สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย

สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย
สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย

สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย

คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นคนอ้วน มีพุง หรือมีร่างกายใหญ่โตเกินปกติ เพราะนอกจากบุคลิกภาพภายนอกที่ดูไม่ดีแล้ว การหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ก็ยังทำได้ยากกว่าคนปกติ และยังไม่รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มักมาพร้อมกับโรคอ้วนอีกด้วย หลายคนจึงมักหันมาลดน้ำหนักเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งผลที่ได้นั้นก็แตกต่างกันออกไปบางคนก็สามารถลดน้ำหนักได้สำเร็จโดยใช้วิธีปกติ ทั้งการกินอาหารที่มีประโยชน์ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถลดน้ำหนักตามที่คาดหวังได้ด้วยวิธีปกติ จึงพยายามหาตัวช่วยในการลดน้ำหนักเข้ามา ซึ่งส่วนมาก็จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบันหลากหลายยี่ห้อ และสามารถหาซื้อได้ง่ายนั้นเอง

สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายคืออะไร?

สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมัน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆที่มีมากมายหลายชนิด เช่น เครื่องดื่ม อาหารเสริม ยา หรือสมุนไพรต่างๆ เป็นต้น ที่มาพร้อมกับโฆษณาชวนเชื่อที่หลากหลายว่า สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยควบคุมนำหนักในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ใช้สามารถทำการลดน้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากคนที่อ้วนเป็นคนผอมได้ง่ายๆ โดยที่ยังสามารถทานอาหารได้เหมือนคนปกติ

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่วางขายกันอยู่ทั่วไป มีจุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใช้วิธีการพิสูจน์ผลิตภัณฑ์กับกลุ่มคนจำนวนที่น้อย และใช้ระยะเวลาทดสอบแค่เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การที่จะพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักชนิดนั้นๆ  สามารช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ และมีความปลอดภัยเพียงใดกับผู้ใช้งาน จะต้องทำการวิจัย ทดลองในกลุ่มคนที่มีจำนวนมากๆ และต้องทดสอบเป็นระยะเวลานานโดยอาจจะใช้ระยะเป็นปีเลยทีเดียว

สารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน

สำหรับสารอาหารช่วยในการเผาผลาญไขมันที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน และได้รับการทบทวนข้อมูลการวิจัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีดังต่อไปนี้

1.ส้มขม หรือ บิตเตอร์ ออเร้นจ์ (Bitter Orange)

ส้มขม เป็นสมุนไพรในตำรายาจีนอย่างหนึ่ง ที่มีการเอาเปลือก ดอก ใบ และผลมาสกัดเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งยังมีสรรพคุณในการลดน้ำหนัก ในส้มขมจะมีส่วนประกอบของซินเนฟรีน (Synephrine) และโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นคล้ายเอฟิดร้า (Ephedra) หรือมาฮวง (Ma Huang)  จัดเป็นสารกระตุ้นชนิดหนึ่งที่มีการอ้างสรรพคุณว่าสามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ สลายไขมัน และลดความอยากอาหารลงได้ นอกจากนี้ในส้มขมมักมีส่วนผสมของกาเฟอีนและสารประกอบอื่นๆอีกด้วย

ในแง่ของการให้ผลเพื่อช่วยให้การลดน้ำหนัก ยังคงไม่มีผลการวิจัยที่ยืนยันได้ชัดเจน ว่าส้มขม ช่วยให้ลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ แต่ส้มขมอาจจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในร่างกาย และช่วยลดความอยากอาหารได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เมื่อใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย พบว่าส้มขมอาจจะไม่ปลอดภัยนัก เพราะผลิตภัณฑ์ส้มขมอาจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นรัว เกิดการวิตกกังวล และความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และมีการพบว่าการใช้ส้มขมร่วมกับสารกระตุ้นชนิดอื่น เช่น กาเฟอีน อาจจะทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้อีกด้วย

2.สารคาเฟอีน

สารคาเฟอีน เป็นสิ่งใกล้ตัวที่สามารถพบได้ง่ายในปัจจุบัน จากการดื่มชา กาแฟ  โกโก้ หรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนเป็นส่วนผสม อย่างเช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังนอกจากนี้ยังพบได้ในยาและสมุนไพรบางชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ที่ใช้คาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น คาเฟอีน เป็นสารกระตุ้นที่มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว เพิ่มความกระชุ่มกระชวย เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เพิ่มการสลายตัวของไขมันให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นในแง่ของการลดน้ำหนัก แม้งานวิจัยจะไม่ชัดเจนว่าคาเฟอีนช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ก็มีทฤษฎีที่อ้างถึงผลของคาเฟอีนที่อาจมีผลต่อน้ำหนักตัว คือ

คาเฟอีนเป็นสารที่ยับยั้งความหิว ทำให้กินอาหารน้อยลงแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะยาว

คาเฟอีนช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญแคลอรีในการย่อยอาหาร แต่ก็อาจจะไม่มากพอที่จะทำให้ลดน้ำหนักลงได้นั้นเองคาเฟอีนจะปลอดภัยหากใช้ในปริมาณน้อย แต่หากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบ เช่น ทำให้มีอาการ กระวนกระวายใจ นอนไม่หลับ และหากได้รับคาเฟอีนในปริมาณสูงๆมากเกินกว่า 400 มิลลิกรัม/วัน จะทำให้คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นสูง และมีอาการชักได้

3.เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate)

คือพืชชนิดหนึ่งที่มีสารคาเฟอีน เป็นส่วนประกอบจะขึ้นเองอยู่ในป่าตามธรรมชาติแถบทวีปอเมริกาใต้ โดยชาวอเมริกาใต้นิยมนำพืชชนิดนี้มาใช้ชงเป็นเครื่องดื่มในรูปแบบของ ชา ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณ ในการช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ลดน้ำหนัก ลดอาการซึมเศร้าได้แต่ความเชื่อนี้ก็ยังไม่มีผลการยืนยันที่ชัดเจนแต่อย่างใด มีข้อควรระวัง คือ ผู้ที่ดื่มชานี้มากๆติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งปอดได้ โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มชานี้ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสูงขึ้นด้วย

4.แคลเซียม (Calcium)

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาทและหลอดเลือดในร่างกายมนุษย์ พบได้มากในอาหารเช่น  นมถั่วเหลือง เนื้อปลา น้ำส้ม เป็นต้น โดยแคลเซียมได้รับการอ้างสรรพคุณว่า สามารถช่วยในการเผาผลาญไขมัน และลดการดูดซึมของไขมันในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ข้อมูลดังกล่าวก็ไม่ได้รับการรับรองแต่อย่างใด การได้รับสารอาหารประเภทแคลเซียมสำหรับร่างกายนั้น ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ใหญ่ปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือ 1,000 – 1,200 มิลลิกรัม แต่หากได้รับมากเกินไป มากกว่า 2,000 – 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน อาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น เกิดอาการท้องผูก  ร่างกายเกิดภาวะลดการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสีนอกจากนี้การได้รับแคลเซียมจากอาหารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ จำพวกอาหารเสริมต่างๆ ก็อาจจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้

5.ไคโตซาน (Chitosan)

ไคโตซาน คือ สารสกัดที่ได้จากธรรมชาติซึ่งสามารถสกัดได้จากเปลือกกุ้ง กระดองปู  ซึ่งมีการอ้างสรรพคุณของไคโตซานว่า สามารถช่วยดักจับไขมันได้ ทำให้ไขมันถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายได้น้อย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไคโตซานสามารถช่วยดักจับไขมันได้ในปริมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น จึงอาจไม่ได้ผลมากนักหากต้องการนำมาช่วยลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ กุ้ง หอย และปู ไม่ควรทานไคโตซาน เพราะอาจะมีอาการแพ้ได้ พร้อมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง ท้องอืด คลื่นไส้ ท้องผูก อาหารไม่ย่อย และจุกเสียดแสบร้อนลิ้นปี่ได้

6.โครเมียม (Chromium)

โครเมียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย โดยมีการอ้างสรรพคุณเกี่ยวกับโครเมียมว่า สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อลดไขมันในร่างกาย และยังทำให้ทานอาหารได้น้อยลงจากการไปช่วยลดความอยากอาหาร แต่ในความเป็นจริงพบว่า โครเมียมอาจช่วยลดน้ำหนักและไขมันในร่างกายได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปริมาณโครเมียมที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 20 – 35 ไมโครกรัม/วัน ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ปวดหัว ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก และเป็นผื่นหรือลมพิษได้

7.ฤๅษีผสม (Coleus Forskohlii)

เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่สามารถพบได้มากในประเทศเขตร้อน เช่นไทย และอินเดีย ใน ฤๅษีผสม จะมีสารชื่อว่า ฟอร์สโคลิน (Forskohlin) ที่มีการอ้างสรรพคุณว่า สามารถช่วยให้การลดน้ำหนักทำได้ดียิ่งขึ้น โดยจะไปลดความอยากอาหาร และยังเพิ่มการสลายไขมันในร่างกายได้ด้วย  แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีการศึกษาวิจัยมารับรองความเชื่อนี้ในการวิจับพบเพียงว่า สารฟอร์สโคลิน นั้น มีความปลอดภัยและไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด

8.กรดคอนจูเกตเต็ดไลไนเลอิก (Conjugated Linoleic Acid หรือ CLA)

คือ กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกาย ไม่สามารถผลิตได้เองพบได้มากในผลิตภัณฑ์นมและเนื้อวัวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าการใช้ CLA ในระยะเวลา 1 ปี สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่า CLA จะมีความปลอดภัยต่อร่างกาย แต่ก็ต้องระวังกับอาการที่จะตามมาได้ เช่น  อาจทำให้ไม่สบายท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย และอุจจาระเหลว นอกจากนี้ยังอาจไปลดระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด และเพิ่มความดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้

9.เอฟิดร้า (Ephedra) หรือมาฮวง (Ma Huang)

เป็นพืชสมุนไพรจีนที่มีสารกระตุ้นระบบประสาทช่วยเพิ่มการเผาลผลาญในร่างกาย ช่วยลดความอยากอาหาร  ทำให้สามารถลดน้ำหนักได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวต้องรอการวิจัยและพัฒนาต่อไป  แต่สารชนิดนี้มีการถูกห้ามใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2004 เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยต่อร่างกายเพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน  อารมณ์แปรปรวน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติ เส้นเลือดสมองตีบ ชัก หัวใจวาย และอาจเสียชีวิตได้

10.ฟูโคแซนทิน (Fucoxanthin)

คือสารที่ได้จากพืชตระกูลสาหร่าย เช่นสาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายชนิดอื่นๆซึ่งมีการอ้างสรรพคุณว่า สามารถช่วยในการลดน้ำหนัก โดยไปทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยลดไขมันแต่ก็ยังไม่มีผลการรับรองที่แน่นอนเช่นเดียวกับในด้านความปลอดภัยที่ยังคงต้องศึกษาถึงผลกระทบต่อไป

11.ส้มแขก (Garciniacambogia)

เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่สามารถพบได้มากในทวีปเอเชีย และทวีปแอฟริกา ในส้มแขกจะมีกรดที่ชื่อว่า กรดไฮดร็อกซีซิตริก (Hydroxycitric Acid) ซึ่งมีสรรพคุณที่เชื่อกันว่า ช่วยลดการสร้างเซลล์ไขมันในร่างกาย ลดความอยากอาหาร ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีผลเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นในการช่วยลดน้ำหนัก

12.กลูโคแมนแนน (Glucomamnan)

เป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่พบมากในหัวบุก และมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถพองตัวในน้ำได้มากซึ่งมีสรรพคุณที่เชื่อกันว่า คอยทำหน้าที่ดูดน้ำในลำไส้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกว่าอิ่ม ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า กลูโคแมนแนน มีผลช่วยในการลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อาจช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ ในด้านของความปลอดภัยพบว่า หากใช้งาน กลูโคแมนแนน ในระยะเวลาสั้นๆ จะไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย แต่อาจมีผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก และ ไม่สบายท้องได้  แต่ถ้ามีการใช้ติดต่อกันในระยะเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดการอุดตันในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

13.เมล็ดกาแฟสดสกัด (Green Coffee Bean Extract)

เป็นทางเลือกในการดื่มกาแฟอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจะใช้เมล็ดกาแฟที่ไม่ได้คั่ว เหมือนกาแฟปกติที่ดื่มกัน แต่ก็มีสารกาเฟอีนเหมือนกาแฟคั่วชนิดทั่วไป ซึ่งมีสรรพคุณที่เชื่อว่าช่วยลดการสะสมไขมันและช่วยในการเปลี่ยนนำตาลในเลือดไปเป็นพลังงาน และช่วยในการลดน้ำหนักได้ ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ อาจช่วยในการลดน้ำหนักได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับ การดื่มกาแฟจากเมล็ดกาแฟสดสกัด ผลกระทบที่อาจจะเกิดจากการดื่มกาแฟรูปแบบนี้คือ อาจทำให้ปวดศีรษะ และหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อได้

14.ชาเขียวและชาเขียวสกัด (Green Tea)

ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดหนึ่ง มีสรรคุณที่เชื่อว่า หากทานเข้าไปจะช่วยทำให้เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ช่วยสลายเซลล์ไขมัน ลดการดูดซึมและการสร้างเซลล์ไขมันในร่างกาย เนื่องจากมีสารสารคาเทซิน (Catachin) และไทอามีน (Thiamine) เป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งข้อมูลการวิจัยพบว่า ชาเขียวอาจช่วยลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเท่านั้นการดื่มชาเขียวมีความปลอดภัยต่อร่างกาย แต่ชาเขียวสกัดอาจไม่ปลอดภัยมากนัก อาจจะส่งผลข้างเคียงได้คือ มีอาการคลื่นไส้ ท้องผูก ไม่สบายท้อง และเพิ่มความดันโลหิตได้ มีรายงานว่า และยังเป็นอันตรายต่อตับได้อีกด้วย

15.กัวกัม (Guar Gum)

กัวกัม เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิดซึ่งใยอาหารในกัวกัมเป็นตัวช่วยให้เกิดความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ลดความอยากอาหารและปริมาณในการทานได้ แต่จากข้อมูลการวิจัยยังไม่ยืนยันว่า กัวกัมช่วยในการลดน้ำหนักจริงหรือไม่ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับการใช้ กัวกัม คือ ทำให้ปวดท้อง ท้องอืด มีลม ท้องเสีย คลื่นไส้ ถ้าทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

16.ฮูเดีย (Hoodia)

คือ พืชชนิดหนึ่งที่ไม่มีใบ มีแต่ก้านที่ชุ่มไปด้วยน้ำ ลักษณะคล้ายต้นกระบองเพชร พบได้ในแถบทะเลทรายในแอฟริกาใต้ใช้สำหรับช่วยลดความอยากอาหาร จากข้อมูลการวิจัยพบว่าฮูเดียอาจไม่ช่วยให้กินน้อยลงหรือลดน้ำหนักได้ ในด้านความปลอดภัย ตรวจพบว่า ฮูเดียอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้และอาเจียน ได้ จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับร่างกาย

17.ไพรูเวต (Pyruvate) 

คือสารธรรมชาติที่สามารถพบได้ในร่างกาย ซึ่งมีการอ้างถึงสรรพคุณว่า สามารถช่วยเพิ่มการสลายไขมัน ช่วยลดไขมันในร่างกาย ช่วยในการออกกำลังกายให้ดีขึ้น และช่วยในการลดน้ำหนักได้ แต่จากข้อมูลพบว่าไพรูเวตนั้น ช่วยลดน้ำหนักได้แค่เพียงเล็กน้อย ส่วนผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้ก็คือ เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร มีอาการท้องอืด ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วนเนื่องจากมีแก๊สมาก

18.ราสป์เบอร์รี่คีโตน (Raspberry Ketone)

เป็นสารประกอบทางธรรมชาติที่เป็นสารหอมหลักของราสเบอร์รี่สีแดง โดยจะใช้ในการผลิตน้ำหอมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเป็นอาหารเสริมเพื่อปรับแต่งกลิ่นผลไม้ และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดล่าสุดที่เข้าสู่วงการลดน้ำหนัก มีสรรพคุณที่อ้างอิงว่า  สามารถทำให้ไขมันภายในเซลล์สลายตัวได้ดี ช่วยให้ระบบเผาผลาญไขมันดีขึ้นช่วยเพิ่มระดับอะดิโพเนกติน (Adiponectin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ไขมัน ช่วยควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีต้นทุนสูงจึงทำให้ในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยในเรื่องการลดน้ำหนักที่แท้จริง รวมถึงความปลอดภัยในการใช้ต่อร่างกายด้วย

19.ถั่วขาว (White Kidney Bean/Bean Pod)

เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในแถบประเทศแม็กซิโก กัวเตมาลา สามารถเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศหนาวเย็นปัจจุบันปลุกได้ในทั่วโลก สารสกัดจากถั่วชนิดนี้อ้างสรรพคุณ คือ ช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้

ถั่วขาวหรือเรียกกันอีกชื่อว่า ตัวบล็อกแป้ง (Starch Blocker) จะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลส ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวย่อยแป้งให้เป็นหน่วยที่เล็กลง  เมื่อเอนไซม์อะไมเลส ถูกยับยั้ง จึงทำให้ไม่สามารถไปย่อยแป้งได้ สารอาหารคาร์โบไฮเดรตก็ไม่สามารถผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ได้นั้นเองในทางการแพทย์จะใช้ตัวบล็อกแป้งกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและอยู่ระหว่างการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ถั่วขาวที่ไปใช้สกัดเป็นอาหารเสริมต่างๆ ยังไม่ได้รับการรับรองผลว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริงๆ เพียงแต่ก็มีสรรพคุณที่ช่วยในการลดน้ำหนักหรือการลดไขมันได้เพียงในปริมาณเล็กน้อย ส่วนในแง่ของความปลอดภัยก็ยังไม่สามารถยืนยันได้เหมือนกันว่าปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่อย่างไรบ้างแต่อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้ปวดศีรษะ ท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้อง ท้องเสีย และท้องผูกได้

จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักทุกชนิดที่ได้ยกตัวอย่างดังข้างต้น แม้จะมีการโฆษณาถึงสรรพคุณต่างๆมากมายที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักตัวไหนเลยที่มีผลการรับรองจากทางการแพทย์ ว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง อีกทั้งผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักบางอย่างก็มีผลข้างเคียงต่อร่างกายอีกด้วย

ดังนั้นหากตั้งใจจะลดน้ำหนักจริงๆ ควรใช้วิธีทางธรรมชาติ เช่นการออกกำลังกาย การควบคุมปริมาณอาหารจะดีที่สุด และอย่าลืมเอาเงินที่ต้องเสียไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักราคาแพงๆไปซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายแทนก็น่าจะดีและมีเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

Fröehlich, PE; Limberger, RP (Nov 2013). “Amphetamine-type medicines: a review of pharmacokinetics, pharmacodynamics, and toxicological aspects”. Current clinical pharmacology.

“Screening for and management of obesity and overweight in adults”. Evidence Syntheses, No. 89. U.S. Agency for Healthcare Research and Quality (AHRQ). Retrieved 27 June 2013.

Institute for Quality and Efficiency in Health Care. “Health benefits of losing”.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here