การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Uric acid

การตรวจปัสสาวะหาค่า (Urine Uric Acid)
การตรวจปัสสาวะหาค่า (Urine Uric Acid)

การตรวจปัสสาวะหาค่า Urine Uric acid

การตรวจหาค่า Urine Uric acid มีวัตถุประสงค์เพื่อการหาค่ากรดยูริก (Uric acid) ในน้ำปัสสาวะว่ามีสูงหรือต่ำมากน้อยเพียงใด และยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะผิดปกติที่อาจโยงไปถึงการป่วยด้วยโรคร้ายแรงบางอย่างได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

1.โรคเกาต์

2.โรคเกี่ยวกับไต

3.โรคมะเร็ง

4.โรคของกล้ามเนื้อ

5.โรคที่เกิดจากพิษของโลหะ ที่ร่างกายได้รับสะสมมากเกินไปจนเป็นอันตราย

สามารถอธิบาย Uric Acid ดังนี้

1.Uric Acid เป็นสารประกอบชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยตับ ซึ่งตับจะทำหน้าที่ในการแยกสลายสารพิวรีนออกมาเมื่อพบว่ามีสารพิวรีนอยู่ในเลือดมากเกินไป โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีการสร้างสารพิวรีนขึ้นมาใช้เองอยู่แล้ว เพื่อนำไปใช้เป็นองค์ประกอบของสารชีวโมเลกุลในการสร้าง DNA โดยจะสร้างจากสารชีวโมเลกุล 2 ฐาน คือ 1) Purine Bases และ 2) Pyrimidine Bases ดังนั้นร่างกายของคนเราจึงจะขาดสารพิวรีนไม่ได้เด็ดขาด แต่หากได้รับมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็อาจเป็นผลเสียได้เหมือนกัน นั่นก็เพราะหากตับ ทำหน้าที่ในการสลายสารพิวรีนจนเพลิน เป็นผลให้พิวรีนถูกสลายออกไปมากเกิน ก็จะทำให้เกิดการขาดวัตถุดิบในการสร้าง DNA ที่สมบูรณ์แบบ และในที่สุดก็เกิดการผิดเพี้ยนจนกลายพันธุ์ไปจากเดิมหรือกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

2.กรดยูริก โดยส่วนมากแล้วตับจะทำการส่งกรดยูริกเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณ 75% เพื่อขับออกทางปัสสาวะต่อไป และส่งออกทางท่อน้ำดีประมาณ 25% เพื่อขับทิ้งผ่านทางลำไส้เล็กโดยปนไปกับกากอาหาร ซึ่งทั้งนี้หากไตทำงานได้อย่างเป็นปกติ การถูกขับทิ้งของกรดยูริกก็จะเป็นดังนี้เสมอ แต่หากไตผิดปกติ ก็จะทำให้กรดยูริกยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือดสูง และมีการขับออกในปริมาณที่น้อยนั่นเอง นอกจากนี้จะต้องมีการขับทิ้งกรดยูริกออกไปกับน้ำปัสสาวะในปริมาณที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ในรอบ 24 ชั่วโมงอีกด้วย ซึ่งจะได้ผลการตรวจ Urine Uric Acid ในค่าที่เป็นปกติ

3.ทั้งนี้หากตรวจพบว่าเลือดมีค่าของกรดยูริกที่สูงเกินกว่าระดับที่ควรจะเป็น แพทย์จะลงความเห็นว่ามีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคเกาต์หรือสภาวะปวดข้ออย่างรุนแรงสูง และยังทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากต้องกรองและขับกรดยูริกออกทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะมากกว่าปกตินั่นเอง โดยภาวะที่กรดยูริกในน้ำปัสสาวะเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์ จะมีศัพท์ทางแพทย์เรียกว่า “Urincosuria” และด้วยความเข้มข้นที่สูงมากเกินไปนี้ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไตได้อีกด้วย ซึ่งสามารถจำแนกโรคนิ่วออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

– โรคนิ่วไต (Nephrolithiasis) เกิดจากการตกผลึกของกรดยูริกกลายเป็นหินปูคริสตัลที่ติดอยู่ในไต และไปปิดกั้นการไหลผ่านเข้า-ออก ของของเหลวภายในไตจนส่งผลให้ไตไม่สามารถผลิตน้ำปัสสาวะออกมาในปริมาณที่ปกติได้ และเกิดการอักเสบตามมาในที่สุด

– โรคนิ่วท่อไต (Ureterolithiasis) เกิดจากการตกผลึกของกรดยูริกที่เกิดขึ้นบริเวณท่อไตก่อนจะถึงกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งปิดกั้นการไหลของปัสสาวะจากไต ทำให้น้ำปัสสาวะไม่สามารถผ่านไปสู่กระเพาะปัสสาวะได้ในอัตราปกติ

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการมี Uric Acid ในเลือดสูงมากกว่าปกติอาจนำไปสู่การเป็นโรคร้ายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคเกาต์และโรคนิ่วในไต เพราะฉะนั้นหากพบค่าดังกล่าวผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ค่าปกติของ Urine Uric Acid

1.สำหรับค่าปกติของ Urine Uric Acid ให้ยึดถือเอาตามค่าที่ได้ระบุไว้ในใบรายงานผลการตรวจปัสสาวะ (ถ้ามี)

2.โดยค่าปกติทั่วไปจะอยู่ที่

ผู้ชาย Urine Uric Acid : 250 – 800 mg/24 hr
ผู้หญิง Urine Uric Acid : 250 – 750 mg/24 hr

ค่าผิดปกติของ Urine Uric Acid

ค่าความผิดปกติของ Urine Uric Acid จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ

1.ในทางน้อย อาจแสดงได้ว่า

– เป็นโรคไต หรือโรคบางชนิดที่ส่งผลให้กรวยไตกรองปัสสาวะได้ในอัตราการไหลผ่านที่ต่ำลงหรือทำให้ไตผลิตน้ำปัสสาวะได้น้อยกว่าปกติ จึงเป็นผลให้ค่า Urine Uric Acid ที่ตรวจได้จากปริมาณน้ำปัสสาวะในรอบ 24 ชั่วโมงมีปริมาณที่ต่ำเกินจากเกณฑ์

– เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดสภาวะความเป็นกรดเรื้อรัง และส่งผลให้กรวยไตมีความสามารถในการกรองสารและของเสียทิ้งทางน้ำปัสสาวะได้ในอัตราที่ต่ำลงกว่าปกติ และทำให้กรวยไตค่อยๆ เสื่อมลงอีกด้วย โดยทั้งนี้ค่าของ Urine Uric Acid ที่ตรวจพบก็จะต่ำกว่าเกณฑ์ที่พบในคนปกติ แต่ในขณะเดียวกันค่าของกรดยูริคที่พบในเลือดอาจมีค่าที่สูงกว่าเกณฑ์ได้

– เกิดสภาวะความเป็นกรดในเลือด เนื่องจากร่างกายมีการดึงเอาไขมันที่สะสมไว้ในร่างกายมาเผาผลาญเป็นเชื้อเพลิงแทนกลูโคสในปริมาณมาก ทำให้เกิดสารคีโตนมากเกินไป ซึ่งสารชนิดนี้หากถูกขับออกทางไตไม่หมดและเหลือสะสมไว้ในเลือดมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดในเลือดได้ในที่สุด และเนื่องจากภาวะกรดในเลือดนี่เอง ก็ส่งผลให้กรดยูริกถูกขับออกไปได้น้อยลงและเหลือตกค้างอยู่ในเลือดสูงเช่นกัน ดังนั้นในการตรวจจึงพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูง แต่มีกรดยูริกในปัสสาวะต่ำมากนั่นเอง

2.ในทางมาก อาจแสดงได้ว่า

– เป็นโรคเกาต์ เพราะโรคเกาต์จะทำให้มีกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งก็ส่งผลให้ไตต้องพยายามขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะในปริมาณมากเช่นกัน ดังนั้นในการตรวจน้ำปัสสาวะ จึงพบว่ามีกรดยูริกสูงกว่าเกณฑ์ปกตินั่นเอง

– มีการบริโภคอาหารบางชนิดที่มีสารพิวรีนมากเกินไป โดยเฉพาะการดื่มเบียร์ เพราะเมื่อสารพิวรีนถูกสลายจะได้กรดยูริกออกมา ซึ่งร่างกายต้องขับออกมาทางปัสสาวะนั่นเอง

– ป่วยด้วยโรคมะเร็งในระยะแพร่กระจาย โรคมะเร็งไขกระดูกและโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

– เป็นผลมาจากการรักษาโรคบางชนิด เช่น การรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งอาจมีผลทำให้เซลล์ในร่างกายต้องแตกสลายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรดนิวคลิอิก ที่ตับจะต้องทำการเก็บเอากรดนิวคลิอิกและเปลี่ยนเป็นกรดยูริกก่อนจะขับออกจากร่างกายทันที ดังนั้นผลที่ตามมาจึงทำให้ตรวจพบค่าของกรดยูริกในเลือดและในน้ำปัสสาวะสูงมากจนผิดปกติ

– มีความผิดปกติทางรหัสพันธุกรรม ทำให้กลไกการสร้างกรดยูริกมีการสร้างกรดยูริกออกมามากเกินไป ซึ่งแพทย์เรียกภาวะเช่นนี้ว่า โรคเลสค์-ไนแฮน (Lesch Nyhan Syndrome) โดยจะต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมไม่ให้กรดยูริกในร่างกายมีมากเกินไป เนื่องจากอาจเกิดอันตรายตามมาได้นั่นเอง

– เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย เพราะจากการสลายของกล้ามเนื้อจะทำให้ได้ uric acid และมักจะตรวจพบกรดยูริกในปริมาณสูงมากได้ทั้งในเลือดและในน้ำปัสสาวะเลยทีเดียว ส่วนสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย ก็อาจเกิดได้หลายสาเหตุด้วยกัน แต่ที่พบได้บ่อยๆ ก็คือผลข้างเคียงจากการกินยาในกลุ่มสตาตินที่ใช้ในการลดคอเลสเตอรอล

– ตับมีโลหะหนักสะสมอยู่ในปริมาณมากจนทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เป็นต้น โดยโลหะหนักเหล่านี้ล้วนเป็นพิษต่อตับทั้งสิ้น ซึ่งหากสะสมอยู่มากเกินไปก็จะทำให้ตับผลิตกรดยูริกออกมาในปริมาณที่มากเกินในที่สุด โดยในทางการแพทย์ก็ได้เรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า โรคแฟนโคนี ซึ่งก็มักจะตรวจพบค่ายูริกที่สูงมากทั้งในเลือดและในน้ำปัสสาวะเช่นกัน

– เกิดจากการกินยาหรือวิตามินบางตัวที่มีผลให้เกิดกรดยูริกสูงขึ้น โดยเฉพาะกรดยูริกที่ได้จากยา ซึ่งจะทำให้ระดับของกรดยูริกที่พบในน้ำปัสสาวะ มีประมาณที่สูงกว่าปกติได้ ยกตัวอย่างกลุ่มยาที่มีผลต่อระดับกรดยูริก เช่น

1.กลุ่มยาขับปัสสาวะ โดยจะใช้ความดันเลือดในการขับ จึงอาจเป็นผลให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นได้

2.กลุ่มยารักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพราะตัวยาอาจมีฤทธิ์ทำลายเซลล์บางส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ที่อาจแตกตัวและกลายเป็นกรดยูริกได้

3.กลุ่มยารักษาโรคทั่วไป เช่น ยาฮอร์โมน ยารักษาโรคปลอดและ ยาแอสไพลิน เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4.

Verónica Jiménez; Joel B. Alderete (Nov 30, 2005). “Theoretical calculations on the tautomerism of uric acid in gas phase and aqueous solution”. Journal of Molecular Structure: THEOCHEM. 755: 209–214.

Scheele, C. W. (1776). “Examen Chemicum Calculi Urinari” [A chemical examiniation of kidney stones]. Opuscula. 2: 73.

Horbaczewski, Johann (1882). “Synthese der Harnsäure” [Synthesis of uric acid]. Monatshefte für Chemie und verwandte Teile anderer Wissenschaften. 3: 796–797.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here