มะเร็งปากมดลูกโรคร้ายภายในที่ผู้หญิงต้องรู้

มะเร็งที่เกิดขึ้นภายในมดลูกของผู้หญิง
มะเร็งปากมดลูก เป็นเซลล์เยื่อบุที่พัฒนากลายเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็ง พบในสตรีที่อายุ 40-60 ปี มักพบภายหลังวัยหมดประจำเดือนแล้ว

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากสาเหตุอะไร มะเร็ง เป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ทุกครั้งที่มีการทำแบบสอบถามเกี่ยวโรคอันตราย ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ปีละหลักแสนจนถึงหลักล้าน ทุกคนก็มักจะพร้อมใจกันเทคำตอบให้โรคที่มีชื่อว่า มะเร็ง และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็กลัวโรคนี้กันทั้งหมด ในผู้หญิงที่พบมาสุดคือ มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก ในผู้หญิง ต้องมีการที่วางแผนรับมือกับโรคมะเร็งปากมดลูก เพราะเป็นเรื่อละเอียดอ่อน จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวโรคมะเร็งปากมดลูกให้ถ่องแท้ ว่าโรคมะเร็งเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ถ้าหากว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูล ให้ความรู้อัพเดตอยู่เสมอ

1.มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหมด และถ้านับรวมมะเร็งทุกอย่างในสตรีจะมาเป็นอันดับ 4 รองลงมาจาก มะเร็งเต้านม ปอด และลำไส้ใหญ่ สามารถพบได้มากในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวสี และเมื่อเปรียบกับสหรัฐจะพบน้อยกว่า 4-5 เท่า โดยพบมากเป็นอันดับ 3  ในบรรดามะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี รองลงมาจาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งรังไข่ แต่นับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ที่น่าแปลกใจคือมะเร็งมดลูกพบมากแต่อัตราการตายน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรัไข่ ซึ่งก็น่าจะมาจากสามารถตรวจพบได้ชัดเจนจึงรักษาได้ทันท่วงที

2.อุบัติการณ์มะเร็งมดลูกในไทย

ในตรีไทย 1 แสนคนจะมีเป็น มะเร็งปากมดลูก 2.2-4.2 รายและนับวันจะมีแนวโน้มพบมะเร็งนี้มากขึ้นในผู้หญิงที่อายุน้อยลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเอง ส่วนอัตราการรอดชีวิตจะขึ้นอยู่กับ เจอเร็ว วินิจฉัยเร็ว และเจอระยะต้น แบบนี้จะมีโอกาสรักษาได้หายสูง ทั้งนี้ มะเร็งมดลูกส่วนใหญ่ร้อยละ 95  เป็น เป็นมะเร็งเยื่อ ส่วนน้อยพียงร้อยละ 5 เป็นมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ส่วนมะเร็งผิวมดลูกโดยตรงไม่มี มีแต่ที่รุกล้ำมาจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ดังนั้นหากพูดถึงมะเร็งมดลูกส่วนใหญ่จะหมายถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกนั่นเอง

3.มะเร็งปากมดลูกพบบ่อยในผู้หญิงวัย 51-65 ปี

จากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์พบว่า ช่วงอายุที่เป็น มะเร็งปากมดลูก มากคือ 51-60 ปี เฉลี่ยที่ประมาณ 55 ปี ( ประเทศตะวันตกอยู่ที่ 60-61 ปี ) อายุน้อยกว่า 40 ปีจะพบน้อยเพียงร้อยละ 5 ของผู้หญิงที่ป่วยด้วยโรคนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน และ 1 ใน 3 จะเป็นโสดหรือไม่มีลูก และเกินครึ่งมีน้ำหนักตัวมากกว่า 50  กิโลกรัม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูกคือ  มีพันธุกรรมหรือมีสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนการหมดประจำเดือน หรือได้รับยากระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนในคนที่มีบุตรยาก ส่วนอาการจะเริ่มจากเยื่อบุโพรงมดลูกหนาและกลายเป็นมะเร็ง การรักษามักได้ผลดีในคนวัยหมดประจําเดือน

4.อาการของมะเร็งปากมดลูก

ส่วนใหญ่การตรวจพบผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จะพบเมื่อมีอาการแล้ว มีเพียงน้อยกว่าร้อยละ 5 ที่ตรวจพบในขณะไม่มีอาการ ซึ่งอาการที่ว่าได้แก่

  1. ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังหมดประจำเดือนหรือกำลังจะหมดประจำเดือน มากกว่าร้อยละ 90 จึงอาจเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นอาการปกติของคนเลือดจะไปลมจะมา จึงตรวจวินิจฉัยและรักษาช้าไป แต่ทั้งนี้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังหมดประจำเดือนส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก อาจเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ อักเสบ จากการหมดฮอร์โมน,ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากฮอร์โมนที่รับประทานเพื่อทดแทนการหมดประจำเดือน ,มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ,เนื้องอกธรรมดาของโพรงมดลูกหรือปากมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูกหนา
  2. มะเร็งปากมดลูกมีตกขาวผิดปกติ อาจเป็นเลือด มีจำนวนมาก หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็น
  3. ปวดท้อง คลำพบก้อนที่ท้อง
  4. เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
  5. ขับถ่ายไม่ปกติ

** อาการ 4 และ 5 มักเป็นช่วงที่มีอาการมากแล้ว

5.ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูก

ความอ้วน ทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็น มะเร็งปากมดลูก เพิ่มสูงขึ้นกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติโดยพบว่า

– หากมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ 10-20 กิโลกรัม จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 3 เท่า

– หากมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติมากกว่า 20 กิโลกรัมขึ้นไป จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 10 เท่า

– ไม่มีลูก จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 2-3 เท่า

– เป็นผู้ที่มีประจำเดือนเร็วและหมดช้า การหมดประจำเดือนหลังจากมีอายุ 52 ปีขึ้นไป จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น 2.4 เท่า

– เมื่อได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตเจนโดยได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น 4-8 เท่า

– เมื่อได้รับยารักษามะเร็งเต้านมหรือยาต้านฮอร์โมนเอสโตรเจนทาม็อกซิเฟน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกขึ้น 2-3 เท่า

– เป็นผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น 1.3-2.7 เท่า

– เป็นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น 1.2-2.1 เท่า

– เป็นผู้ที่เคยได้รับการรักษาโดยใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งที่หน้าท้อง จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 8 เท่า

– เป็นผู้ที่เคยผ่านการขูดมดลูกแล้วพบว่ามีเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกหนา ( Atypical Hyperplasia ) จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 8-29 เท่า

– การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 2.5 เท่า

ปัจจัยที่ช่วยให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกลดน้อยลง

– การรับประทานยาคุมกำเนิด จะช่วยให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมดลูกลดน้อยลงได้ถึงร้อยละ 50

– เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทองหรือขาดฮอร์โมน ต้องรับฮอร์โมนทดแทนจนกว่าประจำเดือนจะหมด ควรรับฮอร์โมนที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นส่วนผสม เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่สามารถช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งมดลูก

6.การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการตรวจวินิจฉัย

ไม่มีวิธีในการคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก หากมีโอกาสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจภายในทุกปี ตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ หรือเก็บเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นครั้งคราวไป

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก จะมีการเก็บเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมือพิเศษหรือใช้การขูดมดลูก

7.ลักษณะการกระจายของมะเร็งปากมดลูก

การกระจายของมะเร็งปากมดลูกมีลักษณะการกระจายอยู่ 4 รูปแบบ คือ

  1. มีลักษณะการกระจายแบบออกนอกมดลูกไปยังอวัยวะที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ มดลูก เช่น ปีกมดลูก รังไข่ท่อไต อุ้มเชิงกราน
  2. มีลักษณะการกระจายตัวออกไปทางต่อมน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลืองอุ้งเชิงกราน ต่อมน้ำเหลืองข้าง ๆ เส้นเลือดใหญ่แดง ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ
  3. มีลักษณะการกระจายตัวออกไปทางเส้นเลือด ซึ่งไม่ไกลนัก เช่น ปอด ตับ สมอง ( สำหรับสมองจะพบน้อย )
  4. มีลักษณะการกระจายเป็นมะเร็งที่มีขนาดพอ ๆ กับเมล็ดพืชไปทั่วบริเวณช่องท้อง

8.การรักษามมะเร็งปากมดลูกในระยะต่าง ๆ ใช้วิธีรักษาโดยการผ่าตัด

วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกโดยการผ่าตัดตามมาตรฐานประกอบไปด้วย

การตัดมดลูก รังไข่สองข้าง

เก็บน้ำในช่องท้องไปส่งตรวจทางเซลล์วิทยาเพื่อหาว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ หรือใช้วิธีล้างช่องท้องแล้วส่งน้ำที่ใช้ล้างตรวจหาเซลล์มะเร็ง เพื่อดูการลุกลามของเซลล์มะเร็งว่ากระจายเข้าสู่ช่องท้องหรือไม่

เลือกตัดต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกรานและต่อมน้ำเหลืองข้างเส้นเลือดใหญ่ ไปตรวจดูว่ามีการลุกลามของมะเร็งเกิดขึ้นหรือไม่หลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัดแล้ว เนื้อมะเร็งจะถูกส่งไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อหาว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ดูการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และอาจจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจสัญญาณรับฮอร์โมน ( ER, PR ) ซึ่งหากพบว่ามีผลเป็นบวก วิธีการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนจะช่วยให้มีโอกาสหายจากโรคได้มากขึ้น

9.คำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก

วิธีต่อไปนี้เหมาะทั้งกับผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่น ๆ

บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่มีเวลาที่จะได้เตรียมตัวมากนัก เพราะหลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็ต้องเข้าผ่าตัดรักษาโดยทันที เพราะฉะนั้นทุกคนที่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งจึงไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท ไม่ทำอะไรที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือใช้ร่างกายอย่างหักโหม ควรให้ชีวิตมีความสมดุลกันระหว่างการทำงาน การพักผ่อน การรับประทาน การใช้เวลาสำหรับเรื่องส่วนตัว การใช้เวลากับครอบครัว การเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี รวมถึงการแก้ปัญหาบางอย่างที่สามารถแก้ได้  เช่น ภาวะซีด มีการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ

หากมีโรคประจำตัวต่าง ๆ  เช่น มีอาการเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำเป็นที่จะต้องดูแลตนเองให้ดี ใกล้ชิดกับแพทย์เพื่อดูแลรักษาร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติมากที่สุด

หากติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดดื่มก่อนเข้ารับผ่าตัด เนื่องจากจะทำให้แผลติดยาก และอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายหากสูบบุหรี่ ต้องงดสูบ เนื่องจากต้องมีการให้ดมยาสลบในการผ่าตัด ซึ่งหากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ อาจจะทำให้เกิดอันตรายในระหว่างที่ดมยาสลบได้ นอกจากนี้แล้วการสูบบุหรี่ยังส่งผลให้แผลติดยาก ทำให้เกิดการอักเสบ อาจเกิดอาการปอดบวมหรือปอดแฟบภายหลังจากผ่าตัดได้

พยายามหาวิธีคลายความความเครียด โรคนี้เป็นโรคที่มีโอกาสที่จะหายขาดมากกว่ามะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีอื่นๆ คอยดูแลรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง พักผ่อนอย่างพอเพียง รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ รับประทานวิตามินและธาตุเหล็กเสริมหากมีภาวะซีด

หากอยากใช้การแพทย์แผนอื่นร่วมในการรักษา เช่น แพทย์แผนไทย สมุนไพร ฝังเข็ม ฯลฯ ก็สามารถทำได้ แต่คนเลือกใช้วิธีรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก เนื่องจากมีข้อมูลการหายของโรคที่แน่นอนและได้ผลในการรักษาดีที่สุด

10.ก่อนเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกต้องตรวจร่างกาย

หลังจากที่แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเป็น มะเร็งปากมดลูก แพทย์จะต้องตรวจร่างกายผู้ป่วยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด ได้แก่ การตรวจเลือดดูว่าซีดหรือไม่ ดูเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และ การตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด Complete Blood Count ( CBC ) การตรวจแร่ธาตุและสารละลายในร่างกาย ( Electrolyte ) ตรวจหาสารเคมีของมะเร็ง ซีเอ-125 ( CA-125 ) อย่างไรโดยจะตรวจเฉพาะรายที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะกลับมาเป็นซ้ำใหม่ (ซีเอ-125 เป็นสารเคมีที่แพทย์ใช้ในการพยากรณ์โอกาสของโรค และติดตามหลังรักษามะเร็งมดลูกนั้น) เอกซเรย์ปอด ดูการกระจายของโรค แปปสเมียร์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก

การตรวจโรคอื่นที่มีข้อบ่งชี้ เช่น

ใช้แมมโมแกรม ( Mammogram ) ในการตรวจหากมีก้อนเกิดขึ้นที่เต้านม

ใช้การส่องกล้องเข้าไปในทวารหนัก เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ ( Sigmoidoscope, Colonoscope ) หรือสวนแป้งเอกซเรย์เพื่อทำการพิสูจน์ตรวจลำไส้ใหญ่ ( Barium Enema ) หากผู้ป่วยมีอาการขับถ่ายผิดปกติ

ใช้การส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ( Cystoscope ) หรือใช้วิธีฉีดสีเอกซเรย์พิสูจน์ตรวจดูไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ( IVP ) หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ

หากมีอาการที่ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีการกระจายของมะเร็งมดลูกไปยังที่ใดก็ให้ตรวจที่อวัยวะนั้น เช่น ตรวจโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT Scan ) เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI ) เอกซเรย์กระดูก ( Bone Scan ) เป็นต้น

11.การกลับคืนมาเป็นใหม่ของโรคมะเร็งมดลูก

หากได้รักษามะเร็งมดลูกแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยมักจะกลับคืนมาเป็นใหม่คืนมาภายใน 2-3 ปี    ซึ่งผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่ภายใน 2 ปี จะมีอยู่ราวร้อยละ 75 ส่วนผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่ภายใน 3 ปี จะมีอยู่ร้อยละ 85 มีและผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่นานเกินกว่ากว่า 3 ปีขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น

หากโรคกลับคืนมาเป็นใหม่ หรือมะเร็งเกิดดื้อต่อการรักษา หรือเป็นในระยะท้ายๆ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด เช่น ด็อกโซรูบิซิน ( Doxorubicin ) ไอฟอสฟามายด์ ( lfosfamide ) ซีสพลาติน ( Cisplatin ) อิมมาตินิบ เมซิเลต ( lmatinib Mesylate ) รวมกับฮอร์โมนบำบัดประเภท โปรเจสตินขนาดสูง เช่น เมดร็อกซีโปรเจสเทอโรน อะซิเตท ( Medroxyprogesterone Acetate ) มีเจสทรอล ( Megestrol ) หรือยาต้านฮอร์โมน เช่น ทาม็อกซิเฟน

หากเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะต้องทำการปรึกษาญาติ เลือกใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดชนิดผ่าตัดคว้านอวัยวะทุกอย่างในอุ้งเชิงกรานออกไป ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ รูปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ส่วนทวารหนัก ทวารหนัก มดลูก ปีกมดลูก ปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด โดยภายหลังจากการผ่าตัดจะมีถุงอุจจาระและถุงปัสสาวะห้อยออกมาทางหน้าท้อง ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตยืนยาวมากขึ้นกว่าการที่ไม่ผ่าตัด

มะเร็งมดลูกชนิดที่พบบ่อยคือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเป็นเซลล์เยื่อบุที่พัฒนากลายเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็ง พบในสตรีที่อายุ 40-60 ปี มักพบภายหลังหมดประจำเดือนแล้ว

12.ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานในโอกาสคืนกลับมาของโรคมะเร็งมดลูก

โดยทั่วไปมะเร็งมดลูกมีโอกาสที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรค แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

– โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคน้อย โรคมักจะหายหรือเกิดการคืนกลับมาน้อยกว่าร้อยละ 5 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ ( Endometrioid ) หรืออะดีโนสความัส ( Adenosquamous )

– พบว่ามีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง ( G1G2 )

– พบว่ามะเร็งกินไม่ลึก คือเกิดขึ้นในวงจำกัดในชั้นกล้ามเนื้อที่ติดโพรงมดลูกในอัตราส่วนที่ไม่มากไปกว่า 1 ใน 3 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด

– พบว่าไม่มีการกระจายไปที่ปากมดลูก ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด

– ไม่มีการพบว่ามีเซลล์มะเร็งในช่องท้อง

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดตามมาตรฐาน

โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคปานกลาง โรคมักจะคืนกลับมาเป็นราวร้อยละ 5-10 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ที่มีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง

– พบว่ามะเร็งกินลึก ในอัตราส่วนที่ไม่มากไปกว่า 2 ใน 3 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด และไม่กระจายไปที่ปากมดลูก

– พบว่ามะเร็งมีการกระจายไปที่ปากมดลูก แต่กินไม่ลึก ไม่มากไปกว่าร้อยละ 10 ของก้อนเนื้อทั้งหมด

– พบว่าไม่มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด ไม่พบว่ามีเซลล์มะเร็งในช่องท้อง

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีผ่าตัดตามมาตรฐานในการรักษา ตามด้วยรังสีในช่องคลอด ( Vaginal Brachytherapy )

มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคมาก โรคจะคืนกลับมามากกว่าร้อยละ 10 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ที่มีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง

– พบว่ามะเร็งกินลึกในอัตราส่วนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ใน 2 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกที่มีการแบ่งตัวไม่ดี ( G3 )

– พบว่ามะเร็งมีการกระจายไปที่ปากมดลูก ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีผ่าตัดตามมาตรฐานในการรักษา ตามด้วยการใช้รังสีรักษาในช่องคลอด หรือการฉายแสงที่หน้าท้อง หรือเคมีบำบัด หรือฮอร์โมนบำบัด

13.ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานในโอกาสรอดชีวิต

  1. ระยะของการเกิดโรค

– เป็นโรคระยะที่ 1 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 85

– เป็นโรคระยะที่ 2 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 72-76

– เป็นโรคระยะที่ 3 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 51-59

– เป็นโรคระยะที่ 4 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 9-18

  1. การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับดี ( G1 ) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 45

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับปานกลาง ( G2 ) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 35

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งไม่ดีหรือไม่ค่อยแบ่งตัว ( G3 ) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 20

ถ้าเทียบการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งกับระยะ 1

– ในระยะที่ 1 การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับดี มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 92-94

– ในระยะที่ 1 การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับปานกลาง มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 87-88

– ในระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งไม่ค่อยแบ่งตัว มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 74-79

  1. มะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร โอกาสรอดชีวิตจะน้อยกว่าที่มีขนาดน้อยกว่านี้
  2. มะเร็งมีการกินลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมากกว่า 1 ใน 2 มีโอกาสคืนกลับมาเป็นโรคประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วย ( ร้อยละ 46 ) โดยทั่วไปถ้าหากมะเร็งไม่กินลึก จะมีโอกาสคืนกลับมาเป็นโรคแค่ร้อยละ 13
  3. หากมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง มดลูกส่วนล่าง หรือปากมดลูก จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าการที่ไม่มีการกระจาย
  4. โรคมะเร็งคืนกลับมาภายในระยะเวลา 2 ปี จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าผู้ป่วยที่มะเร็งคืนกลับมามากกว่า 2 ปีขึ้นไป
  5. ผลเลือด มีค่าซีเอ-125 อยู่ในระดับสูง จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าคนที่มีค่าสารเคมีตัวนี้อยู่ในระดับปกติ
  6. เป็นมะเร็งมดลูกตัวร้ายที่อ่านผลทางพยาธิวิทยา จะมีโอกาสรอดชีวิตลดน้อยลง เนื่องจากมีโอกาสกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะไกลๆ ทางไม่ค่อยสนองตอบต่อการรักษา และเมื่อทำการรักษาแล้วโรคอาจคืนกลับมาใหม่หรือมากกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว เช่น แพบพิลลารี่ซีรัส ( Papillary Serous Carcinoma ) มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 51, เคลียร์เซลล์ ( Clear Cell Carcinoma ) มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 46, ซาร์โคมา ( Sarcoma ) มะเร็งชนิดนี้มักจะมีการกระจายไปที่ปอด โอกาสรอดชีวิตในระยะเวลา 5 ปี พบเพียงร้อยละ 15-25 เท่านั้น
  7. มีอายุมากขึ้น ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นจากการรักษา ผู้ป่วย โรคมะเร็งมดลูก ที่เป็นผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ หรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลังผ่าตัดรักษา เช่นติดเชื้อ มีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าคนอายุยังน้อย ไม่มีโรคเรื้อรัง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
  8. มีรูปร่างผอมแห้ง ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง รับประทานอาหารไม่ได้ โอกาสที่โรคจะคืนกลับมามีสูงกว่าคนอ้วน

14.การตรวจติดตามโรคมะเร็งมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วการคืนกลับมาของโรค จะคืนกลับมาภายในระยะเวลา 2 ปีแรกภายหลังจากการเข้ารับการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์จึงมักทำการนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจติดตามทุก 3-4 เดือนในระยะเวลา 2 ปีแรก ในปีที่ 3 ภายหลังจากการรักษาจะนัดตรวจทุก 6 เดือน ภายหลังจากปีที่ 3 จะนัดตรวจทุก 1 ปี
การตรวจติดตามของแพทย์ประกอบด้วย
– การตรวจร่างกายทั่วไป       


– การตรวจคลำก้อนต่อมน้ำเหลืองตลอดทั่วทั้งตัว เช่น ที่ขาหนีบ ไหปลาร้า คอ
– การตรวจภายใน
– การตรวจหา มะเร็งปากมดลูก แปปสเมียร์
– การเอกซเรย์ปอด
– การตรวจเลือดเพื่อหาค่า CA-125 ทำการตรวจติดตามหากมีค่านี้อยู่ในระดับสูงก่อนผ่าตัด เมื่อผู้ป่วยมีอาการดี มะเร็งไม่คืนกลับมา ค่านี้จะกลับคืนสู่ระดับปกติ แต่ถ้ามีการลุกลามหรือกระจายตัวของมะเร็ง ค่าซีเอ-125 ก็มักจะสูงขึ้น

15.หากเป็นมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุน้อย สามารถกินฮอร์โมนได้หรือไม่

หากเป็นมะเร็งมดลูกในขณะที่ยังมีอายุยังน้อย และแพทย์ต้องตัดมดลูกและรังไข่ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการวัยทอง ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด เหงื่อไหลตลอด ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอด แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีรับประทานฮอร์โมนแทนการหมดประจำเดือน เพราะว่าฮอร์โมนเพศหญิง เอสโทรเจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งมดลูก ในผู้ป่วยที่ต้องรักษามะเร็งมดลูกจึงมักจำเป็นต้องเว้นการให้ฮอร์โมนทดแทนการหมดประจำเดือน โดยการเลือกใช้ยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่หากจะใช้ฮอร์โมนเพศหญิง เอสโทรเจนสามารถใช้ได้หลังจากหายจากโรคเป็นระยะเวลา 5 ปี

16.ผลข้างเคียงของการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งระบบสืบพันธุ์สตรีอื่นๆ

ผลที่เกิดในระหว่างทำการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก

1.การเสียเลือด  จะเสียมากหรือเสียน้อยนั้นแล้วแต่ว่าการผ่าตัดจะยากหรือง่าย การผ่าตัดมดลูกจากมะเร็งมดลูกถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ยาก เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลือง ตัดเนื้อเยื่อบริเวณข้าง ๆ มดลูกและช่องคลอดส่วนบน ซึ่งจะทำให้เสียเลือดประมาณ 750-800 ซีซีโดยเฉลี่ย โดยร้อยละ 17.03 เสียเลือดมากกว่า 1 ลิตร

2.ระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการบาดเจ็บ เพราะว่าท่อไตกระเพาะปัสสาวะนั้นจะอยู่ใกล้กันกับมดลูก จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจากการผ่าตัดมดลูกได้ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นแล้วแต่ว่าการผ่าตัดจะยากหรือง่าย

3.ปัญหาของระบบหายใจ เช่น ปอดเกิดการอุดตันของลิ่มเลือด มีอาการปอดบวม ปอดแฟบ จากการดมยาสลบนาน หลังจากการผ่าตัดไม่ค่อยลุก จะเกิดปริมาณร้อยละ 1-2

4.มีไข้หลังจากการผ่าตัดร้อยละ 25 ถึง 50

– มีอาการไข้จากการติดเชื้อหรือปัญหาของระบบหายใจ ประมาณร้อยละ 10

– จากแผลผ่าตัดภายในเกิดการอักเสบ ประมาณร้อยละ 7

– จากระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการอักเสบ ประมาณร้อยละ 6

– จากการอักเสบ อุดตันของเส้นเลือด หรือแผลภายนอกติดเชื้อ ประมาณร้อยละ 5

ผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัด

1.เกิดการอักเสบติดเชื้อ ผู้ป่วยบางรายต้องใช้เวลาในการรักษาแผลนานหลายเดือน

2.มีอาการขาบวม จากการอุดตันของท่อน้ำเหลือง และการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน

3.เส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน เนื่องจากการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อข้าง ๆ มดลูกออกมา

4.มีอาการปัสสาวะผิดปกติ การผ่าตัดมดลูกสร้างความกระทบกระเทือนให้แก่ระบบปัสสาวะ หรือสร้างความกระทบกระเทือนแก่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงระบบปัสสาวะ

5.มีอาการท่อไตตีบ อันเนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง หรือการผ่าตัดที่สร้างความกระทบกระเทือนให้แก่เส้นเลือด เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงท่อไต ส่งผลให้มีไข้สูง ปวดหลัง ปัสสาวะมีความผิดปกติ

6.มีปัญหาในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ จากการตัดรังไข่ออก คล้ายกับอาการของคนวัยทอง หรือจากความเครียดอันมีสาเหตุมาจากการรักษาโรค

7.มีอาการลำไส้อุดตัน จากโรคมะเร็งคืนกลับมา เกิดการลุกลามไปยังลำไส้ หรือเกิดพังผืดจากการผ่าตัดรัดลำไส้

17.การดูแลตนเองหลังจากผ่าตัดมะเร็งมดลูกและมะเร็งในระบบสืบพันธุ์เรียบร้อยแล้ว

หลังจากผ่าตัดจะต้องดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อน หรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยการ
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกทานอาหารให้ถูกหลักและถูกส่วน โดยเน้นทานผักผลไม้เป็นหลัก
2. เลือกทานอาหารที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคและระวังอย่าให้เกิดอาการท้องผูกอย่างเด็ดขาด
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำกายภาพบ้างหลังผ่าตัดได้ 1 เดือน
4. เลี่ยงการยกของหนัก ประมาณ 1 – 2 เดือน
5. งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ 2 – 3 เดือน
6. หมั่นดูแลแผลผ่าตัดให้ปลอดจากการติดเชื้ออยู่เสมอ
7.หากพบว่ามีอาการผิดปกติใดๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันนัด และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย

18.การทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งมดลูก และมะเร็งในระบบสืบพันธุ์

การทำเคมีบำบัดเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่นิยมนำมาใช้ แต่ก็มักจะมีผลข้างเคียงตามมาพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาการปากแห้ง หายใจไม่สะดวก นอนไม่หลับ ท้องเสีย เหน็บชา ปากเป็นแผล ผมร่วง คอแห้ง เวียนศีรษะ กินไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียนหรืออื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย และพยายามไม่ทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ฝึกทำสมาธิเพื่อลดความเครียด

19.การรักษามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงด้วยวิธีรังสีรักษา (ฉายแสง)

มีผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จำนวนมากที่ไม่ยอมรักษาด้วยการฉายแสง เพราะกลัวเรื่องของผลข้างเคียงและกลัวว่าฉายแสงแล้วจะทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้มีการเล่าลือกันมาแบบผิด ๆ ก็เพราะว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และไม่สามารถรักษาได้แล้ว แพทย์จึงทำการฉายแสงให้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดก่อนที่จะเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากรังสีรักษามะเร็งปากมดลูก

ผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จะมีอาการอ่อนเพลีย บริเวณผิวหนังที่ฉายแสงจะบวมแดง มีรอยไหม้ มีผมร่วง เป็นแผลในปาก ทานอาหารไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ท้องเสีย ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องมีการดูแลผิวหนังบริเวณที่ฉายแสงเป็นพิเศษ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

– ไม่สวมเสื้อผ้าคับแน่น รวมทั้งเครื่องประดับ เพราะอาจทำให้ผิวหนังถลอก

– ถ้าผิวหนังอักเสบมาก ไม่ควรให้แผลถูกน้ำ

– หมั่นดูแลผิวหนังที่ฉายแสงให้แห้งอยู่เสมอ ใช้พัดลมเป่าช่วยได้

– ถ้ารู้สึกแสบที่ผิวหนังมาก ให้ใช้ยาแก้แพ้ชนิดครีม หรือโลชั่นที่ไม่มีแอลกอฮอล์ทาที่ผิวหนังบาง ๆ 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,2557.

De Magalhaes JP (2013). “How ageing processes influence cancer”. Nature Reviews Cancer.