ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ

ตรวจอาการเพื่อคัดกรองหาสาเหตุ
ตรวจอาการเพื่อคัดกรองหาสาเหตุ

ผลกระทบจาการฉายรังสีในการรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและคอ

หลายครั้งในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องทำการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณศีรษะและคอ ซึ่งเมื่อทำการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต่อมน้ำลาย ต่อมรับรู้รส กระดูกและส่วนของฟัน ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้

1.ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อต่อมน้ำลาย

น้ำลายมีหน้าที่ในการช่วยหล่อลื่นอาหารให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าสู่ลำไส้ได้ง่าย ช่วยรักษาสมดุลของแร่ธาตุในฟัน ช่วยทำความสะอาดช่องปาก รักษาความเป็นกรด-ด่างภายในช่องปาก และยังเป็นตัวที่ช่วยย่อยอาการปากชนิดภายในช่องปากอีกด้วย น้ำลายจะสร้างจากต่อมน้ำลาย โดยที่ต่อมน้ำลายแต่ละต่อมจะมีหน้าที่ในการสร้างและหลั่งน้ำลายที่แตกต่างกันออกมา คือ

1.ต่อม Parotid ซึ่งประกอบด้วย Serousacini ที่มีหน้าที่ในการผลิตน้ำลายเป็น Proteinaceous ที่มีลักษณะคล้ายกับน้ำ

2.ต่อม Submandibular ซึ่งประกอบด้วย Mucous และ Serousacini ที่ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำลายที่มีลักษณะค่อนข้างเหนียวไม่มาก

3.ต่อม Sublingual ซึ่งประกอบด้วย Mucousacini ที่มีหน้าที่ในการผลิตน้ำลายที่มีลักษณะเหนียวมากที่สุด ทั้ง 2 ต่อมนี้ต่อมหลักที่ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำลายในช่องปาก โดยจะทำการผลิตน้ำลายประมาณ 70-80 % ส่วนที่เหลืออีก 20-30% จะผลิตด้วยต่อมน้ำลายขนาดเล็กอื่น ๆ ในสภาวะปกติละสภาวะที่ได้รับการกระตุ้น เช่น เวลาหิว หรือการเห็นอาหารที่อยากรับประทาน เป็นต้น ต่อม Parotid จะทำหน้าที่ในการผลิตน้ำลายประมาณ 65-75 % และต่อม Submandibular กับต่อม Sublingual จะทำการผลิตน้ำลายออกมาเพียงแค่ 2-5 % เท่านั้น

เมื่อต่อมน้ำลายได้รับการฉายรังสีเข้าไป เนื้อเยื่อที่อยู่ภายในต่อมน้ำลายจะถูกทำลายไป ส่งผลให้ต่อมน้ำลายไม่สามารถหลั่งน้ำลายตามปกติได้ โดยหลังจากที่เนื้อเยื่อในต่อมน้ำลายโดนทำลายไปแล้วส่วนนี้จะถูกแทนที่ด้วย Fibrous Connective Tissue ที่มีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ และมี Plasma Cell กับ Lymphocytes แทรกซึมอยู่ด้วย ทำให้ต่อมน้ำลายเกิดเป็น Atrophy และกลายเป็นพังผืดในที่สุด ถึงแม้ว่าต่อมน้ำลายจะเป็นอวัยวะส่วนที่มีการแบ่งตัวที่ช้ามากเมื่อเทียบกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ แต่ว่าเซลล์ที่อยู่ในต่อมน้ำลายกลับมีความว่องไวต่อการฉายรังสีสูงมาก โดย Serous Acinar Cells ที่อยู่ในต่อม Submandibular จะมีความว่องไวมากว่าที่อยู่ในต่อม Parotid และMucous Acinar Cells ที่อยู่ในต่อม Sublingual จะเป็นส่วนที่มีความว่องไวต่อรังสีน้อยที่สุด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายเมื่อได้รับการฉายรังสีคือ ต่อมน้ำลายจะทำการผลิตน้ำลายออกมาน้อยลง ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกปากแห้ง ซึ่งผลกระทบจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีไปแล้วประมาณ 7 วัน และปริมาณของรังสีที่ส่งผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่ปริมาณ 2.25 Gy เท่านั้น เรียกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายนี้จะเกิดขึ้นเมื่อทำการเริ่มฉายรังสีเลยทีเดียว
เมื่อน้ำลายมีความเข้มข้นน้อยลงกลับพบว่าความเข้มข้นของแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำลายบางชนิดมีความเปลี่ยนแปลงไป โดยโซเดียม คลอรีน แมกนีเซียมโปรตีนและแคลเซียมจะมีความเข้มข้นที่สูงขึ้น แต่ไบคาร์บอเนตที่อยู่ในน้ำลายกลับมีความเข้มข้นที่ลดลง ส่งผลให้น้ำลายมีค่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้นด้วย

2.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการได้รับรังสีต่อเยื่อบุ Mucous Membrane

Mucous Membrane เป็นเนื้อเยื่อที่มีความว่องไวต่อรังสีสูงและมีการผลัดเซลล์อย่างรวดเร็ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดกับ Mucous Membrane จะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น Fractionation ของรังสีที่ใช้ในการรักษา ตำแหน่งที่รังสีทำการฉาย และสุขลักษณะภายในช่องปากของผู้ป่วย โดยเมื่อมีการฉายรังสีที่มีประมาณเกิน 2 Gy/Fraction จะส่งผลให้เกิดภาวะ Cell Killing มากว่าการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นของเซลล์ต้นกำเนิด ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ Confluent Mucositis ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีประมาณ 21 วัน แต่ถ้าได้รับการฉายรังสีในปริมาณปกติ จะมีอาการบวมแดงเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการรักษาไปแล้วประมาณ 7 วัน และอัตราการเกิด Cells Killing จะเท่ากับการเพิ่มขึ้นของเซลล์ต้นกำเนิดซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบที่เล็กน้อย ซึ่งอาการบวมแดงที่เกิดขึ้นเนื่องจาก Epithelium มีปริมาณลดลงและเส้นเลือดมีการขยายตัวรวมถึงมีการอักเสบของชั้น Submucosa เกิดขึ้นร่วมด้วย ถ้าต้องทำการให้รังสีต่อไป Mucosa จะหลุดจนเกิดเป็นแผลขึ้น และมี Fibrinous Exudate เข้ามาปกคลุมไว้แทน ส่งผลให้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนเกิดขึ้น ซึ่งอาการจะมีความรุนแรงมากขึ้นถ้าผู้ป่วยได้รับอาหารหยาบ อาหารแข็งหรืออาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ในบางครั้งอาการดังกล่าวจะส่งผลต่อการกลืนอาหารและการพูดคุยของผู้ป่วยด้วย ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะคงอยู่หลังจากที่ทำการรักษาประมาณ 14-21 วันจากนั้นจะค่อย ๆ หายไปเอง

3.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากาการฉายรังสีต่อต่อมรับรส

ต่อมรับรสจะมีอยู่ทั่วลิ้น ซึ่งจะมีอยู่มากที่บริเวณ Cirumvallate Papillae ของลิ้น ต่อมรับรสที่ตำแหน่งต่างกันจะทำหน้าที่รับรสที่ต่างกัน ดังนี้

  1. ต่อมรับรสที่ปลายลิ้นจะทำหน้าที่ในการรับรสหวาน
  2. ต่อมรับรสที่ด้านข้างของลิ้นจะทำหน้าที่ในการรับรสเปรี้ยว
  3. ต่อมรับรสที่ Cirumvallate จะทำหน้าที่รับรสขม
  4. ต่อมรับรสที่อยู่ทั่วทั้งลิ้นจะสามารถรับรสเค็มได้

ต่อมรับรสจะทำงานได้ดีเมื่อทำงานร่วมกับน้ำลายที่หลั่งออกมาโดยแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำลาย เช่น โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียมและไบคาร์บอเนตจะช่วยให้ต่อมรับรสทำงานได้เป็นอย่างดี เมื่อได้รับการฉายรังสีที่ปริมาณมากกว่า 30 Gy นอกจากจะส่งผลให้การทำงานของต่อมน้ำลายเกิดความเสียหายแล้วยังส่งผลต่อเนื่องมาสู่การทำงานของต่อมรับรสด้วย โดยที่ต่อมรับรสจะเกิดการทำงานที่ผิดปกติคือรับรู้รสชาติได้น้อยลง จนในที่สุดก็จะไม่สามารถรับรู้รสชาติได้ และรังสียังเข้าไปทำลาย Microvilli ที่อยู่ในต่อมรับรสทำให้การรับรู้รสชาติยิ่งแย่กว่าเดิม ซึ่งการรับทำงานของต่อมรับรสจะกลับมาเข้าสู่สภาวะปกติภายหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีผ่านไปประมาณ 2-4 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับด้วย

4.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีที่มีต่อฟัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับฟันที่ได้รับรังสีในการรักษาโรคพบว่า การฉายรังสีจะส่งผลให้เส้นเลือดที่นำเลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อโพรงของเส้นประสาทฟัน (Dental Pulp) มีปริมาณลดลงและมีพังผืดเกิดขึ้นมาก นอกจากนั้นยังมีอาการฝ่อตัว (Arthropy) เกิดขึ้นตามมาด้วย ผู้ป่วยที่มีผลกระทบ Dental Pulp จะไม่แสดงอาการปวดเลยแม้ว่าฟันจะมีอาการผุหรือเกิดแผลที่เนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันเกิดขึ้นก็ตาม

5.ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีที่มีต่อกระดูก

กระดูกเป็นส่วนที่มีความหนาแน่นสูงกว่าเนื้อเยื่อทั่วไป ดังนั้นปริมาณรังสีที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายกับกระดูกก็จะมีค่าที่สูงมากตามไปด้วย โดยเมื่อกระดูกได้รับรังสีในปริมาณสูงจะทำให้เส้นเลือดที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงกระดูกเกิดการตีบตันทำให้เลือดไปเลี้ยงกระดูกได้น้อยหรือไม่มีเลือดไปเลี้ยงกระดูกเลย ส่งผลให้กระดูกเปราะแตกหักและตายในที่สุด

ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังจากการฉายรังสีที่มีต่อส่วนศีรษะและคอ

ภายหลังจากที่ทำการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณศีรษะและคอแล้ว รังสีจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง เช่น ต่อมน้ำลาย ต่อมรับรส ฟัน กระดูกใบหน้า เยื่อบุเยื่อเมือก แล้ว ยังมีผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้อีก ดังนี้

1.การเกิดเปลี่ยนแปลงของ Oral Micro Flora

น้ำลายจะมีระบบที่สามารถช่วยต่อต้านจุลินทรีย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยมี สารโพลีเปปไทด์ชนิดที่มี Proline และ Mucin อิเล็กโทรไลท์ที่ช่วยในการควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ในช่องปาก และยังมี Secretory Lg A ที่สามารถเข้าไปจับตัวกับเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เข้ามาในปากให้รวมตัวกัน และนำก้อนเชื้อที่รวมตัวกันไปจับตัวกับเม็ดเลือดขาวเพื่อให้เม็ดเลือดขาวทำการกำจัดทิ้งต่อไป นอกจากนั้นพอลิเปปไทด์ที่อยู่ในน้ำลายนี้จะมีประจุเป็นลบที่สามารถเข้าไปจับตัวกับผนังเซลล์ของแบคทีเรียและเชื้อราส่งผลให้ผนังเซลล์ของเชื้อโรคเกิดการฉีกขาด ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกหลังที่ป้องกันการเกิด Oral Candidiasis
จะพบว่าถ้าต่อมน้ำลายโดนทำลายหรือมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจะส่งผลให้การจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาในช่องปากมีประสิทธิภาพที่ลดลง ช่องปากติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ฟันผุมากขึ้น ในผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยรังสีพบว่ามีโอกาสที่จะติดเชื้อมากกว่าคนปกติถึง 100 เท่าเลยทีเดียว

ในระยะแรกอาการ Candidiasis จะมีเยื่อบุสีแดงเกิดขึ้นทั้ง 2 ข้างในลักษณะที่สมมาตรกันซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเป็น Radiation Mucositis แต่ว่าเยื่อบุที่พบจะพบทั้งบริเวณที่ทำการฉายรังสีและบริเวณรอบนอกด้วย และในระยะยาวอาการเรื้อรังของ Candidiasis จะพบตามที่มุมปากหรือบริเวณที่อยู่ใต้ฟันปลอม
เมื่อผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีแล้วจุลินทรีย์ที่อยู่ในปากจะเป็นจุลินทรีย์ชนิดที่ทำให้ฟันผุมากกว่าชนิดที่ไม่ทำให้เกิดฟันผุ เช่น Stretococus Mutans กับ Lactobacillus เป็นต้น และฟันที่ผุเนื่องจากการได้รับรังสีจะเริ่มผุที่บริเวณส่วนที่เป็นผิวเรียบก่อนและเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว อาการฟันผุจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีไปแล้วหลายสัปดาห์

2.การเกิดอ้าปากไม่ได้หรืออ้าปากได้ยาก (Trismus)

เมื่อทำการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณศีรษะและลำคอแล้ว อาจจะเกิดผลกระทบในบริเวณ Temporomandibular Joint (TMJ) และส่วนของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร ซึ่งจะมีอาการ Trismus เกิดขึ้นได้ และยังไม่สามารถคาดคะเนว่าอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นบ่อยหรือมีความรุนแรงมากแค่ไหน ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้อาการเหล่านี้เกิดขึ้น

3.การเกิดภาวะทุพโภชนการ

น้ำลายมีลักษณะที่เป็นน้ำทั้งแบบที่เหนียวข้นและใส ซึ่งมีหน้าที่ในการช่วยให้อาหารจับตัวกันเป็นก้อน ทำความสะอาดภายในช่องปากและช่วยในการเพิ่มการรับรู้รสของอาหารในปากแล้ว ในน้ำลายยังมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร เช่น เอนไซม์อไมเลส (Amylase) เอนไซม์ไลเปส (Lypase) เป็นต้น ดังนั้นถ้าเกิดภาวะที่ต่อมน้ำลายทำการผลิตน้ำลายออกมาน้อยหรือมีปริมาณลดลงจะส่งผลให้การรับรู้รสชาติของคนเราเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้รับรู้รสชาติได้น้อยลงความอยากอาหารก็น้อยลงตามไปด้วย จนบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดในช่องปากและบริเวณคอหอยจากการเกิด Rediation Mucositis เข้าร่วมด้วย เมื่อเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยเกิดสภาวะขาดอาหารและในบางรายอาการอาจจะรุนแรงจนส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอได้

การดูแลทางด้านทันตกรรมเพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

การรักษาเมื่อเกิดผลกระทบหลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีนั้นเป็นเรื่องยากที่จะรักษาให้หายได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการรักษาก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าว ดังนั้นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษาโรคมะเร็งการดูแลรักษาสุขลักษณะภายในช่องปากทั้งก่อนทำการรักษา ขณะทำการรักษาและหลังทำการรักษานั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อตัวผู้ป่วยสูงมาก เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในช่องปากจะขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ป่วยด้วย ซึ่งวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นภายในช่องปาก มีดังนี้

การดูแลสุขภาพช่องฟันก่อนเข้ารับการรักษา

1. Pretreatment Oral Assessment

เป็นขั้นตอนที่แพทย์ผู้ทำการฉายรังสีต้องทำงานร่วมกับทันตแพทย์เพื่อหาข้อสรุปถึงปริมาณรังสีที่จะทำการฉายว่าควรฉายที่ปริมาณเท่าใดจึงจะส่งผลกระทบข้างเคียงน้อยที่สุดและสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้มากที่สุด โดย
– ทำการตรวจอวัยวะปริทันต์ (Preiodontium) ที่ประกอบด้วย เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน กระดูกเบ้าฟัน
– ทำการ Extra พร้อมกับ Intre Oral Soft Tissue นั่นคือการตรวจเนื้อเยื่อทั้งภายในและภายนอก
– ทำการตรวจสุขภาพฟันที่อยู่ภายในช่องปากว่าเป็นอย่างไร
เมื่อทำการตรวจแล้วก็ให้ทำการปรับปรุงสภาพภายในช่องปากให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ให้มีหนอง ฟันผุหรือฟันที่แตกหักหลงเหลืออยู่ภายในช่องปาก เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นถ้าสิ่งเหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในช่องปาก

2.ทำการถอนฟัน

การที่มีฟันอยู่ในบริเวณที่จะได้รับรังสีโดยตรงจะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิด Osteordionecrosis (ORN) เป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนที่จะทำการฉายรังสีต้องทำการถอนฟันที่อยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าฟันซี่ใดที่จำเป็นต้องทำการถอนก่อนที่จะเริ่มทำการรักษา ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ คือ

2.1 สุขลักษณะภายในช่องปากของผู้ป่วย
ถ้าผู้ป่วยเป็นคนที่ดูแลช่องปากเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อทำการฉายรังสีโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงก็จะลดน้อยลง ในบางครั้งแพทย์ไม่จำเป็นจะต้องถอนฟันออกก็ได้ แต่ถ้าก่อนที่จะทำการรักษาผู้ป่วยมีสุขลักษณะภายในช่องปากไม่ดีโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทำการรักษาจะมีมากกว่าปกติ ส่วนมากแพทย์จะตัดสินใจถอนฟันก่อนที่จะทำการฉายรังสีเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

2.2 สภาพของฟัน
สภาพของฟันที่อยู่ในช่องปากจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าควรที่จะถอนออกหรือไม่ โดยที่ฟันที่มีความเสี่ยงที่จะผุหรือเคยได้รับการรักษามาแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะสร้างผลกระทบเมื่อได้รับการฉายรังสี ส่วนมากแพทย์จะทำการถอนฟันเหล่านี้ออกก่อนที่จะทำการฉายรังสี

2.3 การคาดคะเนโรค
ถ้าการฉายรังสีเป็นเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลุกลามก็มักที่จะไม่ทำการถอนฟัน เพราะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะมีน้อยนั่นเอง

2.4 ความเร่งด่วนในการรักษา
การรักษามะเร็งชนิดที่มีความเร่งด่วนสูงเนื่องจากมะเร็งอยู่ในระยะที่ต้องทำการรักษาไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยได้ การถอนฟันก็ไม่จำเป็นต้องกระทำก่อนที่จะให้เคมีบำบัดและการฉายรังสี แต่ถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยสามารถรอให้มีการเตรียมพร้อมก่อนการรักษาได้ก็ควรมีการถอนฟันที่สามารถสร้างผลกระทบสูงออกก่อนได้

2.5 วิธีการที่ใช้ในการรักษา
ทั้งวิธีการ ปริมาณของรังสีและตำแหน่งที่ต้องทำการฉายรังสีเข้าไปเพื่อทำการรักษา มีผลต่อการตัดสินที่จะถอนหรือไม่ถอนฟันก่อนที่จะทำการรักษาเพราะว่าการฉายรังสีเข้าสู่บางตำแหน่งของต่อมน้ำลายและกระดูกกรามล่าง (Mandible) จะส่งผลกระทบที่รุนแรงมากทั้งการเกิดฟันผุหรือการเกิด Osteordionecrosis (ORN) จึงจำเป็นต้องทำการถอนฟันด้วย

การดูแลช่องปากในขณะที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสี

ก่อนที่จะทำการรักษาแพทย์และทันตแพทย์จะทำการประเมินและเตรียมสภาพภายในช่องปากเพื่อให้เกิดผลกระทบกับตัวผู้ป่วยให้น้อยที่สุด แต่ในขณะที่ทำการรักษาผู้ป่วยก็ต้องทำการดูแลสภาพภายในช่องปากเพื่อลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ดังนี้

1.ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (mucositis)
ความรุนแรงของภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (mucositis) มีอยู่ด้วยหลายระดับตั้งแต่อาการบวมแดงเล็กน้อยจนกระทั้งเกิดเป็นแผล ซึ่งจะนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ เมื่อมีอาการภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (mucositis) เกิดขึ้นผู้ป่วยจะเกิดภาวะขาดอาหารได้ง่ายเนื่องจากไม่สามารถกินอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ จนบางครั้งต้องทำการให้น้ำเกลือหรืออาหารทางเส้นเลือด และทำการกำจัดเชื้อโรคจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในช่องปากด้วยการอมยาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะประเภท Polymyxin B, Tobramycin หรือ Amphotericin B ที่สามารถช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุช่องปากไม่ให้เข้าสู่สภาวะที่รุนแรง ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (mucositis) จะมีอาการรุนแรงมากขึ้นถ้ามีการถอดหรือใส่ฟันปลอมในขณะที่ทำการฉายรังสี ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ (mucositis)ที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยห้ามทำการถอดหรือใส่ฟันปลอมในขณะที่ทำการฉายรังสีอย่างเด็ดขาด ส่วนการรักษา Radiation Mucositis สามารถทำได้ดังนี้

1.1 การให้ยาต้านเชื้อไวรัส
ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีในการรักษามีโอกาสที่จะติดเชื้อ HSV สูงมาก ซึ่งสามารถทำการรักษาด้วยการให้ยา Acyclovir ในปริมาณ 400 mg ทุก 8 ชั่วโมงแก่ผู้ป่วยเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์

1.2 การดูแลความสะอาดภายในช่องปาก
ผู้ป่วยควรรักษาความสะอาดในช่องปากด้วยการบ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำสะอาดหรือกลั้วปากด้วย Chlorhexidine ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในช่องปากได้เป็นอย่างดี และควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับช่องปาก

1.3 การกินยาแก้ปวด
ในรายที่มีอาการปวดเกิดขึ้น แพทย์จะแนะนำให้กินยาแก้ปวดเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย ซึ่งยาแก้ปวดที่กำหนดให้ใช้ได้คือ Paracetamal, Codeine ไปเรื่อย ๆ จนถึง Strong Opioids ในการให้ยาแก่ผู้ป่วยควรเริ่มให้ยาที่เป็น Short Acting ก่อนในอันดับแรก หากผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้นให้ค่อย ๆ ปรับยาเป็น Long Active Opioids ในลำดับต่อไป และถ้าอาการของผู้ป่วยดีขึ้นก็ให้ลดยาลงตามลำดับ หรือจะให้ยากลุ่ม Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs (NSAIDs) ที่สามารถช่วยอาการปวดและยังช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย

1.4 การให้ยาต้านเชื้อราชนิด Candidiasis
การให้ยาต้านเชื้อราทำได้ด้วยการบ้วนปากด้วย Normal Saline หรือ Hydroxide ที่ทำการผสมกับยาต้านเชื้อรา โดยให้ผู้ป่วยทำการบ้วนปากค้างไว้ 3 นาทีและทำการกลืนลงคอ วันละ 4 ครั้ง ผู้ป่วยต้องทำการบ้วนปากนานประมาณ 14 วัน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นจะต้องเปลี่ยนเป็น Systemic Ketoconazole 200 mg โดยให้วันละครั้งอย่างน้อย 14 วัน ซึ่งการให้ยานิยมใช้ยาที่เป็นยาอมจะส่งผลการรักษาที่ดีกว่าต่อตัวผู้ป่วย ดังนั้นถ้าผู้ป่วยมีสภาวะน้ำลายแห้งเกิดขึ้นการให้ยาควรทำการผสมสารละลายเพื่อช่วยให้ยากกระจายตัวได้มากขึ้น
นี่คือการดูแลช่องปากสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในขณะทำการรักษาด้วยการฉายรังสี

การดูแลสุขภาพภายในช่องปากภายหลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยจะต้องดูแลรักษาช่องปาก ดังนี้

1.แปรงฟัน
การแปรงฟันผู้ป่วยควรแปรงฟันด้วยแปรงที่มีขนนุ่ม มีขนาดที่เล็ก และควรทำการแปรงฟันให้ทั่วทั้งช่องปากทุกซอกทุกมุม ยาสีฟันที่ใช้ควรเป็นยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ แต่ไม่ควรใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของสารฟอกขาวกับสารก่อฟอง เพราะจะทำให้เยื่อบุภายในช่องปากเกิดการระคายเคืองได้ หรือแปลงฟันด้วยยาสีฟันผสมกับเกลือเบกกิ้งโซดาด้วยก็ได้ การแปรงฟันควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง ก่อนนอนและควรแปรงฟันทุก ๆ 4 ชั่วโมงหลังตื่นนอน

2.บ้วนปาก
หลังจากที่ทำการแปลงฟันแล้ว ผู้ป่วยควรทำการกลั้วปากและคอทุกครั้งหลังแปลงฟัน และน้ำยาบ้วนปากไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในช่องปาก ส่วนน้ำยาบ้วนปากที่ควรใช้ คือ Hydrogen Peroxide หรือ Normal Saline หรือ Hydrogen Peroxide โดยการนำมาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1:2 หรือ 1:4 ถ้าไม่มีก็สามารถใช้ Sodium Bicarbonate 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 แก้ว หรือใช้เกลือ ½ ช้อนชาร่วมกับผงฟู 1 ช้อนชานำมาผสมกับน้ำจำนวน 1 ลิตร ใช้ในการบ้วนปากได้หลังจากการแปรงฟันทุกครั้ง

3.การขัดฟัน
การขัดฟันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้ป่วยต้องทำเพื่อรักษาความสะอาดภายในช่องปาก ไหมขัดฟันที่ใช้ในการขัดฟันต้องไม่มีส่วนผสมของ Wax ในการขัดฟันของผู้ป่วย
นี่คือขั้นตอนการดูแลฟันทั้งหมดเพื่อรักษาความสะอาดภายในช่องปากของผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีไปแล้ว

การรักษาสภาวะน้ำลายแห้งของผู้ป่วย

การรักษาภาวะน้ำลายแห้งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสี สามารถแบ่งได้ตามอาการตอบสนอง ดังนี้

1.กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีการตอบสนองต่อการกระตุ้น (Non-Responder)
กลุ่มผู้ป่วยกลุ่มนี้คือกลุ่มผู้ป่วยที่เมื่อทำการกระตุ้นให้เกิดการไหลของน้ำลายแล้ว ร่างกายไม่มีการตอบสนองต่อการกระตุ้นดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้งเช่นเดิม ซึ่งการแก้ไขทำได้ด้วยการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือใช้น้ำลายเทียมจำพวก Aqueous Ion Solution หรือ Aqueous Ion ทำการผสมกับ Carboxymethylcellulose (CMC) หรือ Mucin Containing Solution หรือ Enzyme Containing Gel เป็นสารทดแทนน้ำลายที่แห้งไป

2.กลุ่มผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อการกระตุ้น (Responder)
สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีการตอบสนองกับการกระตุ้นการไหลของน้ำลายแล้ว จะมีวิธีการกระตุ้นการไหลของน้ำลาย คือ

1.การบดเคี้ยวอาหาร
ให้ผู้ป่วยกินอาหารหรือเคี้ยวอาหารเพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้ำลายทำการผลิตได้มากขึ้น ซึ่งนิยมให้เคี้ยวแครอทหรือหมากฝรั่งที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่อาหารที่สามารถกระตุ้นการสร้างของน้ำลายได้ดีที่สุดคืออาหารที่มีส่วนผสมของกรดซิตริก (Citric) เช่น ผลไม้ หรือลูกอมที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น แต่ว่าอาหารที่กรดซิตริกนี้ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่ยังมีฟันอยู่ในช่องปากเพราะว่ากรดซิตริกจะเข้าไปทำผิวของฟันได้

2.การให้ยากระตุ้นน้ำลาย
นอกจากอาหารแล้วการใช้ยากลุ่ม Parasympthomimetic หรือ Pilocarpine ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างของน้ำลายได้เช่นกัน โดยยาจะเข้าไปกระตุ้น Muscarinic Receptors ให้ทำการสร้างน้ำลายให้มากขึ้น การให้ยาควรให้ยาในปริมาณ 2.5-10 mg วันละ 3 เวลาติดต่อกันเป็นระยะ 4 เดือน ซึ่งปริมาณยาที่เหมาะสมที่สุด คือ 5 mgต่อครั้ง จากการศึกษาพบว่ายา Pilocarpine สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการปากแห้ง กลืนอาหารได้ยาก พูดลำบากมีอาการดีขึ้น ซึ่งการใช้ยาสามารถใช้ติดต่อกันจนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แต่ยานี้ต้องระวังในการใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ภาวะ Arrhythmia และผู้ป่วยที่มีประวัติเคยเป็นต้อหินมาก่อน

3.สารที่ใช้ทดแทนน้ำลายหรือน้ำลายเทียม
น้ำลายเทียมคือสารประกอบระหว่าง Mucins กับ Carboxymethyl Cellulose หรือสารประกอบที่มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติคล้ายกับน้ำลาย

4.การป้องกันต่อมน้ำลายด้วยเทคนิคทางรังสี
พบว่าการฉายรังสีด้วยเทคนิค 3 มิติและการฉายแบบ 3 มิติแบบแปลความเข้มข้น (Intensity Modulate Radiotherapy:MRT) สามารถช่วยรักษาต่อมน้ำลายบางส่วนไม่ให้ถูกทำลายไว้ได้ จากการศึกษาพบว่าปริมาณน้ำลายที่ลดลงของผู้ป่วยที่ทาการฉายรังสีด้วยเทคนิค IMRT จะมีปริมาณลดลงน้อยกว่าการฉายรังสีด้วยวิธีเดิม และหลังจากที่ทำการฉายรังสีไปแล้ว 2 ปี ผู้ป่วยจะมีปริมาณน้ำลายกลับเป็นปกติอีกด้วย

5.การป้องกันต่อมน้ำลายด้วยการใช้ยา
ในการให้ยา Pilocarpine ผลของยาที่จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างน้ำลายจะหมดไปเมื่อผู้ป่วยหยุดยา ดังนั้นถ้าต้องการให้มีน้ำลายต่อไปผู้ป่วยบางคนจะต้องได้รับยาชนิดนี้ตลอดชีวิต จึงมีแนวคิดที่จะใช้ยา Pilocarpine นี้ในช่วงที่ทำการฉายรังสีน่าจะช่วยป้องกันต่อมน้ำลายไม่ให้ถูกทำลายได้ ซึ่งเมื่อทำการศึกษาจากผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ในช่วงที่ทำการฉายรังสีกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาในขณะที่ทำการฉายรังสี พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Pilocarpine จะมีปริมาณน้ำลายลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ในกลุ่มที่ไม่ได้รับยาจะมีอาการปากแห้งที่รุนแรงกว่า แต่ผลของยาจะอยู่สูงสุดประมาณ 4-5 เดือนหลังจากที่ทำการฉายรังสี เพราะว่าในเดือนที่ 6 ปริมาณน้ำลายของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีค่าเท่ากัน นอกจากยา Pilocarpine ที่สามารถช่วยในการสร้างน้ำลายแล้ว ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งคือ Radiation Protector เช่น ยา Amifostion (WR-2721) กลไกการออกฤทธิ์ของยาตัวนี้ คือ ยาจะถูกเปลี่ยนด้วยเอนไซม์ Alkaline Phosphatase จนกลายเป็น Active Metabolit (WR-1065) ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ Scavenger ของ Free Radical ที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี ยา Amifostion (WR-2721) เป็นยาที่มีค่าครึ่งชีวิตที่สั้นมาก ดังนั้นการใช้ยาต้องทำการฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำก่อนที่จะทำการฉายรังสีไม่เกิน 15 นาที แต่ยานี้มีผลข้างเคียง คือ การคลื่นไส้ เจียน และที่ถือว่าเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก คือ การเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ เมื่อทำการฉีดเข้าสู่เส้นเลือดดำ จึงทำการแก้ไขปัญหาด้วยการฉีดเข้าสู่ใต้ผิวหนังแทนการฉีดเข้าเส้นเลือดต่ำ

การป้องกันฟันผุที่เกิดจากการฉายรังสี

การรักษาด้วยการฉายรังสีเข้าส่วนศีรษะและลำคอส่งผลให้คุณภาพของฟันของผู้ป่วยแย่ลง ทั้งจากจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในช่องปาก อาหารที่รับประทานเข้าไป โครงสร้างของฟันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากรังสีที่ได้รับ และภาวะน้ำลายแห้งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งล้วนแต่ส่งผลต่อสุขภาพของฟันทั้งสิ้น ซึ่งการป้องกันฟันผุจากการรักษาด้วยการฉายรังสีในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำลายแห้งสามารถทำได้ดังนี้

1.เพิ่มค่า PH ของน้ำลาย
การกระตุ้นน้ำลายด้วยการให้เคี้ยวหมากฝรั่งพบว่าสามารถช่วยเพิ่มระดับ Bicarbonate ที่มีอยู่ในน้ำลายมีค่าต่ำลง และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นอีกด้วย และยังมีการแนะนำให้เคี้ยวชีสที่มีลักษณะค่อนข้างแข็ง เพราะว่าในชีสจะมีสารที่อยู่ในกลุ่ม Nitrogen ปะปนอยู่ สารนี้จะเข้าไปช่วยเพิ่มค่า PH ให้มีค่าเพิ่มขึ้น และยังช่วยรักษาระดับของแคลเซียมและฟอสฟอรัสส่งผลให้เคลือบฟันมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วย

2.การบ้วนปาก
การบ้วนปากควรบ้วนด้วย Sodium Bicarbonete แทนที่จะใช้น้ำสะอาดในการบ้วนปากเพราะการบ้วนปากด้วย Sodium Bicarbonete ช่วยเพิ่มค่า PH ของน้ำลายที่อยู่ในปากและยังช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรด-ด่างภายในช่องปาก ป้องกันการสะสมของน้ำตาลที่บริเวณของคราบหินปูนได้ดีกว่าการบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด และห้ามให้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อภายในปากเกิดการระคายเคืองได้

3.เลือกอาหาร
ผู้ป่วยควรเลือกกินอาหารที่มีรสชาติอ่อน ห้ามกินอาหารรสจัด อาหารที่แข็งมากต้องใช้ฟันในการบดเคี้ยวมาก เพื่อจะทำให้เกิดการเสียดสีของเหงือกและฟันมาก และควรงดอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตสูงๆ และน้ำตาล แต่ให้ใช้สารให้ความหวานแทน

4.การใช้ฟลูออไรด์
การใช้ฟลูออไรด์เป็นประจำในผู้ป่วยพบว่าสามารถป้องกันการเกิดฟันผุอย่างได้ผล ซึ่งฟลูออไรด์ที่แนะนำให้ใช้ คือ
-0.4 % Stannous Fluoride (SnF2) ข้อดีของฟลูออไรด์ชนิดนี้ ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์และยังสามารถป้องกันฟันผุได้ถึงระดับรากฟันเลยทีเดียว แต่ว่ารสชาติเหมือนโลหะ และอาจจะสร้างความระคายเคืองให้กับเหงือกและฟันได้ บางครั้งก็จะมีคราบหลงเหลืออยู่บนฟันด้วย
-1.1 % -1.23 % Sodium Fluoride ข้อดีของฟลูออไรด์ชนิดนี้ คือ เกิดอาการระคายเคืองน้อยทั้งต่อเหงือกและฟัน ไม่มีอาการแพ้ รสชาติดีใช้ง่าย และมีค่า ph ที่เหมาะสมกับความเป็นกรด-ด่างภายในปากของผู้ป่วย แต่มีข้อเสียคือ ป้องกันจุลินทรีย์ได้น้อยกว่า Stannous Fluoride (SnF2)
-1.23 % Acidulated Phosphate Fluoride ข้อดีของฟลูออไรด์ชนิดนี้ คือ ไม่ทิ้งคราบไว้บนฟันและเหงือก มีรสชาติดีใช้ง่าย สามารถป้องกันฟันผุได้ถึงระดับรากฟัน และยังสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียแร่ธาตุของฟันได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ Acidulated Phosphate Fluoride จะทำงานได้ดีในสภาวะทีเป็นกรดต่ำ ๆ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีต่อกล่องเสียงและคอหอย

การรักษาด้วยการฉายรังสีที่ส่วนของศีรษะและลำคอ จะมีจุดประสงค์ท่จะทำการรักษากล่องเสียงหได้มากที่สุด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นคือการที่กล่องเสียงเกิดการบวมและมีพังผืดเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการพูดและการกลืนอาหาร การเกิดการเน่าตายของกระดูกอ่อนของกล่องเสียงที่ถือว่าเป็นอันตรายที่ร้ายแรงมาก แต่ว่าผลกระทบนี้มีอัตราการเกิดขึ้นที่น้อยมาก หากผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงแพทย์จะทำการติดตามอย่างใกล้ชิดและทำการตรวจเอกซเรย์พร้อมทำการตรวจ Endoscopy แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่แย่ลงไปอีกจะต้องทำการตรวจ PET-CT scan หรือ Diffusion Weighted MRI ที่สามารถช่วยในการแยกลักษณะของโรคได้
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในส่วนหลังโพรงจมูกหรือผู้ป่วยที่ทำการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณฐานของกะโหลกศีรษะ มีความเสี่ยงที่จะเกิด Bilateral Vocal Cord Paralysis โดยมีกลไก คือ จะมีการเกิด Neuropathy ที่เส้นประสาทของสมองที่อยู่ในตำแหน่ง Skull Base ซึ่งเส้นประสาทที่พบการเกิดได้บ่อยที่สุด คือ Hypoglossal Nerve นอกจากการเกิดผลกระทบข้างเคียงข้างต้นแล้ว ยังมีผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกอย่างหนึ่ง คือ ความลำบากในการกลืน ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นได้บ่อยอีกชนิดหนึ่ง สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณศีรษะและลำคอ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยรังสีร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด
การรักษาโรคมะเร็งเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งให้ได้มากที่สุด มักจะทำการรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด ดังนั้นจากการรักษาจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาร่วมกันย่อมจะมีค่ามากกว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายรังสีที่พบได้ คือ

1.ภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) ภาวะนี้สามารถพบได้มากถึงร้อยละ 97 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา แต่ผู้ป่วยส่วนมากที่เกิดภาวะนี้จะมีค่าความเป็นกรดที่ไม่ค่อยรุนแรงเท่าใดนัก

2.ภาวะการได้ยินลดลง ภาวะการได้ยินที่ลดลงจะเกิดจากการได้ยินของส่วนหูชั้นใน ซึ่งสามารถพบได้มากถึงร้อยละ 87 ของผู้ป่วย

ซึ่งจากการศึกษาและทำการสังเกตผู้ป่วยพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่การรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวหรือมีการรักษาด้วยการให้เคมีบำบัดร่วมด้วยนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวมีค่าไม่ต่างกัน ปัจจุบันนี้พบว่ามีการรักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่มีการลุกลามเฉพาะที่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดได้ ซึ่งการรักษาด้วยการให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีจะส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงทั้งในขณะที่ทำการรักษาและหลังที่ทำการรักษาแล้ว ซึ่งอิ่มใจ ชิตาพนารักษ์และคณะได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียวเปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่มีการให้เคมีบำบัดร่วมด้วย พบว่าผู้ป่วยที่ทำการรักษาโดยทั้งสองวิธีจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นมากกว่าผู้ทำการรักษาเพียงวิธีเดียว จึงสรุปได้ว่าการให้เคมีบำบัดในการรักษาจะเข้ามาเพิ่มผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์. ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็ง. เชียงใหม่: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2557.

World Cancer Report 2014. World Health Organization. 2014. pp. Chapter 5.4. ISBN 9283204298.