วิธีเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันธรรมชาติ

การเป็นไข้หวัดเกิดจากภูมิคุ้มกันต่ำลง
การเป็นไข้หวัดเกิดจากภูมิคุ้มกันต่ำลง

ภูมิคุ้มกัน

มนุษย์เราตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ สามารถก้าวผ่านความลำบากมาได้ และมีชีวิตอยู่รอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นั่นก็เพราะพวกเขาพยายามที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง จากการที่ต้องผจญกับภยันตรายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ หรืออื่นๆ ซึ่งเมื่อมนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันจนเอาชนะสิ่งเหล่านี้มาได้ จึงสามารถมีชีวิตรอดอยู่เท่าทุกวันนี้นั่นเอง
โดยทั้งนี้ระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติจะสามารถตอบสนองกับสิ่งที่ต้องเผชิญได้อย่างไม่หยุดหย่อนเสมอ ทั้งยังมี ประสิทธิภาพในการป้องกันอย่างสูงสุดอีกด้วย โดยเฉพาะกับแบคทีเรีย รา ยีสต์ และไวรัส โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดการกับสิ่งแปลกปลอมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก
ต้องบอกเลยว่าในอดีต สมัยบรรพบุรุษนั้น ไม่ได้มีการฆ่าเชื้อในอาหารเหมือนสมัยปัจจุบัน อาหารส่วนมากจึงมักจะมียีส เชื้อราและพวกแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่เสมอ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นการฆ่าเชื้อขึ้นมา ทำให้มนุษย์เราไม่ได้เจอกับเชื้อโรคมากนัก และในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันธรรมชาติของเราก็ลดลงไปอีกด้วย รวมถึงสภาวะแวดล้อมปลอดเชื้อที่สร้างขึ้นมา ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลงเช่นกัน ดังนั้นจึงเล็งเห็นว่า ควรเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้นไปอีก โดยสามารถทำได้ด้วยการพยายามรับสิ่งที่สร้างขึ้นจากธรรมชาติให้ได้มากที่สุดนั่นเอง 


ยกตัวอย่างการรับธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย ที่อยากแนะนำมากที่สุดคือ การโพรโพลิส ซึ่งก็คือสารบางอย่างที่ผึ้งได้สร้างขึ้นมาจากของเหลวและยางไม้ในยอดอ่อนของพืชนั่นเอง โดยจะมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้อย่างดีเยี่ยมทั้งยังช่วยต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นอกจากนี้ก็มีฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นเช่นกัน
แอนติบอดีเป็นเหมือนขีปนาวุธโจมตีศัตรูภายนอก

แอนติบอดีในร่างกายของเรา จะมีบทบาทเป็นเหมือนกับศูนย์กลางของระบบภูมิคุ้มกันแบบฮิวมอรัล ซึ่งก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับขีปนาวุธที่พร้อมจะโจมตีศัตรูภายนอกอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย โดยกลไกการสร้างแอนติบอดี ก็มีดังนี้
เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคอะไรก็ตาม แมคโครฟาจจะเข้าจัดการเชื้อโรคนั้นทันที แล้วตามด้วยส่งสัญญาณไปยังลิมโฟไซต์ทีผู้ช่วย และส่งสัญญาณต่อไปยังลิมโฟไซต์เซลล์บี จากนั้นก็จะเกิดการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อเข้าจับกับเชื้อโรคในทันทีพร้อมทำลายให้สิ้นซากไป โดยทั้งนี้แอนติบอดีจะมีโครงสร้างเป็นโปรตีน ที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวอักษร Y และมีน้ำหนักของโมเลกุลประมาณ 200,000 ดาลตัน โดยแอนติบอดีจะจดจำชนิดของเชื้อโรคที่เคยเข้าสู่ร่างกายเอาไว้ หากมีเชื้อโรคตัวเดิมเข้ามาอีก ก็จะตรงเข้าจับและทำลายทันทีนั่นเอง
นอกจากนี้แอนติบอดียังมีหน้าที่อื่นอีกด้วย โดยแอนติบอดีจะมีหลากหลายชนิด ซึ่งชนด IgG จะทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคและช่วยในเรื่องของวัคซีน ส่วนแอนติบอดีชนิด IgE ก็จะทำหน้าที่ในการสร้างปฏิกิริยาการเกิดภูมิแพ้ และยังมีแอนติบอดีชนิด IgA ที่จะทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบทางเดินอาหารอีกด้วย เพราะแอนติบอดีชนิดนี้จะอยู่ในของเหลวในลำไส้เป็นส่วนใหญ่

หน้าที่หลักของภูมิคุ้มกันและการเจ็บป่วย

มนุษย์เรามีชีวิตรอดมาได้จนเท่าทุกวันนี้ จะต้องเผชิญกับเชื้อก่อโรคที่น่ากลัวมาอย่างมากมายและยาวนาน จึงได้มีการก่อภูมิคุ้มกันขึ้นมา เพื่อให้สามารถต้านกับเชื้อโรคร้ายเหล่านั้นได้อยู่เสมอ แต่นอกจากเชื้อโรคภายนอกที่ร่างกายต้องเผชิญแล้ว ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่จะต้องเจออีกด้วย เช่นการกลายพันธุ์ของเซลล์ ที่เปลี่ยนไปเป็นมะเร็งนั่นเอง ดังนั้นเพื่อรักษาตัวเองให้อยู่รอดจากภัยคุกคามเหล่านี้ จึงต้องรวมพลังกันเพื่อปกป้องร่างกายให้พ้นจากการคุกคามของศัตรู โดยพลังที่ว่านั้นก็คือพลังภูมิคุ้มกันนั่นเอง 


สำหรับหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกัน หลักๆ เลยก็คือ จะช่วยปกป้องร่างกายให้พ้นจากการคุกคามของศัตรูภายนอก พร้อมดูแลสุขภาพและลดการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในร่างกาย และยังป้องกันการเกิดมะเร็งรวมถึงอาการป่วยทางจิต   อย่างเช่น โรคซึมเศร้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันก็ทำให้เราต้องเผชิญกับเชื้อโรคและการเจ็บป่วยแบบใหม่ที่ยังไม่เคยเจอมาก่อน เช่น การแพ้ละอองเกสรดอกไม้ การเป็นผื่นแพ้ที่ผิวหนัง และอาจเกิดภาวะภูมิคุ้มกันต้านตนเองได้อีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุมาจากการสูญเสียสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน จึงทำให้ร่างกายต้องพยายามเพิ่มความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้หากเรามีพลังภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น ก็จะช่วยป้องกันไวรัสก่อโรคได้มากขึ้นไปอีก และยังช่วยฟื้นตัวจากอาการอ่อนเพลียหรือการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ก็จะทำให้เมตาบอลิซึม (Metabolism) ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม พร้อมกับป้องกันความเสื่อมถอยของโครงสร้างต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับเซลล์มะเร็ง พบว่าร่างกายของคนเราจะมีการก่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาตลอดเวลา ตกประมาณวันละ 3,000-5,000 เซลล์เลยทีเดียว ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันจึงต้องทำงานหนัก ด้วยการคอมตรวจการไปทั่วร่างกายเพื่อเข้าทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไปในทันที โดยที่เซลล์มะเร็งยังไม่ทันได้ก่อตัวเป็นเนื้อร้าย

ระบบภูมิคุ้มกันคือระบบที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยการร่วมมือกันระหว่างเซลล์ที่เป็นภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาว กับสารภายในร่างกาย

การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ป้องกันการติดเชื้อ  ดูแลสุขภาพ  ป้องกันความเสื่อมถอย
ป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ และแบคทีเรียก่อโรค ช่วยให้ฟื้นจากอาการอ่อนเพลีย หรือเจ็บป่วยและความเครียด เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เสริมสร้างเมแทบอลิซึม ให้สมบูรณ์ ช่วงให้ส่วนต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันความเสื่อม
ถอยของโครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์

อาการเจ็บป่วยเนื่องจากการสูญเสียสมดุลของภูมิคุ้มกัน

เซลล์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเพิ่มพลังภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราก็คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งพบว่าในกระแสเลือดของคนเรานั้นจะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) แมคโครฟาจ (Macrophage) และแกรนูโลไซต์ (Granulocyte) โดยลิมโฟไซต์ก็ยังแบ่งออกได้อีกเป็น ชนิดเซลล์บี ชนิดเซลล์ทีและ ชนิดเซลล์เอ็นเค ลิมโฟไซต์ที่ไขกระดูกจะพัฒนาการไปเป็นเซลล์บี ส่วนลิมโฟไซต์ที่ต้อมไทมัสก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ทีและทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี นอกจากนี้เซลล์ทีก็ยังแบ่งออกได้เป็น เซลล์ทีผู้ช่วย (Helper T cell) จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างแอนติบอดี โดยมี 2 กลุ่มคือ Th- 1 และ Th- 2
Th- 1 เป็นเซลล์ที่จะทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ ช่วยให้มีการตอบสนองในด้านภูมิคุ้มกันในสภาวะที่มีการติดเชื้อ ซึ่งระบบก็จะปล่อยเซลล์ทีเพชรฌฆาตออกมา เพื่อเข้าจัดการกับไวรัสในทันที นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการร่วมทำงานกับเซลล์เอ็นเคเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่จะก่อตัวขึ้นทุกวันกว่า 5,000 เซลล์อีกด้วย


Th- 2 เป็นเซลล์ที่จะใช้โปรตีนในกระแสเลือดหรือที่เรียกว่า แอนติบอดี ในการก่อให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบฮิวมอรัล เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ โดยเซลล์ชนิดนี้จะชักนำให้เกิดการสร้างแอนติบอดีขึ้นมาในทันทีเพื่อต้านเชื้อไวรัสหรือเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญต่ออาการของโรคภูมิแพ้อีกด้วย
ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า Th- 1 และ Th- 2 นั้น จะทำหน้าที่ในการรักษาความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันเหมือนกันอยู่คนละด้าน ซึ่งหากด้านใดด้านหนึ่งเกิดความเสียสมดุลไป ก็จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้หรือภาวะภูมิคุ้มกันต้านตนเองได้ง่าย โดยทั้งนี้ภาวะภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ก็จะมีทั้งโรคต่อมไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นสมดุลของ “แบบเซลล์” และ “แบบฮิวมอรัล”

แผนภูมิรูปภาพแสดงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
แผนภูมิรูปภาพแสดงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ถ้าทั้งสองด้านสูญเสียการทำงาน ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง ซึมเศร้า และถ้าด้านใดด้านหนึ่งทำงานเด่นกว่า นั่นก็เป็นสาเหตุของผิวหนังผื่นแพ้ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ฟุจิตะ, โคอิชิโร. ภูมิคุ้มกัน บอดี้การ์ดส่วนตัว. กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น),2555. 1.วิทยาภูมิคุ้มกัน. I.ศักดา ดาดวง,ผู้แปล. II.ชื่อเรื่อง. 616.079 ISBN 978-974-443-517-0.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Gherardi E. The Concept of Immunity. History and Applications. Archived 2007-01-02 at the Wayback Machine. Immunology Course Medical School, University of Pavia.

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.