ประโยชน์ของกรดโฟลิก (โฟลาซินหรือวิตามินบี 9)

 

กรดโฟลิก (Folic Acid, Folate Acid, Folacin, Vitamin B9, Vitamin M, Vitamin Bc, Pteroyl-L-Glutamate)
กรดโฟลิก (Folic Acid, Folate Acid, Folacin, Vitamin B9, Vitamin M, Vitamin Bc, Pteroyl-L-Glutamate)

กรดโฟลิก (Folic Acid)

ประวัติของกรดโฟลิก (Folic Acid, Folate Acid, Folacin, Vitamin B9, Vitamin M, Vitamin Bc, Pteroyl-L-Glutamate)

ปี ค.ศ.1931 ได้เริ่มมีการค้นพบโดยวิลส์ Wills ได้พบสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในยีสต์ ซึ่งจะช่วยรักษาโรคโลหิตจางชนิดทรอฟปิคัลสปรู Tropical Sprue ได้ดี แต่ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจัง

ปี ค.ศ.1938 ก็ได้มีการทดลองกับลิงจนได้พบว่าสารดังกล่าวนั้นสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและช่วยสร้างเลือดหรือเม็ดเลือดได้ จึงถูกเรียกว่าวิตามิน เอ็ม (Vitamin M)

ปี ค.ศ.1939 ก็ได้มีการทดลองกับลูกไก่ และพบว่าสารตัวนี้ก็สามารถเร่งการเจริญเติบโตของไก่ได้เหมือนกัน จึงเรียกว่าปัจจัยยู 

ปี ค.ศ.1941 มิเชล Mitchell ก็ได้ทำการสกัดสารจากใบไม้สีเขียวและพบว่ามีสารชนิดเดียวกันนี้อยู่ด้วย ซึ่งพบตรงส่วนโฟเลียมของใบไม้ จึงตั้งชื่อว่า กรดโฟลิก จัดอยู่ในกลุ่มของ วิตามินบีรวม

ค.ศ.1945 กลุ่มของแองเกีย Angier ก็ได้ทำการทดลองจนพบกับสูตรโครงสร้างของกรดโฟลิกและมีการนำมาใช้จนปัจจุบันคุณสมบัติของกรดโฟลิก

กรดโฟลิก ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของผลึกใบหอกสีเหลืองเป็นกรดโฟลิกบริสุทธิ์ สลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อนเมื่ออาหารที่มีกรดโฟลิกถูกความร้อนจึงมักจะสูญเสียคุณประโยชน์ได้ง่าย

จึงต้องใช้วิธีการปรุงอาหารด้วยไฟอ่อนๆ หรือทานผักผลไม้สดแทนเพื่อให้ได้รับกรดโฟลิกอย่างครบถ้วนนั่นเอง และ

นอกจากนี้แบคทีเรียในลำไส้ก็สามารถสังเคราะห์กรดโฟลิกขึ้นมาด้วยตนเองได้เหมือนกัน แล้วจะนำกรดโฟลิกไปเก็บไว้ที่ตับประมาณ 5 มิลลิกรัม ส่วนที่เหลือเกินออกมาก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ

หน้าที่สำคัญหน้าที่สำคัญของกรดโฟลิก

1. เป็นกรดที่มีความสำคัญต่อการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก RNA-DNA ซึ่งเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อการสืบพันธุ์ของเซลล์และการเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก โดยหากขาดสารชนิดนี้ไปก็จะทำให้การเจริญเติบโตช้าลง หยุดชะงัก หรือเกิดความผิดปกติได้ โดยเฉพาะในทารกในครรภ์ ซึ่งอาจพิการแต่กำเนิดได้เลยทีเดียว

2. ลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของประสาทไขสันหลัง ที่มักจะเกิดกับทารกในครรภ์ได้

3. ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาสมองและถือเป็นสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญต่อสมองเป็นอย่างมาก

4. เป็นโคเอนไซม์ชนิดหนึ่ง โดยมีชื่อเรียกว่าเททระไฮโดรโฟเลต ซึ่งจะช่วยให้กรดอะมิโนมีการแตกตัวได้ดีขึ้น

5. มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด และช่วยให้เม็ดเลือดมีความแข็งแรงมากขึ้นจึงสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้เป็นอย่างดี และทำหน้าที่เป็นตัวส่งคาร์บอนในการสร้างฮีมอีกด้วย

6. ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร จึงไม่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารและสามารถกระตุ้นการสร้างกรดเกลือได้อย่างดีเยี่ยม

7. ช่วยส่งไขมันออกจากตับ จึงลดความเสี่ยงโรคไขมันอุดตันในตับได้

8. ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์โคลีนและเปลี่ยนกรดนิโคตินิกให้เป็นเอนเม็ทธิล นิโคตินาไมด์ พร้อมกับขับถ่ายออกไปจากร่างกาย

การดูดซึมกรดโฟลิก

กรดโฟลิกจะสามารถถูกดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็กของคนเรา ซึ่งเมื่อถูดดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะเปลี่ยนไปเป็นโคเอนไซม์ที่ชื่อว่ากรดเททระไฮโดรโฟเลตและส่งไปเก็บไว้ที่ตับ 5 มิลลิกรัม จากนั้นก็กระจายไปทั่วร่างกายและส่วนที่เกินออกมาก็จะถูกขับออกนั่นเอง นอกจากนี้การใช้ยาคุมกำเนิดก็จะเป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายดูดซึมกรดโฟลิกได้น้อยลงอีกด้วย แต่เนื่องจากแบคทีเรียในลำไส้สามารถสังเคราะห์กรดโฟลิกขึ้นมาได้เอง จึงมักจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

แหล่งของกรดโฟลิกในอาหาร

– แหล่งของกรดโฟลิกที่พบมาก ได้แก่ ผักใบเขียว ยีสต์ โฮลวีต เครื่องในสัตว์ ตับไต เห็ดและขนมปัง รวมถึงผลไม้ตระกูลส้มด้วย
– แหล่งของกรดโฟลิกที่พบปานกลาง ได้แก่ ธัญพืชและเนื้อแดง
– แหล่งของกรดโฟลิกที่พบน้อย ได้แก่ ผักในสีเขียวอ่อน เนื้อหมู ผักพวกหัว ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม

ปริมาณโฟเลทอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยวัยต่างๆ 

เพศ อายุ  ปริมาณโฟเลท หน่วย 
เด็ก 1-3 ปี 150 ไมโครกรัม/วัน
เด็ก 4-8 ปี 200 ไมโครกรัม/วัน
วัยรุ่น 9-12 ปี 300 ไมโครกรัม/วัน
วัยรุ่น 13-18 ปี 400 ไมโครกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ 19 –≥ 71 ปี 400 ไมโครกรัม/วัน
หญิงตั้งครรภ์ ควรเพิ่มอีก 200 ไมโครกรัม/วัน
หญิงให้นมบุตร ควรเพิ่มอีก 100 ไมโครกรัม/วัน

ผลของการขาดกรดโฟลิก

เมื่อร่างกายขาดกรดโฟลิกหรือได้รับกรดชนิดนี้น้อยเกินไป ก็จะทำให้ขาดโคเอนไซม์ชนิดเททระไฮโดรโฟเลตได้ ซึ่งก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของนิวเคลียส และก่อให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่และมีปริมาณน้อยลงจากเดิม และอาจมีอาการลิ้นอักเสบ ท้องเดิน เหนื่อยง่าย ขี้หงุดหงิด มีกรดในกระเพาะอาหารน้อยเกินไป ปวดศีรษะ ความจำสั้นและอาจไม่มีแรงได้อีกด้วย

สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดกรดโฟลิก

ก็อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

1. ลำไส้มีการดูดซึมได้แย่ลง จึงทำให้ดูดซึมกรดโฟลิกได้น้อยกว่าปกติ
2. กำลังอยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องการกรดโฟลิคมากกว่าปกติ เช่นในขณะให้นมบุตร ตั้งครรภ์หรือกำลังติดเชื้อ
3. ดื่มสุราเรื้อรัง เพราะพิษของสุราจะทำให้การดูดซึมแย่ลง รวมถึงมีการสะสมของกรดโฟลิคที่ต่ำได้น้อยลงด้วย
4. ป่วยด้วยโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ แลโรคไต เพราะโรคเหล่านี้จะทำให้ร่างกายขับโฟเลตออกมามากขึ้น

จากการวิจัยของ ดร.ริจีน พี เอ็ม สตีเกอร์-เทอรินเซน ได้กล่าวว่า ความผิดปกติของยีนส์และภาวะที่ร่างกายได้รับโฟเลตลดลง จะทำให้ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เช่น เพดานโหว่และปากแหว่งได้ ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์จึงต้องทานกรดโฟลิกเสริมเข้าไปให้มากขึ้นนั่นเอง และสำหรับผู้ป่วยที่ขาดกรดโฟลิกก็ควรได้รับสารอาหารที่จะช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอย่างครบถ้วนด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

Pommerville, Glendale Community College Jeffrey C. (2009). Alcamo’s Fundamentals of Microbiology: Body Systems. Jones & Bartlett Publishers. p. 511. ISBN 9780763787127. Archived from the original on 8 September 2017.

Marino, Bradley S.; Fine, Katie Snead (2009). Blueprints Pediatrics. Lippincott Williams & Wilkins. p. 131. ISBN 9780781782517. Archived from the original on 8 September 2017.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here