เคล็ดลับหน้าเด็ก ด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย

เคล็ดลับหน้าเด็ก ด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย
ลดความเสื่อมของเซลล์อย่างเห็นผลจึงช่วยให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก สดใสอ่อนกว่าวัย และมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

หน้าเด็ก ( Baby Face)

การมีใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เนียนนุ่มเหมือนเด็กเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ โดยเฉพาะในสุภาพสตรีที่ชื่นชอบความสวยความงามการมี หน้าเด็ก ( Baby Face) นั้นเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันหา เพื่อใบหน้าที่ดูเด็กแล้วยอมลงทุนทั้งเวลาและเงินทองเพื่อค้นหาและทำวทุกวิถีทางที่มีการบอกว่าดีสามารถช่วยทำให้ใบหน้าเด็กลงได้ และเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันที่ต้องการมีหน้าเด็ก ได้มีการสร้างสถาบันเสริมความงามที่ช่วยทำให้หน้าเด็กลงได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น การฉายเลเซอร์ การฉีดสารเคมีบางชนิดเข้าสู่ใบหน้า การร้อยไหม เป็นต้น ซึ่งทุกวิธีการมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูหลังเข้ารับการเสริมความงามและบางวิธีก็มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง แต่ด้วยความต้องการมีใบหน้าเด็กลงเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองแล้ว ทั้งสุภาพสตรีและสุขภาพบุรุษหลายท่านต่างยินยอมที่จะเข้ารับบริการเสริมความงามเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้ารับบริการเสริมความงามเพื่อให้ใบหน้าเด็กลงนั้น เมื่อทำไปสักระยะหนึ่งใบหน้าก็จะกลับมาเหมือนเดิมก่อนที่จะทำ จึงต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุดเพื่อรักษาใบหน้าให้เด็กตามที่ต้องการ และบางคนยังมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นเนื่องจากการแพ้สารที่ต้องฉีดเข้าสู่ใบหน้าในขณะที่เข้ารับบริการ ส่งผลให้แทนที่จะได้ใบหน้าที่ดูเด็กลงตามที่ต้องการกลับต้องเข้ารับการรักษาตัวให้พ้นขีดอันตรายและใบหน้าก็ดูแก่ลงมากกว่าก่อนที่จะเข้ารับบริการเสียอีก หรือไม่บางคนที่มีอาการแพ้ที่รุนแรงมากถึงชีวิตก็มีให้เห็นเป็นข่าวอยู่เป็นประจำ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ทำการพัฒนาเพื่อช่วยให้คนทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาวแบบมีคุณภาพ ที่สามารถช่วยให้เราใบหน้าที่เด็กลงได้ โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ศาสตร์ทางการแพทบ์ที่ว่านี้ก็คือ “เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging)”

เมื่อกล่าวถึงเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) แล้วหลายคนจะคิดถึงการลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่อยู่บนใบหน้าด้วยครีมทาบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางค์ที่ช่สยลดเลือนริ้วรอยหลายยี่ห้อ ตามที่มีการโฆษณาอยู่ในท้องตลาดและสื่อโฆษณาทั้งหลายว่าช่วยชะลอวัยให้ใบหน้าดู อ่อนเยาว์ ที่จริงแล้วเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) ไม่ใช่การใช้ครีมหรือเครื่องสำอางเพื่อให้มีใบหน้าที่อ่อนเยาว์เท่านั้น 

เวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นการรักษาเชิงบูรณาการที่ช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายให้ระบบภายในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกายอย่างเห็นผลจึงช่วยให้มีร่างกายที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกที่ดูสดใสอ่อนกว่าวัย และมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งวันนี้เราจะมีกล่าวถึงเคล็ดลับสร้าง หน้าเด็ก ( Baby Face) ด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัยว่ามีเทคนิคและวิธีการอย่างไรบ้าง จึงจะสามารถทำให้เรามีหน้าเด็กได้ แต่ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้วิธีเคล็ดลับหน้าเด็กกัน เรามาทำความรู้จักกับผิวหนังบนใบหน้าว่ามีลักษณะอย่างไร

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยชั้นผิวหนัง คือ

1.หนังกำพร้า (Epidermis)

เป็นชั้นของผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนสุดหรือผิวหนังชั้นนอกที่เราสามารถสัมผัสได้นั่นเอง ผิวหนังในชั้นนี้จะประกอบไปด้วยเชลล์ที่มีการเรียงซ้อนกันประมาณ 15-20 ชั้น มีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตรถึง 1.5 มิลลิเมตรขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหนังกำพร้า ส่วนที่มีหนังกำพร้าบางที่สุด คือ หนังตาและส่วนที่มีหนังกำพร้าหนาที่สุด คือ ฝ่ามือและฝ่าเท้า หนังกำพร้าที่อยู่ชั้นนอกหรือชั้นบนสุดจะเรียกว่าชั้นขี้ไคล (Stratum Corneum) เซลล์ในชั้นขี้ไคลเมื่อหลุดออกจะกลายเป็นขี้ไคล (Keratin) ที่เรารู้จักกัน เมื่อเซลล์ขี้ไคลหลุดออกจากร่างกาย เซลล์ที่อยู่ชั้นในของชั้นหนังกำพร้าก็จะเลื่อนขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่หลุดออกไป ชั้นหนังกำพร้ามีหน้าที่ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ด้วยการควบคุมการขับเหงื่อเพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายออกมาในขณะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูง ทำหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ แสงแด สารเคมีและเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง และการสูญเสียน้ำ และทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่ออีกด้วย นอกจากนั้นผิวหนังยังเป็นช่องที่ทางที่ช่วยในการดูดซึมยาและวิตามินบางชนิดเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย เช่น วิตามินดีที่มีอยู่แสงแดด เป็นต้น
นอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์อีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดสีผิวให้กับชั้นหนังกำพร้า เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย ถ้ามีเซลล์เมลานินมากผิวหนังก็จะมีสีเข้มจนดำ แต่ถ้ามีเซลล์เมลานินน้อยผิวหนังก็จะมีสีขาว ซึ่งปริมาณเซลล์เมลานินจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติของบุคคลนั้น ซึ่งปริมาณของเซลล์เมลานินเป็นสิ่งที่ทำให้สีผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ภายในชั้นหนังกำพร้าจะไม่มีหลอดเลือด เส้นประสาทและหรือต่อมที่มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่มีช่องที่มีลักษณะเป็นรูที่ใช้สำหรับเป็นเส้นทางผ่านของเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราได้รับอันตรายเฉพาะบริเวณหนังกำพร้าเราจะไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีเลือดไหลออกมา 

2. หนังแท้ (Dermis)

เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างถัดจากชั้นหนังกำพร้าและอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นหนังกำพร้า(Epidermis)และชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) ชั้นหนังแท้จะมีขนาดที่หนากว่าชั้นหนังกำพร้ามาก มีหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของเหงื่อและไขมันที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ปกป้องอวัยวะที่อยู่ภายในของร่างกาย เป็นแหล่งสร้างพลังงานและอาหารให้กับชั้นหนังกำพร้าและทำหน้าที่ร่วมกับชั้นหนังกำพร้าในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่อีกด้วย ชั้นหนังแท้ประกอบด้วยโปรตีนหลักอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ เนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และเนื้อเยื่ออีลาสติค (Elastic) โปรตีนคอลลาเจน (Collagen) หน้าที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น โดยการสร้างเซลล์ขึ้นไปทดแทนเซลล์ที่สูญหายไปจากบริเวณที่เกิดบาดแผล ถ้ามีการสร้างคอลลาเจนในปริมาณมากเกินไปก็จะส่งผลให้รอยแผลนูนขึ้นกว่าชันหนังกำพร้าที่อยู่รอบ ๆ หรือที่เรียกว่ารอยแผลเป็นนั่นเอง และ โปรตีนอีลาสติน (Elastin) ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังและช่วยในการยึดเซลล์และจัดเรียงตัวของเซลล์ให้มีระเบียบเพื่อช่วยให้ผิวหนังมีความเรียบเนียนและมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่พบมากในชั้นหนังแท้แล้ว ในชั้นนี้ยังประกอบด้วยเส้นเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน รากของเส้นขน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขนที่มีอยู่ทั่วไปในชั้นหนังแท้ ดังนั้นเมื่อชั้นหนังแท้ได้รับความกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บร่างกายจะรู้สึกเจ็บปวดและมีเลือดไหลออกมาด้วย

3. ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) หรือ ชั้นไขมัน (Subcutaneous)

เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ในสุดของร่างกายอยู่ติดกับอวัยวะภายในและชั้นหนังแท้ ชั้นใต้ผิวหนังประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นจำนวนมากเรียกว่าส่วนประกอบหลักของชั้นนี้เป็นไขมันแทบทั้งหมด ขนาดความหนาของชั้นนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละคน ชั้นใต้ผิวหนังมีหน้าที่รักษาและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายฉนวนที่ช่วยกันความร้อนและช่วยลดแรงกระทบกระเทือนจากภายนอกสู่อวัยวะภายในร่างกาย ชั้นใต้ผิวหนังบนใบหน้าจะมีความหนามากอยู่ที่บริเวณแก้ม คาง โดยเฉพาะบริเวณคาง ซึ่งเมื่อเรามีน้ำหนักตัวสูงแล้วไขมันก็จะสะสมอยู่ที่บริเวณนี้มากกว่าส่วนอื่น จึงเกิดลักษณะแก้มป่อง เกิดเหนียงใต้คางหย่อนออกมาเป็นชั้น ๆ
ทั้ง 3 ชั้นเป็นองค์ประกอบของผิวหนังบนใบหน้าของเรา ถ้าเรามีชั้นผิวหนังชั้นใดชั้นหนึ่งเกิดการเสื่อมสภาพก็จะส่งผลให้ใบหน้าของเราดูแก่ขึ้น ซึ่งการที่ใบหน้าของเราแก่เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ผิวหนังบนใบหน้าของเราถูกทำลายไป

สาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของเราแก่หรือเซลล์บนใบหน้าเกิดความเสื่อม คือ

1.พันธุกรรม 

ลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนส์เป็นสิ่งที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งยีนส์จะบ่งบอกถึงลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายว่าจะต้องมีรูปร่าง สูง ต่ำ อ้วน ผอม ผิวขาว ผิวดำ รวมถึงลักษณะของผิวพรรณและใบหน้าด้วยว่าจะมีลักษณะ อ่อนเยาว์ หรือว่าแก่เร็วกว่าปกติ ก็ขึ้นอยู่กับยีนส์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่อยู่บนใบหน้า ดีเอ็นเอดังกล่าวคือดีเอ็นเอที่อยู่ในบริเวณส่วนปลายของโครโมโซม เรียกว่า เทโลเมียร์ (Telamere) เป็นดีเอ็นเอที่มีหน้าที่การควบคุมอายุและลักษณะดีเอ็นเอที่ทำการถ่ายทอดไปยังเซลล์ทีเกิดขึ้นใหม่ให้มีลักษณะที่เหมือนเดิม โดยเฉพาะยีนส์ที่ทำหน้าควบคุมการการซ่อมแซมเซลล์ เมื่ออายุมากขึ้นเทโลเมียร์จะถูกทำลายจนสั้นลงเรื่อย ๆ ซึ่งการที่เทโลเมียร์สั้นลงแสดงว่าเซลล์จะมีอายุสั้นลง ทำให้ร่างกายแก่ได้เร็วขึ้น ลักษณะของเทโลเมียร์ของแต่ละคนจะมีความแข็งแรงที่ต่างกัน จึงส่งผลให้คนเรามีลักษณะความแก่เกิดขึ้นช้าเร็วต่างกันนั่นเอง

2.แสงแดด

แสงแดดประกอบไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี 3 ประเภท คือ รังสีอัลตราไวโอเลตเอ(UVA), รังสีอัลตราไวโอเลตบี(UVB) และรังสีอัลตราไวโอเลตซี(UVC) ซึ่งรังสีอัลตราไวโอเลตซีที่มีผลต่อความแกของใบหน้าคือ รังสีอัลตราไวโอเลตเอและรังสีอัลตราไวโอเลตบี รังสีอัลตราไวโอเลตจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในของชั้นผิวหนังและเข้าไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกาย ส่งผลให้อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าดูหยาบกร้าน มีริ้วรอยเหี่ยวย่น และรังสีอัลตราไวโอเลตยังเข้าไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสีผิวเมลานินที่อยู่ในชั้นผิวทำให้มีการทำงานมากขึ้น ผิวจึงดูหมองคล้ำและดำเมื่อโดนแสงแดดมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของใบหน้าที่แก่ก่อนวัยอีกด้วย

3.ความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัย เพราะเวลาที่เรามีความเครียดเกิดขึ้นร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่อยู่ในกลุ่มของสเตียรอยด์ออกมามากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นการทำงานของตับไกลโคเจนให้เป็นน้ำตาลเข้ามาในกระแสเลือดในสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำตาลหรือเวลาที่สมองต้องใช้พลังงานสูงมาก ๆ ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันทำให้มีการขับไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันอุดตันตามรูขุมขน สิว อาการหน้ามันและเพิ่มการสะสมไขมันที่บริเวณใบหน้าทำให้หน้ากลม มีเหนียงที่คอยื่นออกมาอีกด้วย นอกจากนั้นฮอร์โมนคอร์ติซอลยังสามารถเข้าไปทำลายโปรตีนคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิว จนเป็นที่มาของริ้วรอยก่อนวัย

4.สูบบุหรี่

บุหรี่เต็มไปด้วยสารพิษมากกว่า 4,000 ชนิด สารพิษเหล่านี้จัดเป็นอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยมสามารถทำลายเซลล์ผิวหนังอย่างได้ผล เพราะสามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับผนังและดีเอ็นเอของเซลล์จนเซลล์เสื่อมสภาพ หรืออาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนั้นในขณะที่ทำการสูบบุหรี่เส้นเลือดจะมีการหดตัว ทำให้เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงผิวหนังบนใบหน้าด้วย ทำให้คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวอ่อนแอและเสื่อมสภาพจนทำให้ใบหน้าดูแก่ขึ้น 

5.ดื่มน้ำน้อย

น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด ถ้าร่างกายขาดน้ำอาจทำให้ถึงตายได้ เพราะน้ำมีหน้าที่ในการขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยสร้างออกซิเจนและลำเลียงสารอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมและรักษาอุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรด-ด่างของร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล ดังนั้นถ้าเซลล์ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอเซลล์จะอ่อนแอและมีเกิดการเหี่ยวย่น ซึ่งทำให้ใบหน้าดูหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียนดูแก่ขึ้น

6.พักผ่อนน้อย

การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีสุดของร่างกาย เพราะว่าเวลาที่เรานอนร่างกายจะสร้างผลิตไซโตไคน์ (Cytokines) และแอนติบอดี้ (Anti-Body)ที่มีหน้าที่ช่วยต่อต้านเชื้อโรค รวมถึงต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงปราศจากโรค ดังนั้นถ้าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการแล้ว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะแข็งแรงส่งผลให้ร่างกายไม่เจ็บป่วย นอกจากนั้นการนอนน้อยคนที่นอนน้อยยังมีโอกาสที่หน้าจะแก่เร็วอีกด้วย เพราะว่าเมื่อเรานอนไม่พอร่างกายจะทำการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดเช่นเดียวกับเวลาที่เราเครียด ออกมาทำลายคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิว และอีกอย่างคือช่วงเวลาการนอนร่างกายจะทำการสร้างโกรทฮอร์โมนออกมาเพื่อซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้มีสภาพแข็งแรง แต่ถ้าเรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนอย่างไม่มีคุณภาพแล้ว ร่างกายก็จะไม่สร้างโกรทฮอร์โมนจึงทำให้ไม่มีการซ่อมแซมเซลล์ใต้ผิวหนัง และไม่มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื่น ยืดหยุ่นจนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ความหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้านกับผิว ทำให้ใบหน้าแลดูแก่ก่อนวัย

7.ขาดสารอาหาร

คนเราแม้มีรูปร่างที่สูงใหญ่ก็ใช่ว่าร่างกายจะแข็งแรงได้รับสารอาหารครบถ้วน แต่เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในช่วงที่ระบบการฟื้นฟูและซ่อมแซมยังทำงานได้มีประสิทธิภาพดีอยู่ร่างกายจึงยังไม่เกิดอาการเจ็บป่วย แต่ถ้าร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายไปทีละน้อยเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลให้ระบบการทำงานภายในเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งในช่วงแรกความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในภาพรวม แต่เมื่อมีการขาดสารอาหารไปเรื่อย ๆ จนความผิดปกติที่เกิดขึ้นมีมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วย เกิดความเสื่อม รวมถึงความเสื่อมของผิวหนังบนใบหน้าของเราด้วย ซึ่งความเสื่อมของระบบการทำงาน เช่น ระบบการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว การขจัดของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้ใบหน้าเหี่ยวย่น มีสิ่งสกปรกตกค้างเป็นที่มาของปัญหาด้านผิวพรรณ ผิวหน้าจึงหม่นหมองตามมา

จะพบว่าสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าแลดูแก่ก่อนวัยเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่าย บางอย่างเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือเลือกที่จะไม่ให้เกิดขึ้นได้ เช่น การได้รับพันธุกรรมที่มียีนส์เทโลเมียร์ไม่แข็งแรง หรือการหลบไม่โดนแสงแดดเลยตลอดชีวิต เพราะแสงแดดเองก็มีประโยชน์ในบางช่วงเวลาเช่นกัน แต่ถ้าเรามีร่างกายที่แข็งแรงระบบการทำงานภายในสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ความเสื่อมที่จะนำมาซึ่งความแก่ ริ้วรอย ความหมองคล้ำบนใบหน้าก็ย่อมเกิดขึ้นได้ช้าลง 

ซึ่งเวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่เน้นการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการขจัดสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ภายในร่างกาย ที่สามารถทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงและคงใบหน้าให้ดูเยาว์วัยได้อีกด้วย โดยการรักษาแบบเวชศาสตร์ชะลอวัยจะทำการตรวจสุขภาพ ซึ่งทำการตรวจยีนส์ ตรวจเลือด ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ทราบว่าสภาวะของร่างกายมีระบบการทำงานใดที่เกิดความผิดปกติ เนื่องจากการขาดสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ชนิดใด เพราะความจำเป็นของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันและการดำรงชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ที่ต่างกัน ดังนั้นปริมาณของสารอาหารเสริมและวิตามินที่ร่างกายต้องการจึงมีปริมาณที่ต่างกัน เพื่อใช้ในการเสริมสร้างการทำงานของระบบภายในร่างกาย นอกจากการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินแล้ว เวชศาสตร์ชะลอวัยยังช่วยทำการออกแบบการดำเนินอย่างง่าย ๆ เพื่อให้เรามีใบหน้าที่เด็กลงแลดู อ่อนกว่าวัย ด้วยการออกกำลังกาย การพักผ่อนและการทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงใบหน้าดูเด็กอ่อนกว่าวัย โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการแพ้สารเคมี เหมือนกับการเสริมความงามที่ทำให้ใบหน้าดูเด็กลงแบบอื่น

เวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นการรักษาที่ไม่ต้องพึ่งยาหรือต้องรอให้มีอาการป่วยเกิดขึ้น แต่เป็นการป้องกันความเสื่อมซึ่งเป็นที่มาของโรคและความแก่ชราของร่างกายและใบหน้า ดังนั้นเมื่อทำการรักษาตามแบบการของเวชศาสตร์ชะลอวัยแล้ว คุณจะมีร่างกายที่แข็งแรง อายุยืนยาวแบบมีคุณภาพและมีใบหน้าที่ดูเด็ก อ่อนกว่าวัย ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหนังเต่งตึงมีน้ำมีนวลจนใครพบเห็นก็ต้องชื่นชมกับใบหน้าที่สวยงามของคุณ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

wikipedia.org/

Japsen, Bruce (15 June 2009). “AMA report questions science behind using hormones as anti-aging treatment”. The Chicago Tribune. Retrieved 17 July 2009.

Stampfer, M., Hu, F., Manson, J., Rimm, E., Willett, W. (2000) Primary prevention of coronary heart disease in women through diet and lifestyle. The New England Journal of Medicine, 343 (1) , 16-23. Retrieved October 5, 2006, from ProQuest database.