มะเร็งปากมดลูก สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
มะเร็งปากมดลูก สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)

โรคมะเร็งปากมดลูก

ปากมดลูก เป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณตรงกลางของช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน ตรงกับเนินหัวหน่าวพอดี โดยด้านหลังจะติดกับลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ส่วนด้านหน้าจะติดกับกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งปาดมดลูกถือได้ว่าเป็นส่วนปลายของตัวมดลูกและเป็นเนื้อเยื่อในระบบสูตินรีเวชอีกด้วย และสำหรับหน้าที่ของปากมดลูกก็จะเป็นทางผ่านของตัวอสุจิและประจำเดือน รวมถึงช่วยในการพยุงการตั้งครรภ์ เพื่อให้ทารกสามารถอยู่ในครรภ์ได้จนครบกำหนด 9 เดือนนั่นเอง

ในกรณีที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก แพทย์สามารถตรวจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ด้วยการสอดใส่เครื่องมือผ่านช่องคลอดเข้าไป โดยจะเรียกวิธีการดังกล่าวว่าการตรวจภายในหรือ PV (PV : Pelvic Examination) ซึ่งปากมดลูกจะอยู่ปลายสุดของช่องคลอดนั่นเอง อย่างไรก็ตามเพื่อความแม่นยำในการตรวจมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะนำเอาเซลล์จากปากมดลูกออกมาตรวจทางเซลล์วิทยา ที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pep Smear) โดยจะทำให้ทราบผลได้ว่าผู้ป่วยกำลังเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่และอยู่ในระยะใด

เซลล์ทุกชนิดของปากมดลูกสามารถเกิดเป็นมะเร็งได้ทั้งหมด เช่น เซลล์ต่อมน้ำเหลือง เยื่อบุภายในปากมดลูก และเซลล์ต่อมน้ำลาย เป็นต้น แต่ที่มักจะพบได้บ่อยที่สุด ก็คือมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเซลล์เยื่อเมือกบุภายในปากมดลูก

 

สาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกพบว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เอชพีวี โดยเป็นเชื้อที่จะติดต่อกันในขณะมีเพศสัมพันธ์ และนอกจากเชื้อดังกล่าวแล้ว ก็พบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากหลายปัจจัยเสี่ยง ซึ่งได้แก่

การสำส่วนทางเพศ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การมีลูกมาก ซึ่งจะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้มากกว่าคนที่มีลูกน้อย

สามีมีเพศสัมพันธ์แบบสำส่วน ซึ่งอาจนำเชื้อมาติดภรรยาได้

เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก

อายุ โดยพบว่ามะเร็งปากมดลูกจะพบได้มากที่สุดในคนที่มีอายุ 45-55 ปี

โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่พบได้มากในผู้หญิงเป็นอันดับ 2 ของโรคมะเร็งทั้งหมด โดยพบรองลงมาจากมะเร็งเต้านม ซึ่งก็มีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดก็คือชนิดสความัสและชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา โดยทั้งสองชนิดถูกจัดเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงในระดับปานกลางและมีอาการ ระยะของโรค รวมถึงวิธีการรักษาที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย

อาการของมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกยังไม่พบอาการที่ชี้เฉพาะ แต่จะมีอาการคล้ายกับการอักเสบของมดลูกทั่วๆ ไป โดยแพทย์ได้ชี้ถึงอาการป่วยของมะเร็งปากมดลูกที่มักจะพบได้บ่อยๆ จากผู้ป่วยมะเร็งดังนี้

มีตกขาวผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น โดยอาจมีอาการคันร่วมด้วย

มีเลือดออกมาทางช่องคลอด แต่ไม่ใช่ประจำเดือน

มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยอาจมาน้อย มามาก หรือขาดในบางเดือน

มีอาการปวดท้องน้อยและปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะที่มะเร็งลุกลามไปมากแล้ว

มีอาการท้องผูก

การวินิจฉัยและระยะของโรคมะเร็งปากมดลูก

การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยกำลังเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่นั้น แพทย์จะเริ่มจากการสอบถามประวัติอาการของผู้ป่วย และทำการตรวจภายใน เพื่อนำเซลล์จากปากมดลูกไปตรวจแพปสเมียร์ และอาจมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อผลการตรวจที่แม่นยำมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การตรวจดังกล่าวก็สามารถทราบระยะของโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ได้เหมือนกัน

โดยโรคมะเร็งปากมดลูกจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เริ่มมีอาการป่วยมะเร็ง ซึ่งจะยังคงลุกลามอยู่ภายในช่องคลอดจนถึงส่วนล่างของปากช่องคลอดเท่านั้น

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามออกมานอกปากมดลูกแล้ว โดยมีความรุนแรงในระดับปานกลาง

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามขึ้นไปถึงผนังของอุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับปากมดลูก นอกจากนี้มดลูกก็อาจมีขนาดโตขึ้นจนไปเบียดทับอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้เช่นกัน

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยระยะนี้มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะกระเพาะปัสสาวะ ทวารหนัก ปอด ตับ กระดูกและช่องท้อง เป็นต้น ซึ่งหากพบอาการป่วยในระยะนี้จะมีโอกาสรักษาให้หายได้ต่ำมาก

การรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก

การรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาจากอายุ สุขภาพของผู้ป่วยและระยะของโรคเพื่อดูว่าจะสามารถใช้วิธีไหนในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งวิธีที่นิยมนำมาใช้ ก็คือ การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด และการใช้รังสีรักษา โดยอาจเลือกใช้เพียงวิธีเดียวหรือใช้หลายๆ วิธีควบคู่กันไปก็ได้ อย่างไรก็ตามจะสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและหลายๆ ปัจจัยเช่นกัน โดยเฉพาะการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยต่อการรักษา

มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือไม่?

สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก มีวิธีที่สามารถตรวจคัดกรองในระยะเริ่มแรกเป็นได้ ซึ่งก็คือการตรวจแพปสเมียร์และการสังเกตความผิดปกติของร่างกายนั่นเอง ซึ่งแพทย์ได้ระบุว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ให้ปรึกษากับแพทย์ก่อนเมื่อมีอายุระหว่าง 20-25 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันและตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพื่อทำการรักษาได้ทัน และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดมากขึ้นอีกด้วย ส่วนในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป แพทย์ยังไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ว่าควรตรวจอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ด้วยนั่นเอง

การป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

วิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบันก็คือการตรวจแพปสเมียร์อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน เพราะหากพบความผิดปกติ เช่น มีการอักเสบของปากมดลูกเรื้อรัง หรือมีเซลล์ผิดปกติที่อาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งได้ แพทย์ก็จะได้ทำการรักษาได้อย่างเร่งด่วน และที่สำคัญควรพยายามหลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมทางเพศแบบสำส่อนและควรให้ฝ่ายชายใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เสมอ ยกเว้นกรณีที่ต้องการมีลูก แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าฝ่ายชายไม่ได้มีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนกับหญิงอื่นนอกจากนี้การฉีดวัคซีนป้องกัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้เหมือนกัน โดยสามารถป้องกันได้ที่ประมาณ 70% และการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันก็มีราคาสูงมากเช่นกัน

วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนคือสารทางชีววิทยา ที่ผลิตขึ้นมาจากการวิจัยเฉพาะโรคต่างๆ ทำให้ได้วัคซีนที่เหมาะกับการนำมารักษาหรือป้องกันเฉพาะโรค โดยเมื่อร่างกายได้รับวัคซีนชนิดใดเข้าไปแล้ว ก็จะเกิดการสร้างภูมิต้านทานต่อโรคชนิดนั้นขึ้นมา ทำให้ไม่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวได้ง่ายนั่นเอง แต่อย่างไรก็ไม่ 100% เสมอไป

โดยการผลิตวัคซีนก็มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การผลิตวัคซีนจากเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะทำให้เชื้อชนิดนั้นมีความอ่อนฤทธิ์ลง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกระตุ้นร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันได้ดี และการผลิตวัคซีนจากเชื้อที่ตายแล้ว อย่างเช่นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ซึ่งก็สรุปง่ายๆ เลยว่า วัคซีนสำหรับป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก ก็คือวัคซีนที่นำมาใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีของปากมดลูก จากการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง โดยในปัจจุบัน วัคซีนชนิดนี้จะใช้ฉีดเพื่อป้องกันเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น แต่ก็มีการนำมาฉีดในผู้ชายอยู่บ้าง เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อเอชพีวีจากผู้ชายแพร่มาติดผู้หญิงจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้นั่นเอง

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

และสำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อและฉีดอย่างต่อเนื่องจนครบ 3 เข็มภายใน 6 เดือน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกอย่างสูงสุด ซึ่งก็สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้นานถึง 4-6 ปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามในปัจจุบันก็ยังคงมีการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกสายพันธุ์ต่างๆ ได้มากขึ้น โดยพบว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ มีฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้แค่ 2 สายพันธุ์เท่านั้น ในขณะที่มะเร็งปากมดลูกมีทั้งหมดประมาณ 100 สายพันธุ์ย่อยเลยทีเดียว

และจากข้อมูลดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า ถึงแม้จะได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะป่วยด้วยมะเร็งปากมดลูกสายพันธุ์อื่นๆ ได้อีกประมาณร้อยละ 30 จึงไม่ควรชะล่าใจอย่างเด็ดขาด โดยจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนและควรดูแลสุขภาพอนามัยของอวัยวะเพศให้ดีอยู่เสมอด้วย และที่สำคัญก็ไม่ควรพลาดการตรวจภายในที่เรียกว่า แพปสเมียร์ เป็นประจำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

วัคซีนจะให้ผลป้องกันอย่างสูงสุดเมื่อใด?

โดยปกติแล้วการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก จะให้ผลการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ต่อเมื่อได้ฉีดวัคซีนก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในชีวิต เนื่องจากยังไม่เคยมีการติดเชื้อเอชพีวีจากการร่วมเพศมาก่อน ดังนั้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 9-12 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนแน่นอน ส่วนผู้หญิงในวัย 13-26 ปี ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ แต่ผลการป้องกันอาจด้อยประสิทธิภาพลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าได้เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่นั่นเอง และสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 26 ปีขึ้นไป ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันว่าจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงของการศึกษา แต่เชื่อว่าน่าจะให้ผลการป้องกันที่ต่ำกว่าผู้หญิงวัยต่ำกว่า 26 ปี

การฉีดวัคซีนมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่?

จากการศึกษา พบว่าวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นวัคซีนที่ผลิตขึ้นจากเชื้อตาย จึงไม่น่าจะมีผลต่อทารกในครรภ์ ไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัด แพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งต้องรอฉีดวัคซีนหลังจากคลอดแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทารกนั่นเอง ส่วนกรณีที่เป็นช่วงให้นมบุตรก็ยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัดเช่นกัน จึงควรปรึกษากับสูตินรีแพทย์ก่อน ว่าสามารถฉีดวัคซีนได้เลยหรือไม่

คุณสมบัติอื่นๆ และผลข้างเคียง

สำหรับคุณสมบัติอื่นๆ ของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก พบว่าอาจป้องกันมะเร็งอื่นๆ ที่มีปัจจัยเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวีได้ เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนักและมะเร็งคอหอยส่วนปาก เป็นต้น แต่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะช่วยป้องกันได้จริงหรือไม่และป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน พบว่าสามารถพบได้น้อยมาก และส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายกับการฉีดวัคซีนทั่วไป เช่น บวมแดง หรือปวดร้อนบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย หรือในบางคนก็อาจมีอาการไข้ คลื่นไส้อาเจียน เกิดผื่นคันและปวดศีรษะร่วมด้วย แต่ไม่เป็นอันตรายแน่นอน นอกจากผู้ที่เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง โดยจะมีอาการช็อกจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ไม่ค่อยพบมากนัก ซึ่งแพทย์ก็จะแนะนำโดยทั่วไปว่า หลังจากฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว ควรนอนพักผ่อนประมาณ 15-30 นาทีก่อนกลับบ้าน เพื่อเฝ้าดูอาการความผิดปกติอย่างใกล้ชิดและทำการช่วยเหลือได้ทัน

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ใช้บัตรทองได้หรือไม่การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ไม่ถูกรวมอยู่ในบัตรทอง เนื่องจากมีราคาที่สูงมากเกินกว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะต้องฉีดกี่เข็มกันแน่จึงจะสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนก็สามารถทำการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ด้วยการตรวจคัดกรอง แพปสเมียร์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจเป็นการตรวจประจำทุกปีหรือตามแพทย์แนะนำก็ได้ โดยวิธีนี้ก็จะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ในระดับหนึ่งเช่นกันโดยในปัจจุบันก็ได้มีการศึกษาวัคซีนต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ยังมีเพียงวัคซีนแค่ 2 ชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ได้และเกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งก็คือ วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับชนิดบีและวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกนั่นเอง

การป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีอื่นๆ

สำหรับการป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีอื่นๆ ก็สามารถทำได้ด้วยการให้ฝ่ายชายสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอชพีวีได้เป็นอย่างดี แต่จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันที่น้อยกว่าการฉีดวัคซีน และยังคงมีความเสี่ยงในกรณีที่ถุงยางรั่วหรือแตกอีกด้วย ส่วนความเชื่อที่ว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงได้ จากการศึกษาพบว่าไม่เป็นความจริง เพราะถึงแม้ว่าจะขลิบออก ก็ยังมีโอกาสที่ทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคร้ายในผู้หญิงที่พบเป็นอันดับแรกๆ ของโรคมะเร็งทั้งหมด ดังนั้นจึงควรป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกอยู่เสมอ โดยเฉพาะการไม่มีเพศสัมพันธ์แบบสำส่อนและหมั่นตรวจประจำปีเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ เท่านี้ก็จะทำให้ห่างไกลจากมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้นแล้ว

เอกสารอ้างอิง

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. “ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก”. (รศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์). [ออนไลน์]. www.rtcog.or.th. 

หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “มะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 1159-1160.

Mary-Anne Romano (17 October 2011). “Aboriginal cervical cancer rates parallel health inequity”. Science Network Western Australia. Archived from the original on 14 May 2013.

 Australian Cervical Cancer Foundation. “Vision and Mission”. Australian Cervical Cancer Foundation. Archived from the original on 12 May 2013.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here