อาหารเสริม 7 ชนิดกับโรคเบาหวาน

อาหารเสริม 7 ชนิดกับโรคเบาหวาน
อาหารเสริม 7 ชนิด กับโรคเบาหวาน

อาหารเสริม 7 ชนิดกับโรคเบาหวาน

 

โรคเบาหวานหวานแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่หากเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรค ผู้ป่วยทุกคนก็ล้วนอยากแต่จะต้องการให้ตัวเองหายหรือมีอาการที่ดีขึ้น วิธีอะไรที่ใครว่าดีก็พร้อมจะทำตามทั้งหมด อาหารเสริมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่ผู้ป่วยหลายคนจึงสนใจที่จะทาน เพื่อหวังว่าอาการป่วยของตนเองจะดีขึ้น นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์วิธีปกติแล้ว แต่ทั้งนี้การทานอาหารเสริมต่างๆ ก็ต้องอย่าลืมดูถึงผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย และที่สำคัญที่สุด ต้องไม่ลืมทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดในการรักษาวิธีปกติด้วย ลองมาดูกันว่ามีอาหารเสริมชนิดใดบ้างที่นิยมทานสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้

1. รอยัลเยลลี่ (Royal Jelly)

รอยัลเยลลี่ หรือเรียกอีกอย่างว่า นมน้ำผึ้ง คืออาหารเสริมชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหลายๆประเทศ เช่น ฝรั่งเศส , อังกฤษ , อิตาลี , ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยรอยัลเยลลี่นั้น ได้มากจากอาหารของผึ้งนางพญาและตัวอ่อนของผึ้งมีส่วนประกอบของสารอาหารมากมาย ทั้ง โปรตีน ,คาร์โบไฮเดรต,กรดไขมัน ,เกลือแร่ ,วิตามิน และยังรวมไปถึงฮอร์โมนบางชนิด อย่าง เทสทอสเทอโรน เอสโทรเจน โพรเจสเทอโรน และคอร์ติซอลมีรายงายการวิจัยว่ารอยัลเยลลี่นั้น มีสรรพคุณที่หลากหลาย เช่น มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง ,ต้านแบคทีเรีย, ต้านการอักเสบ และอื่นๆ โดยมักจะใช้ได้ดีสำหรับผู้สูงอายุ

จากการทดสอบด้านเภสัชวิทยามีรายงานว่ารอยัลเยลลีสามารถช่วยให้ผู้ที่มีการให้เคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งมีผลการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีกว่าการรักษาทางเคมีบำบัดอย่างเดียวแต่เมื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยเบาหวานพบว่าระดับน้ำตาลก่อนอาหารตอนเช้าและอินซูลินในผู้ป่วยลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งยังคงต้องมีการศึกษาและวิจัยต่อไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผู้ที่จะทานรอยัลเยลลี ก็มีข้อควรระวังคือ หากมีโรคประจำตัวอย่างโรคภูมิแพ้ เช่น หอบ หืด ไม่ควรทานเพราะรอยัลเยลลีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้โดยกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันให้ทำงานมากเกินควร จนอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

2. บีพอลเลน (Bee pollen)

บีพอลเลน คืออาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่ได้จากผึ้ง เป็นละอองเกสรดอกไม้ ที่ผึ้งนำมาผสมกับน้ำหวานของดอกไม้และทำเป็นก้อนเล็กๆ ติดมากับขาและนำไปเก็บไว้ในรัง มีประกอบของ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี กรดโฟลิก เกลือแต่ต่างๆนอกจากนี้ อาจมีสารโลหะหนักบางชนิดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและเชื้อราปะปนมากับเกสรดอกไม้ที่ติดตามตัวผึ้งและคลุกเคล้ามากับน้ำผึ้ง

บีพอลเลน มีจุดขายที่เชื่อกันว่า นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดลมอักเสบ โรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง โรคลำไส้ ช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย และบางข้อมูลก็แจ้งว่า บีพอลเลน นั้นสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์อะไรออกมายืนยันเรื่องนี้

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่จะทานบีพอลเลน คือ หากเป็นผู้ที่มีอาการแพ้เกสรดอกไม้ ก็ไม่ควรทานเนื่องจาก อาจจะทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลีย ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดท้อง อุจจาระร่วง คันตามร่างกาย มีอาการความจำเสื่อมโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่เมื่อหยุดรับประทานบีพอลเลน อาการเหล่านี้จะหายไปเอง

3. น้ำมันปลาหรือกรดโอเมกา 3 (Fish Oil)

น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่ได้จากกระบวนการสกัดเอาน้ำมันออกมาจากส่วนต่างๆ ของปลาในทะเล ซึ่งปลาในทะเลจะมีกรดไขมันประเภทโอเมก้า 3 ปริมาณมากกว่าปลาน้ำจืดมากเช่น ปลาแซลมอล ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น
ข้อมูลการวิจัยจะพบว่าน้ำมันปลามีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคไขข้อได้ และ น้ำมันปลาก็เป็นไขมันสัตว์ชนิดเดียวที่ช่วยลดความดันในโลหิต ลดไขมันไทรกลีเซอไรด์ ได้อีกด้วย น้ำมันปลาอาจไม่ลดคอเลสเทอรอลแต่ก็ไม่ทำให้คอเลสเทอรอลสูงขึ้นแต่อย่างใดส่วนข้อมูลในการทานน้ำมันปลาเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้น จากการศึกษาและวิจัยยังไม่มีหลักฐานการยืนยันที่ชัดเจนมากนัก หากแต่มีข้อสันนิฐานว่า ชาวเอสกิโมในสมัยก่อนที่นิยมชอบบริโภคปลาทะเลเป็นอาหารหลักจะมีอัตราของการป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 น้อยมาก

ข้อควรระวังในการน้ำมันปลา ไม่ควรทานน้ำมันปลาในปริมาณมากๆ เนื่องจากอาจมีผลทำให้การแข็งตัวของเลือดไม่ดี ส่งผลทำให้เลือดไหลไม่หยุดได้เมื่อเกิดบากแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องรับประทานยาแอสไพรินหรือยาต้านการบวมอักเสบ ซึ่งในทางทีดี ควรทานปลาทะเลแทนน้ำมันปลา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว และการทานปลาทะเลยังให้ผลดีกว่าการรับประทานน้ำมันปลาเสริมอีกด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกทานอาหาร ที่มาจากปลาทะเลแทนเนื้อสัตว์สัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อไก่ ให้บ่อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้น้ำมันปลาจากธรรมชาติแล้วยังได้โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่อื่นๆ ซึ่งให้ประโยชน์แก่ร่ายกายอีกด้วย

4. เห็ดหลินจือ (Lingzhi Mushroom)

เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรจีนโบราณชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในแถบประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีสรรพคุณในการรักษาโรคมากมาย เช่น โรคตับ โรคไต ความดันโลหิต โรคหืด ใช้ลดไขมันในเลือด รักษาโรคมะเร็ง เป็นยาบำรุง เป็นต้น และยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย
แต่ในทางการผลวิจัย ยังไม่สามารถที่จะหาหลักฐานมายืนยันได้ว่า เห็ดหลินจือ นั้นสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของร่างกายมนุษย์ได้จริง ยังคงต้องรอการศึกษาและวิจัยพัฒนาต่อไป

 

5.โสม (Ginseng)

โสมเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความเชื่อต่อๆกันมาว่า เป็นพืชสมุนไพร ที่มีสรรพคุณมากมายหลากหลายชนิดนักวิจัยบางคนได้ให้ข้อมูลว่า โสม จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานมีความไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้นและช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติโดยผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ได้ทานโสมในปริมาณวันละ 100-200 มิลลิกรัม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้า ต่ำลงอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ได้ทานโสม

แต่ก็มีข้อควรระวังในการทานคือ นอกจากประเทศในยุโรปแล้ว โสมชนิดต่างๆ ที่วางขายในหลายประเทศ สามารถนำมาขายได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบหรือการควบคุมดังนั้นจึงไม่มีทางทราบได้เลยว่าโสมที่ซื้อมานั้นมีตัวยามากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณในการใช้ให้เหมาะสมในแต่ละครั้ง

6.สารต้านออกซิเดชัน (Antioxidant)

สารต้านออกซิเดชัน คือ สารที่มีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระเช่น เบตาแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม เป็นต้นซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงบั่นทอนสุขภาพ

มีผลการศึกษาพบว่า สารต้านออกซิเดชัน บางตัว เช่น วิตามินอี วิตามินซี และซีลีเนียม ช่วยในด้านการลดอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ นักวิจัยหลายท่านยังได้ให้ข้อมูลว่าการรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงอาจลดความผิดปกติของระดับน้ำตาลที่เกิดขึ้นได้ โดยมีการยกตัวอย่างผู้ที่ทานวิตามินซีในปริมาณ 2000 มิลลิกรัม/วัน พบว่าระดับคอเลสเทอรอลและไทรกลีเซอไรด์ลดลงและระดับน้ำตาลดีขึ้น

จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าปริมาณวิตามินซีที่จะให้ผลแก่ผู้ป่วยเบาหวานควรจะมากกว่า 500 มิลลิกรัม/วันขึ้นไปยกเว้นสำหรับผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ การทานวิตามินซีมากถึง 2000 มิลลิกรัม/วัน ก็อาจเป็นอันตรายต่อการทำงานของอินซูลินในร่างกายที่จะไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงจนต่ำกว่าปกติ

7.โครเมียม (Chromium)

โครเมียม คือ แร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ซึ่งโครเมียมนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย

ในวงการอาหารเสริมโครเมียมในรูปของโครเมียมพิโคลิเนตถูกนำมาเป็นตัวชูโรงในเรื่องของการลดน้ำหนักและเพิ่มกล้ามเนื้อ ส่วนในเรื่องของโรคเบาหวานนั้น โครเมียมอาจจะมีส่วนในการไปช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

เนื่องจากโครเมียมเองเป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนอินซูลิน และยังทำหน้าที่คอยควบคุมการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินและระบบเมแทบอลิซึมแหล่งอาหารที่เราสามารถพบโครเมียมได้คือ น้ำมันข้าวโพด เนื้อไก่ ตับ ไข่แดง เห็ด เนยแข็ง กากน้ำตาล และในข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น

แต่ข้อมูลที่ได้จากสมาคมเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวไว้ว่า การทานอาหารที่มีโครเมียมสูงเสริมเข้าไปให้ได้ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ตามที่นักวิจัยบางท่านได้ให้ข้อมูลไว้ว่าสามารถลดปริมาณการใช้อินซูลินลงได้ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทานไปก็ไม่มีผลอะไร จึงยังเป็นคำถามที่ยังรอการพิสูจน์ต่อไปในข้อนี้

จะเห็นได้ว่าอาหารเสริมต่างๆที่มีการโฆษณาเกี่ยวกับช่วยรักษาโรคเบาหวานนั้น มีอยู่มากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน และแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีผลทางการแพทย์หรืองานวิจัยอะไรยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อาหารเสริมชนิดต่างๆ สามารช่วยรักษาโรคเบาหวาน หรือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้จริง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังสนใจอาหารเสริมอยู่ดี ดังนั้นแพทย์เชี่ยวชายโรคเบาหวาน จึงยังไม่แนะนำให้ผู้ป่วยยึดอาหารเสริมเป็นหลักในการควบคุมโรค แต่ให้ทานยาตามที่แพทย์สั่ง รับประทานอาหารที่ประโยชน์ เน้นอาหารที่มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะดีที่สุด

บทสรุป

การรักษาโรคเบาหวานในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ทำแค่รักษาโรค หรือการให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่แพทย์ผู้รักษาจะทำการรักษาโรคพร้อมกับการตรวจเพื่อระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะหากสามารถตรวจเจอโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือเพิ่งเป็นระยะช่วงต้น ก็สามารถที่จะรักษาให้หายได้เป็นปกติ ง่ายกว่าการที่ไปพบเจอโรคในระยะท้ายๆที่เริ่มมีอาการรุนแรงแล้ว นอกจาการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรจะต้องควบคุมระดับไขมันในเลือดและควบคุมระดับความดันโลหิตด้วย เนื่องจากทั้ง 2 อย่างล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในส่วนเสริมให้โรคแทรกซ้อนของเบาหวานเกิดขึ้นได้นั้นเอง

สำหรับโรคแทรกซ้อนในที่ผู้ป่วยเบาหวานเป็นและปัจจุบันสามารถรักษาได้ผล เช่น การยิงแสงเลเซอร์ที่เส้นเลือดของจอรับภาพของตา สามารถหยุดอาการผิดปกติของเส้นเลือดได้เป็นจำนวนมาก หรือจะเป็นการตรวจดูไมโครแอลบูมินปัสสาวะและการใช้ยาพวกเอซีอี-ไอ จะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของไตได้ และ การใช้ยาพวกอัลโดสรีดักเทสอินฮิบิเตอร์ อาจช่วยป้องกันการเกิดปลายประสาทเสื่อมได้ ส่วนการวิจัยในทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคเบาหวานยังคงมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน นอกจากการไปพบแพทย์ตามกำหนดแล้ว การดูแลตนเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น การปรับพฤติกรรมการกินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล การออกกำลังกาย และการทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวช่วยอย่างดี ที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานมีระดับที่ดีและใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด ซึ่งการปรับพฤติกรรมต่างๆ จากที่เคยใช้ในชีวิตประจำวันอาจจะทำได้ยากสำหรับผู้ป่วยรายใหม่ๆ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยก็จะต้องใช้ความพยายามและอดทน เพื่อให้สามารถปรับตัวจากคนปกติไปใช้ชีวิตแบบผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขและมีความหวัง ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ป่วยเองทั้งสิ้น

 

เอกสารอ้างอิง 

Parker, Katrina (2008). Living with diabetes. New York: Facts On File. p. 143. ISBN 9781438121086. Archived from the original on 2017-09-06.

Maria Rotella C, Pala L, Mannucci E (Summer 2013). “Role of Insulin in the Type 2 Diabetes Therapy: Past, Present and Future.”. International journal of endocrinology and metabolism. 11 (3): 137–144. 

“Diabetes mellitus”. Merck Veterinary Manual, 9th edition (online version). 2005. Archived from the original on 2011-09-27. Retrieved 2011-10-23.

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here