การตรวจเลือดหาสัญญาณโรคกระดูก (Bone Markers)

การตรวจเลือดเพื่อสัญญาณโรคกระดูก (Bone Markers)
การตรวจเลือดเพื่อสัญญาณโรคกระดูก (Bone Markers)

การตรวจเลือดหาสัญญาณโรคกระดูก (Bone markers)

นอกจากโรคเบาหวาน ภาวะความดันสูงแล้ว อีกหนึ่งอาการเจ็บป่วยที่มักพบได้บ่อยๆ เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น คือ การปวดตามข้อ ปวดกระดูก ตามส่วนต่างๆในร่างกาย  ซึ่งอาการเหล่านี้มีผลมาจาก กระดูกเริ่มมีความเริ่มเสื่อม หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น และถือว่าจุดตั้งต้นของภาวะโรคกระดูกนั่นเอง โรคกระดูกสามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนมากจะพบได้ในผู้สูงอายุเป็นหลัก  การเสื่อมของกระดูกในร่างกายจะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน ปัจจุบันในทางการแพทย์ มีวิธีการตรวจหาภาวะของโรคกระดูกได้แล้ว ซึ่งมีด้วยกันมากมายหลากหลายวิธี เพื่อช่วยให้สามารถวินิจฉัยภาวะของโรคกระดูกที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และใช้เป็นข้อมูลสำหรับในการรักษาและป้องกันก่อนที่จะเกิดภาวะของโรคกระดูกในอนาคตได้นั่นเอง โดยจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

กระดูก คืออะไร?

กระดูก คือ อวัยวะชนิดหนึ่งของมนุษย์ เป็นโครงร่างภายในของร่างกาย มีลักษณะแข็งตายตัว ไม่ยืดหยุ่น

บทบาทหน้าที่และประโยชน์ของกระดูกต่อร่างกาย

1. เป็นโครงสร้างของร่างกายที่มีความแข็งแรง  คอยช่วยพยุงร่างกายทั้งร่างที่มีแต่ความอ่อนนุ่มให้มีรูปร่างคงที่
2. ช่วยเป็นคาน (Levers) เพื่อยึดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆ สำหรับการเคลื่อนไหว เช่น การยกของ หิ้วของ เป็นต้น
3. ช่วยห่อหุ้มปกป้องเส้นใยประสาทที่อาศัยกระดูกเป็นวงจรผ่านร้อยสายคู่ขนานกันไปอย่างปลอดภัย
4. ช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่นกะโหลกศีรษะที่ห่อหุ้มสมอง หรือซี่โครงป้องกันปอดและหัวใจจากการกระทบกระเทือน
5. เป็นแหล่งเก็บสะสมแคลเซียมที่สำคัญของร่างกาย เปรียบเสมือน “คลังแคลเซียม”
6. เป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดที่สำคัญ ของร่างกายจากไขกระดูก

โรคกระดูกคืออะไร ?

โรคกระดูก คือ โรคที่เกี่ยวกับภาวะกระดูกของในร่างกาย มีการเกิดความผิดปกติขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการปวดหลัง ปวดขา ปวดตามข้อตามอวัยวะต่างๆ โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราจะมีการสร้างกระดูก (Bone Formation) และการเสื่อมสลายของกระดูก (Bone Resorption) ทำงานควบคู่กันไป แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น การเสื่อมสลายของกระดูกก็จะมากขึ้นไปด้วย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเกี่ยวกับโรคกระดูกได้นั่นเอง ซึ่งสามารถอธิบายภาวะการเสื่อมของกระดูกได้ดังนี้

เงื่อนไข ผลกระทบต่อร่างกาย
Bone Formation >  Bone Resorption กระดูกแข็งแรงไม่มีภาวะโรคกระดูก
Bone Formation =  Bone Resorption สุขภาพกระดูกยังเป็นปกติ
Bone Formation <  Bone Resorption กระดูกเริ่มเสื่อมอาจมีภาวะของโรคกระดูกได้

ประเภทของโรคกระดูก

เราสามารถแบ่งประเภทของโรคเกี่ยวกับกระดูกออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
โรคกระดูกทั่วไป (Osteoporosis)

โรคกระดูกทั่วไป หมายถึง การที่ร่างกายมีภาวะของมวลกระดูกลดลง (Low Bone Mass) หรือมีความหนาแน่นของกระดูกน้อยลง ทำให้เกิดโพรงในกระดูก หรือมีอาการกระดูกพรุนเกิดขึ้น ซึ่งอาการนี้จะส่งผลทำให้ กระดูกทุกส่วนในร่างกายขาดความแข็งแรง และจะค่อยๆเสื่อมมากขึ้น โรคนี้มักพบได้มากในผู้สูงอายุเป็นหลัก และพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ผู้ป่วยที่มีภาวะโรคกระดูกพรุนนี้ มีสิ่งที่ต้องระมัดระวัง คือ การกระทบกระทั่งของร่างกาย การล้ม หรือ การชนกับของแข็ง เนื่องจากภาวะของกระดูกที่พรุนและเป็นโพรงนี้ จะทำให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยกว่าปกติ จึงทำให้กระดูกสามารถแตกและหักได้ง่าย

โรคกระดูกผิดรูป (Paget’s Disease)

โรคกระดูกผิดรูป หมายถึง ภาวะที่กระดูกภายในร่างกายเรียงตัวกันไม่เป็นระเบียบ หรือมีภาวะที่กระดูกมีรูปร่าง เล็กหรือโค้งแบน ผิดปกติไปจากรูปร่างของกระดูกมาตรฐานปกติ โดยมีสาเหตุอาจเกิดจาก เชื้อไวรัสที่มีผลต่อการสร้างและเรียงตัวกระดูก หรือ ถูกถ่ายทอดความผิดปกติมาจากพันธุ์กรรม หรือ อาจเกิดจากการเสริมสร้างรักษารูปทรงกระดูกที่ผิดปกติ ซึ่งโรคกระดูกผิดรูปนี้มักจะเกินในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และสามารถพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง

โรคมะเร็งในกระดูก (Bone Metastasis)

โรคมะเร็งในกระดูก หมายถึง ภาวะที่มีการติดเชื้อของมะเร็งในกระดูกเกิดขึ้น  ซึ่งโรคนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท จากสาเหตุการเกิดโรค คือ
– โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ (Primary Bone Cancer) คือ โรคมะเร็งที่เกิดเริ่มต้นจาก เซลล์ของเนื้อเยื่อกระดูกเอง ไม่ได้แพร่มาจากอวัยวะอื่นๆ หากไม่ได้รับการรักษาก็จะสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน

– โรคมะเร็งกระดูกชนิดมาจากการแพร่กระจาย (Metastatic Bone Cancer) คือ การที่กระดูก ได้รับการแพร่เชื้อมะเร็งมาจากอวัยวะอื่นที่เป็นมะเร็งอยู่ก่อนหน้านี้  ซึ่ง โรคมะเร็งจากอวัยวะอื่นๆเกือบทุกชนิด (ยกเว้นมะเร็งผิวหนัง) เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ มะเร็งรังไข่ เป็นต้น จะสามารถแพร่กระจายมายังกระดูกได้ โดยเซลล์มะเร็งจะส่งผ่านมาทางกระแสเลือดจนถึงกระดูก ทำให้กระดูกมีเชื้อมะเร็งเกิดขึ้นไปด้วย โดยกระดูกที่มักเกิดมะเร็งจากการแพร่กระจายอวัยวะอื่นมากที่สุด เรียงไปตามลำดับ ได้แก่ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกสะโพก กระดูกขาท่อนบน (Femurs) และกะโหลกศีรษะ

ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง

กระดูกของมนุษย์จะมีสุขภาพดีและมีความแข็งแรงได้ จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ดังต่อไปนี้
สารของแข็งที่ปราศจากชีวิต (Non-Living Substance)

มีลักษณะเป็นเกลือคริสตัล เช่น ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส ออกซิเจน และไฮโดรเจน รวมกันเป็นสารประกอบทางเคมี ที่มีความแข็งเป็นพิเศษ เรียกว่า ไฮดรอกซีแอปาไทต์ (Hydroxyapatite) ปกติแล้ว ในร่างกายของมนุษย์เราจะมีปริมาณของ
– แคลเซียม (Ca) อยู่ที่กระดูกและฟันมากถึง 99 % ส่วนที่เหลืออีก 1 % จะอยู่ในองค์ประกอบของเลือด
– ฟอสฟอรัส (P) จะพบได้ในกระดูกประมาณ 85 % ส่วนที่เหลืออีก 15 % จะอยู่ในองค์ประกอบของเลือดและเนื้อเยื่อ

โดยจะมีอัตราส่วนของสูตรทางเคมี  คือ Ca/p = 10/6 = 5/3
สรุปคือ แคลเซียม : ฟอสฟอรัส จะเท่ากับ  5:3

 

หากบริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสปริมาณสูงเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายจำเป็นจะต้องดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกออกมาช่วยลดฤทธิ์ของฟอสฟอรัสในเลือดลง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เมื่อมีการนำแคลเซียมออกมาใช้ในปริมาณมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกระดูก ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่ายกว่าปกตินั่นเอง

โดยอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงมาก เช่น เนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง เครื่องดื่ม Soft Drink และ น้ำโซดาทุกชนิด จึงควรเลี่ยงหรือทานในปริมาณที่เหมาะสม
เนื้อเยื่อที่มีชีวิต (Living Tissue) จะประกอบด้วย หลอดเลือด เส้นประสาท สารโปรตีนยึดโยงเซลล์ (Collagen) ทุกๆเซลล์กระดูกให้เกาะเกี่ยวกัน

– เซลล์ที่มีชีวิตของกระดูกเฉพาะที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างกระดูก ได้แก่
1) Osteocyte (ออสเตโอไซต์) คือ เซลล์กระดูกประจำที่ถาวร ซึ่งยึดเหนี่ยวเกาะกันเองจนสร้างเป็นกระดูกแต่ละชิ้นให้คงรูปอยู่ตามที่ควรจะเป็น
2) Osteoclast (ออสเตโอแคลสต์) คือ เซลล์สลายกระดูกที่มีหน้าที่ดึงเอาแคลเซียมและแร่ธาตุออกไปจากกระดูก ในภาวะที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลงไปด้วย เรียกว่า กระทำการเสื่อม สลายกระดูก (Bone Resorption) หากเกิดบ่อยๆ จะส่งผลให้เกิดให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
3) Osteoblast (ออสเตโอแบลสต์) คือเซลล์เสริมสร้างกระดูกอีกชนิดหนึ่ง มีหน้าที่รับผิดชอบในการดึงเอาแคลเซียม และสารอาหารจากเลือดมากระทำการช่วยซ่อมแซมเนื้อกระดูกที่เสียหาย ด้วยกระบวนการที่ เรียกว่า การทำการเสริมกระดูก คือ Osteoblast

ปัจจัยเสริมต่อการมีสุขภาพกระดูกที่ดี

นอกจาก Osteoblast ที่เป็นเซลล์ในการซ่อมแซมกระดูกที่เสียหายแล้ว กระดูกจะแข็งแรงและสมบรูณ์ได้ด้วยปัจจัยเสริมหลายๆอย่าง ดังต่อไปนี้
วิตามินดี ช่วยให้ลำไส้สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร มาให้ร่างกายใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยเร่งให้ เซลล์ Osteoblast นำแคลเซียมไปซ่อมแซมกระดูกที่สึกหลอได้ดีขึ้นอีกด้วย
– Parathyroid Hormone (PTH) เป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่สั่งให้ไต ดูดแคลเซียมกลับคืนมาให้ร่างกายได้ใช้งาน แทนการขับทิ้งเป็นของเสียออกทางปัสสาวะ
– Calcitonin เป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่ผลิตโดยต่อมไทรอยด์ ช่วยส่งเสริมให้ Osteoblast ทำงานได้ดีขึ้น ทำหน้าที่กระตุ้นการสะสมของแคลเซียมที่กระดูก และยังคอบควบคุมให้ระดับของแคลเซียมในกระแสเลือดไม่มากเกินไป นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้แคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วยในปัจจุบันมีการผลิต Calcitonin ขึ้นมาเป็นยา ก็อาจใช้ทดแทนได้เหมือนกัน แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์
– Estrogen เป็นฮอร์โมนหลักของเพศหญิง ช่วยให้ไต นำแคลเซียมที่จะถูกขับถ่ายออกเป็นของเสีย กลับคืนสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้งาน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทองภายหลังหมดประจำเดือน ในเพศหญิงแล้ว ฮอร์โมนชนิดนี้จะมีปริมาณที่ลดลงกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายได้รับแคลเซียมน้อยลงตามไปด้วย เมื่อได้รับแคลเซียมน้อยลงก็จะมีผลทำให้เซลล์ Osteoclast มีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมกระดูกที่สึกหรอได้น้อยลง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายนั่นเอง
– Testosterone เป็นฮอร์โมนหลักของเพศชาย ที่มีส่วนในการช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้เหมือนกับ ฮอร์โมน Estrogen ของเพศหญิง

วิธีการตรวจโรคของกระดูก

โรคเกี่ยวกับกระดูกที่พบได้มากในปัจจุบัน เช่น โรคกระดูกพรุน หรือ โรคมวลกระดูกน้อย  ซึ่งโรคแต่ละชนิดนั้นก็จะมีสาเหตุของโรคที่แตกต่างกันออกไป เช่น การที่ไตทำงานผิดปกติ การลดลงของระดับฮอร์โมน  หรือ กินยา Steroid รักษาโรคอื่นนานเกินไป เป็นต้น ซึ่งโรคกระดูกที่เกิดขึ้นสามารถใช้วิธีทางการแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้ดังนี้
1. การตรวจด้วยวิธีรังสีวิทยา (X-ray)
2.การตรวจโดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density, BMD) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในการตรวจหาโรคกระดูกพรุน มีเครื่องมือหลายชนิดที่ถูกสร้างขึ้นมาวัดค่านี้ แต่เพื่อความเป็นมาตรฐาน  องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงกำหนดให้การวัดด้วยเครื่อง “Dual Energy X-ray Absorptionmetry” (DXA) เป็นวิธีมาตรฐานเท่านั้น
3. การตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก ด้วยวิธี QCT (Quantitative Computed Tomography) 
4.การตรวจความหนาแน่นของกระดูกด้วยวิธี อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound Absorption)
นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่เป็นวิธีใหม่ คือ การตรวจสัญญาณโรคกระดูกจากค่าการหมุนเวียนของสารชีวะเคมีที่บ่งชี้การสร้างเสริมหรือสลายกระดูก (Bone Turnover Biochemical Markers) โดยจะมีค่าสำคัญ 3 ชนิดที่นำมาวิเคราะห์ คือ

1.β-CrossLaps เป็นการตรวจหาค่าที่เกี่ยวกับ การสลายของกระดูก หากมีปริมาณที่มากเกินปกติ จะหมายถึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้
2.N-MID Osteocalcin เป็นค่าที่แสดงถึงการมีการสร้างของกระดูก หากมีปริมาณที่มากเกินปกติ จะหมายถึงมีสภาวะกระดูกกำลังพอกพูนขึ้น
3.PTH เป็นค่าของฮอร์โมน Parathyroid Hormone มีหน้าที่รักษาระดับแคลเซียมในเลือด และเป็นตัวสั่งให้ไตดูดแคลเซียมกลับสู่ร่างกาย แทนการขับทิ้งเป็นของเสียออกทางปัสสาวะ ซึ่งค่าของ PTH จะสูงหรือต่ำ จึงอาจมีความหมายว่า ณ เวลาขณะนั้นว่า กำลังมีการเสริมสร้าง หรือ กำลังเสื่อมสลายของกระดูกอยู่นั่นเอง
การตรวจด้วยวิธีนี้ จะมีแตกต่างจาการวินิจฉัยวิธีอื่นๆ คือ สามารถทราบผลการตรวจได้ทันทีว่ากระดูกกำลังอยู่ในสภาวะถูกเสริมสร้าง หรือกำลังอยู่ในภาวะเสื่อมสลายโดยไม่ต้องรอเวลาเหมือนวิธีอื่นๆที่แพทย์อาจจะต้องนำผลตรวจที่ได้ไปวิเคราะห์ก่อน และหากในช่วงนั้นมีการใช้ยารักษาก็จะทราบว่ายารักษาโรคกระดูก ณ เวลานั้นได้ผลหรือไม่ ด้วยเช่นกัน

โรคกระดูกที่เกิดขึ้นกับร่างกาย แม้ว่าจะดูว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคต่ำ ไม่ได้ร้ายแรงอะไร หลายคนจึงมักมองข้ามโรคนี้ไป แต่ถ้าหากเลือกได้ใครหลายคนก็คงไม่อยากให้โรคนี้เกิดกับตนเอง เพราะนอกจากจะทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อร่างกายแล้ว ยังก็ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ทั้งนี้หากเกิดโรคกระดูกเกิดขึ้นแล้ว โดยที่ผู้ป่วยเลือกที่จะไม่รักษาปล่อยทิ้งไว้นานเป็นเรื้อรัง อาการที่เคยเป็นแต่น้อยนิดก็อาจจะรุนแรงเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกมีด้วยกันหลากหลายวิธี หากตรวจพบและเจออาการของโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะทำให้ช่วยป้องกันและสามารถรักษาโรคกระดูกต่างๆเหล่านี้ ให้ดีขึ้นได้ไม่ยากเลย ดังนั้นอย่ารีรอเวลา หากสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจจะดีที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4.

https://emedicine.medscape.com/article/128567.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here