การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Osmolarity

การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Osmolarity
การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Osmolarity

คำแนะนำในการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ

การเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจ มีคำแนะนำเพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำที่สุด ดังนี้

1.ต้องล้างอวัยวะเพศให้สะอาดหมดจดก่อน โดยใช้สบู่ในการล้างทำความสะอาดตามด้วยเช็ดด้วยผ้าให้แห้งสนิท

2.ถ่ายปัสสาวะส่วนแรกทิ้งลงไปในโถส้วมก่อน จากนั้นกลั้นที่เหลือเอาไว้ แล้วถ่ายลงในภาชนะเก็บปัสสาวะให้ได้ตามปริมาณที่กำหนด ซึ่งหากยังคงถ่ายไม่สุด ก็ให้ถ่ายทิ้งลงไปในโถส้วมต่อไปจนเสร็จ

3.ปิดฝาภาชนะที่ใส่ปัสสาวะในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมตกลงไปปะปนอยู่ในน้ำปัสสาวะที่จะส่งตรวจ

4.ทั้งสามขั้นตอนข้างต้น จะต้องทำให้รอบคอบและมีความละเอียดมากที่สุด เพราะหากมีสิ่งแปลกปลอมใดตกลงไปเพียงนิด ก็อาจทำให้ค่า osmolarity ที่ได้มีความผิดเพี้ยนไปในทันที ดังนั้นจึงต้องทำให้ละเอียดรอบคอบที่สุด

การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Osmolarity สามารถอธิบายอย่างสรุปได้ ดังนี้

1.เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำประกอบอยู่ประมาณ 60% ซึ่งในหนึ่งวันหรือตลอด 24 ชั่วโมง ร่างกายของคนเราจะต้องมีการดื่มน้ำและสูญเสียน้ำผ่านทางปัสสาวะและเหงื่ออยู่เสมอ แถมน้ำที่ดื่มเข้าไปในแต่ละวันอาจมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่สามารถประเมินได้ แต่ร่างกายของมนุษย์ก็สามารถรักษาปริมาณน้ำให้คงอยู่ในร่างกายไว้ที่ประมาณ 60% ตลอดเวลาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าในร่างกายของคนเรามีกลไกหนึ่งที่จะทำหน้าที่ในการยับยั้งการขับน้ำออกจากร่างกายมากเกินไป โดยใช้ฮอร์โมนเป็นตัวช่วยในการยับยั้ง ด้วยการสั่งการบังคับไตให้ผลิตน้ำปัสสาวะมากหรือน้อย เพื่อรักษาระดับน้ำในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง

2.ฮอร์โมนยับยั้งการขับน้ำออกจากร่างกาย ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาระดับน้ำให้คงอยู่ที่ 60% โดยตลอดเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ในการรักษาความเข้มข้นของอนุภาคที่เป็นสารชีวเคมีที่ละลายอยู่ในเลือดให้มีความคงที่ตลอดเวลาอีกด้วย นั่นก็เพราะความเข้มข้นของสารชีวเคมีในน้ำเลือดมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก จึงไม่ควรปล่อยให้ความเข้มข้นต่ำหรือสูงเกินไปเด็ดขาด ซึ่งหากสังเกตจะพบว่า

– เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัดกลางแจ้ง โดยเฉพาะคนที่ทำงานกลางแจ้ง มักจะปัสสาวะออกมาน้อยกว่าปกติ นั่นก็เพราะได้สูญเสียน้ำออกทางเหงื่อไปมากแล้วนั่นเอง จึงมีน้ำที่จะถูกขับออกทางปัสสาวะเพียงน้อยนิดเท่านั้น

– เมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่หนาวจัดหรืออยู่ในห้องแอร์ มักจะปัสสาวะออกมามากกว่าปกติ นั่นก็เพราะมีการเสียเหงื่อน้อย หรือแทบไม่มีเหงื่อเลย น้ำส่วนใหญ่จึงถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นหลัก

และตัวการที่ทำหน้าที่ในการบังคับให้ไตผลิตน้ำปัสสาวะออกมามากหรือน้อยก็คือฮอร์โมน ADH นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพื่อพยายามรักษาระดับความเข้มข้นของสารชีวเคมีในเลือดให้คงที่อยู่ตลอดเวลา และนอกจากนี้ ADH ก็มีส่วนช่วยในการรักษาระดับน้ำในร่างกายไว้ให้ได้สัดส่วนที่ 60% ตลอดเวลาเช่นกัน

3.อนุภาคของสารชีวเคมีที่มีส่วนช่วยในการสร้างความเข้มข้นในเลือด ได้แก่ โซเดียม ของเสียจากไนโตรเจนและโพแทสเซียม ซึ่งสารเหล่านี้ไตจำเป็นจะต้องกรองและขับทิ้งออกไปกับน้ำปัสสาวะ เพื่อให้ความเข้มข้นในเลือดคงอยู่ในระดับที่มีความคงที่มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าไตจะมีประสิทธิภาพในการกรองสารเหล่านี้ได้ดีเพียงใด แต่ก็อาจมีหลุดลอยปนไปกับน้ำปัสสาวะได้บ้างเหมือนกัน ดังนั้นจึงไปทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้นจนสามารถตรวจวัดค่าได้ ซึ่งก็ถูกเรียกว่า Urine Osmolarity นั่นเอง

4.ค่า Urine Osmolarity ที่ตรวจพบในน้ำปัสสาวะ จะถือว่าอยู่ในระดับที่ปกติในผู้ที่มีสุขภาพดีได้นั้น จะต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

– ค่า Osmolarity ที่พบในเลือดจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติอยู่ก่อนแล้ว เพราะหากอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ปกติก็จะทำให้ค่า Urine Osmolarity ที่ได้อยู่ในระดับที่ผิดปกติเช่นกัน

– ฮอร์โมนยับยั้งการปล่อยทิ้งน้ำ หรือ ADH จะต้องทำงานได้อย่างเป็นปกติและมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถบังคับไตให้ผลิตน้ำมากหรือน้อยตามความจำเป็นได้

– ฮอร์โมนแอนโดสเตอโรน (Aldosterone Hormone) จะต้องมีความปกติเช่นกัน เพราะทำหน้าที่ในการบังคับไตให้ดูดซึมกลับโซเดียมเข้าสู่ร่างกาย ไม่ให้ถูกปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะจนหมดหรือเกินจากความจำเป็น

– ไต ต้องอยู่ในสภาพที่มีความปกติเช่นกัน นั่นก็เพราะว่าไตมีความสำคัญที่สุดในการผลิตน้ำปัสสาวะ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการกรองของเสียจากเลือดส่งออกไปกับน้ำปัสสาวะ เป็นผลให้น้ำปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้นและสามารถวัดออกมาเป็นค่า Urine Osmolarity ได้ในที่สุด

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าหากไตมีสุขภาพดีก็สามารถกรองของเสียจากเลือดเพื่อปล่อยทิ้งออกทางน้ำปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และวัดค่า Urine Osmolarity ได้เป็นค่าที่อยู่ในเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมที่สุด แต่หากไตมีความชำรุดเสียหาย จนไม่สามารถทำการกรองได้อย่างปกติ ก็อาจทำให้ตรวจพบว่า Urine Osmolarity มีค่าสูงขึ้นได้นั่นเอง นอกจากนี้หากเป็นกรณีกรวยไตหรือท่อไตชำรุด ก็จะทำให้ตรวจพบค่า Urine Osmolarity ต่ำกว่าปกติได้ เนื่องจากไม่สามารถกรองสารของเสียออกมากับน้ำปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.ค่าการตรวจ Urine Osmolarity ที่ได้ สามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย และใช้ในการตรวจเพื่อยืนยันความผิดปกติของโรคบางชนิดได้ เช่น บอกถึงสภาวะที่โปรตีนปนอยู่ในน้ำปัสสาวะ หรือสภาวะที่มีน้ำตาลปนอยู่ในน้ำปัสสาวะ เป็นต้น โดยสำหรับผู้ที่อยู่ในสภาวะปกติและมีสุขภาพดี ก็จะปรากฏค่าที่พบและคำนวณได้ดังนี้

Urine Osmolarity : Serum Osmolarity = 1 : 3

6.หน่วยนับของค่าความเข้มข้นของอนุภาคจากสารชีวเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำปัสสาวะ ในปัจจุบันมีการเรียกเป็น 2 ชื่อ ซึ่งก็คือ

– Urine Osmolarity เป็นหน่วยวัดโดยเทียบต่อปริมาตรปัสสาวะจำนวน 1 ลิตร ซึ่งจะเขียนหน่วยวัดย่อๆ ว่า mOsm/L

– Urine Osmolarity เป็นหน่วยวัด โดยเทียบเป็นจำนวนน้ำที่หนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งจะเขียนหน่วยวัดย่อๆ ว่า mOsm/kg H2O

ค่าปกติของ Urine Osmolarity และ Osmolality

1.ค่าปกติของ Urine Osmolarity ที่ตรวจได้ให้ยึดเอาตามค่าปกติที่ได้ระบุไว้ในใบรายงานผลการตรวจปัสสาวะ (ถ้ามี)

2.ค่าปกติทั่วไปจะอยู่ที่

ชนิด Osmolarity Urine Osmolarity : 0 – 1,200 mOsm/L
ชนิด Osmolality Urine Osmolality : > 800 mOsm/kg H2O

หมายเหตุ จากการใช้ปัสสาวะที่เก็บได้ในช่วง 12-14 ชั่วโมง โดยการจำกัดการบริโภคน้ำและอาหารที่เป็น ของเหลว

ค่าผิดปกติของ Osmolarity (รวมทั้ง Osmolality)

1.เมื่อค่าผิดปกติที่ตรวจได้ไปในทางน้อย อาจแสดงได้ว่า

– ดื่มน้ำหรือทานอาหารที่มีของเหลวเป็นส่วนประกอบมากเกินไป ทำให้ปัสสาวะออกมามากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องขับน้ำส่วนเกินออกมาให้เหลืออยู่ที่ 60% นั่นเอง

– เกิดสภาวะชองโรคเบาจืด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมใต้สมองหรือไตเกิดความผิดปกติ เช่นเป็นโรคบางอย่าง จึงทำให้ฮอร์โมน ADH ที่ผลิตออกมานั้นมีน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการยับยั้งการปล่อยน้ำทิ้ง และเนื่องจากไตไม่ตอบสนองต่อ ADH จึงปล่อยน้ำปัสสาวะออกมามากคล้ายกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน เพียงแต่ไม่มีสีน้ำตาลออกมาเจือปน จึงถูกเรียกชื่อว่าโรคเบาจืด

– เนื้อท่อภายในไตตายเป็นบางส่วน จึงมีการปล่อยปัสสาวะออกมาน้อยกว่าปกติ ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีการกรองสารละลายออกมาได้น้อยลงด้วย ส่วนสาเหตุที่ทำให้เนื้อท่อในไตตายเป็นบางส่วนนั้น ก็เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ จนทำให้เนื้อบางส่วนในไตขาดออกซิเจนและตายไปในที่สุด นอกจากนี้ก็อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นโดยทั่วไป ได้แก่ ผลจากการผ่าตัดใหญ่ การเกิดปฏิกิริยาจากการรับการถ่ายเลือดและการปล่อยให้ความดันเลือกในร่างกายตกลงต่ำกว่าปกติเป็นเวลานานกว่า 30 นาที ซึ่งก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เนื้อท่อไตตายทั้งสิ้น

– ต่อมหมวกไตเกิดความผิดปกติ ทำให้ผลิตฮอร์โมนแอลโดสเตอโรนออกมามากเกินไป เป็นผลให้ไตมีการดูดซึมกลับโซเดียมจากปัสสาวะมากเกินความจำเป็น ซึ่งก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเกิดอาการบวมน้ำ และทำให้ความเข้มข้นของปัสสาวะก็ลดลงไปอย่างผิดปกติอีกด้วย

2.เมื่อค่าผิดปกติที่ตรวจได้ไปในทางมาก อาจแสดงได้ว่า

– ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนยับยั้งการปล่อยน้ำทิ้งออกมามากเกินไป เป็นผลให้น้ำในส่วนใหญ่ถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย และปล่อยน้ำทิ้งออกมาทางปัสสาวะเพียงน้อยนิดเท่านั้น ดังนั้นเมื่อน้ำปัสสาวะมีปริมาณน้อยลง ในขณธที่สารละลายที่จะปล่อยทิ้งมีจำนวนเท่าเดิม จึงส่งผลให้น้ำปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อตรวจหาค่า Urine Osmolarity จึงพบว่าค่าที่ได้มีค่าสูงขึ้นอย่างผิดปกตินั่นเอง

– เกิดผลข้างเคียงของการเกิดขึ้นของเซลล์ตัวใหม่ ซึ่งเซลล์ที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้อาจไม่ทราบได้แน่นอนว่าเกิดขึ้นบริเวณใด อาจเป็นเซลล์เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งหรือจะเป็นเซลล์มะเร็งร้ายก็ได้ โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเหตุให้ค่า Urine Osmolarity สูงขึ้นทั้งสิ้น โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งอย่างแท้จริง นั่นก็เพราะว่าจะเกิดการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนยับยั้งการปล่อยน้ำทิ้งหรือ ADH ออกมามากเกินไป ซึ่งผลิตนอกแหล่งด้วยตัวมันเองอย่างไร้การควบคุม โดยสาร ADH นี้ก็จะไปดูดซึมน้ำส่วนใหญ่กลับเข้ามาในร่างกาย ทำให้เกิดภาวการณ์บวมน้ำและปัสสาวะน้อยลงในที่สุด แต่ในขณะเดียวกันความเข้มข้นของสารละลายในน้ำปัสสาวะก็จะสูงขึ้นมาก การตรวจหาค่า Urine Osmolarity จึงพบว่าสูงผิดปกตินั่นเอง

เพราะฉะนั้นหากตรวจพบค่าดังกล่าวสูงโดยที่หาสาเหตุไม่ได้ ก็ให้นึกถึงการเกิดเซลล์มะเร็งไว้ก่อน ซึ่งแม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่สามารถตรวจพบได้ว่ามีเซลล์มะเร็งในร่างกายหรือไม่ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจเลยทีเดียว

– เกิดอาการหัวใจวายเพราะขาดเลือด ซึ่งอาจเป็นเพราะหลอดเลือดหัวใจถูกปิดกั้นจึงทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม ดังนั้นเมื่ออวัยวะต่างๆ ได้รับเลือดในปริมาณที่ต่ำ โดยเฉพาะไตก็จะทำให้การทำงานของอวัยวะนั้นๆ มีความผิดปกติไปด้วย ซึ่งทั้งนี้ไตจะสามารถผลิตน้ำปัสสาวะได้น้อยลง และทำให้น้ำปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้นในที่สุด

– เกิดจากสาวะของโรคตับแข็ง จึงไม่สามารถควบคุมการปล่อยชีวเคมีเข้าสู่กระแสเลือดได้ เป็นผลให้เลือดมีความเข้มข้นสูง ซึ่งไตก็ต้องทำหน้าที่ในการกรองสารเหล่านี้ออกมาจากเลือดต่อไป เพื่อพยายามรักษาระดับความเข้มข้นของเลือดให้คงที่ จึงทำให้สารชีวเคมีที่จะถูกขับทิ้งไปกับปัสสาวะมีปริมาณที่สูงมาก และตรวจพบค่า Urine Osmolarity สูงกว่าปกติได้นั่นเอง นอกจากนี้ในขั้นตอนการตรวจก็จะพบว่าน้ำปัสสาวะมีสีแดงขุ่มข้นอีกด้วย

– เมื่อมีการช็อกเกิดขึ้น (Shock) เพราะในขณะช็อกนั้นจะเกิดการหมดสติ ซึ่งก็ทำให้ร่างกายเกิดกลไกอัตโนมัติขึ้นมาเพื่อพยายามรักษาน้ำในร่างกายให้ปกติเข้าไว้ และไม่สูญเสียไปกับปัสสาวะมากเกินไป ดังนั้นแม้จะได้ผ่านระยะเวลาการช็อกมาแล้ว แต่ปัสสาวะก็ยังคงมีในปริมาณที่น้อยกว่าปกติอยู่ดี ในขณะที่สารละลายมีความเข้มข้นและน้ำปัสสาวะขุ่นข้นมากขึ้น ซึ่งอาจสรุปได้ว่า แม้จะผ่านการช็อกไปแล้วแต่ก็อาจตรวจพบค่า Urine Osmolarity ที่มีระดับสูงกว่าปกติได้อยู่ดี

เอกสารอ้างอิง

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4.

Sands, Jeff M.; Layton, Harold E. (2014-01-01). “Advances in Understanding the Urine-Concentrating Mechanism”. Annual Review of Physiology. 76 (1): 387–409.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here