Home Blog Page 2

งิ้วป่า ทั้งต้นเป็นยาเย็น ช่วยบำรุงกำลัง แก้บิด แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ

0
งิ้วป่า ทั้งต้นเป็นยาเย็น ช่วยบำรุงกำลัง แก้บิด แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ
งิ้วป่า หรืองิ้วป่าดอกขาว เป็นไม้ยืนต้นดอกเป็นสีขาวครีมแกมสีม่วง ผลเป็นรูปทรงกระบอกยาวโค้งงอเล็กน้อย ต้นมีรสฝาดเย็น ใบมีรสเย็น รากมีรสจืดเย็น

งิ้วป่า

งิ้วป่า (Bombax anceps Pierre) หรืองิ้วป่าดอกขาว เป็นไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมได้ ส่วนของรากและเปลือกจากต้นมีรสฝาดเย็น ใบมีรสเย็น รากมีรสจืดเย็น เป็นยาเย็นที่ช่วยดับร้อนในร่างกายได้ นิยมนำดอกมาทานในรูปแบบของผัก และเกสรตัวผู้นำมาตากแห้งใช้สำหรับใส่แกงหรือน้ำเงี้ยว งิ้วป่าเป็นงิ้วชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ชบา ซึ่งมีสรรพคุณทางยาไม่แพ้งิ้วทั่วไป

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของงิ้วป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bombax anceps Pierre. (Bombax anceps Pierre var. anceps)
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Bombax” “Cotton tree” “Ngiu”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ง้าวป่า นุ่นป่า” ภาคเหนือเรียกว่า “งิ้วป่าดอกขาว งิ้วดอกขาว งิ้วผา ไกร” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และภาคใต้เรียกว่า “งิ้วป่า” จังหวัดเชียงใหม่เรียกว่า “ไกร่” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “งิ้วขาว งิ้วผา”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ชบา (MALVACEAE)

ลักษณะของงิ้วป่า

งิ้วป่า เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มักจะพบตามป่าเบญจพรรณที่มีหินปูน ป่าเบญจพรรณตามเชิงเขาและไหล่เขา
ลำต้น : ลำต้นเปลาตรง เมื่อต้นยังเล็กจะมีลักษณะของเรือนยอดเป็นชั้น เมื่อต้นโตเต็มที่จะเป็นทรงเรือนยอด ด้านบนจะแบน เปลือกต้นเป็นสีเทา มีหนามแข็งอยู่ทั่วลำต้น โดยเฉพาะต้นอ่อนและกิ่งก้าน หนามจะลดลงเมื่อต้นโตขึ้น แต่กิ่งก้านยังคงมีหนามเช่นเดิม
ใบ : เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีการเรียงสลับเวียนเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง มีใบย่อยประมาณ 5 – 7 ใบ แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอกหรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ
ดอก : เป็นดอกเดี่ยว ดอกเป็นสีขาวครีมแกมสีม่วง ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 2 – 4 ดอก ออกดอกกระจายอยู่ทั่วเรือนยอดที่กำลังผลัดใบ กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูประฆัง มี 2 – 4 พู เป็นสีเขียวสด เชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยบนฐานดอกที่แข็ง กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกจะโค้งงอไปด้านหลัง กลีบดอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ด้านล่างจะห่อหุ้มไปด้วยก้านเกสรตัวเมีย โดยเกสรตัวเมียจะเป็นสีชมพูอมม่วงและมีก้านเดียว มักจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมีนาคม
ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวหรือรูปทรงกระสวย โค้งงอเล็กน้อยและมีสันตื้น 5 สัน เมื่อผลแห้งแล้วจะแตกตามรอยประสาน ภายในผลมีปุยสีขาวห่อหุ้มเมล็ดอยู่ เมล็ดมีลักษณะกลมสีดำและมีขนาดเล็กคล้ายกับเมล็ดฝ้าย มักจะออกผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของงิ้วป่า

  • สรรพคุณจากยาง เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยแก้บิด ช่วยแก้ระดูของสตรีมามากกว่าปกติ ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย ช่วยห้ามเลือดที่ตกภายใน ช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ
  • สรรพคุณจากราก เป็นยากระตุ้น ยาบำรุงกำลัง ทำให้อาเจียน
    – แก้ท้องเสีย แก้โรคบิด ช่วยขับปัสสาวะ ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากดอกแห้ง ช่วยแก้พิษไข้ ช่วยแก้อาการคัน ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ รักษาแผลน้ำร้อนลวก ช่วยแก้พิษงู ช่วยแก้อาการปวด
  • สรรพคุณจากเปลือก ทำให้อาเจียน ช่วยแก้อาการท้องเสีย ช่วยแก้บิด ช่วยรักษาแผลอักเสบ
    – แก้อาการร้อนใน ด้วยการนำเปลือกมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
    – ช่วยแก้อาการเป็นพิษ แก้โรคบิด ด้วยการนำเปลือกต้นผสมกับเปลือกต้นนุ่น แล้วต้มกับน้ำดื่ม
  • สรรพคุณจากใบ แก้อาการฟกช้ำ
    – แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ด้วยการนำใบมาบดผสมน้ำทา
  • สรรพคุณจากแก่น รักษาแผลน้ำร้อนลวก ช่วยแก้อาการปวด
  • สรรพคุณจากผล ช่วยแก้พิษงู
  • สรรพคุณจากเมล็ด ช่วยรักษาโรคผิวหนัง

ประโยชน์ของต้นงิ้วป่า

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ดอกใช้ลวกทานเป็นผัก เกสรตัวผู้นำมาตากแห้งใช้สำหรับใส่แกงหรือน้ำเงี้ยว น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารได้
2. เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ผลให้เส้นใยที่นำมาใช้ทำหมอนและที่นอนได้ น้ำมันจากเมล็ดนำมาใช้ทำสบู่ เส้นใยจากเปลือกต้นใช้ทำเชือก เนื้อไม้สีขาวใช้ทำเรือขุด ทำหีบและลังสำหรับใส่ของ ใช้ทำไม้จิ้มฟัน ก้าน กลักไม้ขีด และทำเยื่อกระดาษได้

งิ้วป่า เป็นงิ้วชนิดหนึ่งที่ต้นมีหนามและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ไม่แพ้งิ้วชนิดอื่น ทั้งต้นเป็นยาเย็นที่ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย นอกจากนั้นเรามักจะพบในรูปแบบของส่วนผสมในแกงหรือน้ำเงี้ยว สามารถนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมได้ งิ้วป่ามีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของยางและดอกแห้ง มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ บำรุงกำลัง แก้บิด แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้แผลน้ำร้อนลวกและขับน้ำเหลืองเสียได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “งิ้วป่า“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [7 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “งิ้ว“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com. [7 ม.ค. 2014]
สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “งิ้วป่า“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [7 ม.ค. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “Bombax, Ngiu, Cotton tree“. อ้างอิงใน: หนังสือพืชอาหารและสมุนไพรท้องถิ่นบนพื้นที่สูง (อัปสรและคณะ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [7 ม.ค. 2014].
โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “งิ้วป่า“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.goldenjubilee-king50.com. [7 ม.ค. 2014].
โครงการจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่สำรวจและวิจัยภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “งิ้วป่า“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: orip.kku.ac.th/thaiherbs. [7 ม.ค. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

กระพังโหม ใบและเถาเหม็นเขียว แต่มากสรรพคุณ

0
กระพังโหม ใบและเถาเหม็นเขียว แต่มากสรรพคุณ
กระพังโหม ไม้เลื้อยที่มีดอกสีขาวม่วงแดง เถาสดมีกลิ่นเหม็น ผลลักษณะกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล

กระพังโหม

กระพังโหม (Skunk vine) เป็นไม้เลื้อยที่มีดอกสีขาวม่วงแดงขนาดเล็กดูน่ารัก ส่วนของใบและเถาสดมีกลิ่นเหม็นแต่มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ นิยมนำส่วนของยอดอ่อนและใบอ่อนมาเป็นผักสดรับประทานร่วมกับน้ำพริก ส่วนชาวอีสานใช้รับประทานร่วมกับลาบก้อย ชาวใต้จะนำไปซอยให้ละเอียดเป็นผักที่ใช้ผสมปรุงเป็นข้าวยำ ส่วนอินเดียจะนำมาปรุงในซุปเพื่อช่วยบำรุงกำลังให้คนชราที่ฟื้นไข้ได้ กระพังโหมเป็นต้นมากประโยชน์ชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกระพังโหม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paederia foetida L.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Skunk – vine”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “กระพังโหม ตดหมูตดหมา” ภาคเหนือเรียกว่า “ตดหมูตดหมา ผักไหม” ภาคอีสานเรียกว่า “กระเจียวเผือ เครือไส้ปลาไหล ตะมูกปาไหล” ภาคใต้เรียกว่า “ย่านพาโหม” จังหวัดเชียงใหม่เรียกว่า “ผักไหม” จังหวัดอุดรธานีเรียกว่า “ตะมูกปาไหล” จังหวัดสกลนครเรียกว่า “กระเจียวเผือ” จังหวัดมหาสารคามเรียกว่า “เครือไส้ปลาไหล” มีชื่ออื่น ๆ เรียกว่า “พังโหม”
ชื่อวงศ์ : วงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

ลักษณะของกระพังโหม

กระพังโหม เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุก เลื้อยพาดพันไปตามพื้นดินหรือเลื้อยพันต้นไม้อื่น มักจะพบขึ้นทั่วไปในป่าธรรมชาติ ป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง บริเวณในสวน หรือที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป
ลำต้น : ลำต้นมีขนาดเล็ก ลำต้นและใบมียางสี เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นเหม็น
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน แผ่นใบเป็นสีเขียว เนื้อใบบาง เส้นใบโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ ก้านใบสั้น
ดอก : ออกดอกเป็นช่อขนาดเล็ก โดยจะออกตามซอกใบหรือโคนก้านใบ มีช่อละประมาณ 2 – 3 ดอก กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ขนาดเล็ก ตรงปลายกลีบแยกกัน กลีบด้านนอกเป็นสีขาว ส่วนด้านในเป็นสีม่วงแดงหรือสีชมพูประด้วยสีม่วงจุดสีน้ำตาล ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน อยู่ตรงกลาง
ผล : ผลมีลักษณะกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล

สรรพคุณของกระพังโหม

  • สรรพคุณจากกระพังโหม เป็นยารักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด เป็นยาถอนพิษสุรายาสูบ ถอนพิษจากอาหาร ชาวอินเดียนำมาปรุงในซุปเพื่อช่วยบำรุงกำลังให้คนชราที่ฟื้นไข้กิน
  • สรรพคุณจากใบและเถา เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ แก้ตานซาง แก้ดีรั่ว ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้ตัวร้อน เป็นยาแก้ท้องเสีย เป็นยาขับลม เป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนในเด็ก รักษาบาดแผล
    – แก้ไข้ ด้วยการนำเถาหรือใบมาต้ม แล้วนำน้ำมาเช็ดตัวหรือนำผ้าสะอาดชุบน้ำต้มมาวางไว้บนศีรษะ
  • สรรพคุณจากใบ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย
    – แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด ด้วยการนำใบใช้ตำพอกอุดรูฟัน
    – ช่วยแก้ปัสสาวะขัด โดยหมอยาพื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์นำใบมาต้มและนำมาตำให้แหลก จากนั้นโปะลงบนท้อง
    – ช่วยขับนิ่วออกจากกระเพาะปัสสาวะ ด้วยการนำใบมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
    – เป็นยาถอนพิษงูกัด แก้ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง ด้วยการนำใบรวมรากแบบสดบดให้ละเอียดใช้เป็นยาทาหรือตำพอกบาดแผลที่ถูกงูกัด ก่อนนำผู้ถูกงูกัดไปพบแพทย์
    – รักษาโรคไขข้อ โดยหมอยาพื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์นำใบมาต้มกับน้ำอาบเป็นยา
  • สรรพคุณจากผล ช่วยแก้ปวดฟัน ทาฟันเป็นสีดำ
  • สรรพคุณจากทั้งต้น รักษาอาการอักเสบบริเวณปากและคอ เป็นยาขับน้ำนม เป็นยาแก้ท้องเสีย เป็นยาแก้บิด รักษาบาดแผล
    – แก้ไข้รากสาด แก้พิษไข้ เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยถอนพิษต่าง ๆ ด้วยการนำทั้งต้นมาต้มแล้วดื่มเป็นยา
    – เป็นยาถอนพิษงูกัด แก้ปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง ด้วยการนำทั้งต้นรวมรากแบบสดบดให้ละเอียดใช้เป็นยาทาหรือตำพอกบาดแผลที่ถูกงูกัด ก่อนนำผู้ถูกงูกัดไปพบแพทย์
  • สรรพคุณจากราก แก้โรคดีซ่าน
    – แก้พิษ แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ แก้ตามัว ด้วยการนำรากสดมาฝนกับน้ำใช้หยอดตา
    – เป็นยาขับลม ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากเปลือกและราก
    – ช่วยทำให้อาเจียน ด้วยการนำรากหรือเปลือกมาต้มกับน้ำดื่ม

ประโยชน์ของกระพังโหม

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกนำมารับประทานเป็นผักได้ ทางภาคเหนือ นิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นผักสดทานร่วมกับน้ำพริก ชาวอีสานใช้ทานร่วมกับลาบก้อย ชาวใต้จะนำไปซอยให้ละเอียดเป็นผักที่ใช้ผสมปรุงเป็นข้าวยำ ดอกสามารถทานเป็นผักสดได้แต่ไม่นิยม น้ำคั้นจากเถาและใบมาผสมปรุงเป็นขนมขี้หนูทำให้ขนมมีสีเขียว
2. ปลูกในบ้าน ชาวบ้านนิยมปลูกไว้ใกล้บริเวณบ้านเพื่อเก็บมารับประทานได้สะดวก
3. ใช้ในการเกษตร เป็นยาลดไข้ของหมู ด้วยการเอาเถามาทุบให้พอแหลกหรือให้มีน้ำออกมา แล้วเอาเถานั้นมาลูบไปตามตัวหมูที่เป็นไข้ เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์เลี้ยง
4. เป็นส่วนประกอบของยา ประเทศอินเดียมีการพัฒนาการผลิตน้ำมันจากสมุนไพรชนิดนี้มาใช้เป็นยาทาแก้ปวดข้อและปวดหลัง

กระพังโหม นิยมนำมาใช้เป็นยา เป็นส่วนประกอบในอาหาร นิยมปลูกไว้ในบ้านเพื่อใช้ประโยชน์ สามารถนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมาใช้ได้ทั้งนั้น เป็นยาของหมอยาพื้นบ้านในประเทศฟิลิปปินส์และชาวอินเดีย รวมถึงชาวบ้านในประเทศไทยด้วย กระพังโหมมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของใบ ทั้งต้นและเถา มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ไข้ เป็นยาอายุวัฒนะ ขับลม แก้ปัสสาวะขัด แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ แก้ตามัวและแก้ปวดฟันได้ เป็นต้นที่ดีต่อการรักษาโรคทางตาและทางระบบขับถ่ายปัสสาวะ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงชั้นดีที่คนอินเดียนำมาให้คนชราทานอีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
คลินิกการแพทย์แผ่นไทยพฤกษเวช. “กระพังโหม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.prueksaveda.com. [27 มิ.ย. 2015].
นิทรรศการงานวิจัย 60 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาคน พัฒนาชาติ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน. “มหัศจรรย์สมุนไพรไทย Amazing Thai Medicinal Plants”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rdi.ku.ac.th/Ku-research60/. [27 มิ.ย. 2015].
ไทยรัฐออนไลน์. “กระพังโหม เหม็นอร่อยมีสรรพคุณ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thairath.co.th. [27 มิ.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

ตดหมูตดหมา เป็นยาบำรุง แก้ไข้ ขับลม บรรเทาอาการปวด

0
ตดหมูตดหมา เป็นยาบำรุง แก้ไข้ ขับลม บรรเทาอาการปวด
ตดหมูตดหมา เป็นไม้เถาที่มีกลิ่นเหม็นเขียว มียางสีขาว ผลเป็นรูปไข่หรือกลมแบนมีขนสั้นปกคลุม

ตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมา (Fever vine) เป็นไม้เถาที่มีกลิ่นเหม็นเขียวเฉพาะและมียาวสีขาวทั้งต้น เป็นชื่อที่แปลกประหลาดแต่มีประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งต้นมีรสขมจึงสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรแก้อาการได้ นอกจากนั้นยังมีดอกสีม่วงขนาดเล็กดูน่ารักทำให้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ ส่วนของรากนั้นสามารถนำมาใช้ทำขนมข้าวเกรียบว่าวได้อีกด้วย ตดหมูตดหมาเป็นไม้เถาที่พบได้ตามที่รกร้างหรือตามป่าธรรมชาติทั่วไป

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของตดหมูตดหมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Paederia linearis Hook.f.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Fever vine”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “พังโหม” ภาคเหนือเรียกว่า “หญ้าตดหมา” ภาคใต้เรียกว่า “ย่านพาโหม” จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า “ตำยานตัวผู้ เครือตดหมา” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “ตดหมูตดหมา หญ้าตดหมูตดหมา”
ชื่อวงศ์ : วงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

ลักษณะของตดหมูตดหมา

ตดหมูตดหมา เป็นไม้เถาขนาดเล็กที่มีกลิ่นเหม็นเขียวเฉพาะและมียางสีขาวทั้งต้น มักจะพบขึ้นทั่วไปในที่รกร้าง ในป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะตามป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรังและป่าที่กำลังคืนสภาพ
ลำต้น : ลำต้นเป็นสีเขียว ก้านใบ กิ่งอ่อน ก้านช่อดอกและผลมีขนสั้นปกคลุมอยู่หนาแน่น
ใบ : ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเรียวยาว โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ใบเป็นสีเขียวจนถึงเขียวค่อนข้างเข้ม หน้าใบและหลังใบไม่มีขน แต่จะมีขนสั้นละเอียดที่มุมเส้นใบตัดกับเส้นกลางใบ เส้นแขนงใบออกตรงข้ามกันและเยื้องกันบ้าง มีเส้นแขนงใบข้างละ 4 – 7 เส้น
ดอก : ออกดอกเป็นช่อบริเวณยอดและตามซอกใบ ดอกย่อยมีจำนวนมากอยู่ชิดติดกันเป็นกระจุก กลีบดอกด้านนอกเป็นสีเขียว ด้านในเป็นสีม่วงเข้ม ดอกมีลักษณะเป็นรูปกรวยปลายแยกเป็น 5 แฉกและหยักตื้น มักจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม
ผล : ลักษณะของผลเป็นรูปไข่หรือกลมแบน ผลจะแก่ในช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม

สรรพคุณของตดหมูตดหมา

  • สรรพคุณจากตดหมูตดหมา แก้ไข้สัมประชวร แก้เสมหะ แก้ฟกช้ำบวมในท้อง ช่วยบำรุงธาตุไฟ
  • สรรพคุณจากทั้งต้น เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยแก้ตัวร้อน ถอนพิษเหล้า ถอนพิษยาสูบ ถอนพิษจากอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยขับพยาธิไส้เดือน
    – ขับปัสสาวะ ด้วยการนำทั้งต้นต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากใบ เป็นอาหารบำรุงกำลังคนฟื้นไข้หรือคนชรา แก้เริม แก้ปวดแสบปวดร้อน ช่วยแก้พิษงู เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ แก้ตานซาง แก้ตัวร้อน แก้ไข้จับสั่น แก้รำมะนาด เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับพยาธิไส้เดือน แก้ดีรั่ว แก้อาการคัน
    – บรรเทาอาการปวดศีรษะ ด้วยการนำใบมาตำพอก
  • สรรพคุณจากราก แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคตานขโมย รักษาดีซ่าน แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้พิการ แก้อาการจุกเสียด ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย
    – แก้ตาฟางและตาแฉะ ด้วยการนำรากมาฝนหยอดตา
    – แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ แก้ตามัว ช่วยทำให้อาเจียน ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากเถา แก้ธาตุพิการ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ซาง แก้ตานขโมย แก้ไข้ตัวร้อน รักษารำมะนาด แก้ท้องเสีย ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับพยาธิ แก้ดีรั่ว ใช้ทาแผลที่ถูกงูกัด ช่วยถอนพิษงู
  • สรรพคุณจากดอก แก้ไข้จับสั่น ช่วยขับน้ำนม
  • สรรพคุณจากผล ช่วยแก้ไข้จับสั่น แก้หืดไอ แก้มองคร่อ แก้ท้องมาน แก้ริดสีดวง
  • สรรพคุณจากผลและใบ แก้อาการปวดฟัน
  • สรรพคุณจากยอดอ่อน แก้อาการอักเสบที่คอและปาก เป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นยาขับน้ำนมของสตรี
  • สรรพคุณจากยอดและเถา แก้ท้องอืด เป็นยาขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ แก้เจ็บท้อง แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้นิ่ว

ประโยชน์ของตดหมูตดหมา

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนนำมากินเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก แกล้มกับลาบ ตำมะม่วง หรือนำมาต้มหรือลวกทาน ต้นนำมาต้มทำเป็นอาหารได้ รากนำมาปอกเปลือกแช่น้ำแล้วตำกับข้าวเหนียวนึ่งเพื่อทำข้าวเกรียบว่าว
2. ใช้ในการเกษตร เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงอย่างโคกระบือ
3. ใช้ทาฟัน ผลใช้ทาฟันทำให้ฟันมีสีดำ
4. ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกให้เลื้อยทอดยาว

ตดหมูตดหมา เป็นไม้เถาที่มีทั้งต้นหรือส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้ ทว่าต้นจะมีกลิ่นเหม็นเขียวเฉพาะและมียาวสีขาวทั้งต้นชวนให้ไม่น่านำมาใช้มากนัก ซึ่งก่อนนำมาทานหรือใช้ทำอะไรก็ควรนำมาต้มให้กลิ่นเหม็นระเหยออกไปก่อน ตดหมูตดหมามีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของใบและราก มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ เป็นยาบำรุง แก้ไข้ ขับลมและแก้อาการปวดได้ดี เป็นต้นที่ช่วยบรรเทาอาการเล็กน้อยต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ยาสมัยใหม่มากนัก

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์. “ตดหมูตดหมา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: nutrition.dld.go.th. [11 ก.ค. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ตดหมูตดหมา”. อ้างอิงใน: หนังสือพืชอาหารและสมุนไพรท้องถิ่นบนพื้นที่สูง (อัปสร และคณะ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [11 ก.ค. 2014].
หนังสือพืชกินได้ในป่าสะแกราช. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)). “ตดหมูตดหมา”. หน้า 113-114.
เว็บไซต์ท่องไทยแลนด์ดอมคอม. “ตดหมูตดหมา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thongthailand.com. [12 ก.ค. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

ปอผี หรือ “ผักกะเดียง” เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงตับ แก้เบาหวาน

0
ปอผี หรือ “ผักกะเดียง” เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงตับ แก้เบาหวาน
ปอผี หรือผักกะเดียง เป็นไม้ล้มลุก ดอกสีน้ำเงินอมม่วงหรือสีม่วงอมเขียวขนาดเล็ก

ปอผี

ปอผี หรือ ผักกะเดียง (Hydrolea zeylanica) เป็นไม้ล้มลุกที่มีชื่อแปลกประหลาด มักจะพบตามที่ชื้นแฉะทั่วไป มีดอกสีน้ำเงินอมม่วงหรือสีม่วงอมเขียวขนาดเล็กทำให้ดูน่ารัก ส่วนของยอดอ่อนมีรสขมเล็กน้อย นิยมนำมารับประทานในรูปแบบของผักจิ้มกับน้ำพริก นอกจากนั้นปอผีหรือผักกะเดียงชนิดนี้ยังเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร ซึ่งเป็นส่วนผสมในยาพื้นบ้านอีสาน ตำรายาไทย ที่ประเทศกัมพูชาและประเทศอินเดียก็นำมาใช้เป็นยาเช่นกัน

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของปอผี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydrolea zeylanica (L.) Vahl
ชื่อท้องถิ่น : จังหวัดอุบลราชธานีเรียกว่า “ผักกะเดียง” จังหวัดสกลนครเรียกว่า “บีปลาไหล ไส้เอี่ยน บีเอี่ยน” จังหวัดบุรีรัมย์เรียกว่า “ปอผี” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “ผักกระเดียง ดีปลาไหล สะเดาดิน”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ HYDROLEACEAE
ชื่อพ้อง : Nama zeylanica L.

ลักษณะของปอผี

ปอผี เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มักจะพบตามบริเวณที่ชื้นแฉะ บนดินชื้นและมีน้ำขัง ตามนาข้าว หนองน้ำ ริมหนองน้ำหรือขึ้นแผ่คลุมผิวน้ำ
ลำต้น : ลำต้นมีลักษณะกลมและแข็ง มีรากออกตามข้อ ลำต้นเรียบหรือมีขนนุ่ม มีการแตกแขนงมาก ชูยอดตั้งขึ้น
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับเวียนกัน ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอกถึงรูปวงรี ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ไม่มีหูใบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจะ แยกแขนงหรือออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบและที่ปลายยอด มีดอกย่อยสมบูรณ์เพศจำนวนมาก กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว ลักษณะเป็นรูปหอก กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ 5 กลีบ เป็นสีน้ำเงินอมม่วงหรือสีม่วงอมเขียว กลางดอกเป็นสีขาว ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านชูเกสรเพศเมียมี 2 อัน อับเรณูเป็นสีแดงเข้ม มักจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
ผล : เป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงวงรี ห่อด้วยกลีบรองดอก มีกลีบเลี้ยงติดคงทน ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน มักจะติดผลในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของปอผี

  • สรรพคุณจากทั้งต้น
    – แก้ตาฟาง โดยยาพื้นบ้านอีสานนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากต้น
    – บำรุงหัวใจ บำรุงตับ แก้ไข้มาลาเรีย แก้เบาหวาน โดยตำรายาไทยนำต้นสด 1 กำมือ มาต้มกับน้ำดื่ม
  • สรรพคุณจากใบ
    – รักษาอาการเกี่ยวกับลำไส้ผิดปกติ เป็นยาสมานแผล ฆ่าเชื้อ โดยประเทศกัมพูชานำใบเป็นยา
    – ฆ่าเชื้อ ช่วยสมานแผลพุพอง แก้แผลอักเสบ โดยประเทศอินเดียนำใบมาพอก

ประโยชน์ของปอผี

เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนนำมาทานเป็นผักสดหรือลวกต้มทานกับน้ำพริก ซึ่งจะมีรสขมอ่อน ๆ

ข้อควรระวังของปอผี

สตรีคลอดบุตรใหม่ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้น้ำนมขมได้

ปอผี หรือนิยมเรียกกันอีกอย่างว่า “ผักกะเดียง” เป็นพืชล้มลุกที่ทอดเลื้อยไปตามพื้นดินใกล้ริมน้ำ หรือพื้นที่ชื้นแฉะ มองแล้วไม่น่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้ แต่กลับเป็นต้นที่อยู่ในตำรับยาพื้นบ้านทั่วไป ปอผีมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของต้นและใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ บำรุงหัวใจ บำรุงตับ แก้ไข้มาลาเรียและแก้เบาหวาน ทว่าผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกไม่ควรทานเพราะมีส่วนทำให้น้ำนมขมได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักกะเดียง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [24 ก.ย. 2015].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ปอผี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [23 ก.ย. 2015].
ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร. “ผักกระเดียง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/. [23 ก.ย. 2015].
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. “ดีปลาไหล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.fisheries.go.th. [23 ก.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

เต่าร้างแดง บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงหัวใจ

0
เต่าร้างแดง บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงหัวใจ
เต่าร้างแดง เป็นปาล์มชนิดหนึ่ง ใบเป็นแบบนกสองชั้น ช่อดอกมีลักษณะย่อยห้อยลง ผลออกเป็นพวงสีเขียว สุกแล้วจะเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มถึงสีม่วงคล้ำ มีพิษ

เต่าร้างแดง

เต่าร้างแดง (Burmese Fishtail Palm) เป็นไม้ประเภทปาล์มที่สามารถพบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย มีช่อดอกและผลออกเป็นพวงขนาดใหญ่ทำให้ดูโดดเด่น เมื่อผลสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มจนถึงสีม่วงคล้ำหรือดำ แต่ว่าผลมีพิษ เมื่อถูกผิวหนังทำให้ระคายเคืองได้ จึงไม่ควรปลูกใกล้ทางเดิน บริเวณที่พักผ่อน หรือสนามเด็กเล่น แต่นิยมปลูกประดับสวนสาธารณะหรือริมทะเล สามารถนำยอดอ่อนและลำต้นมาทานในรูปแบบของผักได้ หัวและรากของเต่าร้างแดงมีรสขมเย็นจึงสามารถนำมาปรุงเป็นยาสมุนไพรได้

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเต่าร้างแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caryota mitis Lour.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Fishtail Palm” “Burmese Fishtail Palm” “Clustered Fishtail Palm” “Common Fishtail Palm” “Wart Fishtail Palm” “Tufted Fishtail Palm”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “เต่ารั้งมีหน่อ” ภาคเหนือเรียกว่า “เขื่องหมู่” จังหวัดยะลาเรียกว่า “มะเด็ง” ชาวมลายูนราธิวาสเรียกว่า “งือเด็ง” คนเมืองเรียกว่า “เต่าร้าง เก๊าหม้าย เก๊ามุ่ย เก๊าเขือง” ชาวกะเหรี่ยงแดงเรียกว่า “มีเซเหมาะ” ไทลื้อเรียกว่า “เก๊าเขือง” ชาวม้งเรียกว่า “ซึ” ชาวปะหล่องเรียกว่า “จึ๊ก” ชาวขมุเรียกว่า “ตุ๊ดชุก”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ปาล์ม (ARECACEAE)

ลักษณะของเต่าร้างแดง

เต่าร้างแดง เป็นพรรณไม้ประเภทปาล์มที่มักจะพบขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าเสื่อมโทรม ริมลำธาร ตามที่ลุ่ม และตามแนวหลังป่าชายเลนที่ติดกับป่าบกหรือป่าพรุ ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค
ลำต้น : ลำต้นมักขึ้นเดี่ยวหรือแตกกอเป็น 2 – 4 ต้น ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่ง มีลักษณะเกลี้ยงเป็นสีเขียวจนถึงสีเทาอมเขียว เป็นปาล์มที่มีอายุสั้น หลังออกดอกเป็นผลแล้วต้นจะค่อย ๆ ตายไป
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น ช่อใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แผ่แบน ใบย่อยมีลักษณะพับเป็นจีบคล้ายรูปตัววี แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายใบแหลมคล้ายหางปลา โคนใบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบเป็นสีเขียวมัน ใบย่อยคู่สุดท้ายมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มักติดกันและมีขนาดใหญ่ ปลายใบหยักไม่สม่ำเสมอ โคนใบเป็นรูปลิ่มเยื้อง ส่วนขอบใบเรียบ โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปนเทาหรือสีดำ และมีรยางค์สีน้ำตาลขึ้นปกคลุม
ดอก : เป็นแบบแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน โดยจะออกดอกเป็นช่อเชิงลดไม่มีก้าน ก้านช่อดอกอวบและห่อหุ้มไปด้วยกาบสีเขียวขนาดใหญ่ มักจะออกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายยอด ต่อมาจะออกตามซอกใบแล้วไล่ลงมาถึงโคนต้น ช่อดอกมีลักษณะย่อยห้อยลง ออกดอกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ดอก เรียงเวียนสลับกับแกนช่อดอกย่อย ดอกเพศผู้เป็นสีเขียวอ่อนและไม่มีก้าน มีลักษณะตูมเป็นรูปทรงขอบขนาน เมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลืองนวล กลีบดอกแข็งมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลมโค้ง ดอกเพศเมียจะเป็นสีเขียวอ่อน มีกลีบดอก 3 กลีบ ที่โคนกลีบเชื่อมติดกัน
ผล : เป็นผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว มีสีเขียวแกมเหลือง ออกเป็นพวง ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น เนื้อผลชุ่มไปด้วยน้ำเลี้ยง ซึ่งเป็นพิษและทำให้ระคายเคือง เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มถึงสีม่วงคล้ำหรือดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของเต่าร้างแดง

  • สรรพคุณจากราก
    – บำรุงกำลัง ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยชาวเขาเผ่าเย้านำรากมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากหัว ช่วยเพิ่มความอบอุ่น บำรุงตับ แก้กาฬขึ้นที่ตับ แก้ช้ำใน ช่วยบำรุงหัวใจ
    – แก้ไข้จับสั่น บำรุงตับและปอด ด้วยการนำหัวอ่อนมากินเป็นยา
  • สรรพคุณจากหัวและราก แก้ตับทรุด ช่วยดับพิษที่ตับ ดับพิษที่ปอดและหัวใจพิการ แก้กาฬขึ้นปอด แก้หัวใจพิการ แก้ม้ามพิการ แก้อาการช้ำ
  • สรรพคุณจากผลแก่
    – ช่วยสมานแผล ทำให้แผลแห้งและตกสะเก็ดไว ช่วยป้องกันบาดทะยัก ด้วยการนำผลแก่มาตำพอกแผล
    – แก้หิด แก้กลากเกลื้อน ด้วยการนำผลที่ฝานแล้วมาทา หรือนำผลมาผสมกับน้ำมะพร้าวแล้วหั่นลูกใช้ทา

ประโยชน์ของเต่าร้างแดง

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนนำมาทานสด ต้ม ลวก แกง หรือผัดกะทิ แล้วนำไปเป็นอาหารกินแกล้มกับแกง ลำต้นนำมาทำแกงได้แต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน หรือนำมาแกล้มทานกับน้ำพริก ผลสุกมีรสชาติหวานอร่อยจึงสามารถนำมาทานได้ ช่อดอกนำมาปาดเอาน้ำหวานผลิตเป็นน้ำตาลได้
2. ใช้ในอุตสาหกรรม ใบใช้มุงหลังคา เส้นใบจากกาบใบทำเป็นเชือกสำหรับผูกของ หรือนำไปทำเป็นเครื่องจักสาน ลำต้นใช้ทำไม้ปลายแหลมสำหรับเจาะหลุมปลูกข้าวไร่
3. ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป นิยมปลูกกลางแจ้งในสวนสาธารณะ ริมสระว่ายน้ำ หรือริมทะเล แต่ไม่ควรนำมาปลูกใกล้ทางเดิน บริเวณที่พักผ่อน หรือสนามเด็กเล่นเพราะผลมีพิษ

ข้อควรระวังของเต่าร้างแดง

ขนตามผล น้ำเลี้ยงตามผิวใบของลำต้น และยาง เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการคัน หรือหากเข้าตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ ขนที่ต้นเมื่อสัมผัสจะทำให้มีอาการคันเล็กน้อย

เต่าร้างแดง เป็นต้นที่ไม่ควรปลูกตามสถานที่ใกล้ชุมชนหรือผู้คนพลุกพล่านมากนัก เพราะเป็นต้นที่ทำให้คันได้เมื่อสัมผัส ทว่าส่วนต่าง ๆ ของต้นสามารถนำมารับประทานได้ เป็นยาสมุนไพรของชาวเขาเผ่าเย้า เต่าร้างแดงมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของหัวและราก มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ บำรุงกำลัง บำรุงตับ บำรุงหัวใจ บำรุงปอด และช่วยแก้พิษที่ตับและปอด รวมถึงแก้หัวใจพิการได้ ถือเป็นต้นที่ดีอย่างมากต่ออวัยวะสำคัญ 3 อย่างนี้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [19 ก.ย. 2015].
สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “เต่าร้าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [19 ก.ย. 2015].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “เต่าร้าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : agkc.lib.ku.ac.th. [19 ก.ย. 2015].
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/. [19 ก.ย. 2015].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “เต่าร้างแดง, เต่าร้าง”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [19 ก.ย. 2015].
ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/. [19 ก.ย. 2015].
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.wikipedia.org. [19 ก.ย. 2015].
สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “เต่าร้าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/. [19 ก.ย. 2015].
สมุนไพรดอทคอม. “เต่าร้าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.samunpri.com. [19 ก.ย. 2015].
พิพิธภัณฑ์เสมือนเส้นทางศึกษาธรรมชาติหุบเขาลำพญา, ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : lumphaya.stkc.go.th. [19 ก.ย. 2015].
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม. “เต่าร้างแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.m-culture.in.th. [19 ก.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

เหียง ช่วยแก้บิด แก้ตกขาว เป็นยาสมานแผล

0
เหียง ช่วยแก้บิด แก้ตกขาว เป็นยาสมานแผล
เหียง หรือยางเหียง ดอกเป็นสีชมพูสดรสเปรี้ยวเล็กน้อย ผลมีลักษณะกลมแข็ง

เหียง

เหียง (Hairy Keruing) หรือยางเหียง มีดอกเป็นสีชมพูสด กลีบดอกมีรสเปรี้ยวเล็กน้อยโดยชาวบ้านนิยมนำมาจิ้มทานกับน้ำพริก เป็นต้นที่มีส่วนเปลือกต้นหรือเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมาก และที่สำคัญยังมีสรรพคุณทางยาได้อีกด้วย เหียงเป็นต้นที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้ยินชื่อนัก แต่พบได้ตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วทุกภาคของประเทศไทย ส่วนของผลมีลักษณะเด่นคือมีปีกเป็นสีแดงสดยาวลงมาจากต้นทำให้ต้นมีสีสันสดใส

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเหียง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dipterocarpus obtusifolius Teijsm. ex Miq.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Hairy Keruing”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอุตรดิตถ์เรียกว่า “สะแบง” ภาคตะวันออกเรียกว่า “ตะแบง” จังหวัดราชบุรีและจันทบุรีเรียกว่า “ยางเหียง” จังหวัดพิษณุโลกและจันทบุรีเรียกว่า “ตาด” จังหวัดชัยภูมิเรียกว่า “ซาด” จังหวัดเลยและน่านเรียกว่า “เห่ง” จังหวัดนครพนมเรียกว่า “คร้าด” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า “เหียงพลวง เหียงโยน” ละว้าเชียงใหม่เรียกว่า “เกาะสะเตียง” กะเหรี่ยงเชียงใหม่เรียกว่า “ตะลาอ่ออาหมือ” กะเหรี่ยงกาญจนบุรีเรียกว่า “สาละอองโว” มลายูภาคใต้เรียกว่า “กุง” ชาวเมี่ยนเรียกว่า “ไม้ยาง” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “ชาด”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE)
ชื่อพ้อง : Dipterocarpus punctulatus Pierre

ลักษณะของต้นเหียง

เหียง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางผลัดใบ ประเทศไทยพบขึ้นเป็นกลุ่มตามป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าสนเขา ป่าชายหาด และตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วทุกภาคของประเทศ
ลำต้น : ลำต้นเปลาตรง แตกกิ่งก้านน้อย เรือนยอดเล็ก เปลือกลำต้นหนาเป็นสีน้ำตาลหรือเทา แตกเป็นสะเก็ดหนาและเป็นร่องลึกตามยาว เนื้อไม้เป็นสีแดงอ่อนถึงสีน้ำตาลปนแดง ตามกิ่งอ่อนและใบมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ขนาดใหญ่ ปลายใบมน โคนใบมนหรือหยักเว้าตื้น ฐานเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบเป็นหยักคลื่นตามเส้นใบ เนื้อใบหนาคล้ายแผ่นหนัง มีขนสีน้ำตาล ท้องใบเป็นสีบรอนซ์ออกสีเขียวและมีขนรูปดาวตามเส้นใบ ใบอ่อนมีลักษณะพับเป็นจีบชัดเจนตามแนวเส้นแขนงใบ มีหูใบหุ้มยอดอ่อน หูใบมีลักษณะเป็นรูปแถบกว้างและปลายมนเป็นสีชมพูสด
ดอก : ออกดอกรวมกันเป็นช่อเดียวตามซอกใบใกล้บริเวณปลายกิ่ง กลุ่มละประมาณ 3 – 7 ดอก แกนก้านเป็นรูปซิกแซก มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นสีชมพูสด ลักษณะของกลีบเป็นรูปกรวย โคนกลีบชิดกัน ตรงปลายบิดเวียนเป็นรูปกังหัน ผิวด้านนอกมีขนสั้นเป็นรูปดาวขึ้นปกคลุม กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มักจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม เมื่อดอกบานเต็มที่แล้วจะร่วงลงสู่พื้น
ผล : เป็นผลแห้งแบบผลผนังชั้นในแข็ง ผลมีลักษณะกลมแข็ง เมื่ออ่อนจะยังมีขนปกคลุมอยู่ เมื่อแก่แล้วผลจะเรียบเกลี้ยง ผลแก่จะเป็นสีน้ำตาลเป็นมัน และมีปีกที่พัฒนามาจากกลีบเลี้ยงของดอก 5 ปีก แบ่งเป็นปีกยาวที่มีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน 2 ปีก มีเส้นตามยาวปีก 1 เส้น ส่วนเส้นย่อยสานกันเป็นร่างแห และอีก 3 ปีกเล็ก ปีกอ่อนจะเป็นสีแดงสด และภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด มักจะติดผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน

สรรพคุณของเหียง

  • สรรพคุณจากใบ
    แก้ปวดฟัน แก้ฟันโยกคลอน โดยตำรายาไทยนำใบมาต้มผสมกับน้ำเกลือแล้วใช้อม
  • สรรพคุณจากเปลือกต้น เป็นยาแก้ไข้ตานขโมย เป็นยาแก้บิด
    – แก้ท้องเสีย ด้วยการนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากน้ำมันยาง ช่วยขับเสมหะ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาแผลในทางเดินปัสสาวะ แก้ตกขาวของสตรี เป็นยาสมานแผล แก้หนอง เป็นยาทารักษาแผลภายนอก
  • สรรพคุณจากใบและยาง เป็นยาตัดลูกหรือทำให้ไม่มีบุตร

ประโยชน์ของเหียง

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร กลีบดอกมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ชาวบ้านจึงนำมาทานจิ้มกับน้ำพริก
2. ใช้ในการก่อสร้างและอุปกรณ์ ใบเหียงแก่นำมาเย็บเป็นตับใช้มุงหลังคาหรือเถียงนาหรือกั้นเป็นฝาได้เหมือนใบพลวง ยางไม้หรือน้ำมันจากลำต้นใช้ทำเครื่องจักสาน ยาแนวเรือและทำไม้
3. ใช้ห่อแทนกล้วย ทางภาคเหนือนำใบแก่มาห่อยาสูบ ห่อของสด ห่ออาหาร ห่อข้าวเหนียวหรืออาหารอื่น ๆ
4. เป็นเชื้อเพลิง ชาวเมี่ยนนำยางใช้ผสมกับเนื้อไม้ผุแล้วนำมาอัดใส่กระบอกไม้ไผ่ใช้เป็นเชื้อเพลิง คนเมืองนำเนื้อไม้ของต้นเหียงมาใช้ทำฟืน
5. กันยุง เปลือกไม้นำมาบดให้ละเอียดผสมกับขี้เลื่อยและกาว ใช้ทำเป็นธูป หรือนำมาผสมกับกำมะถันทำเป็นยากันยุงได้

เหียง เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ใช้ในการก่อสร้างได้ มีผลสีแดงห้อยลงมาเป็นปีกทำให้ดูสวยงาม ทว่าต้นเหียงมักจะมียางและมีน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เหียงมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของเปลือกต้นและน้ำมันยาง มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ปวดฟัน แก้บิด รักษาแผลในทางเดินปัสสาวะ แก้ตกขาวของสตรีและเป็นยาสมานแผล ถือเป็นต้นที่ดีต่อระบบทางเดินปัสสาวะเป็นอย่างมาก

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “เหียง”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 194.
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “เหียง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [19 ก.ค. 2014].
หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. “ยางเหียง”.
ศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม . “ยางเหียง” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th. [19 ก.ค. 2014].
ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในโรงเรียน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. “ชาด,ยางเหียง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: copper.msu.ac.th/plant/. [19 ก.ค. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “เหียง, ยางเหียง”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [19 ก.ค. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

ผักโขมหนาม อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยแก้ไข้ แก้บิด แก้นิ่ว แก้บวมอักเสบ

0
ผักโขมหนาม อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยแก้ไข้ แก้บิด แก้นิ่ว แก้บวมอักเสบ
ผักโขมหนาม เป็นพืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรงและแตกกิ่ง ออกดอกเป็นช่อ ผลมีเมล็ดเป็นรูปทรงกลมสีน้ำตาลเป็นมันเงา

ผักโขมหนาม

ผักโขมหนาม (Spiny amaranth) เป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเขตร้อน สามารถนำมารับประทานในรูปแบบของผักได้ โดยนิยมนำมาทำแกงหรือผัดผัก ถือเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงสุดชนิดหนึ่ง และยังมีคุณค่าทางอาหารอีกด้วย ดูจากภายนอกนั้นผักชนิดนี้ดูไม่มีอะไรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ส่วนต่าง ๆ ของต้นคือยาที่มีสรรพคุณทั้งนั้น มีดอกเป็นเหมือนกาบปลายแหลมสีขาวและเขียวขนาดเล็กและผลมีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายใน เป็นพืชในวงศ์บานไม่รู้โรยที่มีชื่อเรียกที่นิยมอีกชื่อว่า “ผักโขมสวน”

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของผักโขมหนาม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amaranthus spinosus L.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Spiny amaranth” “Spiny pigweed”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ผักขมหนาม ผักหมหนาม ผักขมสวน” ภาคใต้เรียกว่า “ผักโขมหนาม” เขมรเรียกว่า “ปะตึ ปะตี” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “แม่ล้อคู่ กะเหม่อลอมี แม่ล้อกู่” ชาวปะหล่องเรียกว่า “ด่อเร่น” ชาวลัวะเรียกว่า “บะโด่”
ชื่อวงศ์ : วงศ์บานไม่รู้โรย (AMARANTHACEAE)

ลักษณะของผักโขมหนาม

ผักโขมหนาม เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว
ลำต้น : ลำต้นมีลักษณะตั้งตรงและแตกกิ่งมาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมหรือกลม ผิวเรียบ มีร่องละเอียดตามความยาวของลำต้น การเกาะติดของใบบนกิ่งเป็นแบบสลับ
ใบ : เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกกว้าง ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ลักษณะของขอบใบเป็นคลื่น มีหนามแหลมยาว 2 อันอยู่ที่โคนก้านใบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด หรือเป็นช่อแบบกระจุก ออกบริเวณปลายกิ่ง ตามซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเท่าเมล็ด ลักษณะของกลีบดอกเป็นเหมือนกาบปลายแหลมสีขาวและเขียวขนาดเล็ก
ผล : ผลเป็นแบบแห้งแล้วแตก เป็นรูปขอบขนาน ปลายแยกเป็น 3 พู โดยจะแตกตามขวางของผล ผลมีเมล็ดเป็นรูปทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านจะนูน เมล็ดมีสีน้ำตาลเป็นมันเงา

สรรพคุณของผักโขมหนาม

  • สรรพคุณจากราก ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยแก้ไข้ ระงับความร้อนในร่างกาย รักษาเด็กที่ลิ้นเป็นฝ้าละออง รักษาเด็กมีอาการเบื่ออาหาร ช่วยแก้อาการช้ำใน ช่วยแก้อาการจุกเสียด ช่วยแก้หนองใน รักษากามโรค ช่วยต่อต้านสารพิษที่มาทำลายตับ ช่วยแก้ขี้กลาก ช่วยแก้พิษ
    – แก้ฝี ด้วยการนำรากมาเผาไฟพอข้างนอกดำ แล้วจี้ที่หัวฝีจะทำให้ฝีที่แก่แตก
  • สรรพคุณจากทั้งต้น รักษาอาการบิดถ่ายเป็นเลือด มีฤทธิ์ในการบีบตัวของลำไส้เล็ก ช่วยรักษาอาการตกขาวของสตรี ช่วยแก้อาการบวมอักเสบต่าง ๆ ช่วยแก้พิษงู
    – ช่วยแก้อาการแน่นท้อง ช่วยแก้อาการตกเลือด ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยขับและส่งเสริมการไหลของน้ำนมของสตรี ด้วยการนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม
    – แก้บวม ด้วยการนำทั้งต้นผสมกับข้าวโพดทั้งต้น แล้วต้มกับน้ำดื่ม
  • สรรพคุณจากต้น ใบและราก เป็นยาระบายในเด็ก ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง
  • สรรพคุณจากต้นสด
    – ช่วยรักษานิ่วในถุงน้ำดี ด้วยการนำต้นสดที่มีสีเขียวจำนวน 200 กรัม มาต้มกับไส้หมู 1 ท่อน แล้วนำมาทาน
  • สรรพคุณจากใบ ประเทศอินโดนีเซียใช้ในการพอกแผล ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ช่วยแก้พิษงู
    – แก้หนอง ด้วยการนำใบมาตำใช้พอกปิดแผล
  • สรรพคุณจากใบและราก
    – ช่วยรักษาอาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำใบต้มกับรากใช้อาบ

ประโยชน์ของผักโขมหนาม

เป็นส่วนประกอบของอาหาร ผักโขมนำมาทานเป็นผักได้ หรือนำลำต้นมาประกอบอาหารด้วยการลอกเปลือกและหนามออกให้หมด ส่วนใบ ยอดอ่อนและดอกใช้นึ่งกิน หรือนำไปคั่วและผัด ยอดอ่อนนิยมใช้ทำแกงจืด แกงเลียง แกงส้ม แกงอ่อม แกงใส่เนื้อหมูและผัดน้ำมัน ส่วนต้นอ่อนก็นำมาแกงได้

คุณค่าทางโภชนาการของผักโขมหนาม

คุณค่าทางโภชนาการของผักโขมหนามส่วนที่รับประทานได้ ต่อ 100 กรัม ให้เบตาแคโรทีน 4 – 8 มิลลิกรัม วิตามินซี 60 – 120 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 300 – 400 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก 4 – 9 มิลลิกรัม

ข้อควรระวังของผักโขมหนาม

ประเทศบราซิลได้มีรายงานว่า ผักโขมหนามมีพิษต่อวัว ควายและม้า ทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดอาการเบื่ออาหาร เซื่องซึม น้ำหนักตัวลดลง มีอาการท้องเสียและกลิ่นเหม็นมาก บางครั้งอาจมีเลือดปนออกมาในอุจจาระได้

ผักโขมหนาม ถือเป็นต้นที่มีวิตามินซีสูงและทำให้ต้านอนุมูลอิสระได้ มีคุณค่าทางโภชนาการและเหมาะต่อการนำมาประกอบอาหาร ซึ่งส่วนมากมักจะนำมาใช้ในการทำแกงต่าง ๆ ผักโขมหนามมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของรากและทั้งต้น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ไข้ แก้บิด แก้ตกขาว แก้บวมอักเสบ รักษานิ่วในถุงน้ำดีได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “ผักขมหนาม“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: clgc.rdi.ku.ac.th. [13 พ.ย. 2013].
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ผักโขมหนาม“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th. [13 พ.ย. 2013].
ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “ผักโขมหนาม“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [13 พ.ย. 2013].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “Spiny amaranth, Spiny pigweed”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [13 พ.ย. 2013].
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. “ผักโขมหนาม สมุนไพรมากคุณค่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th. [13 พ.ย. 2013].
รายการสาระความรู้ทางการเกษตร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. “เรื่อง ผักขม“. บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร ประจำวันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2543. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: natres.psu.ac.th. [13 พ.ย. 2013].
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: dc.oas.psu.ac.th/dcms/files/03180/Chapter4(8-50).pdf‎. [13 พ.ย. 2013].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

แสมสาร ต้านมะเร็ง บำรุงเลือด แก้เบาหวาน ช่วยในการนอนหลับ

0
แสมสาร ต้านมะเร็ง บำรุงเลือด แก้เบาหวาน ช่วยในการนอนหลับ
แสมสาร ไม้ยืนต้นที่มีดอกสีเหลือง มีรสขม ผลเป็นฝักแบนบิด เปลือกฝักค่อนข้างบาง

แสมสาร

แสมสาร (Senna garrettiana) เป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีเหลือง ซึ่งจะนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับไว้ตามข้างทางทั่วไป เพราะมีทรงพุ่มเป็นเรือนยอดสวยงาม เมื่อยามออกดอกจะมีดอกขาวโพลนหนาแน่น นอกจากนั้นเรามักจะพบเจอแสมสารได้ในแกงต่าง ๆ ทั้งต้นส่วนมากจะมีรสขม ดังนั้นก่อนนำมารับประทานจึงต้องทำการต้มเพื่อลดความขมลงก่อน แสมสารยังเป็นต้นที่ส่วนต่าง ๆ นำมาประกอบเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของแสมสาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna garrettiana (Craib) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อท้องถิ่น : ภาคเหนือเรียกว่า “ขี้เหล็กโคก ขี้เล็กแพะ” ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “ขี้เหล็กป่า” จังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรีเรียกว่า “ขี้เหล็กสาร” ชาวบน นครราชสีมาเรียกว่า “กราบัด กะบัด” ชาวเขมรสุรินทร์เรียกว่า “ไงซาน”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE)
ชื่อพ้อง : Cassia garrettiana Craib

ลักษณะของแสมสาร

แสมสาร เป็นไม้ยืนต้นที่มักจะพบตามบริเวณป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าที่ราบต่ำทั่วไปและป่าผลัดใบ ในประเทศไทยพบทุกภาคยกเว้นภาคใต้
ลำต้น : ลำต้นตั้งตรง มีเนื้อไม้แข็ง กิ่งแตกแขนงเป็นเรือนยอดกลมทึบ เปลือกลำต้นหนาเป็นสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ลำต้นขรุขระแตกเป็นร่องลึก แตกเป็นสะเก็ดเหลี่ยม ตามกิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยม
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 6 – 9 คู่ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปหอก หรือรูปหอกถึงรูปไข่กว้าง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือกลม ขอบใบเรียบ หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีอ่อนกว่า มีเส้นแขนงใบข้างละประมาณ 10 – 15 เส้น หูใบเรียวเล็กและหลุดร่วงได้ง่าย
ดอก : ออกดอกเป็นช่อใหญ่ โดยจะออกตามปลายกิ่งหรือออกตามมุมก้านใบ แต่ละช่อดอกจะมีดอกย่อยจำนวนมากเบียดกันแน่นเป็นกระจุก ดอกย่อยเป็นสีเหลือง สีเหลืองเข้มหรือสีเหลืองทอง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบดอกมน โคนกลีบดอกเรียว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นรูปกลม เป็นสีเขียวออกเหลือง มีเกสรเพศผู้ติดอยู่กับผนังกลางดอก 10 อัน ก้านเกสรเป็นสีน้ำตาลมีขนาดยาวไม่เท่ากัน รังไข่และหลอดเกสรเพศเมียเกลี้ยงหรือมีขนประปราย มักจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม
ผล : ออกผลเป็นฝักแบน ฝักมักจะบิด เปลือกฝักค่อนข้างบาง ผิวฝักเรียบเกลี้ยงไม่มีขน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่ฝักจะบิดและแตกออกเป็นสีน้ำตาล ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 10 – 20 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่ มักจะติดฝักในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และผลจะแก่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของแสมสาร

  • สรรพคุณจากแสมสาร ช่วยบำรุงโลหิต ดับพิษโลหิต ช่วยเจริญธาตุไฟ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โลหิตประจำเดือนเสีย ช่วยแก้ไตพิการ ทำให้แท้ง ทำให้มดลูกคลายตัว เป็นพิษต่อตัวอ่อน กระตุ้นมดลูก ต้านมะเร็ง
    สรรพคุณจากแก่น เป็นยาแก้โลหิต แก้ลม ช่วยถ่ายกระษัยหรือป้องกันความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยแก้โลหิตกำเดา เป็นยาถ่ายเสมหะ ขับเสมหะ เป็นยาระบาย ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นสี แก้ปัสสาวะพิการ ช่วยฟอกถ่ายประจำเดือนของสตรี ช่วยทำให้เส้นเอ็นอ่อนหรือหย่อน แก้ปวดเมื่อย ช่วยแก้ลมในกระดูก
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาฟอกโลหิต
  • สรรพคุณจากยอด
    – แก้โรคเบาหวาน ด้วยการนำยอดมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากดอก
    – แก้นอนไม่หลับ ด้วยการนำดอกมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากเปลือกต้น
    – ขับเสมหะ แก้ริดสีดวงทวาร ด้วยการนำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากใบ เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาถ่าย บำบัดโรคงูสวัด ช่วยรักษาแผลสดและแผลแห้ง บำบัดโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว

ประโยชน์ของแสมสาร

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ดอกอ่อนและใบอ่อนทานเป็นผักได้แต่ต้องนำมาต้มเพื่อลดความขมลงก่อนจะนำไปแกง
2. ใช้ในอุตสาหกรรม เนื้อไม้มีความทนทาน และไม่แข็งมากจนเกินไป นิยมนำมาใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องมือช่าง ทำสลัก
3. ใช้ด้านเชื้อเพลิง ทำเป็นถ่านไม้และฟืน ซึ่งจะเป็นถ่านที่ให้ความร้อนสูงถึง 6,477 แคลอรี/กรัม ถ้าเป็นฟืนจะให้ความร้อน 4,418 แคลอรี/กรัม
4. ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับไว้ตามข้างทางทั่วไป

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของแสมสาร

สารที่พบในแสมสาร พบว่ามีสารในกลุ่มแอนทราควิโนนอยู่หลายชนิดได้แก่ Chrysophanol และ Cassialoin ยังพบ aloe emodin, aloin, deoxy, benz – (D – E) – anthracene – 7 – one, 7 – (H): 6,8 – dihydroxy – 4 methyl, betulic acid, bibenzyl, 3,3′ – 4 – trihydroxy, bibenzyl, 3,3′ – dihydroxy, cassialoin, cassigarol A, B, C, D, E, F, G, chrysophanic acid, chrysophanol dianthrone, quercetin, piceatannol, piceatanol, protocatechuic aldehyde, scirpusin B, rhamnetin, rhamnocitrin
ฤทธิ์ของแสมสาร มีฤทธิ์ด้านฮิสตามีน ด้านการบีบตัวของลำไส้ มีฤทธิ์เหมือน Lectin ยับยั้งเอนไซม์ H+,H+-ATPase และ lipoxygenase หยุดการขับน้ำย่อย
การทดสอบความเป็นพิษของแสมสาร เมื่อป้อนสารสกัดจากแก่นแสมสารด้วยแอลกอฮอล์และน้ำ ในอัตรา 1:1 หรือฉีดเข้าทางใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรทดลองในขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม ไม่พบพิษใด ๆ

แสมสาร เป็นต้นที่นิยมนำส่วนของเนื้อไม้และแก่นมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งต้นจะมีรสขมและทำให้รับประทานได้ยากจึงต้องนำมาต้มให้หายขมเสียก่อนจึงจะนำมารับประทานได้ สามารถพบแสมสารได้ตามข้างทางทั่วไปหรือในเมนูอาหารประเภทแกง แสมสารมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของแก่น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ต้านโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว แก้โรคเบาหวาน แก้นอนไม่หลับ ช่วยบำรุงโลหิต แก้โรคปัสสาวะและเป็นยาระบาย เป็นต้นที่มีสรรพคุณได้หลากหลายด้าน ถือเป็นต้นที่น่าสนใจในการนำมาใช้ทำแกงในอาหารได้ เพราะนอกจากจะเป็นวัตถุดิบทางอาหารแล้ว เรายังได้ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “แสมสาร (Samae San)”. หน้า 309.
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “แสมสาร”. หน้า 145.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “แสมสาร”. หน้า 78.
หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5. “แสมสาร”.
ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “แสมสาร กะบัด ขี้เหล็กโคก ขี้เหล็ก คันชั่ง ขี้เหล็กแพะ ขี้เหล็กสาร ไงซาน กราบัด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [15 มิ.ย. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “แสมสาร”. อ้างอิงใน: หนังสือพืชอาหารและสมุนไพรท้องถิ่นบนพื้นที่สูง (อัปสร และคณะ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [15 มิ.ย. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

กระทงลาย แหล่งสกัดน้ำมันยอดนิยม ช่วยแก้โรคอัมพาต แก้ไข้ รักษาโรคบิด

0
กระทงลาย แหล่งสกัดน้ำมันยอดนิยม ช่วยแก้โรคอัมพาต แก้ไข้ รักษาโรคบิด
กระทงลาย เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง ดอกขนาดเล็กคล้ายรูประฆังสีขาวอมสีเหลือง มีสรรพคุณทางยา

กระทงลาย

กระทงลาย (Black oil plant) เป็นไม้เลื้อยยอดนิยมในประเทศอินเดีย ซึ่งมักจะนำส่วนต่าง ๆ ของต้นกระทงลายมาใช้เป็นยา ส่วนในประเทศไทยเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักสำหรับบุคคลทั่วไป แต่สำหรับคนที่มีความรู้ด้านยาสมุนไพรจะรู้กันว่าเป็นพรรณไม้ที่มีสรรพคุณทางยาแทบทั้งต้น นอกจากจะเป็นยาสมุนไพรแล้วมักจะนำมาใช้ในรูปแบบของน้ำมันมากกว่าการนำไปใช้ในแบบอื่น ๆ

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกระทงลาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Celastrus paniculatus Willd.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Black ipecac” “Black oil plant” “Black oil tree” “Celastrus dependens” “Climbing staff plant” “Climbing staff tree” “Intellect tree”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “กระทงลาย กระทุงลาย โชด” ภาคเหนือและภาคอีสานเรียกว่า “มะแตก มะแตกเครือ มักแตก” จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า “นางแตก” มีชื่ออื่น ๆ เรียกว่า “หมากแตก”
ชื่อวงศ์ : วงศ์กระทงลาย (CELASTRACEAE)

ลักษณะของกระทงลาย

กระทงลาย เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ที่มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ทางจีนตอนใต้ พม่า อินเดีย ภูมิภาคอินโดจีน ภูมิภาคมาเลเซียไปจนถึงออสเตรเลียและนิวแคลิโดเนีย ส่วนในประเทศไทยพบได้มากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าละเมาะหรือตามพื้นที่โล่ง
เปลือกต้น : เป็นสีน้ำตาลปนสีเทา ผิวขรุขระเล็กน้อย ตามกิ่งจะมีรูอากาศกระจายอยู่ทั่วไป
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน เป็นรูปวงรีหรือเป็นวงรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบเข้าหากัน ส่วนขอบใบหยักละเอียดเป็นฟันเลื่อย หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนอยู่ประปราย
ดอก : ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนงที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด เป็นดอกแบบแยกเพศ ดอกย่อยมีขนาดเล็กและมีจำนวนมาก มีสีขาวอมสีเหลือง กลีบดอก 5 กลีบและกลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ปลายกลีบดอกแยกออกเป็นแฉก มีลักษณะค่อนข้างกลมและมีขนขึ้นประปราย ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม
ผล : ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ผิวเรียบและมีลักษณะเป็นพู 3 พู ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แต่พอผลแก่เต็มที่แล้วเกสรที่ปลายก็จะหลุดออก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีส้มปนเหลืองและแตกออกเป็น 3 ซีก
เมล็ด : ในแต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 3 – 6 เมล็ด ลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปวงรีและมีเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง

สรรพคุณของกระทงลาย

  • สรรพคุณจากใบ แก้ไข้ลงท้องหรืออาการท้องเดิน อาจใช้ถอนพิษฝีได้
    – ช่วยกระตุ้นประสาท ถอนพิษฝิ่น รักษาโรคบิด ด้วยการนำใบมาต้มหรือคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม
  • สรรพคุณจากเมล็ด แก้ไข้
    – รักษาโรคปวดตามข้อหรือปวดตามกล้ามเนื้อ แก้โรคอัมพาต ด้วยการนำเมล็ดมารับประทานหรือพอก
  • สรรพคุณจากน้ำมันเมล็ด ช่วยขับเหงื่อ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความจำ รักษาโรคเหน็บชา
  • สรรพคุณจากผล ช่วยบำรุงโลหิต แก้ลมจุกเสียด แก้พิษงู
  • สรรพคุณจากแก่น รักษาวัณโรค
  • สรรพคุณจากเปลือก แก้ไข้มาลาเรีย
    – รักษาโรคบิด ด้วยการนำเปลือกต้นมาตำผสมกับตัวมดแดงและเกลือสำหรับรับประทานครั้งเดียว
  • สรรพคุณจากราก แก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้ลงท้องหรืออาการท้องเดิน
    – แก้อาการปวดท้อง บำรุงน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตร ด้วยการนำรากตากแห้งมาต้มผสมกับข้าวเปลือก 9 เม็ด แล้วดื่ม
  • สรรพคุณจากเถา แก้ไข้ลงท้องหรืออาการท้องเดิน
    – บำรุงน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตรในเวลาเรือนไฟ ด้วยการนำเถามาต้มหรือฝนเป็นยารับประทาน
  • สรรพคุณจากลำต้น
    – ขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ ด้วยการนำลำต้นมาต้มแล้วดื่ม

ประโยชน์ของต้นกระทงลาย

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนนำมาใช้ทำแกงใส่ไข่มดแดงหรือใช้ลวกรับประทานร่วมกับน้ำพริก
2. สกัดเป็นน้ำมัน น้ำมันจากเมล็ดใช้เคลือบกระดาษกันน้ำซึม ทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ในสมัยก่อนมีการใช้เมล็ดแก่บีบเอาน้ำมันสำหรับใช้จุดตะเกียงได้

กระทงลาย มักจะนำมาใช้สกัดเป็นน้ำมันทำเชื้อเพลิงและนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรบำรุงร่างกาย นิยมเรียกกันอีกอย่างว่ากระทุงลายหรือหมากแตก เป็นไม้เถาชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นเลยก็คือ แก้โรคอัมพาต แก้ไข้ รักษาโรคบิดและบำรุงน้ำนมของสตรีหลังการคลอดบุตร

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “กระทงลาย (Krathong Lai)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 27.
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “กระทงลาย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/. [01 ก.พ. 2014].
หนังสือพืชและอาหารสมุนไพรท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน). “กระทงลาย”. (อัปสร และคณะ).
หนังสือ Flora of Thailand Volume 10 Part 2.
มูลนิธิสุขภาพไทย. “หมากแตก ใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaihof.org. [01 ก.พ. 2014].
ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “กระทงลาย, มะแตก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [01 ก.พ. 2014].
หนังสืออนุกรมวิธานพืช อักษร ก. ราชบัณฑิตยสถาน.
Bhanumathy M. Harish MS. Shivaprasad HN. Sushma G (2010). “Nootropic activity of Celastrus paniculatus seed”. Pharmaceutical Biology 48 (3): 324–7.
ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “มะแตกเครือ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org. [01 ก.พ. 2014].

เสม็ด น้ำมันเขียวเป็นยา รักษาโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคไขข้อ

0
เสม็ด น้ำมันเขียวเป็นยา รักษาโรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง โรคไขข้อ
เสม็ด หรือต้นเสม็ดขาว เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้น ใบอ่อนและกิ่งอ่อนมีขนสีขาวเป็นมันคล้ายเส้นไหม ดอกย่อยเป็นสีขาวขนาดเล็ก

เสม็ด

เสม็ด (Cajuput tree) หรือต้นเสม็ดขาว เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ชมพู่ที่มีดอกเป็นสีขาวขนาดเล็ก มักจะพบริมชายทะเลจึงพบได้มากทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนของใบสดเมื่อนำมากลั่นจะได้ “น้ำมันเขียว” ซึ่งเป็นยาสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมชนิดหนึ่ง นอกจากนั้นยังนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายด้าน ส่วนของใบยังนำมาต้มกับน้ำดื่มแทนน้ำชาหรือนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย ซึ่งส่วนของใบต้นเสม็ดถือเป็นขุมทรัพย์ชั้นดีที่นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างน่าทึ่ง

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเสม็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melaleuca quinquenervia (Cav.) S.T.Blake หรือ Melaleuca cajuputi Powell
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Cajuput tree” “Milk wood” “Paper bark tree” “Swamp tree”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคใต้เรียกว่า “เม็ด เหม็ด” ภาคตะวันออกเรียกว่า “เสม็ดขาว” ชาวมลายูปัตตานีเรียกว่า “กือแล”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE)
ชื่อพ้อง : Melaleuca leucadendra var. minor (Sm.) Duthie

ลักษณะของต้นเสม็ด

เสม็ด เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัด ในประเทศไทยพบได้มากทางภาคใต้ มักจะพบได้ทั่วไปตามชายทะเล ป่าชายหาดใกล้ทะเล ในที่ลุ่มมีน้ำขัง ตามขอบของป่าพรุที่ถูกไฟเผาผลาญทำลายจนโล่งเตียน
ลำต้น : มีเรือนยอดแคบเป็นพุ่มทรงสูง ลำต้นมักบิด เปลือกลำต้นเป็นสีขาวนวลจนถึงสีน้ำตาลเทา เปลือกเป็นแผ่นบางเรียงซ้อนกันเป็นปึกหนานุ่ม ลอกออกได้เป็นแผ่น ส่วนเปลือกชั้นในบางและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตามยอดอ่อน ใบอ่อนและกิ่งอ่อนมีขนสีขาวเป็นมันคล้ายเส้นไหมขึ้นปกคลุมและกิ่งมักจะห้อยลง
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรือมนหรือเป็นรูปลิ้ม ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนาและกรอบ เป็นสีเขียวอมเทา มีเส้นใบหลักประมาณ 5 – 7 เส้น
ดอก : ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด โดยจะออกตามซอกใบหรือใกล้กับปลายกิ่ง ดอกย่อยเป็นสีขาวและมีขนาดเล็ก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปช้อนแกมรูปไข่ เกสรเพศผู้เป็นเส้นเล็กสีขาวและมีจำนวนมาก ก้านเกสรเพศผู้ยาวพ้นกลีบดอกเป็นพู่ ก้านชูช่อดอกมีขนสีขาว มักจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม
ผล : เป็นผลแห้งและแตกออกได้เป็นพู 3 พู ลักษณะของผลเป็นรูปถ้วย ปลายปิด ขนาดเล็กและแป้น ผลแก่เป็นสีน้ำตาลอมเทาถึงสีคล้ำ ผลแห้งแตกด้านบน ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก

สรรพคุณของเสม็ด

  • สรรพคุณจากน้ำมันเขียวที่สกัดจากใบ ช่วยขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบ เป็นยาดมเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด แก้ท้องอืด แก้ท้องขึ้น เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาหม่องแก้ปวดศีรษะ แก้ปวดหู อุดฟันเพื่อแก้ปวดฟัน ช่วยขับเหงื่อ ช่วยแก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อในกระเพาะลำไส้ แก้ลมชัก เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ใช้ฆ่าเชื้อโรค ช่วยรักษาสิว เป็นยาทาแก้ปวดเมื่อย แก้บวม แก้เคล็ด รักษาโรคไขข้ออักเสบ รักษาโรคปวดข้อรูมาติสซั่ม
  • สรรพคุณจากใบและเปลือก
    – กลัดหนอง ช่วยดูดหนองให้แห้ง ฆ่าเหา ฆ่าหมัด ไล่ยุง ด้วยการนำใบและเปลือกตำรวมกันใช้เป็นยาพอกแผล
  • สรรพคุณจากใบสด
    – แก้เคล็ดขัดยอกฟกช้ำบวม ด้วยการนำใบสดตำแล้วพอก

ประโยชน์ของเสม็ด

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มแทนน้ำชา ใช้เป็นอาหารสัตว์ ใบและยอดอ่อนนำมาทานเป็นผัก ดอกและยอดอ่อนมีรสเผ็ดใช้ทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกได้ ผลแห้งใช้ทำพริกไทยดำ
2. เป็นน้ำมันหอมระเหย ใบสดเฉพาะยอดอ่อนนำมาใช้กลั่นทำเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ ซึ่งจะมีกลิ่นคล้ายกับการบูร
3. เป็นส่วนประกอบของยา มีคุณสมบัติในทางยาคล้ายกับ Eucalyptus oil
4. ไล่แมลง น้ำมันเสม็ดใช้ไล่แมลงจำพวกยุง เห็บ หมัด เหา ปลวกและสัตว์ดูดเลือด ทำเป็นสเปรย์ไล่ยุง สเปรย์ฆ่าปลวก สเปรย์ป้องกันทาก ธูปกันยังแชมพูสุนัข
5. เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง น้ำมันเสม็ดสามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดสิวได้ จึงเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ป้องกันสิวได้
6. ใช้ในอุตสาหกรรม เนื้อไม้มีความคงทนต่อสภาพที่เปียกชื้นและในน้ำเค็มได้ดี จึงนำมาใช้ทำเสาเข็ม สร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำรั้ว ทำถ่าน ส่วนเปลือกต้นใช้มุงหลังคา ทำฝาบ้านชั่วคราว เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ชาวประมง ใช้ห่อก้อนไต้สำหรับใช้จุดไฟ
7. ใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า น้ำต้มจากใบเสม็ดที่ได้จากการกลั่นน้ำมันไปย้อมสีผ้าจะให้สีน้ำตาลอ่อนและช่วยทำให้ผ้าคงทนต่อการเข้าทำลายของแมลงที่กัดกินเนื้อผ้าได้ดี
8. ด้านการเกษตร ทุกปีในช่วงหน้าแล้งหากมีฝนตกจนป่าเสม็ดชุ่มชื้น และมีแสงแดดจัดประมาณ 4 – 5 วัน จะมี “เห็ดเสม็ด” งอกขึ้นมา เป็นเห็ดมีรสค่อนข้างขมแต่ถือเป็นเห็ดยอดนิยมของชาวใต้ ป่าเสม็ดยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของผึ้งและนกน้ำ ในเวียดนามจะใช้ป่าเสม็ดเป็นที่กักเก็บน้ำเพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำที่เป็นกรดให้มีความเป็นกรดลดลงก่อนนำไปใช้ปลูกข้าว

ข้อควรระวังของเสม็ด

หากรับประทานมากเกินควรจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้

เสม็ด ถือเป็นไม้ต้นที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นไม้ที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ มีน้ำมันหอมระเหยจากใบเป็นจุดเด่นซึ่งเรียกว่า “น้ำมันเขียว” หรือ “น้ำมันเสม็ด” เสม็ดมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของน้ำมันเขียวที่สกัดจากใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ รักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ขับลม รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคไขข้ออักเสบและโรคปวดข้อรูมาติสซั่มได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “เสม็ด (Samet)”. หน้า 307.
หนังสือพรรณไม้ป่าพรุ จังหวัดนาราธิวาสโครงการศูนย์การศึกษาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนาราธิวาส (งานป่าไม้). “เสม็ดขาว”.
สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “เสม็ดขาว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb.htm. [14 มิ.ย. 2014].
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “เสม็ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/. [14 มิ.ย. 2014].
มูลนิธิชัยพัฒนา. “โครงการจัดการป่าเสม็ดแบบครบวงจร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เชียงใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.chaipat.or.th. [14 มิ.ย. 2014].
ส่วนพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้. “การใช้ประโยชน์จากเสม็ดขาว”. หน้า 4.
ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (อนงค์นาฏ ศรีบุญแก้ว). “เสม็ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [14 มิ.ย. 2014].
Thai Medicinal and Aromatic Plants. “เสม็ดขาว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: med-aromaticplant.blogspot.com. [14 มิ.ย. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

close icon LINE @amprohealth