การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง

การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง
การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง

 

Tumor Marker คือ สารชนิดหนึ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งสาร Tumor Marker อาจเกิดจากการที่ โปรตีน สารประกอบชีวเคมี หรือ เอนไซม์ ที่ถูกผลิตขึ้นมาจากเซลล์มะเร็งเองหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีปฏิกิริยาตอบโต้การบุกรุกทำลายของเซลล์มะเร็ง จนทำให้สารบ่งชี้ดังกล่าวมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นและค่อยๆ รั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งก็สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเลือดนั่นเอง

ดังนั้นการตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง Tumor Marker จึงเป็นเหมือนการสืบสวนเพื่อย้อนรอยหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งก็คือมะเร็ง ว่าแอบซ่อนอยู่ตรงไหนของร่างกาย เพื่อจะได้ทำการกำจัดออกไปก่อนจะเข้าสู่ระยะที่สามที่เป็นระยะอันตรายมากที่สุด

คำศัพท์ที่เกี่ยวกับมะเร็ง

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น จึงได้มีการสร้างคำศัพท์ทางการแพทย์ขึ้นมา เพื่อให้การตรวจและรักษาโรคมะเร็งเป็นไปด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน โดย คำว่า มะเร็ง (Cancer) ตรงกับคำว่า  “Karkinos” ในภาษากรีก ที่มีความหมายว่า “ปู” นั่นก็เพราะว่าก้อนมะเร็งที่พบจะมีลักษณะบวมนูนและมีร่องรอยกระจายออกไปที่คล้ายกับขาปู

ซึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ให้ความหมายของมะเร็งว่า เป็นเซลล์ที่เกิดใหม่และมีการกลายพันธุ์ จนร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของมันได้ จึงมีการบัญญัติศัพท์เรียกกันทั่วไปว่า “เนื้องอกมะเร็ง” (Neoplasia หรือ Neoplasm) มีความหมายตามตัวคือ Neo = ใหม่ Plasia / Plasm = เซลล์ หรือเนื้อเยื่อ

นอกจากนี้ก็มีเซลล์เกิดใหม่ชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง ซึ่งมีการบัญญัติชื่อให้คล้ายคลึงกัน แต่มีความหมายที่แตกต่าง โดยมีเซลล์เกิดใหม่ที่ไม่ใช่มะเร็งดังนี้

Hyperplasia คือ เซลล์ที่เกิดใหม่และทำให้จำนวนเซลล์เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม มีผลให้อวัยวะหรือเซลล์ในส่วนนั้นมีขนาดที่บวมใหญ่ขึ้น เซลล์ชนิดนี้มักจะพบได้จาก สภาวะต่อมไทรอยด์โต (Thyroid Hyperplasia) และ สภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign Prostate Hyperplasia, BPH) เป็นต้น
Hypertrophy คือ เซลล์ที่เกิดใหม่โดยไม่ได้ทำให้จำนวนเซลล์เพิ่มขึ้น แต่ทำให้เซลล์มีขนาดและรูปร่างที่ใหญ่กว่าเดิมแทน ส่งผลให้อวัยวะหรือเซลล์ในส่วนนั้นมีขนาดที่บวมโตขึ้น พบได้จาก สภาวะหัวใจโต (Cardiac Hypertrophy) เป็นต้น
Metaplasia คือ เซลล์เกิดใหม่ที่งอกขึ้นมาแทนตัวเดิม โดยจะมีจำนวนมากแต่ขนาดไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งพบได้ในเซลล์เนื้อเยื่อของผิวหนัง (Squamous Metaplasia) ที่มีการงอกขึ้นมาเพื่อแทนที่ผิวหนังเดิมที่ได้ลอกออกไปตามอายุหรือการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว
Dyplasia คือ เซลล์เกิดใหม่ในสภาพของวัยที่ยังโตไม่เต็มที่ โดยจะเข้ามาแทนที่เซลล์เก่าที่ได้หลุดลอกออกไป ส่วนใหญ่จะเป็นเซลล์ผนังด้านในโพรงมดลูก (Dysplasia of the Cervix Epithelium) ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเติบโตเต็มที่ 28 วัน แล้วหลุดออกมาเป็นประจำเดือนในที่สุด

ร่องรอยทางกายภาพของมะเร็ง

ร่องรอยทางกายภาพของมะเร็ง มีทั้งชนิดที่มองเห็นได้ง่ายและชนิดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ นั่นคือ

ชนิดที่ไม่มีอาการบวม โดยจะไม่แสดงอาการออกมาทำให้สังเกตได้ยาก ส่วนใหญ่จะเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ซึ่งจะไหลเวียนในหลอดน้ำเหลืองจึงไม่บวมออกมา
ชนิดที่มีอาการบวม โดยจะมีก้อนเนื้อบวมนูนขึ้นมาทำให้สังเกตเห็นได้โดยง่าย ซึ่งชนิดนี้เรียกว่า Tumor อาจเกิดจากเซลล์มะเร็งหรือไม่ใช่เซลล์มะเร็งก็ได้ กล่าวคือ
Benign Tumor คือก้อนเนื้อที่บวมออกมาแต่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง เช่น ถุงไขมัน (Cyst) เนื้อเยื่อที่บวมในเต้านม เป็นต้น
Malignant Tumor คือก้อนเนื้อที่บวมนูนออกมา โดยเกิดจากเซลล์มะเร็งร้าย ซึ่งก็อาจจะเป็นมะเร็งหลากชนิดกันไป

สรุปคำศัพท์ทางการแพทย์ เกี่ยวกับมะเร็งที่พบบ่อยๆ

คำศัพท์ทางการแพทย์เกี่ยวกับมะเร็งที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ

Neoplasia หรือ Neoplasm มีความหมายว่า “เนื้องอกมะเร็ง” ซึ่งเป็นเซลล์เนื้อร้ายที่ต้องทำการรักษาโดยด่วน คำที่มีการลงท้ายด้วย “…oma” โดยจะหมายถึงมะเร็ง เช่น  Hepatoma  (มะเร็งเซลล์ตับ) หรือ Osteosarcoma (มะเร็งเซลล์กระดูก) เป็นต้น
คำที่ขึ้นต้นด้วย “Onco…” โดยหมายถึงมะเร็งเช่นเดียวกัน ตัวอย่าง เช่น Oncology (วิชาว่าด้วยโรคมะเร็ง)

Tumor เป็นคำที่มีความหมายเป็นกลางๆ ว่า บวมหรือนูน ซึ่งอาจจะเกิดจากการบวมที่เป็นมะเร็งหรือไม่ใช่ก็ได้ หากใช้คำว่า Tumor เพียงคำเดียวจะหมายถึงมะเร็ง และหากไม่ใช่มะเร็งต้องมีคำอื่นๆระบุลงไปด้วย เช่น Benign Tumor โดยหมายถึงการบวมที่ไม่ใช่มะเร็ง

การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้โรคมะเร็ง

การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้การป่วยด้วยโรคมะเร็ง เป็นวิทยาการแพทย์ที่มีความก้าวหน้า ซึ่งสามารถทำการตรวจวิเคราะห์เลือดได้ว่ามีระดับหรือค่าความเสี่ยงมะเร็งมากแค่ไหน และสามารถสรุปได้อีกด้วยว่ากำลังป่วยเป็นมะเร็งชนิดใด เนื่องจากสามารถตรวจวิเคราะห์สารบ่งชี้สัญญาณมะเร็งต่ออวัยวะได้หลายชนิดสัญญาณนั่นเอง

วัตถุประสงค์ ในการตรวจเลือดเพื่อหาสัญญาณโรคมะเร็ง

โดยภาพรวม การตรวจเลือดเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้โรคมะเร็ง มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อคัดกรองสุขภาพของแต่ละบุคคลในการตรวจสุขภาพประจำปี ถึงความเสี่ยงที่อาจเป็นมะเร็ง ซึ่งจะทำให้เตรียมตัวและรับมือกับอาการป่วยได้ทันรวมถึงทราบด้วยว่าเป็นมะเร็งชนิดใดและเกิดขึ้นตรงส่วนไหนของร่างกาย เป็นการตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา โดยหากการรักษาได้ผล สารบ่งชี้มะเร็งก็จะค่อยๆ ลดลงไปสามารถพยากรณ์ความร้ายแรงของโรคมะเร็งบางชนิดได้ โดยดูได้จากค่าของสารบ่งชี้ที่ตรวจพบใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจได้ เช่น มะเร็งเซลล์สมอง โดยสารบ่งชี้จะเป็นตัวบอกว่าเซลล์ผิดปกติที่พบในตำแหน่งนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่

วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาสัญญาณมะเร็งหรือสารบ่งชี้มะเร็ง

สำหรับวิธีการตรวจเพื่อหาสัญญาณหรือสารบ่งชี้มะเร็ง สามารถกระทำได้ 2 วิธีคือ

ตรวจโดยการระบุชื่อสัญญาณมะเร็ง (Cancer – Specific Marker) เป็นการตรวจแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อทราบสัญญาณมะเร็งของชนิดที่ต้องการเท่านั้น โดยมะเร็งแต่ละชนิดก็จะมีการกำหนดไว้ว่าต้องตรวจหาค่าอะไรจึงจะพบ เช่น การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ จะต้องตรวจค่า AFP ซึ่งจะทำให้ทราบอย่างชัดเจนว่ากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งตับหรือไม่ นอกจากนี้การตรวจ AFP ก็มีผลพลอยได้ ทำให้ทราบสารบ่งชี้มะเร็งรังไข่และมะเร็งลูกอัณฑะ
ตรวจโดยการระบุอวัยวะ (Tissue – Specific Marker) เป็นการตรวจเฉพาะเจาะจง เพื่อทราบสัญญาณมะเร็งจากอวัยวะภายในร่างกายที่กำลังสงสัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ โดยจะใช้วิธีการตรวจเฉพาะจุด เช่น ต้องการทราบว่ากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหรือไม่ จะต้องตรวจสัญญาณบ่งชี้ 3 ตัว คือ CEA, CA 19-9 และ CA 125 โดยการตรวจหาค่าดังกล่าวนอกจากจะทำให้ทราบผลตามต้องการแล้ว ก็ได้ผลพลอยได้ โดยทราบถึงสัญญาณบ่งชี้มะเร็งของอวัยวะอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กันอีกด้วย

ข้อควรระมัดระวังในการใช้ Tumor Markers

อย่าสรุปผลตรวจจากค่าที่ได้ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว เพราะค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
การตรวจเลือดหลายๆ ครั้งเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง ควรตรวจจากห้องปฏิบัติการแห่งเดียวกันและต้องใช้อุปกรณ์ น้ำยาวิเคราะห์ต่างๆ ที่เป็นชนิดเดียวกันเสมอ ควรพิจารณาจากสารบ่งชี้มะเร็งหลายๆ ตัวที่มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือสามารถบ่งชี้มะเร็งแบบเจาะจงในจุดเดียวกันได้เพื่อความแม่นยำที่มากขึ้น สามารถเลือกพิจารณาจากสัญญาณมะเร็งที่ไม่เจาะจงแต่มีคุณสมบัติความไวในการบ่งชี้ได้ดี เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการตรวจ ต้องมีการบันทึกประวัติข้อมูลตัวเลขสารบ่งชี้มะเร็งก่อนการรักษาอย่างชัดเจน เพื่อวิเคราะห์ผลการรักษาได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น
อาจเกิดปรากฎการณ์ “Hook effect” ซึ่งเป็นการหลบซ่อนของสัญญาณมะเร็ง ทำให้ไม่ได้ค่าการตรวจที่ชัดเจน จึงต้องระมัดระวังและมีความรอบคอบในการตรวจมากเป็นพิเศษ

การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและทำให้ทราบอาการป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อทำการรักษาได้ทันเวลา แต่เนื่องจากการตรวจด้วยวิธีนี้ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง 100% เสมอไป ผู้ตรวจจึงต้องมีความรอบคอบและทำตามคำแนะนำในการใช้ Tumor Markers อย่างเคร่งครัด

เอกสารอ้างอิง

Cancer causation: association by tumour type”. Journal of Internal Medicine. 

Deerfield, Illinois: Baxter International Inc. 2002-08-07

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here