วิตามินอี ( Vitamin E ) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน ?

วิตามินอี (Vitamin E) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน?
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งในเลือดด้วย

วิตามินอี ( Vitamin E )

วิตามินอี ( วิตตามินอี, vitamin e ) คือ วิตามินอีกหนึ่งชนิดที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของคนเราเป็นอย่างมาก และเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน โดยวิตามินชนิดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้แคโรทีน วิตามินเอ และกรดไขมันไม่อิ่มตัวถูกออกซิไดส์ ซึ่งก็จะส่งผลในด้านดีหลายอย่างนั่นเอง ช่วยลดระดับของคอเลสตอรอลในเลือด กำจัดสารก่อมะเร็งและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยในอดีตนั้นวิตามินอีรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ ทางวิทยาศาสตร์ว่า โทโคฟีรอล ซึ่งได้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่ได้มีการศึกษาจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินอีมีไทโคไตรอินอลสูงที่สุดอีกด้วย ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและพบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป

ประวัติการค้นพบวิตามินอี

ปี ค.ศ.1920 แมทธิวและคอนคริน ได้ศึกษาเกี่ยวกับหนูที่ไม่มีลูก และชี้ให้เห็นว่าหนูเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีสารเกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์

ปี ค.ศ.1922 อีแวนส์ สก็อตและบิชอป ได้ทำการทดลองและได้ข้อสรุปว่า น่าจะเป็นเพราะในอาหารที่ให้หนูกินนั้นขาดแฟคเตอร์ที่มีความจำเป็น จึงทำให้หนูมีลูกไม่ได้ ต่อมาจึงได้ศึกษาและทำการทดลองเพิ่มเติมด้วยการเติมน้ำมันที่ได้จากผักกาดขาวและจมูกข้าวสาลีลงในอาหารโดยเชื่อว่าจะทำให้หนูตั้งท้องได้ตามปกติ

ปี 1925 ชัว ก็ได้ยืนยันการทดลองของอีแวนส์อีกครั้ง โดยพบว่าสารดังกล่าวสามารถทำให้หนูตั้งท้องได้จริง และนอกจากจะพบในผักกาดขาวและจมูกข้าวสาลีแล้ว ก็ยังพบได้จากอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโพดและข้าวโอ๊ตอีกด้วย จึงได้มีการเสนอให้ตั้งชื่อสารดังกล่าวว่า วิตามินอี ซึ่งนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบวิตามินอีนั่นเองจากนั้น

ปี ค.ศ.1928 อีแวนส์และเบอร์ ก็ได้พบว่าลูกหนูที่เกิดมาจากแม่ที่ขาด วิตามินอี จะมีความผิดปกติและไม่สมบูรณ์ เช่นเป็นอัมพาต และเมื่อทดลองกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ก็พบว่ามีอาการโรคกล้ามเนื้อลีบและเป็นหมันเช่นกันจึงชี้ให้เห็นว่าวิตามินอีมีความจำเป็นต่อร่างกายมาก

ปี 1936 อีแวนส์และกลุ่มคณะ ก็ได้ทดลองการแยกสาระสำคัญจาก Nonsaponifiable Fraction ออกมาจากน้ำมันจมูกข้าวสาลี ทำให้พบว่าสารที่แยกออกมาได้นั้นจะเป็นผลึก 3 ชนิดด้วยกัน และจัดอยู่ในกลุ่มของพวกแอลกอฮฮล์ โดยพบว่ามีชนิดหนึ่งที่มีแอลกอฮอล์สูงสุด จึงตั้งชื่อว่าอัลฟาโทโคฟีรอล ( Alfa Tocopherols )

และในปี ค.ศ.1938 เฟอร์น โฮล์ ( Fernholz ) ก็ได้ค้นพบสูตรของอัลฟาโทโคฟีรอลและแครเรอร์ ก็ได้ค้นพบการสังเคราะห์ขึ้นมา

วิตามินอี คืออะไร?

วิตามินอี จัดอยู่ในกลุ่มของสารประกอบที่เรียกว่าโทโคฟีรอล โดยเป็นแอลกอฮอล์ชนิดไม่อิ่มตัวที่พบได้ในธรรมชาติและมักจะพบอยู่ 7 รูปด้วยกัน ได้แก่ Alpha, Bera, Delta, Epsilon, Ota, Gamma และ Zeta แต่ที่มีความสำคัญที่สุดก็คือวิตามินอีที่อยู่ในรูปของอัลฟาโทโคฟีรอล ( Tocopherols ) นั่นเอง โดยจะทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซีเดชั่นและสามารถออกฤทธิ์อยู่ในกระแสเลือดได้นานกว่าตัวอื่นๆ นอกจากนี้วิตามินอีในรูปอื่นๆ

วิตามินอีที่พบว่าเป็นสารต้านออกซิเดชั่นมี 4 ชนิดคือ Alpha, Beta Gamma และ Delta

โดยพบว่าแกมม่าไทโคไตรอินอล ( Gamma Tocotrienols ) เป็นตัวที่มีบทบาทและสำคัญที่สุดใน 4 ตัวนี้ โดยจะทำหน้าที่ในการยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของแอลดีแอลคอเลสเทอรอล และช่วยลดเอนไซม์ที่เป็นตัวการสำคัญในการสร้างคอเลสเตอรอลไม่ดีในร่างกายอีกด้วย

คุณสมบัติของโทโคฟีรอล

วิตามินอี โทโคฟีรอล ( Tocopherols ) เป็นสารที่สามารถละลายได้ในไขมันและเป็นตัวทำลายไขมัน ซึ่งจะมีลักษณ์ค่อนข้างเหนียวเหมือนกับน้ำมันและมีสีเหลืองอ่อน แถมยังทนต่อกรดและทนต่อความร้อนได้สูงมากถึง 200 องศาแต่ในขณะเดียวกันสารชนิดนี้ก็ถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกกับด่างและแสงอัลตราไวโอเลตอีกด้วย

หน้าที่ของวิตามินอี

วิตามินอี คืออะไร มีหน้าที่สำคัญอย่างไร ?

1. วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยยับยั้งการสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ หรือการทำลายเนื้อเยื่อโดยอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในอนาคตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้วิตามินอียังเป็นสารที่มีความไวต่อการถูกออกซีไดส์มากอีกด้วย จึงนิยมนำมาใช้เพื่อป้องกันการถูกออกซีไดส์ของสารอื่นที่มีความไวน้อยกว่า เช่น กรดไขมันไม่อิ่มตัว และวิตามินเอ เป็นต้น เพราะสารเหล่านี้เมื่อถูกรวมเข้ากับออกซิเจนก็จะเกิดเป็นสารเปอร์ออกไซด์และสลายเป็นอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายได้อีกด้วย

2. วิตามินอี ช่วยลดและยับยั้งการออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลชนิดที่มีความหนาแน่นต่ำ จึงลดความเสี่ยงการอุดตันในเส้นเลือดและการอุดตันของหลอดเลือดที่เกิดจากคอเลสเตอรอลและเกล็ดเลือดได้ดี รวมถึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย

3. หน้าที่ของวิตามินอียังช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากโอโซนในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะควันพิษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์หรือควันพิษจากโรงงานต่างๆ ก็ตาม โดยปกติเมื่อเราสูดเอาอากาศเข้าไป ควันพิษในชั้นบรรยากาศเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งหากมีวิตามินอีอย่างเพียงพอ วิตามินอีก็จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแก๊สเหล่านี้ให้ไม่มีพิษและกำจัดออกนอกร่างกายในที่สุด

4. วิตามินอี ทำลายฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่ ซึ่งวิตามินอีจะช่วยทำให้สารไนโตรซามีนที่เป็นสารก่อมะเร็งลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงป้องกันการเกิดมะเร็งได้ แต่ในขณะเดียวกัน จากข้อสังเกตก็พบว่าวิตามินอีจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งมะเร็งมากขึ้น ก็ต้องมีวิตามินเอ เบต้าแคโรทีนและมีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบอย่างเพียงพอด้วย นอกจากนี้ก็ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับปริมาณของกรดไขมันอิ่มตัวที่บริโภคเข้าไปเช่นกัน

5. วิตามินอีช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของ Macular ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของการเป็นโรคตาต้อกระจกและการสูญเสียการมองเห็น โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ

6. วิตามินอีช่วยป้องกันการแท้งลูกและประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมถึงช่วยรักษาอาการเป็นหมันและกระตุ้นการหลั่งน้ำนมในคุณแม่ลูกอ่อนได้ดี แถมยังช่วยป้องกันกล้ามเนื้ออ่อนเพลียได้อีกด้วย ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าวิตามินอีมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์มากทีเดียว

7. วิตามินอีช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และป้องกันโรคสมองเสื่อมแบบพาร์กินสัน โดยจะช่วยบำรุงและเสริมสร้างเซลล์สมองนั่นเอง

8. วิตามินอีช่วยลดอันตรายจากการสัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต

9. วิตามินอีช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการเสื่อมสภาพจากการออกกำลังกายบ่อยๆ และสามารถลดอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงได้ดี

10. วิตามินอีกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในวัยชรา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ ได้ดี

การดูดซึมของ วิตามินอี

วิตามินอี ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายคนเราได้อย่างไร? การดูดซึมของวิตามินอีก็เช่นเดียวกับวิตามินชนิดอื่นๆ ที่สามารถ ละลายในไขมันได้ โดยจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อมีเกลือน้ำดีและไขมันที่อยู่ในลำไส้ ด้วยการดูดซึมเข้าไปในน้ำเหลืองแล้วส่งต่อไปยังกระแสเลือดและส่งไปเก็บที่ตับเป็นลำดับต่อไป นอกจากนี้หากมีวิตามินอีสูง ก็จะส่งไปเก็บไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน หัวใจ ต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไตและปอด ส่วนวิตามินอีที่อยู่ในรูปของน้ำมันที่ใช้ทาผิวนั้น จะถูกดูดซึมผ่านทางผิวหนังและเยื่อเมือก โดยระดับของวิตามินอีในซีรัมของคนปกติก็จะอยู่ที่ 0.5 มิลลิกรัมหรือเดซิลิตรนั่นเอง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินอีได้สูง

วิตามินอี มีในอาหารอะไร ? เราจะพบอาหารที่พบวิตามินอีได้สูงทั้งในเนื้อเยื่อของสัตว์และในพืช แต่จะพบจากพืชได้มากกว่า โดยเฉพาะในน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันข้าวโพด มันมะกอก น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันรำ เป็นต้น ทั้งนี้อาหารที่มีวิตามินอีสูงจะพบได้มากหากมีน้ำมันพืชเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในมื้ออาหารนั้น แต่ปริมาณของอัลฟาโทโคฟีรอลที่พบอยู่ในน้ำมันพืชแต่ละชนิดนั้นจะมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งพว่าจะมีในน้ำมันดอกคำฝอยมากถึงร้อยละ 90 และน้ำมันเมล็ดฝ้ายร้อยละ 60 นอกจากนี้ก็จะพบในปริมาณร้อยละที่ต่ำลงไป ส่วนในน้ำมันตับปลาและน้ำมันวัวจะมีปริมาณของวิตามินอีต่ำมาก และน้ำมันคนจะมีมากกว่าน้ำมันวัว 2-4 เท่า และนอกจากแหล่งอาหารเหล่านี้แล้ว ก็สามารถพบวิตามินอีได้ในเนื้อ เนยและไข่อีกด้วย ส่วนวิตามินอีที่พบได้ในเนื้อเยื่อขอองสัตว์นั้นก็จะมีปริมาณที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์นั่นเอง

ปริมาณวิตามีนอี
อ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยวัยต่างๆ
เด็กควรได้รับวิตามินอี 1-3 ปี 3 มิลลิกรัม/วัน
4-8 ปี 7 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่นควรได้รับวิตามินอี 9-12 ปี 11 มิลลิกรัม/วัน
13-15 ปี 15 มิลลิกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินอี   19 –≥ 71 ปี 15 มิลลิกรัม/วัน
หญิงให้นมบุตรควรได้รับวิตามินอีปริมาณมากกว่าคนปกติ ควรเพิ่มอีก 4 มิลลิกรัม/วัน

 

อย่างไรก็ตาม ปริมาณของวิตามินอี ที่ร่างกายของคนเราต้องการก็จะเพิ่มขึ้นจากปริมาณอ้างอิง เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะดังต่อไปนี้

1. ความเครียดหรือความวิตกกังวล ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการวิตามินอีมากกว่าปกติ

2. การกินอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากเกินไป ซึ่งจะต้องการวิตามินอีมากขึ้น เพื่อยับยั้งและป้องกันการเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ สลายออก

3. ในช่วงกำลังเจริญเติบโต ต้องการวิตามินอีเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตมากขึ้น

4. ในผู้สูงอายุและในวัยหมดประจำเดือน

5. ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดหรือฉีดยาคุมกำเนิด เพราะจะมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายต้องการวิตามินอีมากขึ้น

6. ผู้ที่ดื่มน้ำประปาที่ปริมาณคลอรีนสูงอย่างต่อเนื่อง

7. บุคคลที่ชอบกินอาหารแช่แข็ง เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินอีมากกว่าปกติ

ผลจากการขาดวิตามินอี

โดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบผู้ที่ขาดวิตามินอีมากนัก นอกจากในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด vit e ในทารกจึงมีความจำเป็นเพราะเด็กจะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติ หากขาดวิตามินอีในทารกแล้วจะทำให้เกิดการดูดซึมสารจากอาหารลดลง และทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่มีสาเหตุจากเม็ดเลือดแดงแตกง่ายอีกด้วย โดยอาการทั่วไปที่ปรากฏจากการขาดวิตามินอีคือ

1. หากขาดวิตามินอีไปจะส่งผลต่อระบบการไหลเวียนเลือดจะเกิดความผิดปกติ ซึ่งก็ส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายเป็นอย่างมาก

2. ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินเสื่อมลงและทำให้เซลล์ของเม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย ทั้งยังลดการดูดซึมธาตุเหล็กที่จำเป็นลงอีกด้วย

3. กรณีที่ขาดวิตามินอีมากๆ อาจทำให้ตับและไตถูกทำลาย

ผลของการได้รับวิตามินอีมากเกินไป

เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินอี (vitamin e) มากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อได้รับวิตามินอีวันละ 300 มิลลิกรัมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซึม ปวดท้อง สายตาพร่ามัวและหากได้รับสูงกว่านี้ หรือมากกว่า 2,000 มิลลิกรัม ก็จะทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรงและมุมปาก ริมฝีปากอักแสบได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรทานวิตามินอีอย่างเพียงพอ ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไปจะดีกว่า

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.

http://www.medscape.com/viewarticle/584984.

Hartley, L.; Clar, C.; Ghannam, O.; Flowers, N.; Stranges, S.; Rees, K. (Sep 2015). “Vitamin K for the primary prevention of cardiovascular disease”. The Cochrane Database of Systematic Reviews (Systematic review). 9 (9): CD011148.