มะเร็งปากมดลูกภัยร้ายใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องรู้

มะเร็งปากมดลูก มะเร็งที่พบมากในเพศหญิง
มีสาเหตุหลายประการ แต่สาเหตุสำคัญที่สุดได้แก่ ไวรัส HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการลุกลาม

มะเร็งปากมดลูก

ทุกครั้งที่มีการทำแบบสอบถามเกี่ยวโรคอันตราย ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ปีละหลักแสนจนถึงหลักล้าน ทุกคนก็มักจะพร้อมใจกันเทคำตอบให้โรคที่มีชื่อว่า โรคมะเร็ง และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็กลัวโรคนี้กันทั้งหมด

การที่วางแผนรับมือกับโรคมะเร็งนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวโรคมะเร็งให้ถ่องแท้ ว่าโรคมะเร็งเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ถ้าหากว่าเป็นมะเร็งแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูล ให้ความรู้อัพเดตอยู่เสมอ

1.มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับสองของหญิงไทย ทั้งที่สามารถป้องกันได้

จากสถิติล่าสุดพบว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก รายใหม่ 6,192 รายต่อปี เสียชีวิต 3,166 ราย เท่ากับจะมีหญิงไทยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึงวันละ 9 คน

ยังมีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยเพิ่มเติม คือ ภาคเหนือเป็นภาคที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกสูงที่สุด แต่จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด คือสมุทรสาคร คิดเป็นอัตรา 5.2 /100,000 คน จังหวัดรองลงมา ได้แก่ ชลบุรี สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร

โดยเฉลี่ยแล้ว สามารถพบผู้ป่วยได้ใน 2 ช่วงอายุ คือ 35-39 ปี และ 60-64 ปี อายุเฉลี่ยที่พบมากที่สุดอยู่ที่ 52.2 ปี แต่อายุที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่ 57 ปี

2.มะเร็งปากมดลูก ตรวจพบเร็วรักษาหายได้

ปัจจุบันการรักษาโรค มะเร็งปากมดลูก มีความก้าวหน้ามายิ่งขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งถ้าหากมีการตรวจพบโรคในระยะก่อนที่จะมีการลุกลาม ก็มีโอกาสรอดเกือบ 100% จากสถิติพบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศสหรัฐอเมริการวมทุกระยะมีโอกาสรอดชีวิตประมาณร้อยละ 73 ส่วนของประเทศไทยมีโอกาสรอดชีวิตประมาณร้อยละ 68.2

3.สาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกอันดับ 1 เกิดจากการติดเชื้อ เอชพีวี ( Human Papillomaviruses : HPV )

เชื้อ HPV เป็นเชื้อที่มีจำนวนมากกว่า 100 ชนิด แต่ชนิดที่จะติดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์มีเพียงแค่ 30-40 ชนิดเท่านั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง โดยกลุ่มเสี่ยงต่ำ จะทำให้เป็นแค่หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็ง แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงก็อาจทำให้เกิดได้ทั้ง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด ส่วนมากการติดเชื้อ HPV มักมาจากเพศสัมพันธ์ถึงร้อยละ 85 อีกร้อยละ 15 ที่เหลือ อาจเกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ HPV แล้วปนเปื้อนมายังช่องคลอด

4.การติดเชื้อ HPV ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุด

American Social Health  Association ได้รายงานว่า ร้อยละ 75-80 ของหญิงชายวัยเจริญพันธุ์จะได้รับการติดเชื้อ HPV ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต โดยพบมากที่สุดคือร้อยละ 44.8  อยู่ที่ช่วงอายุ 20-24 ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นเชื้อโรคที่มีความน่ากลัวพอสมควร แค่คนที่ติดเชื้อ HPV ร้อยละ 90  สามารถรักษาหายด้วยตัวเองได้ ส่วนอีกร้อยละ 10รักษาไม่หาย และมีการพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกนั่นเอง เชื้อ HPV สามารถติดต่อได้ทางอวัยวะสืบพันธุ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ติดต่อทางเลือดและน้ำลายเหมือนเชื้ออื่น ๆ แต่ทั้งนี้ การใช้ถุงยางอนามัยไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100% เนื่องจากเชื้อโรคมักจะอยู่ในที่ ๆ ถุงยางอนามัยไม่สามารถครอบคลุมไปถึงนั่นเอง

5.เชื้อเอชพีวีชนิดที่ 16 และ 18 ก่อมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70

ด้วยความที่เชื้อ HPV มีมากกว่า 100 ชนิด จึงต้องมีการจัดอันดับและตั้งชื่อเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน โดยเชื้อ HPV  ที่มักจะทำให้เกิดโรค มะเร็งปากมดลูก มากที่สุด คือ ชนิดที่ 16 และ 18 ถ้าหากได้รับเชื้อทั้ง 2 ชนิดพร้อมกัน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกทั้งหมด แต่ถ้าหากแบ่งออกเป็นเชื้อ HPV แบบเดี่ยว ๆ เชื้อ HPV 16 จะมีความร้ายแรงที่สุดที่สุด เพราะจะเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 435 เท่า แต่ถ้าติดเชื้อ HPV 18  มีอัตราเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก 248 เท่า

สรุปง่าย ๆ ว่า เชื้อ HPV เป็นตัวก่อมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง ขนาดบุหรี่ที่เป็นสารก่อมะเร็งที่ทุกคนรู้จักกันดี ก็ยังมีอัตราเสี่ยงในการก่อมะเร็งเพียงแค่ 10 เท่า

6.หญิงที่ติดเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง จะต้องเป็นมะเร็งปากมดลูกทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็นเลยที่ผู้หญิงที่มีการติดเชื้อ HPV ที่มีความเสี่ยงสูงจะต้องเป็น มะเร็งปากมดลูก ทุกคน ร้อยละ 80-90 ของผู้หญิงที่ติดเชื้อนี้สามารถรักษาให้หายได้เอง แต่อีกร้อยละ 10 ที่เหลือยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ภายในและพัฒนามาเป็นมะเร็งปากมดลูก ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าติดเชื้อ HPV แล้วจะต้องเป็นมะเร็งเลย ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-20 ปีจึงจะเข้าสู่ระยะลุกลามได้ เพราะฉะนั้นการจะลดความเสี่ยงในส่วนนี้ คือการตรวจภายในแบบแปบสเมียร์เป็นประจำทุกปี ยิ่งเจอเร็ว ก็ยิ่งรักษาได้เร็ว

ในกรณีที่เคยติดเชื้อ HPV มาแล้ว มีโอกาสที่จะเกิดซ้ำขึ้นได้อีก เพราะฉะนั้นจึงควรรักษาสุขอนามัยให้มากจะดีที่สุด

7.ลักษณะของผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกสูง

– คนในครอบครัว มีประวัติเป็นโรค มะเร็งปากมดลูก ( พันธุกรรม )

– มีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 17 ปี ( เป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด )

– มีบุตรคนแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี

– มีคู่นอน หรือสามีหลายคน โดยที่ไม่มีการป้องกัน

– จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่มีบุตรมากกว่า 4 คนขึ้นไป จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้หญิงที่มีลูกน้อย 2-3 เท่า และถ้ามีบุตรมากกว่า 7 คนก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

– การได้รับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หูดหงอนไก่ ซิฟิลิส หนองใน ( ทั้งแท้และเทียม ) เอดส์ ถ้าหากได้รับเชื้อเริมจะเพิ่มโอกาสเป็น มะเร็งปากมดลูก เพิ่ม 2-3 เท่า

– ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทั้งจากตัวเองและเชื้อโรคเข้าไปทำลาย

– สูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– รับประทานยาคุมกำเนิดมากกว่า 5 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 2.5 เท่า

ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง DES ( Diethylstilbestrol )

ไม่เคยตรวจภายในร่างกายมาก่อน รู้ตัวอีกทีก็เป็นมะเร็งแล้ว

เป็นโรคเครียดต่อเนื่องและเรื้อรัง ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

8.ปัจจัยเสี่ยงของผู้ชาย ที่มีโอกาสทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูก

– สูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– ฝ่ายชายมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่นอนหลายคน และได้รับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

– อดีตภรรยาของผู้ชาย เสียชีวิตด้วยโรค มะเร็งปากมดลูก

– ฝ่ายชายเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV เช่น มะเร็งองคชาติ

9.ลักษณะของผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกต่ำ

– ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายชาย ( เป็นหญิงรักหญิง หรือไม่คิดจะมีแฟน ) มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกน้อยมาก คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของผู้ป่วยทั้งหมด

– รู้จักป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และมีคนรักคนเดียว

– ผ่าตัดปากมดลูกออกด้วยสาเหตุบางประการ

– เคยได้รับการจี้เย็นและจี้ร้อนที่ปากมดลูก

– ตรวจภายในแบบแปบสเมียร์หาความผิดปกติอยู่เสมอ

10.อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก

1.โรคมะเร็งปากมดลูก ไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง และไม่มีอาการนำให้เห็นมากนัก ผู้ป่วยจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจภายในแบบแปบสเมียร์ ถ้าหากว่าเจอ ก็อาจจะมีอาการเบื้องต้นเท่านั้น สามารถรักษาให้หายขาดได้

2.พบตกขาวที่มีลักษณะผิดปกติดังต่อไปนี้

– มีตกขาวหลังหมดประจำเดือนแล้ว ปกติแล้วผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง จะเป็นวัยที่ไม่มีฮอร์โมนเพศหญิงแล้ว ( เว้นแต่จะได้รับทดแทน ) การมีตกขาวจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเกิดขึ้นก็ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าเป็นอาการของ มะเร็งปากมดลูก

– มีตกขาวในปริมาณมากและมีต่อเนื่องกันหลายวัน ถึงขั้นเปียกแฉะกางเกงใน หรือไหลออกมาตามหน้าขามากกว่า 7 วันขึ้นไป

– ตกขาวมีสี ปกติตกขาวจะมีลักษณะใส ๆ หากมีสีครีม สีขุ่น หรือสีปนเลือดแปลว่าผิดปกติ

– ตกขาวมีกลิ่น ถ้ามีกลิ่นเหม็นเน่า เหม็นอับ หรือเหม็นอะไรก็ตาม ให้แปลว่าผิดปกติ

– พบเศษเนื้อปนออกมากับตกขาว ให้สันนิษฐานว่าเป็น มะเร็งปากมดลูก ทันที

3.พบเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด อาการเหล่านี้จะพบก็ต่อเมื่อมะเร็งปาดมดลูกมีอาการไปจนถึงขั้นลุกลามแล้ว โดยความผิดปกติเกี่ยวกับการมีเลือดออกจากช่องคลอด มีดังนี้

– มีเลือดสดไหลออกมาจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ประจำเดือน

– มีเลือดออกกระปริดประปรอยตลอดเวลา บางครั้งก็มีน้ำเลือดจาง ๆ ไหลออกมา

– มีเลือดที่ปนกับมูกไหลออกมาพร้อมกัน และมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

ด้วยความที่มีเลือดออกทางช่องคลอดนี่ คล้ายกับการมีประจำเดือน จึงทำให้ผู้หญิงหลายคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าไม่ใช่อาการของโรค มะเร็งปากมดลูก กว่าจะรู้ตัวอีกทีเชื้อมะเร็งก็ลุกลามไปมากกว่าเดิมแล้ว

11.อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย

– มีอาการซูบผอม เนื่องจากทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักจึงลดตามลงไปด้วย

– มีอาการขาบวม เนื่องจากเชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังผนังเชิงกราน เข้าไปกดหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ

– หากเชื้อมะเร็งกระจายไปที่ไตและกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะปนเลือด

– หากเชื้อมะเร็งกระจายไปที่เส้นประสาทหรือกระดูก จะทำให้เกิดการปวดท้อง ปวดหลัง ปวดกระดูก

– หากเชื้อมะเร็งกระจายไปที่ทวารหนัก จะทำให้ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระไม่ได้ ท้องผูกอย่างหนัก

– อาการซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว เป็นเพราะเชื้อมะเร็งเข้าไปกดการทำงานของหลอดไตไม่ให้ทำงานตามปกติ

– มีตกขาวในวัยหมดประจำเดือน โดยทั่วไปเมื่อหมดประจำเดือนคือหมดฮอร์โมนเพศหญิง ย่อมไม่มีตกขาว โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน หากมีตกขาวในวัยนี้ต้องระวังว่าจะเป็นอาการของ มะเร็งปากมดลูก

– มามากและมานาน มามากคือมาจนรู้สึกเฉอะแฉะเปียกชื้นหรือไหลลงมาถึงหน้าขา ส่วนมานานคือมาติดต่อกันเกิน 7 วัน

– มีสี ตกขาวที่ปกติเป็นมูกใส หากมีสีขาวขุ่นคล้ายครีม สีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน ถือว่าผิดปกติ

– มีกลิ่น ตกขาวปกติจะไม่มีกลิ่น หากมีกลิ่นเหม็น เช่นเหม็นบูด เหม็นคาว เหม็นเน่า ถือว่าผิดปกติ

– มีเศษเนื้อปนออกมา ตกขาวทั่วไปจะไม่มีอะไรเจือปน หากมีเศษเนื้อปนออกมา ต้องระวังว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก

12.อาการที่เห็นแล้วสันนิษฐานได้เลยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก

พบว่ามีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ จริง ๆ ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน หากมีการฉีกขาด อักเสบ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงจนเกินไป แต่เนื่องจากมีการพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามที่มีปัญหาเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์มากถึงร้อยละ 0.7-39 จากการรวบรวมข้อมูลของผู้หญิงที่มีปัญหาเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ 47,000 คน พบว่าผู้มีเลือดออก 220 คน เกิดจากการเป็นโรค มะเร็งปากมดลูก 1 คน ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะดูเหมือนน้อย แต่ถ้าพบปัญหานี้ก็ควรมาปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

13.อาการของโรคมะเร็งเร็งปากมดลูกระยะเริ่มต้น และระยะลุกลาม

เมื่อเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก แพทย์อาจจะตรวจไม่พบอะไรถ้าหากไม่ได้ตรวจภายในแบบแปบสเมียร์ เว้นแต่ว่ามะเร็งจะอยู่ในระยะลุกลามแล้ว และอาจพบอาการได้ 3 ลักษณะนี้

1.เป็นแผลกินลึก ( Ulcer ) แผลแบบนี้สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ เนื่องจากเนื้อมะเร็งจะกินเข้าไปในปากมดลูกเป็นแผลลึก ง่ายต่อการวินิจฉัย

2.เนื้องอกออกมา ( Proliferative ) แบบนี้ก็สามารถดูด้วยตาเปล่าได้เช่นกัน เนื่องจากเนื้อมะเร็งจะงอกออกมาทำให้ปากมดลูกมีลักษณะที่ไม่เหมือนเดิม ง่ายต่อการวินิจฉัย

3.มะเร็งแทรกเข้าไปในเนื้อ ( Infiltrate ) อาจจะมองเห็นด้วยตาเปล่ายาก เพราะปากมดลูกแมบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เว้นแต่จะเอามือเข้าไปคลำหรือกด จะพบว่าเนื้อมีความเหลวคล้ายกับแตงกวา

ถ้าหากต้องการผลตรวจที่เป็นทางการ ก็ควรทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ หรือตรวจด้วยแปบสเมียร์จะดีที่สุด

14.การตรวจแปบสเมียร์

ดารตรวจเพื่อคัดกรองโรค มะเร็งปากมดลูก มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า แปปสเมียร์ ( Pap Smear ) วิธีตรวจ คือให้ผู้ป่วยนอนหงายบนเตียงที่มีขาหยั่ง แพทย์จะใช้พู่กันหรือไม้ง่ามในการป้ายเซลล์บริเวณปากมดลูกมาป้ายไว้บนกระจกเพื่อนำไปตรวจ วิธีนี้จะเรียกกันว่า แปบสเมียร์แบบดั้งเดิม แต่ถ้าหากเอาพู่กันป้ายเซลล์แล้วนำไปจุ่มของเหลวชนิดหนึ่ง แล้วนำของเหลวไปตรวจทางเซลล์วิทยา ก็จะเรียกกันว่า ตินเพร็พแปปสเมียร์ ( Thin-Prep Pap Smear ) นอกจากนี้การตรวจแบบแปบสเมียร์ สามารถตรวจพบเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย

15.การอ่านผลคัดกรองตามระบบบีเทสด้า

เมื่อมีการตรวจผลคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกทางเซลล์วิทยา จะมีการอ่านผลตามระบบบีเทสด้า ( Bethasda ) ดังนี้

– ปกติ ( Normal )

– อักเสบ ( Inflammation )

– เซลล์ผิดปกติ

– มะเร็งปากมดลูก

16.เซลล์ผิดปกติของปากมดลูก

ความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก เป็นเรื่องที่เข้าใจยากพอสมควร แต่ก็ควรที่จะทำความเข้าใจไว้บ้าง เนื่องจากผู้หญิงไทยเริ่มมีการไปตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก กันมากยิ่งขึ้น และทำให้พบเซลล์ที่ผิดปกติมากยิ่งขึ้น จึงขอจำแนกเซลล์ออกเป็น 2 ชนิดเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

ความผิดปกติของเซลล์ตังแต่ระยะเริ่มต้นจนนำไปสู่การเป็นมะเร็ง ได้แก่

1.เซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกผิดปกติ ( Epithelial Cell Abnormality ) แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1.1 เอเอชซี ( Atypical Squamous Cells : ASC )

แบ่งออกเป็น ASC-US ( Atypical Squamous Cells of Undetermined Significancal ) และ ASC-H ( Atypical Squamous Cells-Cannot Exclude a Hight-grade Squamous Intraepithelial Lesion )

ASC เป็นความผิดปกติของเซลล์ที่เรียกว่าเล็กน้อยที่สุด อาจจะเกิดขึ้นได้จากการอักกเบหรือถูกเชื้อ HVP รุกราน ASC สามารถพบได้มากที่สุดในบรรดาเซลล์ที่มีความผิดปกติ คิดเป็นร้อยละ 3.5  เมื่อผลตรวจแปบสเมียร์ได้ระบุออกมาว่าเป็น ASC  ก็แปลว่าโอกาสที่จะมีโรคร้ายแฝงอยู่นั้น คิดเป็นร้อยละ 5-17  ส่วนมะเร็งระยะลุกลามคิดเป็นร้อยละ 0.1-0.2 ซึ่งก็ถือว่าน้อยมาก

ASC-US แปลความหมายได้ว่า เป็นแค่เซลล์ผิดปกติเล็กน้อย ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ถ้าต้องการผลที่แน่ชัดก็ลองตรวจตินเพร็พแปปสเมียร์ซ้ำอีก 4-6 เดือน ถ้าหากว่ายังผิดปกติอยู่อีกก็ต้องลองตรวจโดยกล้องขยายคอลโปสโคป ( Colposcope ) ที่ใช้ในการตรวจดูปากมดลูกเพื่อให้มั่นใจมากที่สุด

ส่วน ASC-H แปลความหมายได้ว่า มีความผิดปกติเล็กน้อย และเป็นไปได้ที่จะมีโรคร้ายซ่อนอยู่ ถ้าเจอเซลล์ชนิดนี้ แพทย์ก็มักจะแนะนำให้ส่องกล้องขยายคอลโปสโคปตรวจดูปากมดลูกทันที ถ้าหากว่ายังไม่ค่อยแน่ใจ ก็อาจมีการตัดชิ้นเนื้อส่งไปตรวจทางเซลล์วิทยาต่อไป

1.2 LSIL ( Low-grade Squamous Intraepithelial Lesion )

แปลความหมายได้ว่า มีเซลล์ผิดปกติไม่มาก และมีโอกาสเป็นเนื้อลายน้อยบ้าง ประมาณร้อยละ 15-30  เป็นไปได้ที่จะมีโรคร้ายซ่อนอยู่ ถ้าเจอเซลล์ชนิดนี้ แพทย์ก็มักจะแนะนำให้ส่องกล้องขยายคอลโปสโคปตรวจดูปากมดลูกทันที ถ้าหากว่ายังไม่ค่อยแน่ใจ ก็อาจมีการตัดชิ้นเนื้อส่งไปตรวจทางเซลล์วิทยาต่อไป

1.3 HSIL ( High-grade Squamous Intraepithelial Lesion )

แปลความหมายได้ว่า มีเซลล์ผิดปกติพอสมควร ส่วนมากมักจะมีโรคร้ายแอบแฝงอยู่ แนะนำให้ส่องกล้องขยายคอลโปสโคปตรวจดูปากมดลูกทันที และควรตัดชิ้นเนื้อส่งไปตรวจทางเซลล์วิทยา

2.เซลล์ต่อมน้ำมูกที่ปากมดลูกผิดปกติ ( Glandular Cell Abnormality )

2.1 AGC ( Atypical Glandular Cells )

แปลความหมายได้ว่า มีเซลล์ผิดปกติมาก ส่วนใหญ่มีโรคร้ายซ่อนอยู่จำนวนมาก และมีโรคร้ายแฝงอยู่ในปริมาณมากเช่นกัน แนะนำให้ส่องกล้องขยายคอลโปสโคปตรวจดูปากมดลูกทันที พร้อมกันนี้ก็ให้ขูดเนื้อเยื่อจากรูปากมดลูก ขูดมดลูก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

2.2 อะดีโนคาร์ซิโนมา ( Adenocarcinoma )

แปลความหมายได้ว่า มีความน่าจะเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงปากมดลูกหรือโพรงมดลูก แนะนำให้ส่องกล้องขยายคอลโปสโคปตรวจดูปากมดลูกทันที พร้อมกันนี้ก็ให้ขูดเนื้อเยื่อจากรูปากมดลูก ขูดมดลูก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

17.คอลโปสโคป ( Colposcope ) คืออะไร

คอลโปสโคป คือ กล้องขยายทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับส่องดูปากมดลูก ขยายได้ 2-10 เท่าเหมือนกล้องขยายทั่วไป แต่มีลักษณะพิเศษคือ สามารถขริบ หรือตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกขณะส่องกล้องได้

18.วิธีตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูกโดยน้ำส้มสายชูหรือวีไอเอ ( Visual Inspection with Acetic Acid : VIA )

วิธีตรวจคัดกรองหา มะเร็งปากมดลูก วิธีนี้ง่าย ไม่ยุ่งยาก คนคัดกรองเป็นแพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ได้ ขอเพียงให้ได้รับการฝึกมาแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยนักเซลล์วิทยา อีกทั้งยังสามารถป้องกันมะเร็งระยะลุกลามโดยการจี้เย็นได้ วิธีการก็เพียงใช้น้ำส้มสายชูที่ปรุงอาหารความเข้มข้น 3-5 เปอร์เซ็นต์ ไปป้ายที่ปากมดลูก จากนั้นรอดูผล 1 นาที หากปากมดลูกเปลี่ยนเป็นสีขาวจะถือว่าผิดปกติ และอาจเป็นเซลล์ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งหากเจอแบบนี้ให้ใช้วิธีจี้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส เพื่อรักษารอยโรค

สำหรับวิธีนี้ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน นั่นคือ จะไม่ทราบผลชิ้นเนื้อที่แท้จริง หากเป็นมะเร็งระยะลุกลามการรักษาโดยการจี้เย็นถือว่ายังไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้โรคลุกลามต่อไปได้

19.วิธีตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูก โดยตรวจหาไวรัสเอชพีวี ( HPV DNA Testing )

การตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก วิธีนี้จะใช้ตัวอย่างจากปากมดลูกหรือช่องคลอดของผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 1 ครั้ง เมื่อตรวจแล้วหากให้ผลบวกแสดงว่ามีเชื้อเอชพีวีชนิดเสี่ยงสูง แม้เซลล์ผิดปกติขั้นต่ำก็ควรได้รับการส่งตรวจด้วยกล้องคอลโปสโคปและขริบเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ยิ่งหากพบเซลล์ผิดปกติมากต้องรีบรักษาโดยด่วนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม แต่ถ้าให้ผลเป็นลบ แสดงว่าไม่มีเชื้อเอชพีวีชนิดเสียงสูง หากเซลล์ผิดปกติขั้นต่ำอาจจะนัดตรวจติดตามได้ และถ้าไม่พบเซลล์ผิดปกติอาจมีการตรวจหามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีแปปสเมียร์ 5 ปีต่อ 1 ครั้ง

20.เครื่องดูด้วยตาเปล่า หรือตรวจคัดกรองสงสัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ต้องอาศัยการอ่านชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาด้วย

เพราะผลเนื้อสามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือเป็นอย่างอื่น เกิดที่ปากมดลูกเองหรือกระจายมาจากแหล่งอื่น ที่สำคัญดูชนิดของเซลล์มะเร็งได้ จึงเลือกวิธีรักษาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเครื่องดูด้วยตาทำไม่ได้

21.แพทย์วินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกจากอะไร

1.การซักประวัติ ในการซักประวัติสิ่งที่น่าสงสัยที่สุดคือคือ มีเลือดออกผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์

2.ตรวจร่างกายทั่วไป หากเป็น มะเร็งปากมดลูก ระยะแรกมักตรวจร่างกายแล้วไม่เจออะไร แต่ถ้าหากตรวจแล้วมีอาการจะบ่งบอกได้ คือ

– หากคลำเจอก้อนต่อมน้ำเหลืองที่ไหปลาร้าด้านซ้าย อาจเป็นการกระจายของมะเร็งปากมดลูกไปที่ต่อมน้ำเหลือง

– หากคลำพบตับหรือม้ามโต อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกกระจายไปที่ตับหรือม้าม

– หากคำพบก้อนเนื้อที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกเชิงกราน อาจเป็นการกระจายของมะเร็งปากมดลูกไปที่กระดูก

– หากขาข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้างหลวมโดยไม่ได้เป็นเส้นเลือดอุดตัน อาจเป็นการกระจายของมะเร็งปากมดลูกไปที่อุ้งเชิงกราน

ทั้งนี้หากตรวจร่างกายแล้วพบการกระจายของ มะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่จะเป็นระยะท้ายของมะเร็งปากมดลูกแล้ว

3.การตรวจภายใน จะเป็นการตรวจดูลักษณะของปากมดลูก อาการที่น่าสงสัย เช่น เมื่อป้ายน้ำส้มสายชูแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ,ปากมดลูกเป็นแผล มีเนื้องอก เนื้อฟ่า ผิดปกติ หรือคลำแล้วมีเลือดออกอย่างรุนแรง

4.การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา หากสงสัยเป็น มะเร็งปากมดลูก แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นหรือใช้กล้องคอลโปสโคปส่องดู หากเห็นความผิดปกติของปากมดลูก และสงสัยว่าจะเป็นเซลล์ผิดปกติหรือมะเร็ง ต้องยืนยันโดยขริบเนื้อโดยตรงแล้วส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

5.การตรวจทางทวารหนักกับทางช่องคลอด ในรายที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งช่องคลอดจะมีการตรวจทวารหนักด้วยว่าขณะนี้มะเร็ง ได้กระจายออกนอกช่องคลอดไปที่อุ้งเชิงกราน หรือกินลึกไปที่เนื้อเยื่อระหว่างทวารหนักกับช่องคลอดหรือไม่

6.การตรวจโดยใช้เครื่องมือเมื่อพบว่าเป็น มะเร็งปากมดลูก โดยการตรวจชิ้นเนื้อแล้ว แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมว่ามะเร็งได้กระจายไปที่ไหนบ้าง เช่น ใช้เครื่องมือตรวจทางทวารหนัก ( Proctoscopy ) เอกซเรย์พิเศษดูลำไส้ใหญ่โดยการสวนแป้งแบเรียมเข้าทวารหนัก ( Barium Enema ) เอกซเรย์ปอด ( Chest X-ray ) ฉีดสีดูการทำงานของไตและท่อไต ( IVP ) หรือส่องกล้องตรวจดูกระเพาะปัสสาวะ ( Cystoscopy ) เป็นต้น เมื่อตรวจดูทั้งหมด ก็จะสามารถแบ่งระยะของเซลล์มะเร็งปากมดลูกชนิดรุกรานได้

22.ทำไมจึงต้องแบ่งระยะมะเร็งปากมดลูก

สาเหตุที่ต้องแบ่งระยะมะเร็ง เพื่อจะได้พยากรณ์โรคหรือดูการรอดชีวิตภายใน 5 ปี และการรักษาตามระยะมักจะได้ผลดีที่สุด การแบ่งระยะของมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม นิยมใช้ FIGO 1995 แบ่งจากน้อยไปหามากคือระยะที่ 1-4

มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 อัตราการอยู่รอดภายใน 5 ปี ร้อยละ 80-95

มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 2 อัตราการอยู่รอดภายใน 5 ปี ร้อยละ 60-70

มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 3 อัตราการอยู่รอดภายใน 5 ปี ร้อยละ 40-50

มะเร็งปากมดลูกระยะที่ 4 ( ระยะสุดท้าย ) อัตราการอยู่รอดภายใน 5 ปี ร้อยละ 10-20

**เมื่อสิบปีก่อน อัตราการอยู่รอดภายใน 5 ปีของระยะที่ 1-4 อยู่ที่ร้อยละ 78, 57, 31, และ 8 ตามลำดับ

สำหรับการพยากรณ์โรคตามหลัก 5 ปี ดู มะเร็งปากมดลูก ชนิดลุกลาม มีโอกาสกลับคืนมาภายใน 5 ปี หากไม่กลับคืนมาภายใน 5 ปี ถือว่าน่าจะหายขาดจากโรคมะเร็งแล้ว ส่วนมะเร็งอย่างไม่รุนแรง การดำเนินโรคอาจกลับคืนมาช้ามาก เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์ จึงอาจยึดอัตราอยู่รอดที่ 10 ปี ถ้าโรคไม่กลับมาภายใน 10 ปีถือว่าน่าจะหายจากโรคมะเร็งชนิดนั้นแล้ว

ในส่วนของอัตราการอยู่รอด 5 ปีของมะเร็งปากมดลูกนั้นดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก ซึ่งควรจำไว้ว่ามะเร็งทุกชนิดจะเหมือนกันคือ ยิ่งเจอเร็วในระยะเริ่มแรกและทำการรักษาทันท่วงที รักษาถูกวิธี โอกาสรักษาหายขาดจะสูง ซึ่งหากเป็นเป็นระยะเริ่มแรก ( เซลล์ผิดปกติ ) โอกาสรอดภายใน 5 ปีจะมีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

23.บางครั้งคนเป็นมะเร็งระยะที่ 2 รอดชีวิต แต่คนที่เป็นระยะที่ 1 กลับเสียชีวิต

บางครั้งใช่ว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะที่ 1 จะมีโอกาสหายและไม่ตายมากกว่ามะเร็งระยะที่ 2 เสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย นั่นคือ

  1. คนที่ร่างกายแข็งแรง กินได้ นอนหลับ ออกกำลังกายดี ไม่เครียด มองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสรอดมากกว่า
  2. คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ไม่เดือดร้อนเรื่องค่ารักษา สามารถเข้าถึงแพทย์ทางเลือกได้มากกว่า มีความเป็นอยู่ อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพ แบบนี้อาจมีโอกาสรอดมากกว่า
  3. ขนาดของก้อนมะเร็ง ก้อนขนาดเล็กมีโอกาสรอดมากกว่า รวมไปถึงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งน้อยกว่า ก็มีโอกาสรอดมากกว่าเช่นกัน
  4. การตอบสนองต่อการรักษาดีกว่าก็จะหายง่ายกว่า เปอร์เซ็นต์รอดมีมากกว่า
  5. การลุกลามไปยังช่องคลอดและอุ้งเชิงกราน แม้ระยะเดียวกันหรือระยะน้อยกว่า แต่ลุกลามน้อยกว่า ก็มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า
  6. การกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานและนอกเชิงกราน ถ้ามีโอกาสรอดชีวิตจะน้อยกว่า
  7. การบุกรุกของมะเร็งเข้าสู่หลอดเลือด หากลุกลามไปยังอวัยวะไกลๆ เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง โอกาสรอดชีวิตมีน้อยกว่า
  8. ถ้าความลึกของมะเร็งที่ลุกลามน้อยกว่า 1 เซนติเมตรจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่า คือโอกาสรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่
    ร้อยละ 90 แต่ถ้าลุกลามลึกกว่า 1 เซนติเมตรโอกาสรอดชีวิต 5 ปีจะมีเพียงร้อยละ 70

24.วิธีดูแลรักษาปากมดลูก

1.การผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก รักษาในกรณีที่ยังอยู่ในระยะแรกๆหรือพึ่งกระจายออกจากปากมดลูก

2.รังสีรักษามะเร็งปากมดลูก จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือหลอดเลือดแล้ว หรือใช้เป็นการรักษาหลักหากมะเร็งกระจายไปมากแล้ว

3.เคมีบำบัดมะเร็งปากมดลูก ใช้เป็นการรักษาหลักในกรณีไม่สามารถผ่าตัดรักษามะเร็งปากมดลูกได้ เพราะมะเร็งกระจายไปมากแล้วหรืออาจใช้วิธีนี้รักษาอย่างเดียว ,ใช้ร่วมกับรังสีรักษา หรือใช้ร่วมกับการผ่าตัดและรังสีรักษา เพื่อช่วยให้มีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น สำหรับ เคมีบำบัดที่เลือกใช้มีหลายตัว ได้แก่ ซิสพลาติน ( Cisplatin ) ไฟว์เอฟยู ( 5-FU ) ไฮดร็อกซียูเรีย ( Hydroxy Urea ) คาร์โบพลาติน ( Carboplatin ) โทโปทีแคน ( Topotecan ) เป็นต้น

4.ชีวะบำบัดมะเร็งปากมดลูก ( Biological Therapy ) เป็นการให้สารเพิ่มภูมิต้านทานอินเตอร์เฟียรอน ( Interferon )  นิยมใช้ร่วมกับเคมีบำบัด แต่ทั้งนี้อินเตอร์เฟียรอนอาจมีผลข้างเคียงได้ ไม่ว่าจะเป็น ท้องเสีย มีผื่นตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีจ้ำเลือดออกตามตัว เป็นต้น

5.การให้การรักษาอื่นที่อยู่ในขั้นทดลองมะเร็งปากมดลูก เช่น การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยภูมิต้านทาน รักษาด้วยหน่วยพันธุกรรม หรือ รักษาด้วยสเต็มเซลล์

25.การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัด มะเร็งปากมดลูก ก็เหมือนการผ่าตัดใหญ่อื่นๆที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง จึงอาจไป

กระทบกระเทือนเส้นเลือดเส้นประสาท และเนื้อเยื่อบริเวณที่ผ่าตัดจึงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้

  1. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัดใหม่ๆ

– มีไข้หลังผ่าตัดร้อยละ 25-50

– การเสียเลือด ส่วนใหญ่จะเสียเลือดประมาณ 800 ซีซี หรือเท่ากับเลือดสองถุง

– เกิดรูรั่วระหว่างท่อไตกับช่องคลอด ( Ureterovaginal Fistula ) ร้อยละ 1-2

– เกิดรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด ( Vesicovaginal Fistula ) ร้อยละ 1

– เกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดกั้นปอด ( Pulmonary Embolus ) ร้อยละ 1-2

– ลำไส้เล็กอุดตันตามมา ( Small Bowel Obstruction ) ร้อยละ 1

– มีปัญหาระบบหายใจ เช่น หายใจเหนื่อยหอบ หรืออาจมีปอดบวมตามมา ร้อยละ 10

– มีเนื้อเยื่อในอุ้งเชิงกรานอักเสบ ( Pelvic Cellulitis )ร้อยละ 7

– ระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ ร้อยละ 6

  1. มะเร็งปากมดลูก เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่สะดวก กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน มีถุงน้ำเหลืองเกิดขึ้นในช่องท้อง ท่อปัสสาวะตีบตัน นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนหลังผ่าตัด
  2. มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคมะเร็งปากมดลูกกลับเป็นซ้ำ ฯลฯ

26.ตรวจติดตามหลังผ่าตัดเพื่อเช็คการย้อนกลับคืนของมะเร็ง

การติดตามจะประกอบด้วย การตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจภายใน แปปสเมียร์ ทุก 3-4 เดือนนาน 2 ปี ตรวจทุกเดือนนาน 3 ปี ต่อจากนั้นจะตรวจทุกปี และอาจมีการเอกซเรย์ปอด ทุก 1 ปี อัลตร้าซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอกซเรย์พิเศษอื่นๆหากสงสัยว่ามีการกระจายของมะเร็งไปอวัยวะอื่น

27.การป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ 3 วิธี ได้แก่

1.การป้องกันปฐมภูมิ ( Primary Prevention ) ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก เช่น หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เอชพีวี แล้วสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี

2.การป้องกันทุติยภูมิ ( Secondary Prevention )  ให้ทำการค้นหามะเร็งปากมดลูกในระยะแรกเริ่ม โดยการทำแปบสเมียร์ ส่องกล้องขยายปากมดลูก คัดกรองหามะเร็งปากมดลูกโดยน้ำส้มสายชู หรือตรวจหาเอชพีวีดีเอ็นเอที่ปากมดลูก เป็นต้น

3.การป้องกันตติยภูมิ ( Tertiary Prevention ) ทำการรักษามะเร็งปากมดลูกตามมาตรฐานทางการแพทย์

28.ควรตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยแค่ไหน

ทางสมาคมมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ 2555 แนะนำว่าควรตรวจคัดกรองหา มะเร็งปากมดลูก หญิงอายุ 21-29 ปี ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ ด้วยวิธีแปปสเมียร์ วิธีดั้งเดิมหรือตินแพร็พแปปสเมียร์ โดยคัดกรองทุก 3 ปี ส่วนในหญิงอายุ 30-65 ปี ควรคัดกรองทุก 3 ปี แต่ให้ทางเลือกในการคัดกรองทุก 5 ปี โดยใช้วิธีการตรวจหาไวรัสเอชพีวีและเซลล์ผิดปกติของปากมดลูก

29.หากตัดมดลูกไปแล้วต้องตรวจหามะเร็งปากมดลูกหรือเปล่า

ส่วนใหญ่การตัดมดลูกจะตัดปากมดลูกออกไปด้วย ในกรณีนี้จะไม่ต้องตรวจคัดกรอง แต่ถ้าการผ่าตัดมดลูกยังเหลือปากมดลูก ก็ควรตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์

30.วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีหรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีในเมืองไทยมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2551  ใช้ฉีดในหญิงอายุ 9-26 ปี โดยวัคซีนตัวนี้จะทำมาจากโปรตีนโครงสร้าง หรือเปลือกของเชื้อเอชพีวีส่วนที่เรียกว่า L1 ซึ่งจะไปสร้างสารกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อเอชพีวี ทั้งนี้ มะเร็งปากมดลูก ทั่วโลกส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อเอชพีวี 16 และเชื้อเอชพีวี 18 ทำให้การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีจึงเริ่มจากเชื้อเอชพีวี 16 และเชื้อเอชพีวี 18 ก่อนชนิดอื่นๆสำหรับการป้องกัน

– หากเป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีชนิดเดียว ( Monovalent Vaccine ) คือชนิด 16  จะป้องกันได้ประมาณร้อยละ 50-60

– หากเป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี 2 ชนิด คือชนิด 16 และ 18  เรียกว่า Bivalent Vaccine จะป้องกันได้ประมาณร้อยละ 70

– หากเป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี 5 ชนิด ( Pantavalent ) คือเชื้อเอชพีวี  16, 18, 45, 31 และ 33 จะป้องกันได้ประมาณร้อยละ 83

– หากวัคซีนป้องกันเพิ่มเชื้อเอชพีวี 52 และ 58 จาก 5 ชนิดรวมเป็นเชื้อเอชพีวี 7 ชนิด ( Heptavalent Vaccine ) จะครอบคลุมได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87

สำหรับเมืองไทยได้นำเข้าวัคซีน 2 ยี่ห้อ โดยยี่ห้อแรกชื่อการ์ดาซิล ( Gardasil ) จะเป็นวัคซีนต้านเชื้อเอชพีวี 4 ชนิดได้แก่ ชนิดที่ 16, 18, 6, 11 สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70  และป้องกันหูดหงอนไก่ได้มากกว่าร้อยละ 90  ส่วนอีกยี่ห้อจะต้านเชื้อเอชพีวี 2 ชนิดได้แก่ 16 และ 18 ชื่อเซอร์วาริกซ์ ( Cervarix ) สามารถป้องกัน มะเร็งปากมดลูก ได้ประมาณร้อยละ 70  ทั้งนี้วัคซีนสามารถฉีดได้จนถึงอายุ 45 ปี พร้อมมีงานวิจัยจากเมืองจีนระบุว่า ภูมิต้านทานในคนวัยนี้ยังมีสูงหลังจากได้รับวัคซีน

ในด้านวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีจะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้รับเชื้อเอชพีวีเลย เพราะจะเกิดภูมิต้านทานต่อเชื้อเอชพีวีชนิดที่ระบุในวัคซีนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นภูมิต้านทานที่อยู่ได้นาน โดยในปี พ.ศ. 2552  บริษัทวัคซีนรับรองว่า เมื่อฉีดครบ 3 เข็ม ภูมิต้านทานจะอยู่ได้นานไม่ต่ำกว่า 8 ปี ส่วนคนที่ได้รับเชื้อเอชพีวีแล้วจะได้ประโยชน์รองลงมา แต่เป็นชนิดที่ไม่มีในวัคซีน

31.การแพ้ทางร่วม ( Complementary ) สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก

ในด้านการแพทย์ทางเลือก ( Alternative Medicine ) สมาคมมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาให้นิยามไว้ว่า คือการ นำมาทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันที่เป็นมาตรฐานการรักษามะเร็ง ส่วนการแพทย์ทางร่วม จะเป็นวิธีรักษาใดๆที่ใช้ร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งการแพทย์ทางร่วมสำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีและการทำให้ชีวิตผ่อนคลาย ไม่เครียด ลดการเจ็บปวด ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ด้วยการ ทำสมาธิ นวด สปา โยคะ สุคนธบําบัด กดจุดหรือฝังเข็ม เป็นต้น

มะเร็งปากมดลูกเป็นอีกหนึ่งโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิงจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงวัย 30 – 55 ปี โดยมีสาเหตุสำคัญที่สุดได้แก่ ไวรัส HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์

32.การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

อาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ คืออาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีและวิตามินซี โดยพบว่าผู้หญิงที่มีระดับวิตามินอีต่ำกว่า 7.95 mu mol / l  จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์ปากมดลูกผิดปกติมากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า ส่วนงานวิจัยในสตรีอีกชิ้นพบว่า คนที่มีระดับวิตามินซีในเลือดสูงสามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีภายใน 120 วันได้มากกว่าผู้ที่มีวิตามินซีในเลือดน้อย แต่ถ้าเชื้อเอชพีวีคงอยู่นานกว่า 120 วันไม่ว่าจะมีวิตามินซีสูงหรือต่ำความสามารถในการกำจัดจะไม่แตกต่างกัน

สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว และน้ำมันพืชอย่างน้ำมันเมล็ดทานตะวัน และน้ำมันมะกอก ส่วนอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่าง ผักสด ผลไม้จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก เส้นเลือด จึงป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งชะงักการลุกลาม ฯลฯ อีกทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งโดยทั่วไป รวมถึง มะเร็งปากมดลูก ด้วย

ผู้ที่รับวิตามินซีอย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสติดเชื้อเอชพีวีชนิดต่อเนื่องน้อยกว่าคนที่กินวิตามินซีน้อย ซึ่งพบว่าผู้หญิงที่เซลล์ปากมดลูกผิดปกติจะมีระดับของวิตามินซีในเลือดต่ำกว่าคนที่ไม่มีเซลล์ผิดปกติ นอกจากนี้วิตามินซียังลดการสร้างสารไนโตรซามีน ( Nitrosamine ) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกายจากการรับประทานอาหารจำพวก เนื้อย่าง เนื้อรมควัน ของหมักดอง และอาหารย้อมสี ได้อีกด้วย

อาหารอุดมไปด้วยสารโฟเลต ( Folate / วิตามินบี 9 )

สารโฟเลตมีความจำเป็นในการสร้างเซลล์ใหม่ และยังควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ทำให้ระบบพันธุกรรมและระบบประสาทปกติ โดยส่วนใหญ่จะมีในถั่ว ผักใบเขียว ธัญพืช ข้าวกล้อง ผลไม้รสเปรี้ยว และน้ำส้มคั้นสด คนทั่วไปที่มีโฟเลตในเลือดสูง โอกาสติดเชื้อเอชพีวีแบบต่อเนื่องมักมีน้อยกว่าคนที่มีระดับต่ำ ทั้งนี้มีงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดนานและผู้ที่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ จะมีระดับของสารโฟเลตต่ำกว่าคนทั่วไป และเมื่อเสริมสารโฟเลตในคนกลุ่มนี้จะพบว่ามีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติน้อยกว่าคนไม่ทานเสริม

อาหารอุดมไปด้วยวิตามินเอและสารเบต้าแคโรทีน ( Beta-caeotene )

สารเบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยดูแลภูมิต้านทานของร่างกาย อีกทั้งยังควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ให้เป็นปกติ ซึ่งจากงานวิจัยหลายสถาบันได้ยืนยันตรงกันว่า การรับประทานผักผลไม้ที่มีสีเขียวจัด สีเหลือง สีส้มสีแดง อย่าง ผักโขม แครอท ส้ม มะละกอ ฟักทอง มะม่วง ที่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์ปากมดลูกผิดปกติและ มะเร็งปากมดลูก และยังพบว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกจะมีระดับของสารเบตาแคโรทีนต่ำเมื่อเทียบกับคนปกติ

อาหารอุดมด้วยสารซีลีเนียม ( Selenium )

จากผลการวิจัยพบว่า การได้รับสารซีลีเนียมวันละ 250-300  ไมโครกรัม จะสามารถต้านมะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะการการรับประทานร่วมกับวิตามินอี ทั้งนี้สารซีลีเนียมมักพบมากในกระเทียม ยีสต์ งา เห็ด ถั่ว กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี และหน่อไม้ฝรั่ง

สาหร่ายทะเล

สาหร่ายทะเลเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เชื่อกันว่ารับประทานไปแล้วจะจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้ลดการเกิดมะเร็งเต้านม รวมไปถึง มะเร็งปากมดลูก ได้

กะหล่ำปลีกะหล่ำดอกบร็อคโคลี

มีสารต้านมะเร็ง ได้แก่ ไดอินโดลิลมีเทน ( Diindolylmethane ) ซันโฟราเฟน ( Sulforaphane )  และซีลีเนียมนอกจากนี้ยังมีวิตามินซีและกากใยสูง

น้ำมันปลา ( Fish Oil )

งานวิจัยพบว่าน้ำมันปลาสามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อเอชพีวีได้ เพราะมีสารดีเอชเอ ( Docosahexaenoic Acid : DHA )  ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-3  ที่มาจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน เฮร์ริ่ง แมคเคอเรล ทูน่า ส่วนปลาทะเลไทยที่มีโอเมก้า-3  ที่พอเพียงได้แก่ ปลาทู ปลาสำลี ปลากระพง ปลาโอ ปลาเก๋า ปลารัง และปลาอินทรี ส่วนประน้ำจืด เช่น ปลาบู่ ปลาช่อน ปลานวลจันทร์

โคเอนไซม์คิวเทน ( Co Q10 )

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีหน้าที่ควบคุมการผลิตพลังงานแก่ร่างกาย มีมากในปลาเฮร์ริ่ง ปลาแมคเคอเรล ผู้หญิงที่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติหรือเป็น มะเร็งปากมดลูก จะมีโคเอนไซม์คิวเทนต่ำ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. “ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก”. (รศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์). [ออนไลน์]. www.rtcog.or.th. 

Australian Cervical Cancer Foundation. “Vision and Mission”. Australian Cervical Cancer Foundation. Archived from the original on 12 May 2013.