เกรฟฟรุต (Grapefruit)

เกรฟฟรุต (Grapefruit)
เกรฟฟรุต (Grapefruit)

เกรฟฟรุต (Grapefruit)

เกรฟฟรุต (Grapefruit) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ  Citrus X. Paradisi เป็นไม้ผลกึ่งเขตร้อน อยู่ในสกุล  Citrus ที่นิยมปลูกไว้ทานผล เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลของส้ม โดยเป็นลูกผสมระหว่างส้มกับส้มโอ มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกต้นเกรฟฟรุต มีลำต้นคล้ายกับต้นส้มทั่วไป ใบบางมีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม มีรสชาติเปรี้ยวจัด เมื่อสุกแล้ว ผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือสีส้ม มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน หรือเปรี้ยวจัดและมีวิตามินซีสูง

สรรพคุณและคุณค่าทางอาหารของเกรฟฟรุต

เกรฟฟรุตเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยสรรพคุณและมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โพแทสเซียม มีเบต้าแคโรทีน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการทานเกรฟฟรุต อย่างเป็นประจำจะมีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายดังนี้

1. เป็นผลไม้ที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเกรฟฟรุตขนาดกลางครึ่งผลให้พลังงานเพียงแค่40 แคลอรีเท่านั้น จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรืออยู่ในระหว่างการควบคุมน้ำหนัก

2. ช่วยบำรุงสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจ ในผลเกรฟฟรุต จะมากไปด้วยสารอาหารอย่าง วิตามินซี กรดโฟลิค และโพแทสเซียม ซึ่งสารเหล่านี้จะมีสรรพคุณไปช่วย ในการบำรุงการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น และยังลดความเสี่ยงในโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้ด้วย

3. ช่วยควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย สารแพคติน (Pectin) ในเกรฟฟรุตซึ่งเป็นใยอาหารชนิดพิเศษ จะไปช่วยดักจับ คอเลสเตอรอลในลำไส้ และป้องกันไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในระบบของร่างกาย  ซึ่งใน   เกรฟฟรุตยังมีสารไลโคปิน (Lycopene) ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันชนิดไม่ดีหรือ LDL ไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชันและทำอันตรายต่อผนังหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองพบว่า การทานเกรฟฟรุต ครั้งละ 5 กรัม วันละ 3 เวลา เป็นอาหารเสริมในมื้ออาหารหลัก เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ติดต่อกัน สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ได้ถึง 7% โดยที่ LDL หรือไขมันชนิดไม่ดีของคอเลสเตอรอล จะลดลงถึง 11% เลยทีเดียว

4. ช่วยให้ตับทำงานได้มีประสิทธิภาพ ในเกรฟฟรุตจะอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี กรดซิตริกและไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์กับการทำงานของตับ ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อแนะนำในการทานเกรฟฟรุต

1. การรับประทานเกรฟฟรุต แบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายนั้น ควรรับประทานแบบปลอกเปลือกภายนอกก่อน คล้ายกับการรับประทานส้ม เพื่อให้ได้รับปริมาณของสารแพคตินมากที่สุด

2.การเลือกซื้อเกรฟฟรุตมารับประทาน มีข้อแนะนำในการเลือกซื้อคือ เลือกผลที่สดใหม่เนื้อแน่น ผิวเปลือกมีความยืดหยุ่นเล็กน้อย ซึ่งจะเก็บได้นาน 2-3 สัปดาห์ในตู้เย็น แต่หากผ่าซีกแล้วควรรับประทานให้หมดภายใน 2 วัน

3. เกรฟฟรุตยังสามารถนำไปประกอบอาหารชนิดอื่นได้อีก นอกจากทานแบบสดๆแล้ว เช่น ทำเป็นเมนูสลัดโดยใช้เกรฟฟรุตเป็นส่วนประกอบร่วมกับผักและผลไม้ชนิดอื่นๆ หรือจะทำเป็นฟรุตสลัด น้ำผลไม้ เยลลี่ ก็ได้เช่นกัน

4. ชาวตะวันตกนิยมกิน เกรฟฟรุตในอาหารมื้อเช้า โดยการนำเกรฟฟรุต มาผ่าตามขวางกลางลูก แล้วกินเปล่าๆ หรืออาจเพิ่ม การโรยน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง เพื่อให้ทานได้ง่านขึ้น

ข้อควรระวังในการทานเกรฟฟรุต

การทานเกรฟฟรุต หรือน้ำเกรปฟรุตจะไปทำให้เกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิดได้ เช่น ยาลดความดันเลือดสูง ยาลดระดับคอเลสเตอรอล และยากดระบบภูมิต้านทาน เป็นต้น  เนื่องจากเกรฟฟรุต จะมีเคมีพืชที่ชื่อว่า นารินเจนิน (Naringenin) เข้าไปขวางการแตกตัวของยา เมื่อร่างกายดูดซึมตัวยาไปใช้ไม่ได้ อาการของคนป่วยก็จะแย่ลง ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานเกรฟฟรุต หรือดื่มน้ำเกรฟฟรุต ในขณะที่ได้รับยาตามคำสั่งของแพทย์

เอกสารอ้างอิง

Li, Xiaomeng; Xie R.; Lu Z.; Zhou Z. (July 2010). “The Origin of Cultivated Citrus as Inferred from Internal Transcribed Spacer and Chloroplast DNA Sequence and Amplified Fragment Length Polymorphism Fingerprints”. Journal of the American Society for Horticultural Science.

Dowling, Curtis F.; Morton, Julia Frances (1987). Fruits of warm climates. Miami, FL: J. F. Morton. 

“How did the grapefruit get its name?” Library of Congress. Science Reference Service, Everyday Mysteries. Retrieved August 2, 2009.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here