ฟักทอง (Pumpkin) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง

ฟักทอง (Pumpkin) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง
ฟักทอง มีกากใยอาหารสูง มีแคลอรีและไขมันน้อย ใช้ได้ทั้งอาหารคาวและหวาน มีวิตามินแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ฟักทอง (Pumpkin)

ฟักทองมีชื่อเรียกทั่วไปว่า “ฟักทอง”

ฟักทองมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า “Pumpkin”

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Cucurbita maxima ‘Kabocha Group’ หรือ Cucurbita moschata Duchesne จัดอยู่ในวงศ์แตง (CUCURBITACEAE)

ฟักทอง เป็นพืชมีเถาชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ปัจจุบันฟักทองนั้น สามารถปลูกได้อย่างแพร่หลายกระจายไปทั่วโลกแล้วฟักทองเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ บวบ แตง มะระ และน้ำเต้าลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปห้าเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน ดอกสีเหลืองคล้ายรูปกระดิ่ง โดยผลจะเป็นทรงเกือบกลม มีสีเหลืองออกส้มผิวขรุขระเล็กน้อยมีเส้นใยอยู่ภายในเป็นสีเหลืองนิ่มพร้อมกับเมล็ดสีขาวแบนๆ ติดอยู่เมื่อยังดิบเนื้อค่อนข้างแข็งเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งเขตร้อนและเขตหนาว นิยมนำผลมารับประทาน ใช้ทำได้ทั้งเมนูอาหารคาวเมนูอาหารหวาน รวมทั้งทานเล่นเป็นอาหารว่างก็ยังได้

ฟักทองเป็นผักหรือผลไม้ ?

คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าฟักทองเป็นผัก แต่แท้จริงแล้วฟักทองจัดอยู่ในกลุ่มของผลไม้

ฟักทองเป็นพืชที่มากไปด้วยสรรพคุณดีๆมากมายหลากหลายอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของโรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคความดันโลหิต และ รวมถึงช่วยในการลดระดับคลอเรสเตอรอล นิยมรับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

ฟักทองแบ่งออกเป็น 2 ตระกูล คือตระกูลฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) ผลใหญ่เนื้อนุ่ม และตระกูลสควอช (Squash) เนื้อแน่นหนัก ได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลืองสดธรรมชาติให้สีสันน่ารับประทาน ชนิดของฟักทองที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ฟักทองของไทย พันธุ์คางคก พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์คิงคอง พันธุ์ผลมะพร้าว พันธุ์เนื้อสีส้ม เป็นต้น 

คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าฟักทองเป็นผัก แต่แท้จริงแล้วฟักทองจัดอยู่ในกลุ่มของผลไม้

ประโยชน์ของฟักทองมีอะไรบ้าง

ส่วนประกอบของฟักทองให้สารอาหารอะไร?

– เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ใบอ่อนฟักทอง มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ นิยมเด็ดยอดอ่อนมาลวดจิ้มน้ำพริกในตำรับอาหารไทย

– เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ “เบต้าแคโรทีน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

– เยื่อกลางผลฟักทอง สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้

– ดอกฟักทอง (Pumpkin Flower) มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย

– เมล็ดฟักทอง ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า “คิวเคอร์บิติน” (Cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ

– รากฟักทอง น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

สรรพคุณของฟักทอง

ช่วยในเรื่องรักษาและบำรุงสุขภาพหัวใจ  เนื่องจากในฟักทองประกอบด้วยแคโรทีนชนิดต่างๆเช่น เบต้าแคโรทีนอัฟฟาแคโรทีน ซึ่งช่วยให้บำรุงสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงนอกจากนี้ในฟักทองยังมีไฟเบอร์และโพแทสเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจด้วยเช่นกันโดยการทานฟักทองแค่เพียง 1 ถ้วยเล็กสามารถเพิ่มแคโรทีนต่างๆให้กับร่างกายได้มากถึง 1,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

– ฟักทองช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจาก ในฟักทองนั้นมากไปด้วย โพแทสเซียมและไฟเบอร์ต่างๆซึ่งสองสิ่งนี้เป็นตัวช่วยอย่างดีในการไปลดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยฟักทองปริมาณหนึ่งเสิร์ฟมีโพแทสเซียมเกือบ 300 มิลลิกรัม หรือ 10% ของความต้องการ พร้อมด้วยใยอาหาร 4 กรัม หรือ 20% ของความต้องการต่อวัน  นอกจากนี้สารแคโรทีนในฟักทองอย่างเบต้าและอัลฟ่า ยังช่วยไปต่อต้านอนุมูลอิสละช่วยคุ้มครองมิให้ LDL ซึ่งเป็นพาหะนำคอเลสเตอรอลไหลเวียนไปทั่วร่างกายถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ

– ฟักทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เนื่องจาก มีผลการทดลองกับสัตว์โดยเพิ่มเมนูฟักทองลงมื้ออาหารประจำวันสามารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ตัวนั้นๆได้ซึ่งก็น่าจะมีผลที่ดีเหมือนกันในร่างกายของมนุษย์เราได้เช่นกันด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายของฟักทองทุกบ้านควรนำฟักทองมาประกอบเป็นอาหารมื้อหลักให้บ่อยๆ

ฟักทองนิยมนำไปประกอบอาหาร

ฟักทองสามารถทำเป็นอาหารได้มากมายหลายเมนูทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน ดังนี้

ตัวอย่างเมนูอาหารคาวจากฟักทอง เช่น ฟักทองผัดไข่ ซุปฟักทอง ฟักทองนึ่งที่ใช้ทานคู่กับน้ำพริก เป็นต้น

– ตัวอย่างอาหารหวานจากฟักทอง เช่น ฟักทองเชื่อม ฟักทองแกงบวช พายฟักทอง ขนมปังหรือคุกกี้ที่มีส่วนผสมของฟักทอง เป็นต้นแม้ว่าฟักทองจะมากไปด้วยประโยชน์มากมายแต่การที่นำฟักทองไปประกอบเป็นอาหารต่างๆก็ควรระมัดระวังเรื่องของส่วนผสมในอาหารชนิดนั้นๆ ไม่ให้ในอาหารนั้นมีปริมาณของไขมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูอาหารหวานปกติฟักทองเองก็สามารถทานเป็นผลสดๆเลยก็ได้ สามารถหาทานได้ง่ายทุกฤดูการหรือจะเลือกทานแบบอัดกระป๋องก็ยังได้โดยฟักทองแบบอัดกระป๋องนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าแบบการทานสดๆเนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่า และมากไปด้วยแคโรทีน

ประโยชน์ของฟักทองกับคุณค่าทางโภชนาการของฝักทอง

เนื้อฟักทอง ต่อ 100 กรัมมีสารอาหารอะไรบ้าง

พลังงาน 26 กิโลแคลอรี
วิตามินเอ 476 ไมโครกรัม 53%
เบตาแคโรทีน 3,100 ไมโครกรัม 29%
ลูทีนและซีแซนทีน 1,500 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม  9%
วิตามินบี 3 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 5 0.298 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 6 0.061 มิลลิกรัม 5%
ฟักทองวิตามินบี 9 16 ไมโครกรัม 4%
วิตามินซี  9 มิลลิกรัม  11%
วิตามินอี 0.44 มิลลิกรัม 3%
วิตามินเค 1.1 ไมโครกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 21 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม 6%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.125 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม 6%
ธาตุโพแทสเซียม 340 มิลลิกรัม 7%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.32 มิลลิกรัม 3%
คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม
น้ำตาล 2.75 กรัม
เส้นใยกากใย 0.5 กรัม
โปรตีน 1 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient Database)

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง 

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. ISBN 978-616-18-7741-9

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, USDA National Nutrient Database

“Pumpkin seed (Cucurbitae peponis semen)”. Heilpflanzen-Welt Bibliothek. Retrieved March 25, 2015.

Pumpkin. (1992). In The Encyclopedia Americana International Edition. Danbury, Connecticut: Grolier Incorporated.