ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ

ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ
การฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณคอและศีรษะ ส่งผลกระทบต่อต่มน้ำลายและกล่องเสียงทำให้กลืนลำบาก

ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ

(QUANTEC Radiation Dose Volume Effects)

1.ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งของต่อมน้ำลาย (QUANTEC Radiation Dose Volume Effects)

การรักษาโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในบริเวณของคอและศีรษะด้วยการฉายรังสีนั้นแน่นอนว่าเมื่อทำการฉายรังสีแล้วย่อมสร้างผลกระทบต่อต่อมน้ำลายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายจะส่งผลให้มีการผลิตน้ำลายออกมาน้อยลง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย คือ

1.ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia)

2.นอนไม่หลับ

3.ปวดในช่องปาก

4.สุขภาวะภายในช่องปากไม่ดี

5.โอกาสในการติดเชื้อในช่องปากสูงกว่าปกติ

6.เคี้ยวและกลืนอาหารยาก

อาการที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบให้ผุ้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันอย่างยากลำบาก ซึ่งเราสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายหลัก เช่น ต่อม Submandibular ต่อม Sublinggual เป็นต้น รวมถึงการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายเล็กอื่นที่อยู่ภายในช่องปากด้วยซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีไปแล้วประมาณ 7 วันและจะมีอาการข้างเคียงเช่นนี้ประมาณ 2 ปีและจะกลับเข้ามาสู่สภาวะปกติได้ดังเดิม

การแบ่งระดับความรุนแรงของอาการข้างเคียงโดย LENT-SOMA : Late Effects Normal Tissue Subjective,Objective,Management,Analytic Scal คือ การประเมินระดับความรุนแรงของผุ้ป่วยโดยที่ทำการประเมินจากการวัดเชิงประมาณของน้ำลาย ขั้นตอนการรักษา ซึ่งทำจากการวัดปริมาณน้ำลายของผู้ป่วยในขณะที่ไม่มีการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำลายที่มีในขณะที่มีการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย วิธีการวัดทำได้ด้วยการเก็บน้ำลายในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะปกติเป็นเวลา 5 นาทีและทำการเก็บน้ำลายในขณะที่มีการกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายเป็นเวลา 5 นาทีเช่นกัน จึงจะสามารถช่วยประเมินได้ว่าอาการข้างเคียงของผู้ป่วยอยู่ที่ระดับใด ในการรักษาด้วยรังสีสามารถป้องกันไม่ให้ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายได้ ด้วยการใช้เทคนิคการฉายรังสีตั้งแต่ 3 มิติเข้ามาช่วย เพราะว่าต่อมพาโรติดและต่อม Submandibular นั้นสามารถมองเห็นได้ด้วยการทำ Contrast-enhanced CT

ปริมาณรังสีที่สร้างผลกระทบต่อต่อมน้ำลาย 
1.เมื่อได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่า 10-15 Gy จะส่งผลกระทบต่อต่อมน้ำลายเพียงเล็กน้อย
2.เมื่อได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่า 20-40 Gy ต่อมน้ำลายจะเริ่มมีการทำงานที่น้อยลงอย่างชัดเจน
3.เมื่อได้รับปริมาณรังสีมากกว่า 40 Gy ประสิทธิภาพการทำงานของต่อมน้ำลายจะลดลงถึง 75 % ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำลายแห้งที่รุนแรง

ซึ่งการป้องกันการเกิดภาวะน้ำลายแห้งอย่างได้ผลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสามารถทำการรักษาต่อมพาโรติดไว้ได้อย่างน้อย 1 ข้าง ซึ่งคาดว่าถ้าได้รับรังสีปริมาณ แต่ถ้าได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่า 25 Gy แล้วต่อมพาโรติดจะสามารถทำงานได้อย่างปกติไม่ก่อให้เกิดภาวะน้ำลายแห้งเกิดขึ้น ซึ่งสามารถสรุป Dose-Volume ปริมาณรังสีและผลต่อต่อมพาโรติดได้ดังนี้

1.ปริมาณรังสีเฉลี่ยไม่เกิน 20 Gy จะสามารถรักษาต่อมพาโรติดไว้ได้ทั้ง 2 ข้าง

2.ปริมาณรังสีเฉลี่ยไม่เกิน 26 Gy จะสามารถรักษาต่อมพาโรติดไว้ได้ 1 ข้าง

3.ปริมาณรังสีเฉลี่ยมากกว่า 30 Gy จะไม่สามารถรักษาต่อมพาโรติดไว้ได้เลย

2.ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งของของกล่องเสียงและคอหอย (QUANTEC Radiation Dose Volume Effects)

ปัญหาที่พบกับกล่องเสียงและคอหอย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ

1.สภาวะกล่องเสียงและคอหอยบวม (Larynx Edema)
สภาวะกล่องเสียงบวมนั้นจะทำการประเมินด้วยการตรวจแบบ Flexible Fiberoptic ซึ่งสามารถแบ่งระดับความรุนแรง RYOG scale ได้ คือ

1.1 เกรด 0 (Grade 0) คือ No Edema

1.2 เกรด 1 (Grade 1) คือ Sligh edema ที่มีการพบว่า Epiglottis, Aryepiglottic Flods,Arytenid และ False Cords มีการเพิ่มความหนาขึ้นมาเล็กน้อย

1.3 เกรด 2 (Grade 2) คือ Moderate edema ยังไม่มีการแสดงของอาการ Airway Obstruction เกิดขึ้นแต่จะมีการพบของลักษณะ Diffuse Edema เกิดขึ้น

1.4 เกรด 3 (Grade 3) คือ Severe Edema พบว่าที่เกรดนี้จะมีอาการ Airway Obstruction เกิดขึ้นร่วมกับการเกิดอาการบวมที่เกิดขึ้นในระดับที่ 2

1.5 เกรด 4 (Grade 4) คือ ระดับที่มีความรุนแรงสูงสุด โดยมีการเกิดตายของเนื้อเยื่อ (Necrosis) เกิดขึ้นที่บริเวณกล่องเสียงหรือคอหอย

2.สภาวะกล่องเสียงและคอหอยทำงานผิดปกติหรือเสื่อมสภาพไป (Vocal Function)

การประเมินระดับความผิดปกติที่เกิดขึ้นสามารถทำได้ด้วยการใช้เครื่องมือ เช่น Videostroboscopy ที่สามารถช่วยให้มองเห็นและช่วยในการประเมินการทำงานของ Supraglottis และยังช่วยวัดการออกเสียงของผู้ป่วยในการประเมินการทำงนของกล่องเสียงและคอหอยว่ามีการทำงานที่ผิดปกติเกิดขึ้นมากน้อยเท่าใด

การให้คำนิยามกับ Volume ในส่วนของกล่องเสียง (Larynx)

การที่เราจะประเมินว่าอวัยวะใดมีความสำคัญมากน้อยเท่าใดหรือมีผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการทำงานของ Vocal Function ได้มีการสรุปไว้ ดังนี้

Dornfield พร้อมกับคณะ ทำการสังเกตถึง Dose Points ที่อยู่ภายในของอวัยวะแต่ละที่ว่ามีความสำคัญต่อการบาดเจ็บของกล่องเสียง ซึ่งได้แก่ ส่วนของ base of tongue, Epiglottis, Lateral Pharyngeal,Pre-Epiglottis Space, Aryepiglottic Folds Contour, Upper Esophageal Sphincter

นอกจากนั้น Sanguinetit พร้อมทั้งคณะได้ทำการเสนอว่า ส่วนของ Contour ของบริเวณกล่องเสียงจะประกอบด้วยส่วนที่อยู่ตั้งแต่ Tip ของ Epiglottis ไปจนกระทั่งถึงส่วนที่อยู่ด้านล่างของ Cricoids ซึ่งจะทำการตัดเอา External Cartilage ออกไปไม่นำมานับรวมกับบริเวณของกล่องเสียง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าส่วนดังกล่าวมีขนาดที่บางมาก มีขนาดที่เล็กและมีลักษณะที่ใกล้ชิดกับ Structure ต่าง ๆ

Dose-volume Data ที่อยู่ในการเกิดของ Laryngeal Edema

ซึ่งปริมาณของรังสีที่สามารถสร้างผลกระทบต่อส่วนต่าง ๆ ที่สามารถสร้างผลกระทบตั้งแต่เกรด 2 ขึ้นได้ พบว่าเมื่อกล่องเสียงได้รับรังสีที่มีปริมาณตั้งแต่ 30-70 Gy จะทำให้เกิดให้เกิดผลข้างเคียงดังนี้

1. Mean Laryngeal dose ที่มีค่าน้อยกว่า 43.5 Gy จะส่งผลให้ Laryngeal Edema มีค่าน้อยกว่าร้อยละ 27

2. Mean Laryngeal dose ที่มีค่าอยู่ระหว่าง 44 ถึง 57 Gy จะส่งผลให้ Laryngeal edema มีค่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45

3. Mean Laryngeal dose ที่มีค่ามากกว่า 57 Gy จะส่งผลให้ Laryngeal edema มีค่ามากกว่าร้อยละ 80 เลยทีเดียว

Dose-Volume Data ที่อยู่ในการเกิดของ Vocal Dysfunction

การรักษามะเร็งกล่องเสียงที่อยู่ในระยะ T1 ด้วยการฉายรังสีที่มีปริมาณ 60-66 Gy เพียงอย่างเดียวไม่มีการให้เคมีบำบัดร่วมด้วย พบว่าจะทำให้ผลของ Voice outcome มีค่าที่ดีมากเลยทีเดียว แต่ว่าในการรักษามะเร็งกล่องเสียงที่อยู่ในระยะลุกลามกลับพบว่าผลของ Voice outcome นั้นไม่ค่อยมีการรายงานผลเสียเลย และพบว่าถ้าได้รับรังสีที่ปริมาณมากกว่า 66 Gy จะส่งผลต่อการพูดของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก คือผู้ป่วยจะมีปัญหาด้านการออกเสียงแสดงออกมาอย่างชัดเจน พบว่าลักษณะของเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณของรังสีที่กล่องเสียงได้รับ

ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกล่องเสียง (Larynx)

มะเร็งกล่องเสียงที่อยู่ในระยะลุกลาม ถ้าส่งผลให้กล่องเสียงของผู้ป่วยสูญเสียการทำงานไปแล้ว ส่วนมากจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเอากล่องเสียงนั้นออก เพื่อลดการแพร่กระจายของมะเร็ง ไม่นิยมทำการรักษาด้วยการฉายรังสีหรือการให้เคมีบำบัด หรือการรักษาทั้งสองอย่างร่วมกัน เพราะการผ่าตัดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด Laryngeal Edema และการเกิด Laryngeal Dysfunction ได้มากถึง 2 เท่าเลยทีเดียว แต่ถ้ามะเร็งกล่องเสียงที่พบอยู่ในระยะ T1 การรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวจะส่งผลดีต่อผู้ป่วย

Dose-Volume Limits ที่ได้รับการแนะนำ

ปริมาณแนะนำของรังสีที่ควรใช้ในการรักษา คือ ไม่ควรให้รังสีที่มีปริมาณตั้งแต่ 50 Gy ขึ้นไปต่อกล่องเสียง และ Mean Larygeal Dose ควรมีค่าต่ำกว่า 44 Gy และปริมาณที่จะส่งไปยังบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบควรอยู่ที่ปริมาณ 40-45 Gy และปริมาณรวมทั้งหมดที่ได้รับไม่ควรเกิน 66 Gy นี่คือปริมาณรังสีที่เหมาะสมต่อการรักษาในแต่ละครั้ง

อาการกลืนลำบาก (Dysphagia)

อาการกลืนลำบากเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีเข้าสู่ส่วนของศีรษะและคอ ซึ่งสามารถประเมินความรุนแรงของอาการกลืนลำบากได้หลายแบบ ดังนี้

1.การทำแบบสอบถามคุณภาพชีวิต

การประเมินความรุนแรงแบบนี้จะทำการออกแบบสอบถามเพื่อให้ผู้ป่วยทำการกรอกข้อมูล ถึงแม้ว่าแบบสอบถามที่นำมาใช้จะออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกแบบแล้ว แต่บางครั้งก็ยังไม่สามารถสรุปถึงระดับของอาการได้

2.การทำ Objective Evaluation

การประเมินแบบนี้จะใช้เครื่องมือ Video-fluorography ช่วยในการประเมิน โดยการใช้ให้มีการกลืน Barium และการ Esophagography เพื่อที่จะทำให้มองเห็นทุกระยะในขณะที่ทำการกลืนเข้าไป ตั้งแต่ปาก คอหอย และบริเวณของหลอดอาหาร และยังมีการทำ Manometry พร้อมกับการ Functional Endoscopy เข้ามาช่วยในการประเมินอีกด้วย

3.การทำ Subobjective Evaluation

การประเมินแบบนี้จะทำการประเมินด้วยการสังเกตรวมถึงทำการแบ่งระดับของความรุนแรงในแต่ละส่วนของ Criteria โดยที่ส่วนใหญ่จะใช้ Common Terminology Criteria for Adverse Events(CTCAE) ในการประเมินอาการข้างเคียงชนิดเฉียบพลัน

การให้คำนิยามกับ Volume ของอวัยวะส่วนที่ใช้ในการกลืน

การกลืนต้องประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเส้นประสาทในการควบคุมการทำงานของระบบ นอกจากกล้ามเนื้อและเส้นประสาทแล้ว สัญญาณจากต่อมต่าง ๆ ก็ยังเป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการกลืนอีกด้วย ซึ่ง Eisbruch พร้อมคณะได้ทำการสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงการทำงานของกล้ามเนื้อและลักษณะทางกายวิภาคของกล้ามเนื้อ Pharyngeal Constrictors (PC) ทั้งนี้ยังรวมถึงส่วนของ Glottis และส่วนของ Subglottis Larynx ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัด พบว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการประเมินแบบ Objective สามารถสรุปได้ว่าปริมาณรังสีที่ได้รับเข้าสู่ส่วนของ Glottis Supraglottis โดยเฉพาะส่วนที่เป็นกล่องเสียงจะส่งผลต่อการกลืนของผู้ป่วยนั่นเอง

Dose-Volume Data ที่ทำให้เกิดการกลืนที่ยากลำบาก (Dysphagia)

Fweng พร้อมคณะได้ให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Dose-Volume ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนที่เป็นการกลืนของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีและการให้เคมีบำบัด ว่าจะมีการสำลักเกิดขึ้นเมื่อมีการกลืนเมื่อมีค่า Mean Dose มีค่ามากกว่า 60 Gy และจะมีค่า Dose-Volume Threshold ที่สรุปได้ดังนี้

ที่ค่าปริมาณของรังสีมากกว่าหรือเท่ากับ 40 Gy ควรจะมีค่า Volume ในส่วนของ Pharyngeal Constrictors (PC) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 90
ที่ค่าปริมาณของรังสีมากกว่าหรือเท่ากับ 50 Gy ควรจะมีค่า Volume ในส่วนของ Pharyngeal Constrictors (PC) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 80
ที่ค่าปริมาณของรังสีมากกว่าหรือเท่ากับ 60 Gy ควรจะมีค่า Volume ในส่วนของ Pharyngeal Constrictors (PC) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 70
ที่ค่าปริมาณของรังสีมากกว่าหรือเท่ากับ 65 Gy ควรจะมีค่า Volume ในส่วนของ Pharyngeal Constrictors (PC) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 50

 

แต่ในส่วนของ Glottis และส่วนของ Subglottis Larynx ควรที่จะมีค่า Dose-Volume Threshold ที่ส่งผลให้เกิดการกลืนที่ลำบากและมีอาการสำลักเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออวัยวะเหล่านี้ได้รับรังสีที่มีปริมาณมากว่า 50 Gy volume และยังพบว่าที่ปริมาณรังสีน้อยกว่า 60 Gy จะส่งผลให้กล้ามเนื้อที่หลอดอาหารส่วนบนจะมีโอกาสที่จะเกิดการสำลักน้อยมาก

ต่อมา Levandag ได้ทำการศึกษาและรายงานผลของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งคอหอยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบสามมิติหรือแบบสามมิติที่มีการแปรความเข้ม โดยที่ผู้ป่วยบางกายมีการใส่ Brachytherapy พบกว่าการ Brachytherapy สามารถช่วยลดปริมาณรังสีที่จะเข้าไปสู่ส่วนของเนื้อเยื่อ Pharyngeal จึงส่งผลให้ช่วยลดการกลืนลำบากที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังพบอีกว่าได้ค่าเฉลี่ยของปริมาณรังสีอยู่ที 50 Gy ที่ส่วนของกล้ามเนื้อ Pharyngeal Constrictors (PC) มีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลืนลำบากประมาณร้อยละ 20 และถ้ามีปริมาณรังสีเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 Gy ส่งผลให้มีความเสี่ยงในการเกิดการกลืนลำบากอีกร้อยละ 19 นั่นคือ ปริมาณรังสีเฉลี่ยที่ไดรับเมื่อมีค่าสูงจะส่งผลต่อการกลืนที่ลำบากมากขึ้นตามไปด้วย

และ Laurell พร้อมทั้งคณะได้ทำการกำหนดขนาดของรังสีที่ส่วนของตำแหน่งที่ 2 เซนติเมตรของส่วน Proximal Esphagus ว่าควรมีปริมาณรังสีเฉลี่ยที่มีค่าต่ำกว่า 65 Gy และควรมีค่าต่ำกว่า 60 Gy เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ 5 เซนติเมตรต่อมาของส่วน Esophagus จึงจะสามารถช่วยลดการเกิดหลอดเลือดอาหารมีการติดดันต่ำลงได้

ปัจจัยที่เข้ามาช่วยเพื่อความเสี่ยงในการเกิดการกลืนลำบาก (Dysphagia)

การกลืนลำบากเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสี ซึ่งอาการกลืนลำบากเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นชนิดเรื้อรัง จากการศึกษาของ Rosenthal กับ Mekhail พร้อมทั้งคณะที่ได้ทำการศึกษาได้มีการแนะนำให้มีการใส่สาย nasogastric Tube (NG) ให้อาหารไว้ในหลอดอาหาร โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ Pharygoesophageal Dilatation เพื่อป้องกันการตีบตันของหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลืนได้อย่างปกติ

Dose-Volume Limits ที่ได้รับการแนะนำ

จากข้อมูลที่มีการศึกษาและแนะนำพบว่าประมาณรังสีที่กล้ามเนื้อ Pharyngeal Constrictors (PC) และส่วนของ Larynx ควรมีการได้รับรังสีที่มีค่าน้อยกว่า 60 Gy หรือให้มีค่าน้อยปริมาณรังสีน้อยกว่า 50 Gy ก็จะสามารถช่วยลดอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีการสำลักหรือมีภาวะ Dysphagia

QUANTEC : Approximate Dose, Volume, Outcome Data ด้วยการฉายรังสีด้วยวิธีการใช้ Conventional Fractionnation สำหรับบริเวณส่วนของกล่องเสียงและต่อมพาโรติด 

อวัยวะ

ปริมาตร

เทคนิคการ  ฉายรังสี

End Point

Dose(Gy), or dose/volume parameters

Rate (%)

หมายเหตุ

ต่อม      พาโรติด

 

Bilateral whole
parotid glands
3D-CRT Long term parotid salivary function reduced to <25% of pre-RT level Mean dose ≤25 <20 สำหรับต่อมพาโรติดทั้ง 2 ข้าง
Unilateral whole
parotid glands
3D-CRT Long term parotid salivary function reduced to <25% of pre-RT level Mean dose ≤20 <20 สำหรับต่อมพาโรติด 1 ข้างและจะต้องเก็บต่อมพาโรติด 1 ข้างให้ <20 Gy
Bilateral whole
parotid glands
3D-CRT Long term parotid salivary function reduced to <25% of pre-RT level Mean dose ≤39 <50 สำหรับต่อมพาโรติด 2 ข้าง

 

 QUANTEC : Approximate Dose,Volume, Outcome Data ด้วยการใช้ Conventional Fractionation สำหรับกล่องเสียง 

อวัยวะ ปริมาตร เทคนิคการ  ฉายรังสี End Point Dose(Gy), or dose/volume parameters Rate (%) หมายเหตุ
Pharynx Pharyngeal constrictors whole
glands
อาการกลืนลำบากและสำลัก Mean dose ≤50 <20

 

 QUANTEC:Approximate Dose, Volume, Outcome Data ด้วยการใช้ Conventional Fractionation สำหรับกล่องเสียง

อวัยวะ ปริมาตร เทคนิคการ  ฉายรังสี End Point Dose(Gy), or dose/volume parameters Rate (%) หมายเหตุ
กล่องเสียง Bilateral whole whole
glands
Vocal dysfunction Dmax <66 <20  ให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ข้อมูลได้มาจากการศึกษาเดียว
Bilateral whole 3D-CRT Aspiration Mean dose ≤50 <20 ให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ข้อมูลได้มาจากการศึกษาเดียว
Whole organ

Whole  organ

3D-CRT

3D-CRT

Edema

Edema

Mean dose ≤44

V50<27%

<20

<20

เป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวและข้อมูลได้มาจากการศึกษาเดียวที่ไม่ใช่มะเร็งกล่องเสียง

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์. ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็ง. เชียงใหม่: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2557.

Hirano M.Clinical examination of voice. In:Arnold GE, Winkel F, Wyke BD, editors. Disorders of human communication. NewYork: Springer-Verlag. 81-84, 1981.

Sanguineti G, Adapala P, Endres EJ, et al. Dosimetric predictors of laryngeal edema. Int J Radiat Oncol Biol Phys. 68:741-749, 2007.

Caglar HB, Allen AM, Othus M, et al. Dose to the larynx predicts for swallowing complications following IMRT and chemotherapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys. 72:1110-1118, 2008.