วิตามินเค ( Vitamin K ) คืออะไร มีคุณสมบัติและหน้าที่อะไรบ้าง

วิตามินเค (Vitamin K) คืออะไร มีคุณสมบัติและหน้าที่อะไรบ้าง
วิตามินเค ช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็ว ละลายได้ดีในไขมัน

วิตามินเค คืออะไร ?

วิตามินเค ( วิตามิน K, Vitamin K ) มีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Koagulation Vitamin, Antihemorrhagic Factor หรือ เมนาไดโอน ( Menadione ) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายชนิดหนึ่ง วิตามินเคได้มาจากการบริโภคอาหารเข้าไปในแต่ละวัน และยังได้จากแบคทีเรีย ในลำไส้ ที่สามารถสังเคราะห์วิตามินเคขึ้นมาได้เองอีกด้วย โดยวิตามินเคมีคุณสมบัติเด่นในการทำให้เลือดแข็งตัว

วิตามินเค ( Vitamin K ) มีที่มาอย่างไร

วิตามินเค ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1934 ซึ่ง นำโดย ดร.แดม ( Dr.Dam ) ชาวเดนมาร์ด และชาวคณะ จากการศึกษาและทดลองในลูกไก่ที่ไม่สบายและมีอาการเลือดไหลออกไม่หยุด ซึ่งจากการทดลองพบว่ามีสารชนิดหนึ่งที่ได้จากการทานอาหารเข้าไป พบได้มากในพืชผักสีเขียวและตับหมู สามารถไปช่วย ต่อต้านการไหลของเลือดออกจากตัวลูกไก่ได้ ซึ่งสารชนิดนั้นก็คือ Koagulation Vitamin” หรือ วิตามิน K ซึ่งมาจากคำว่า Koagulation ในภาษาเยอรมันที่แปลว่า “การแข็งตัว”

ในปี ค.ศ.1939 ดร.แดมและ คอเรอร์ ( Dam & Karrer ) สามารถแยกวิตามินเคบริสุทธิ์ได้จากหญ้าอัลฟัลฟา นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ดอยซี ( Doisy ) และคณะก็แยกวิตามินเคได้จาก อัลฟัลฟา ได้เช่นกัน และยังหาสูตรโครงสร้างวิตามินเคได้ด้วยจึงมีการตั้งชื่อว่า K1 หรือ ฟิลโลควิโนน ( Phylloquinone )

ในปี ค.ศ.1934 อานส์แบคเชอร์ และเฟอร์นโฮส์ ( Ansbacher & Fernholz ) ยังได้สังเคราะห์เมนาไดโอน ( Menadione ) ได้และได้ตั้งชื่อว่า วิตามินเคสาม มีฤทธ์แรงกว่า K1 และ K2 นอกจากนี้ยังพบว่า วิตามิเค 2 ที่พบในธรรมชาติและสามารถละลายน้ำได้บ้าง แต่วิตามินเคสาม จะละลายน้ำได้ดีและมีความคงทน จึงสามารถใช้ได้ดีในทางการแพทย์ทั้งวิธีรับประทานและการฉีด

วิตามินเคมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งประเภทของ วิตามินเค ที่สำคัญออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้

1.วิตามินเค 1 ( Vitamin K1 ) หรือ ฟิลโลควิโนน ( Phylloquinone ) เป็นรูปแบบที่พบในพืชผักใบเขียว เช่น ผักโขม กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ และหญ้าอัลฟัลฟา เป็นต้น
2.วิตามินเค 2 ( Vitamin K2 ) หรือ เมนาควิโนน ( Menaquinone ) เป็นรูปแบบที่พบในเนื้อเยื่อที่ตับ และยังสามารถสร้างได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย มีประสิทธิภาพในการทำงานร้อยละ 75 ของวิตามินเค1
3.วิตามินเค 3 ( Vitamin K3 ) หรือ เมนาไดโอน ( Menadione ) นั้น เป็นสารประกอบที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น เมนาควิโนน โดยตับ มีประสิทธิภาพเป็น 3 เท่า ของวิตามินเค1 เป็นวิตามินชนิดที่ละลายได้ทั้งในน้ำและในไขมัน ใช้สำหรับรักษาคนไข้ที่ไม่สามารถใช้วิตามินเคที่สร้างขึ้นที่ลำไส้ได้ เนื่องจากขาดน้ำดี หรือน้ำย่อยที่ที่จำเป็นสำหรับการดูดซึม

คุณสมบัติของวิตามินเค

วิตามินเค มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือเป็นน้ำมันที่มีสีเหลือง ปกติจะละลายได้เฉพาะในไขมันเท่านั้น ยกเว้น วิตามินเค 3 ที่สามารถละลายในน้ำได้ด้วย วิตามินเคเป็นวิตามินที่มีความคงทนต่อสภาวะความเป็นกรดได้ แต่จะไม่ทนต่อกรดแก่ หรือ ด่างที่ผสมแอลกอฮอล์ แสงอัลตราไวโอเลตและสารเติมออกซิเจน ดังนั้นหากจะต้องการเก็บรักษาวิตามินเค ไม่เสื่อมสภาพจะต้องเก็บในขวดสีน้ำตาลที่มีความทึบแสงเท่านั้น สำหรับวิตามินเค ประเภท Menadione จะมีลักษณะคล้ายผลึกเป็นสีเหลือง จะละลายได้ทั้ง ในน้ำและไขมัน แต่จะน้ำหนักน้อยกว่าวิตามินเคที่พบในธรรมชาติ

วิตามินเคดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?

หลังจากมีการทานอาหารต่างๆเข้าไปแล้ว วิตามินเคที่ได้จากอาหารจะถูกดูดซึมโดยลำไส้เล็กตอนบน โดยจะใช้น้ำดีและน้ำย่อยจากตับอ่อนมาช่วยในกระบวนการนี้ หลังจากนั้นจะถูกส่งต่อไปยังอวัยวะต่างๆ ที่จำเป็นในการสังเคราะห์โปรธรอมบิน และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด

ในส่วนของวิตามินเค ชนิดที่ได้จากการสังเคราะห์ โดยแบคทีเรียในลำไส้ที่อาศัยอยู่ในร่างกาย หรือวิตามินเค 2 จะมีบางส่วนที่จะทำการดูดซึมที่ลำไส้เล็กตอนปลาย สำหรับวิตามินเค ประเภทเมนาไดโอน (Menadione) หรือวิตามินเค 3 ที่มีคุณสมบัติสามารถละลายในน้ำได้ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีและน้ำย่อยจากตับอ่อนมาช่วยในการย่อยและดูดซึม

วิตามินเค ประเภทต่างๆ หลังจากดูดซึมตามกระบวนการร่างกายแล้ว จะถูกส่งผ่านไปทาง น้ำเหลืองในรูปของไคโลไมครอนแล้วจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปยังตับ ซึ่งตับจะเก็บไว้ได้ในระดับหนึ่ง หากยังมีปริมาณหลงเหลืออยู่ จะถูกขับเป็นของเสียออกทางอุจจาระ ในทารกแรกเกิดจะมีวิตามินเคอยู่ปริมาณจำกัดและการสังเคราะห์วิตามินเคในลำไส้จะยังไม่ เกิดขึ้นในช่วงแรก ดังนั้นในระยะ 2-3 วันแรก อาจทำให้เด็กมีอาการตกเลือดทั่วไปตามผิวหนังได้ง่าย จึงควระมัดระวังเป็นพิเศษ

1. การทำงานที่ผิดปกติของท่อน้ำดี ทำให้เกลือน้ำดีหลั่งออกมาน้อยกว่าปกติ
2. เกิดภาวะที่ตับทำงานไม่ได้เต็มที่ หรือ มีโรคเกี่ยวกับตับเกิดขึ้น จึงทำให้มีผลในการขับน้ำดี เช่น การเป็นโรคตับแข็ง
3. ได้รับสารไดคูมารอล (Dicumaro) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการ ห้ามการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) มีหน้าที่ตรงกันข้ามกับวิตามินเคในการควบคุมการสังเคราะห์โปรธรอมบิน
4.การทานอาหารแช่แข็ง อาหารที่เหม็นหืน หรือ การได้รับอากาศที่เป็นพิษเข้าสู่ร่างกาย จะไปทำลายวิตามินเค
5. การใช้ยาปฎิชีวนะมากเกินไปจะไปฆ่าแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ เช่น พวก Sulfonamides
6. การบริโภคยาถ่ายพวก น้ำมันแร่ จะทำให้ขับวิตามินเค ถูกขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว

ประโยชน์ของวิตามินเค

วิตามินเค มีประโยชน์มากมายหลากข้อ ซึ่งสามารถแบ่งแยกตามรายละเอียดได้ดังนี้

1.ช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุด ในวิตามินเคเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้าง สารโปรธรอมบิน (Prothrombin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นจากตับ มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในคนที่มีบาดแผลหรือคนที่ต้องผ่าตัด หากระดับโปรธรอมบินต่ำ จะทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้าตามไปด้วย
2.ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูก โดยวิตามินเค จะไปช่วยช่วยการสร้างออสทิโอแคลซิน (Osteocalcin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูก
3.ช่วยในกระบวนการทำงานของตับ วิตามินเค เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายที่ช่วยในกระบวนการทำงานของตับให้เป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ
4.ช่วยบรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ วิตามินเคยังช่วยทำให้ระบบประจำเดือนในผู้หญิงมาเป็นปกติ ช่วยลดปัญหาประจำเดือนมามากกว่าปกติ
5.ช่วยในกระบวนการ ฟอสโฟริเลชั่น ( Phosphorylation ) ในร่างกาย ซึ่งวิตามินเคจะเป็นส่วนที่ทำให้ ฟอสเฟต จะร่วมกับ กลูโคส และถูกผ่านเข้าไปในผนังเซลล์และเปลี่ยนเป็นไกลโคเจน เพื่อนำไปใช้งานต่อไป

ทำไมต้องฉีดวิตามินเคในเด็กทารก

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องมีการฉีดวิตามินเคในทารกแรกเกิด สำหรับเด็กที่ไม่สมบูรณ์หรือคลอดก่อนกำหนดส่วนมากแพทย์จะแนะนำให้ทำการฉีดวิตามินเคเพื่อป้องกันภาวะมีเลือดออกในเด็กแรกเกิด โดยฉีดวิตามินเคเข้ากล้ามเนื้อของเด็กในปริมาณ 0.5-1 มิลลิกรัม ภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด

และทำการฉีดวิตามินเคเพื่อรักษาภาวะมีเลือดออกในเด็กแรกเกิดโดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังปริมาณ 1 มิลลิกรัม หรือแพทย์อาจเพิ่มปริมาณการให้วิตามินตามที่เห็นสมควร หากผู้เป็นแม่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ วิตามินเคยังใช้การรักษาภาวะโพรทรอมบินในเลือดต่ำ (Hypoprothrombinemia) จากการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้อีกด้วย

สามารถหาวิตามินเคได้จากที่ไหนบ้าง?

วิตามินเค สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากในร่างกายมนุษย์ และสามารถพบวิตามินเคได้จาก ในอาหารที่เราทานเข้าไปในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไป

ปริมาณที่เหมาะสมของวิตามินเคที่ร่างกายควรได้รับ

วิตามินเคเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมที่ควรได้รับใยแต่ละวัน สามารถแสดงได้ดังตารางต่อไปนี้

วัย

ช่วงอายุ

ปริมาณของวิตามินเคที่เหมาะสม

ทารก 6 -11 เดือน 2.5 ไมโครกรัม/วัน
เด็ก 1 – 3 ปี

4 – 8 ปี

30  ไมโครกรัม/วัน

55  ไมโครกรัม/วัน

วัยรุ่น 9 – 12 ปี

13 – 18 ปี

60  ไมโครกรัม/วัน

75  ไมโครกรัม/วัน

ผู้ใหญ่เพศชาย 19 -≥ 71 ปี 120  ไมโครกรัม/วัน
ผู้ใหญ่เพศหญิง 19 -≥ 71 ปี 90 ไมโครกรัม/วัน

 

เนื่องจาก วิตามินเค สามารผลได้จากแบคทีเรียในลำไส้ ประมาณร้อยละ 50 ของวิตามินเคทั้งหมดในร่างกาย ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดร่างกายจะต้องบริโภคอาหารที่มีวิตามินเคประมาณ 1 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 กก./วัน

ผลกระทบหากได้รับวิตามินเคน้อยเกินไป

โดยส่วนมากการขาดวิตามินเค จะไม่ค่อยเกิดในวัยผู้ใหญ่ เนื่องจากวิตามินเค กว่าร้อยละ 50 สามารถสังเคราะห์ได้จากแบคทีเรียในร่างกายอยู่แล้ว แต่อาจจะเกิดได้กับผู้ที่มีอาการอุดตันของทางเดินน้ำดี ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยและการดูดซึมไขมันทำได้ไม่ดีเหมือนปกติ นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ซึ่งจะมีผลไปทำลายแบคทีเรียที่สังเคราะห์วิตามินเคในลำไส้ ทำให้ไม่สามารถผลิตวิตามินเคได้ตามปกติ ภาวะนี้ยังเกิดได้ง่ายกับเด็กแรกเกิด เนื่องจากเด็กแรกเกิด ยังมีปริมาณไขมันในระดับต่ำ และเชื้อโรคที่ลำไส้ของเด็กทารก ยังไม่มี จึงไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินเคได้เอง จึงต้องอาศัยวิตามินเคจากน้ำนมแม่อย่างเดียว สำหรับผู้ที่ปัญหาการขาดวิตามินเค  จะมีอาการดังต่อไปนี้

– ทำให้การแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นช้ากว่าปกติเนื่องจากระดับของ โปรธรอมบิน และโปรตีนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในพลาสมาต่ำ

-มีการตกเลือด หรือเลือดออกภายใน เช่น ในลำไส้เล็ก เลือดออกมากับปัสสาวะ เป็นต้น

ผลกระทบหากได้รับวิตามินเคมากเกินไป

แม้วิตามินเคจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากร่างกายได้รับปริมาณวิตามินเคที่มากจนเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน  อาการของคนที่ทานวิตามินเคเข้าไปมากเกินพอดี จะมีดังต่อไปนี้

– มีอาการตัวเหลือง

– มีภาวะโลหิตจาง

– ร่างกายจะมีการกำจัดของเสียหรือมีการกระตุ้นสารต้านอนุมูลอิสระออกมาในปริมาณที่ต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

– ในผู้ที่ตั้งครรภ์ ถ้าได้รับขนาดวิตามินเคที่สูงเกินไป จะทำให้เกิดโรคดีซ่านในเด็กแรกคลอด

จากข้อมูลด้านบน คงจะพอสรุปได้ว่า วิตามินเค มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มาก เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ช่วยในเรื่องของการทำให้เลือดแข็งตัว จากการผ่าตัดหรือการมีบาดแผล นอกจากนี้วิตามินเค ยังแตกต่างจากวิตามินชนิดอื่นๆคือ สามารถผลิตขึ้นได้เองจากในร่างกาย จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรีย ซึ่งวิตามินชนิดอื่นๆไม่สามารถทำได้  ถึงแม้วิตามินเค จะผลิตได้เองจากร่างกาย แต่ในการบริโภคอาหารที่มีวิตามินเคก็ยังมีความสำคัญอยู่ เพราะหากร่างกายขาดวิตามินเค ก็จะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอันตรายมากหากได้รับบาดแผลใหญ่ๆ อาจจะทำให้เสียเลือดมากจนเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนการได้รับวิตามินเค เยอะเกินไปก็ล้วนแต่มีอันตรายต่อร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีต่อร่างกายที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

O’Keefe, J. H.; Bergman, N.; Carrera Bastos, P.; Fontes Villalba, M.; Di Nicolantonio, J. J.; Cordain, L. (2016). “Nutritional strategies for skeletal and cardiovascular health: hard bones, soft arteries, rather than vice versa”. Open Heart (Review). 3 (1): e000325. PMC 4809188 Freely accessible. 

Hartley, L.; Clar, C.; Ghannam, O.; Flowers, N.; Stranges, S.; Rees, K. (Sep 2015). “Vitamin K for the primary prevention of cardiovascular disease”. The Cochrane Database of Systematic Reviews (Systematic review). 9 (9): CD011148.

Maresz, K. (Feb 2015). “Proper Calcium Use: Vitamin K2 as a Promoter of Bone and Cardiovascular Health”. Integrative Medicine (Review). 14 (1): 34–39. PMC 4566462 Freely accessible.