำให้มีสภาวะผิดปกติในระบบการรักษาสมดุลของร่างกาย (Homeostasis) ซึ่งควบคุมระดับอุณหภูมิ ระดับน้ำและเกลือแร่ และความเข้มข้นของเลือด ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้เรื้อรังเป็นประจำจึงควรไปพบแพทย์และตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุ

 

การตรวจหามะเร็ง

 

การตรวจหามะเร็ง หรือ ตรวจคัดกรองมะเร็ง (Cancer Screening) เป็นการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่างๆ ในผู้ที่ยังไม่เป็นมะเร็ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากมะเร็งและนำไปสู่การรักษาในกรณีที่ตรวจเจอโรค ซึ่งมะเร็งในระยะแรกเริ่ม เช่น ระยะที่ 0 และระยะที่ 1 มีโอกาสรักษาหายได้มากกว่า 90%

 

การตรวจคัดกรองมะเร็ง

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งสามารถทำได้ 3 แนวทางคือ

1) การตรวจร่างกาย (Physical Examination) แพทย์จะทำการตรวจพื้นฐาน เช่น วัดไข้ วัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจดูช่องปากลำคอ คลำเพื่อตรวจหาก้อนเนื้อบริเวณเต้านม ทวารหนัก และกดบริเวณต่างๆ เช่น ช่องท้อง ต่อมน้ำเหลือง เพื่อดูว่ามีอาการเจ็บปวดหรือไม่ โดยจะทำควบคู่กับการสอบถามประวัติของผู้ป่วย เช่น ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและสมาชิกครอบครัว ประวัติการแพ้ยาหรือแพ้อาหาร ประวัติการตั้งครรภ์ ประจำเดือน เพศสัมพันธ์ ซึ่งหลังจากแพทย์ได้ข้อมูลจากคนไข้แล้วก็จะทำการประเมิณอาการต่อไป

2) การตรวจทางแลป (Laboratory Test) เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างจากร่างกายคนไข้ เช่น เลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เนื้อเยื่อ และของเหลวภายในร่างกายมาทำการวิเคราะห์

3) การตรวจด้วยเทคนิคภาพถ่าย (Imaging Technique) เป็นการตรวจโดยอุปกรณ์ที่สามารถแสดงภาพถ่ายอวัยวะภายในร่างกาย ได้แก่

เอ็กซ์เรย์ (X-Ray):

เป็นวิธีที่ค่าใช้จ่ายไม่สูง สะดวก รวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดคือได้ภาพ 2 มิติ ที่มีแสดงความกว้างกับยาว แต่ไม่มีความลึก เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีทีสแกน (Computerized Tomography หรือ CT scan): เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากเอ็กซ์เรย์แบบพื้นฐาน โดยจะทำการฉายรังสีในหลายๆมุม แล้วใช้คอมพิวเตอร์เก็บภาพในแต่ละองศามาประกอบกันเป็นภาพ 3 มิติ นอกจากนี้ยังเก็บภาพอวัยวะในแนวตัดขวางได้หลายๆ ภาพอย่างต่อเนื่องกัน จึงทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ละเอียดมากขึ้น ผู้ป่วยกำลังเข้าเครื่องซีทีสแกน เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ

เอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging, MRI):

มีหลักการคือใช้คลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นโมเลกุลของน้ำในอวัยวะแล้วเปลี่ยนข้อมูลสั่นไหวนั้นให้กลายเป็นภาพบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งการตรวจ MRI นี้มีความถูกต้องแม่นยำสูง นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับเนื้อเยื่ออ่อนและอวัยวะที่มีมวลของเหลวค่อนข้างสูง เช่น สมอง หลอดเลือด กล้ามเนื้อ เป็นต้น

อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound):

ใช้หลักการสะท้อนของคลื่นเสียงทำให้เกิดภาพ ในปัจจุบันสามารถตรวจได้ทั้ง 2 มิติ (กว้างและยาว) 3 มิติ (กว้าง ยาว ลึก) 4 มิติ (กว้าง ยาว ลึก และเห็นการเคลื่อนไหวได้ตามจริง) ในการตรวจคัดกรองมะเร็ง แพทย์มักใช้วิธีการตรวจหลายแนวทางผสมกัน เพื่อให้ได้ผลวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด เนื่องจากวิธีการตรวจแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับอวัยวะเป้าหมาย เช่น ไม่ควรใช้เครื่อง MRI ตรวจหามะเร็งกระดูก เนื่องจาก MRI อาศัยการสร้างภาพจากโมเลกุลของน้ำในอวัยวะ แต่กระดูกมีปริมาณน้ำน้อยมาก จึงไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนได้ 6. การรักษาโรคมะเร็ง เมื่อแพทย์ตรวจพบโรคมะเร็ง จะทำการประเมินเพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมให้แก่คนไข้ ซึ่งวิธีการรักษาที่นิยมใช้ได้แก่ การผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา

1) การผ่าตัด การผ่าตัดมักใช้รักษามะเร็งในระยะเริ่มแรก เช่น ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยอาจใช้ร่วมกับการให้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา โดยแพทย์จะผ่าเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกให้มากที่สุด ในบางกรณีอาจจะต้องตัดบางส่วนของอวัยวะหรือต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วย โดยการพิจารณาว่าควรรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่นั้น ต้องประเมินจากสุขภาพผู้ป่วยร่วมด้วย เช่น โรคประจำตัว สภาวะโลหิตจาง ภูมิต้านทานต่ำ เป็นต้น ทั้งนี้ โรคประจำตัวของผู้ป่วยที่อาจทำให้เกิดอันตรายระหว่างการวางยาสลบ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคลมชัก ไตวาย ตับอักเสบ ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หอบหืด ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็ง จึงควรแจ้งประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ได้รับทราบก่อนเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและความผิดพลาดในการรักษา

2) เคมีบำบัด หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ยาคีโม” หรือ “คีโมบำบัด” คือการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง หรือหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยยาจะแพร่กระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายผ่านทางกระแสเลือด ซึ่งจะแตกต่างจากการผ่าตัดและรังสีรักษา ที่จะอยู่แฉพาะบริเวณที่ทำการตัดชิ้นเนื้อออกและที่ฉายรังสีลงไปโดนเท่านั้น การทำคีโม มีข้อดีคือสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงเซลล์มะเร็งได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่มีข้อเสียคือ เซลล์ปกติในร่างกายก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะเซลล์ปกติที่แบ่งตัวได้เร็ว (ซึ่งคล้ายกับคุณสมบัติเด่นของเซลล์มะเร็ง) ซึ่งจะส่งผลข้างเคียงดังนี้

เม็ดเลือด: ยาคีโมจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดที่สร้างจากไขกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีปริมาณเม็ดเลือดลดต่ำลงกว่าปกติในช่วงเข้ารับเคมีบำบัด

ผมและเล็บ: เซลล์ที่บริเวณก้านขนและโคนเล็บจะชะลอการแบ่งตัว ทำให้ผมร่วง โคนเล็บมือและเท้ามีสีคล้ำ โดยอาจมีลักษณะของเล็บหงิกงอหรือเปลี่ยนไป

เยื่อบุทางเดินอาหาร: เคมีบำบัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารตั้งแต่ช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เนื่องจากเยื่อบุเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างเมือกเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นภายในอวัยวะเมื่อมีการลำเลียงอาหาร และช่วยในการหลั่งน้ำย่อย ดังนั้นเมื่อเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลายลง อาจทำให้เกิดแผลและอาการระคายเคืองในทางเดินอาหาร รวมถึงการแปรปรวนของระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูก ท้องเสีย เป็นต้น โดยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์กับสมองในส่วนที่ควบคุมการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหาร ซึ่งหากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาบรรเทาอาการดังกล่าว

ระบบสืบพันธุ์: การแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์จะถูกขัดขวาง ทำให้เกิดอาการเป็นหมันชั่วคราวในเพศชาย และประจำเดือนไม่ปกติในเพศหญิง ผลข้างเคียงดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวเท่านั้น เมื่อยุติการรักษาด้วยเคมีบำบัด ร่างกายจะค่อยๆปรับเข้าสู่สภาวะปกติ และเซลล์ต่างๆจะกลับมาทำหน้าที่ได้ดังเดิม ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ควรกังวลกับการเข้ารับเคมีบำบัดมากจนเกินไป การเข้ารับเคมีบำบัดจะมีประมาณ 5-12 ครั้ง โดยจะเว้นช่วงแต่ละครั้งประมาณ 3-4 สัปดาห์ โดยรวมระยะเวลาการรักษาเป็นเวลาหลายเดือน ผู้ที่เข้ารับการรักษาจึงควรวางวางแผนการดำเนินชีวิตระหว่างเข้ารับการรักษา เช่น ตารางลางาน การหาคนมาร่วมอยู่อาศัยเพื่อช่วยดูแลสุขภาพ เป็นต้น

3) รังสีรักษา การฉายรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในสมอง รังสีรักษา บางครั้งเรียกว่า “ฉายรังสี” หรือ “ฉายแสง” หมายถึงการใช้รังสีพลังงานสูงเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง เช่น รังสีเอ็กซ์ (X-ray) และรังสีแกมม่า (Gamma Ray) ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าเซลล์ปกติที่อยู่ข้างเคียงอาจจะได้รับรังสีไปด้วย อย่างไรก็ตามผลกระทบมักไม่รุนแรงนัก เนื่องจากแพทย์สามารถกำหนดตำแหน่งให้รังสีตกลงบนเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เซลล์ปกติจะมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่าเซลล์มะเร็ง จึงสามารถกลับมาสู่สภาพปกติได้ในเวลาไม่นาน การฉายรังสีจะทำครั้งละสั้นๆ เพียงครั้งละ 5-15 นาที แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ทำทุกวันจนกว่าจะครบ 20-40 ครั้ง ผู้ป่วยจึงควรเลือกที่พักอาศัยที่สะดวกต่อการเดินทางไปโรงพยาบาลระหว่างการรักษา เนื่องจากโดยมากเป็นลักษณะการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (Out Patient Department หรือ OPD) ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และต้องเดินทางไป – กลับทุกวัน

 

เอกสารอ้างอิง

Symptoms in 400 patients referred to palliative care services: prevalence and patterns. Palliat Med, 2009.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here