มะเร็งมดลูกโรคร้ายภายในที่ผู้หญิงต้องรู้

มะเร็งที่เกิดขึ้นภายในมดลูกของผู้หญิง
มะเร็งที่เกิดขึ้นภายในมดลูกของผู้หญิง

มะเร็งมดลูก

โรคร้ายภายในที่ผู้หญิงต้องรู้

ทุกครั้งที่มีการทำแบบสอบถามเกี่ยวโรคอันตราย ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ปีละหลักแสนจนถึงหลักล้าน ทุกคนก็มักจะพร้อมใจกันเทคำตอบให้โรคที่มีชื่อว่า มะเร็ง และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็กลัวโรคนี้กันทั้งหมด

การที่วางแผนรับมือกับโรคมะเร็ง นั้น จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวโรคมะเร็งให้ถ่องแท้ ว่าโรคมะเร็งเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ถ้าหากว่าเป็นมะเร็งแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูล ให้ความรู้อัพเดตอยู่เสมอ

1.มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา

มะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่พบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหมด และถ้านับรวมมะเร็งทุกอย่างในสตรีจะมาเป็นอันดับ 4 รองลงมาจาก มะเร็งเต้านม ปอด และลำไส้ใหญ่ สามารถพบได้มากในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวสี และเมื่อเปรียบกับสหรัฐจะพบน้อยกว่า 4-5 เท่า โดยพบมากเป็นอันดับ 3  ในบรรดามะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี รองลงมาจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ แต่นับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ที่น่าแปลกใจคือมะเร็งมดลูกพบมากแต่อัตราการตายน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรัไข่ ซึ่งก็น่าจะมาจากสามารถตรวจพบได้ชัดเจนจึงรักษาได้ทันท่วงที

2.อุบัติการณ์มะเร็งมดลูกในไทย

ในตรีไทย 1 แสนคนจะมีเป็นมะเร็งปากมดลูก 2.2-4.2 รายและนับวันจะมีแนวโน้มพบมะเร็งนี้มากขึ้นในผู้หญิงที่อายุน้อยลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเอง ส่วนอัตราการรอดชีวิตจะขึ้นอยู่กับ เจอเร็ว วินิจฉัยเร็ว และเจอระยะต้น แบบนี้จะมีโอกาสรักษาได้หายสูง ทั้งนี้ มะเร็งมดลูกส่วนใหญ่ร้อยละ 95  เป็น เป็นมะเร็งเยื่อ ส่วนน้อยพียงร้อยละ 5 เป็นมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ส่วนมะเร็งผิวมดลูกโดยตรงไม่มี มีแต่ที่รุกล้ำมาจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ดังนั้นหากพูดถึงมะเร็งมดลูกส่วนใหญ่จะหมายถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกนั่นเอง

3.มะเร็งมดลูกพบบ่อยในผู้หญิงวัย 51-65 ปี

จากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์พบว่า ช่วงอายุที่เป็นมะเร็งมดลูกมากคือ 51-60 ปี เฉลี่ยที่ประมาณ 55 ปี (ประเทศตะวันตกอยู่ที่ 60-61 ปี) อายุน้อยกว่า 40 ปีจะพบน้อยเพียงร้อยละ 5 ของผู้หญิงที่ป่วยด้วยโรคนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน และ 1 ใน 3 จะเป็นโสดหรือไม่มีลูก และเกินครึ่งมีน้ำหนักตัวมากกว่า 50  กิโลกรัม

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งมดลูกคือ  มีพันธุกรรมหรือมีสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนการหมดประจำเดือน หรือได้รับยากระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนในคนที่มีบุตรยาก ส่วนอาการจะเริ่มจากเยื่อบุโพรงมดลูกหนาและกลายเป็นมะเร็ง การรักษามักได้ผลดีในคนวัยหมดประจําเดือน

4.อาการของมะเร็งมดลูก

ส่วนใหญ่การตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งมดลูกจะพบเมื่อมีอาการแล้ว มีเพียงน้อยกว่าร้อยละ 5 ที่ตรวจพบในขณะไม่มีอาการ ซึ่งอาการที่ว่าได้แก่

  1. ผู้ป่วยมะเร็งมดลูกมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังหมดประจำเดือนหรือกำลังจะหมดประจำเดือน มากกว่าร้อยละ 90 จึงอาจเข้าใจผิด คิดว่านี่เป็นอาการปกติของคนเลือดจะไปลมจะมา จึงตรวจวินิจฉัยและรักษาช้าไป แต่ทั้งนี้อาการเลือดออกกะปริดปะปรอยหลังหมดประจำเดือนส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก อาจเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อ อักเสบ จากการหมดฮอร์โมน,ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากฮอร์โมนที่รับประทานเพื่อทดแทนการหมดประจำเดือน ,มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ,เนื้องอกธรรมดาของโพรงมดลูกหรือปากมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูกหนา
  2. มีตกขาวผิดปกติ อาจเป็นเลือด มีจำนวนมาก หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็น
  3. ปวดท้อง คลำพบก้อนที่ท้อง
  4. เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
  5. ขับถ่ายไม่ปกติ

** อาการ 4 และ 5 มักเป็นช่วงที่มีอาการมากแล้ว

5.ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูก

ความอ้วน ทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมดลูกเพิ่มสูงขึ้นกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติโดยพบว่า

– หากมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ 10-20 กิโลกรัม จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 3 เท่า

– หากมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติมากกว่า 20 กิโลกรัมขึ้นไป จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 10 เท่า

– ไม่มีลูก จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 2-3 เท่า

– เป็นผู้ที่มีประจำเดือนเร็วและหมดช้า การหมดประจำเดือนหลังจากมีอายุ 52 ปีขึ้นไป จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 2.4 เท่า

– เมื่อได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตเจนโดยได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 4-8 เท่า

– เมื่อได้รับยารักษามะเร็งเต้านมหรือยาต้านฮอร์โมนเอสโตรเจนทาม็อกซิเฟน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงขึ้น 2-3 เท่า

– เป็นผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 1.3-2.7 เท่า

– เป็นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากขึ้น 1.2-2.1 เท่า

– เป็นผู้ที่เคยได้รับการรักษาโดยใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งที่หน้าท้อง จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 8 เท่า

– เป็นผู้ที่เคยผ่านการขูดมดลูกแล้วพบว่ามีเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกหนา (Atypical Hyperplasia) จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 8-29 เท่า

– การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง จะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 2.5 เท่า

ปัจจัยที่ช่วยให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกลดน้อยลง

– การรับประทานยาคุมกำเนิด จะช่วยให้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมดลูกลดน้อยลงได้ถึงร้อยละ 50

– เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทองหรือขาดฮอร์โมน ต้องรับฮอร์โมนทดแทนจนกว่าประจำเดือนจะหมด ควรรับฮอร์โมนที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเป็นส่วนผสม เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่สามารถช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งมดลูก

6.การคัดกรองโรคมะเร็งมดลูกและการตรวจวินิจฉัย

ไม่มีวิธีในการคัดกรองโรคมะเร็งมดลูก หากมีโอกาสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจภายในทุกปี ตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ หรือเก็บเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นครั้งคราวไป

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งมดลูก จะมีการเก็บเนื้อเยื่อในโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมือพิเศษหรือใช้การขูดมดลูก

7.ลักษณะการกระจายของมะเร็งมดลูก

การกระจายของมะเร็งมดลูกมีลักษณะการกระจายอยู่ 4 รูปแบบ คือ

  1. มีลักษณะการกระจายแบบออกนอกมดลูกไปยังอวัยวะที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ มดลูก เช่น ปีกมดลูก รังไข่ท่อไต อุ้มเชิงกราน
  2. มีลักษณะการกระจายตัวออกไปทางต่อมน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลืองอุ้งเชิงกราน ต่อมน้ำเหลืองข้าง ๆ เส้นเลือดใหญ่แดง ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ
  3. มีลักษณะการกระจายตัวออกไปทางเส้นเลือด ซึ่งไม่ไกลนัก เช่น ปอด ตับ สมอง (สำหรับสมองจะพบน้อย)
  4. มีลักษณะการกระจายเป็นมะเร็งที่มีขนาดพอ ๆ กับเมล็ดพืชไปทั่วบริเวณช่องท้อง

8.การรักษามะเร็งมดลูกในระยะต่าง ๆ ใช้วิธีรักษาโดยการผ่าตัด

วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดตามมาตรฐานประกอบไปด้วย

การตัดมดลูก รังไข่สองข้าง

เก็บน้ำในช่องท้องไปส่งตรวจทางเซลล์วิทยาเพื่อหาว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ หรือใช้วิธีล้างช่องท้องแล้วส่งน้ำที่ใช้ล้างตรวจหาเซลล์มะเร็ง เพื่อดูการลุกลามของเซลล์มะเร็งว่ากระจายเข้าสู่ช่องท้องหรือไม่

เลือกตัดต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกรานและต่อมน้ำเหลืองข้างเส้นเลือดใหญ่ ไปตรวจดูว่ามีการลุกลามของมะเร็งเกิดขึ้นหรือไม่หลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัดแล้ว เนื้อมะเร็งจะถูกส่งไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อหาว่าเป็นมะเร็งชนิดใด ดูการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และอาจจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจสัญญาณรับฮอร์โมน (ER, PR) ซึ่งหากพบว่ามีผลเป็นบวก วิธีการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนจะช่วยให้มีโอกาสหายจากโรคได้มากขึ้น

9.คำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัด

วิธีต่อไปนี้เหมาะทั้งกับผู้ป่วยมะเร็งมดลูกและมะเร็งอื่น ๆ

บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่มีเวลาที่จะได้เตรียมตัวมากนัก เพราะหลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งก็ต้องเข้าผ่าตัดรักษาโดยทันที เพราะฉะนั้นทุกคนที่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งจึงไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท ไม่ทำอะไรที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง หรือใช้ร่างกายอย่างหักโหม ควรให้ชีวิตมีความสมดุลกันระหว่างการทำงาน การพักผ่อน การรับประทาน การใช้เวลาสำหรับเรื่องส่วนตัว การใช้เวลากับครอบครัว การเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี รวมถึงการแก้ปัญหาบางอย่างที่สามารถแก้ได้  เช่น ภาวะซีด มีการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ

หากมีโรคประจำตัวต่าง ๆ  เช่น มีอาการเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จำเป็นที่จะต้องดูแลตนเองให้ดี ใกล้ชิดกับแพทย์เพื่อดูแลรักษาร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติมากที่สุด

หากติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดดื่มก่อนเข้ารับผ่าตัด เนื่องจากจะทำให้แผลติดยาก และอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายหากสูบบุหรี่ ต้องงดสูบ เนื่องจากต้องมีการให้ดมยาสลบในการผ่าตัด ซึ่งหากผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ อาจจะทำให้เกิดอันตรายในระหว่างที่ดมยาสลบได้ นอกจากนี้แล้วการสูบบุหรี่ยังส่งผลให้แผลติดยาก ทำให้เกิดการอักเสบ อาจเกิดอาการปอดบวมหรือปอดแฟบภายหลังจากผ่าตัดได้

พยายามหาวิธีคลายความความเครียด โรคนี้เป็นโรคที่มีโอกาสที่จะหายขาดมากกว่ามะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีอื่นๆ คอยดูแลรักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง พักผ่อนอย่างพอเพียง รับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ รับประทานวิตามินและธาตุเหล็กเสริมหากมีภาวะซีด

หากอยากใช้การแพทย์แผนอื่นร่วมในการรักษา เช่น แพทย์แผนไทย สมุนไพร ฝังเข็ม ฯลฯ ก็สามารถทำได้ แต่คนเลือกใช้วิธีรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก เนื่องจากมีข้อมูลการหายของโรคที่แน่นอนและได้ผลในการรักษาดีที่สุด

10.ก่อนเข้ารับการผ่าตัดต้องตรวจร่างกาย

หลังจากที่แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งมดลูก แพทย์จะต้องตรวจร่างกายผู้ป่วยเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด ได้แก่ การตรวจเลือดดูว่าซีดหรือไม่ ดูเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือดเป็นอย่างไร (CBC) ตรวจเกลือแร่ในร่างกาย (Electrolyte) ตรวจหาสารเคมีของมะเร็ง ซีเอ-125 (CA-125) โดยจะตรวจเฉพาะรายที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะกลับมาเป็นซ้ำใหม่ (ซีเอ-125 เป็นสารเคมีที่แพทย์ใช้ในการพยากรณ์โอกาสของโรค และติดตามหลังรักษามะเร็งมดลูกนั้น) เอกซเรย์ปอด ดูการกระจายของโรค แปปสเมียร์เพื่อตรวจหามะเร็งปากมดลูก

การตรวจโรคอื่นที่มีข้อบ่งชี้ เช่น

ใช้แมมโมแกรม (Mammogram) ในการตรวจหากมีก้อนเกิดขึ้นที่เต้านม

ใช้การส่องกล้องเข้าไปในทวารหนัก เพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่ (Sigmoidoscope, Colonoscope) หรือสวนแป้งเอกซเรย์เพื่อทำการพิสูจน์ตรวจลำไส้ใหญ่ (Barium Enema) หากผู้ป่วยมีอาการขับถ่ายผิดปกติ

ใช้การส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscope) หรือใช้วิธีฉีดสีเอกซเรย์พิสูจน์ตรวจดูไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ (IVP) หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ

หากมีอาการที่ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีการกระจายของมะเร็งมดลูกไปยังที่ใดก็ให้ตรวจที่อวัยวะนั้น เช่น ตรวจโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เอกซเรย์กระดูก (Bone Scan) เป็นต้น

11.การกลับคืนมาเป็นใหม่ของโรคมะเร็งมดลูก

หากได้รักษามะเร็งมดลูกแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยมักจะกลับคืนมาเป็นใหม่คืนมาภายใน 2-3 ปี    ซึ่งผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่ภายใน 2 ปี จะมีอยู่ราวร้อยละ 75 ส่วนผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่ภายใน 3 ปี จะมีอยู่ร้อยละ 85 มีและผู้ที่กลับคืนมาเป็นโรคใหม่นานเกินกว่ากว่า 3 ปีขึ้นไป มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น

หากโรคกลับคืนมาเป็นใหม่ หรือมะเร็งเกิดดื้อต่อการรักษา หรือเป็นในระยะท้ายๆ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด เช่น ด็อกโซรูบิซิน (Doxorubicin) ไอฟอสฟามายด์ (lfosfamide) ซีสพลาติน (Cisplatin) อิมมาตินิบ เมซิเลต (lmatinib Mesylate) รวมกับฮอร์โมนบำบัดประเภท โปรเจสตินขนาดสูง เช่น เมดร็อกซีโปรเจสเทอโรน อะซิเตท (Medroxyprogesterone Acetate) มีเจสทรอล (Megestrol) หรือยาต้านฮอร์โมน เช่น ทาม็อกซิเฟน

หากเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะต้องทำการปรึกษาญาติ เลือกใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดชนิดผ่าตัดคว้านอวัยวะทุกอย่างในอุ้งเชิงกรานออกไป ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ รูปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ส่วนทวารหนัก ทวารหนัก มดลูก ปีกมดลูก ปากมดลูก ช่องคลอด ปากช่องคลอด โดยภายหลังจากการผ่าตัดจะมีถุงอุจจาระและถุงปัสสาวะห้อยออกมาทางหน้าท้อง ซึ่งอาจจะช่วยให้ชีวิตยืนยาวมากขึ้นกว่าการที่ไม่ผ่าตัด

มะเร็งมดลูกชนิดที่พบบ่อยคือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเป็นเซลล์เยื่อบุที่พัฒนากลายเป็นกลุ่มเซลล์มะเร็ง พบในสตรีที่อายุ 40-60 ปี มักพบภายหลังหมดประจำเดือนแล้ว

12.ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานในโอกาสคืนกลับมาของโรคมะเร็งมดลูก

โดยทั่วไปมะเร็งมดลูกมีโอกาสที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรค แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

– โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคน้อย โรคมักจะหายหรือเกิดการคืนกลับมาน้อยกว่าร้อยละ 5 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ (Endometrioid) หรืออะดีโนสความัส (Adenosquamous)

– พบว่ามีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง (G1G2)

– พบว่ามะเร็งกินไม่ลึก คือเกิดขึ้นในวงจำกัดในชั้นกล้ามเนื้อที่ติดโพรงมดลูกในอัตราส่วนที่ไม่มากไปกว่า 1 ใน 3 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด

– พบว่าไม่มีการกระจายไปที่ปากมดลูก ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด

– ไม่มีการพบว่ามีเซลล์มะเร็งในช่องท้อง

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดตามมาตรฐาน

โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคปานกลาง โรคมักจะคืนกลับมาเป็นราวร้อยละ 5-10 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ที่มีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง

– พบว่ามะเร็งกินลึก ในอัตราส่วนที่ไม่มากไปกว่า 2 ใน 3 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด และไม่กระจายไปที่ปากมดลูก

– พบว่ามะเร็งมีการกระจายไปที่ปากมดลูก แต่กินไม่ลึก ไม่มากไปกว่าร้อยละ 10 ของก้อนเนื้อทั้งหมด

– พบว่าไม่มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด ไม่พบว่ามีเซลล์มะเร็งในช่องท้อง

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีผ่าตัดตามมาตรฐานในการรักษา ตามด้วยรังสีในช่องคลอด (Vaginal Brachytherapy)

มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการคืนกลับมาของโรคมาก โรคจะคืนกลับมามากกว่าร้อยละ 10 หากตรวจพบลักษณะดังต่อไปนี้ก่อนที่จะทำการรักษา

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกชนิดเอ็นโดเมทริออยด์ที่มีการแบ่งตัวดีหรืออยู่ในระดับปานกลาง

– พบว่ามะเร็งกินลึกในอัตราส่วนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ใน 2 ของชั้นกล้ามเนื้อทั้งหมด

– พบว่าเป็นมะเร็งมดลูกที่มีการแบ่งตัวไม่ดี (G3)

– พบว่ามะเร็งมีการกระจายไปที่ปากมดลูก ต่อมน้ำเหลือง หลอดเลือด

ลักษณะทั้งหมดนี้ใช้วิธีผ่าตัดตามมาตรฐานในการรักษา ตามด้วยการใช้รังสีรักษาในช่องคลอด หรือการฉายแสงที่หน้าท้อง หรือเคมีบำบัด หรือฮอร์โมนบำบัด

13.ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานในโอกาสรอดชีวิต

  1. ระยะของการเกิดโรค

– เป็นโรคระยะที่ 1 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 85

– เป็นโรคระยะที่ 2 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 72-76

– เป็นโรคระยะที่ 3 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 51-59

– เป็นโรคระยะที่ 4 มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 9-18

  1. การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับดี (G1) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 45

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับปานกลาง (G2) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 35

– การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งไม่ดีหรือไม่ค่อยแบ่งตัว (G3) รวมทุกระยะ  มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 20

ถ้าเทียบการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งกับระยะ 1

– ในระยะที่ 1 การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับดี มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 92-94

– ในระยะที่ 1 การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอยู่ในระดับปานกลาง มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 87-88

– ในระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งไม่ค่อยแบ่งตัว มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปี ร้อยละ 74-79

  1. มะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร โอกาสรอดชีวิตจะน้อยกว่าที่มีขนาดน้อยกว่านี้
  2. มะเร็งมีการกินลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อมากกว่า 1 ใน 2 มีโอกาสคืนกลับมาเป็นโรคประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ป่วย (ร้อยละ 46) โดยทั่วไปถ้าหากมะเร็งไม่กินลึก จะมีโอกาสคืนกลับมาเป็นโรคแค่ร้อยละ 13
  3. หากมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง มดลูกส่วนล่าง หรือปากมดลูก จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าการที่ไม่มีการกระจาย
  4. โรคมะเร็งคืนกลับมาภายในระยะเวลา 2 ปี จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าผู้ป่วยที่มะเร็งคืนกลับมามากกว่า 2 ปีขึ้นไป
  5. ผลเลือด มีค่าซีเอ-125 อยู่ในระดับสูง จะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าคนที่มีค่าสารเคมีตัวนี้อยู่ในระดับปกติ
  6. เป็นมะเร็งมดลูกตัวร้ายที่อ่านผลทางพยาธิวิทยา จะมีโอกาสรอดชีวิตลดน้อยลง เนื่องจากมีโอกาสกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะไกลๆ ทางไม่ค่อยสนองตอบต่อการรักษา และเมื่อทำการรักษาแล้วโรคอาจคืนกลับมาใหม่หรือมากกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว เช่น แพบพิลลารี่ซีรัส (Papillary Serous Carcinoma) มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 51, เคลียร์เซลล์ (Clear Cell Carcinoma) มีโอกาสรอดชีวิตภายในระยะเวลา 5 ปีร้อยละ 46, ซาร์โคมา (Sarcoma) มะเร็งชนิดนี้มักจะมีการกระจายไปที่ปอด โอกาสรอดชีวิตในระยะเวลา 5 ปี พบเพียงร้อยละ 15-25 เท่านั้น
  7. มีอายุมากขึ้น ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นจากการรักษา ผู้ป่วย โรคมะเร็งมดลูก ที่เป็นผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ หรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหลังผ่าตัดรักษา เช่นติดเชื้อ มีโอกาสรอดชีวิตน้อยกว่าคนอายุยังน้อย ไม่มีโรคเรื้อรัง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน
  8. มีรูปร่างผอมแห้ง ไม่แข็งแรง ไม่ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง รับประทานอาหารไม่ได้ โอกาสที่โรคจะคืนกลับมามีสูงกว่าคนอ้วน

14.การตรวจติดตามโรคมะเร็งมดลูก

ส่วนใหญ่แล้วการคืนกลับมาของโรค จะคืนกลับมาภายในระยะเวลา 2 ปีแรกภายหลังจากการเข้ารับการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์จึงมักทำการนัดผู้ป่วยเพื่อตรวจติดตามทุก 3-4 เดือนในระยะเวลา 2 ปีแรก ในปีที่ 3 ภายหลังจากการรักษาจะนัดตรวจทุก 6 เดือน ภายหลังจากปีที่ 3 จะนัดตรวจทุก 1 ปี

การตรวจติดตามของแพทย์ประกอบด้วย

– การตรวจร่างกายทั่วไป

– การตรวจคลำก้อนต่อมน้ำเหลืองตลอดทั่วทั้งตัว เช่น ที่ขาหนีบ ไหปลาร้า คอ

– การตรวจภายใน

– การตรวจหามะเร็งปากมดลูกแปปสเมียร์

– การเอกซเรย์ปอด

– การตรวจเลือดเพื่อหาค่าซีเอ-125 ทำการตรวจติดตามหากมีค่านี้อยู่ในระดับสูงก่อนผ่าตัด เมื่อผู้ป่วยมีอาการดี มะเร็งไม่คืนกลับมา ค่านี้จะกลับคืนสู่ระดับปกติ แต่ถ้ามีการลุกลามหรือกระจายตัวของมะเร็ง ค่าซีเอ-125 ก็มักจะสูงขึ้น

15.หากเป็นโรคมะเร็งมดลูกตั้งแต่อายุน้อย สามารถกินฮอร์โมนได้หรือไม่

หากเป็นมะเร็งมดลูกในขณะที่ยังมีอายุยังน้อย และแพทย์ต้องตัดมดลูกและรังไข่ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการวัยทอง ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด เหงื่อไหลตลอด ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอด แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีรับประทานฮอร์โมนแทนการหมดประจำเดือน เพราะว่าฮอร์โมนเพศหญิง เอสโทรเจนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งมดลูก ในผู้ป่วยที่ต้องรักษามะเร็งมดลูกจึงมักจำเป็นต้องเว้นการให้ฮอร์โมนทดแทนการหมดประจำเดือน โดยการเลือกใช้ยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่หากจะใช้ฮอร์โมนเพศหญิง เอสโทรเจนสามารถใช้ได้หลังจากหายจากโรคเป็นระยะเวลา 5 ปี

16.ผลข้างเคียงของการผ่าตัดรักษามะเร็งมดลูกและมะเร็งระบบสืบพันธุ์สตรีอื่นๆ

ผลที่เกิดในระหว่างทำการผ่าตัด

การเสียเลือด  จะเสียมากหรือเสียน้อยนั้นแล้วแต่ว่าการผ่าตัดจะยากหรือง่าย การผ่าตัดมดลูกจากมะเร็งมดลูกถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ยาก เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลือง ตัดเนื้อเยื่อบริเวณข้าง ๆ มดลูกและช่องคลอดส่วนบน ซึ่งจะทำให้เสียเลือดประมาณ 750-800 ซีซีโดยเฉลี่ย โดยร้อยละ 17.03 เสียเลือดมากกว่า 1 ลิตร

ระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการบาดเจ็บ เพราะว่าท่อไตกระเพาะปัสสาวะนั้นจะอยู่ใกล้กันกับมดลูก จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจากการผ่าตัดมดลูกได้ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นแล้วแต่ว่าการผ่าตัดจะยากหรือง่าย

ปัญหาของระบบหายใจ เช่น ปอดเกิดการอุดตันของลิ่มเลือด มีอาการปอดบวม ปอดแฟบ จากการดมยาสลบนาน หลังจากการผ่าตัดไม่ค่อยลุก จะเกิดปริมาณร้อยละ 1-2

มีไข้หลังจากการผ่าตัดร้อยละ 25 ถึง 50

– มีอาการไข้จากการติดเชื้อหรือปัญหาของระบบหายใจ ประมาณร้อยละ 10

– จากแผลผ่าตัดภายในเกิดการอักเสบ ประมาณร้อยละ 7

– จากระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการอักเสบ ประมาณร้อยละ 6

– จากการอักเสบ อุดตันของเส้นเลือด หรือแผลภายนอกติดเชื้อ ประมาณร้อยละ 5

ผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการผ่าตัด

เกิดการอักเสบติดเชื้อ ผู้ป่วยบางรายต้องใช้เวลาในการรักษาแผลนานหลายเดือน

มีอาการขาบวม จากการอุดตันของท่อน้ำเหลือง และการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน

เส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน เนื่องจากการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อข้าง ๆ มดลูกออกมา

มีอาการปัสสาวะผิดปกติ การผ่าตัดมดลูกสร้างความกระทบกระเทือนให้แก่ระบบปัสสาวะ หรือสร้างความกระทบกระเทือนแก่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงระบบปัสสาวะ

มีอาการท่อไตตีบ อันเนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง หรือการผ่าตัดที่สร้างความกระทบกระเทือนให้แก่เส้นเลือด เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงท่อไต ส่งผลให้มีไข้สูง ปวดหลัง ปัสสาวะมีความผิดปกติ

มีปัญหาในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ จากการตัดรังไข่ออก คล้ายกับอาการของคนวัยทอง หรือจากความเครียดอันมีสาเหตุมาจากการรักษาโรค

มีอาการลำไส้อุดตัน จากโรคมะเร็งคืนกลับมา เกิดการลุกลามไปยังลำไส้ หรือเกิดพังผืดจากการผ่าตัดรัดลำไส้

17.การดูแลตนเองหลังจากผ่าตัดมะเร็งมดลูกและมะเร็งในระบบสืบพันธุ์เรียบร้อยแล้ว

หลังจากผ่าตัดจะต้องดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อน หรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยการ1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกทานอาหารให้ถูกหลักและถูกส่วน โดยเน้นทานผักผลไม้เป็นหลัก

  1. เลือกทานอาหารที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคและระวังอย่าให้เกิดอาการท้องผูกอย่างเด็ดขาด
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำกายภาพบ้างหลังผ่าตัดได้ 1 เดือน
  3. เลี่ยงการยกของหนัก ประมาณ 1 – 2 เดือน
  4. งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ 2 – 3 เดือน
  5. หมั่นดูแลแผลผ่าตัดให้ปลอดจากการติดเชื้ออยู่เสมอ

7.หากพบว่ามีอาการผิดปกติใดๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันนัด และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย

18.การทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งมดลูก และมะเร็งในระบบสืบพันธุ์

การทำเคมีบำบัดเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่นิยมนำมาใช้ แต่ก็มักจะมีผลข้างเคียงตามมาพอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาการปากแห้ง หายใจไม่สะดวก นอนไม่หลับ ท้องเสีย เหน็บชา ปากเป็นแผล ผมร่วง คอแห้ง เวียนศีรษะ กินไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียนหรืออื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย และพยายามไม่ทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง ฝึกทำสมาธิเพื่อลดความเครียด

19.การรักษามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงด้วยวิธีรังสีรักษา (ฉายแสง)

มีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากที่ไม่ยอมรักษาด้วยการฉายแสง เพราะกลัวเรื่องของผลข้างเคียงและกลัวว่าฉายแสงแล้วจะทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้มีการเล่าลือกันมาแบบผิด ๆ ก็เพราะว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และไม่สามารถรักษาได้แล้ว แพทย์จึงทำการฉายแสงให้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดก่อนที่จะเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากรังสีรักษา

ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย บริเวณผิวหนังที่ฉายแสงจะบวมแดง มีรอยไหม้ มีผมร่วง เป็นแผลในปาก ทานอาหารไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ท้องเสีย ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องมีการดูแลผิวหนังบริเวณที่ฉายแสงเป็นพิเศษ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

– ไม่สวมเสื้อผ้าคับแน่น รวมทั้งเครื่องประดับ เพราะอาจทำให้ผิวหนังถลอก

– ถ้าผิวหนังอักเสบมาก ไม่ควรให้แผลถูกน้ำ

– หมั่นดูแลผิวหนังที่ฉายแสงให้แห้งอยู่เสมอ ใช้พัดลมเป่าช่วยได้

– ถ้ารู้สึกแสบที่ผิวหนังมาก ให้ใช้ยาแก้แพ้ชนิดครีม หรือโลชั่นที่ไม่มีแอลกอฮอล์ทาที่ผิวหนังบาง ๆ 

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,2557.

De Magalhaes JP (2013). “How ageing processes influence cancer”. Nature Reviews Cancer.

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

  1. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบจากต่อหัวใจอย่างไร
  2. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบอะไรต่อการมองเห็น
  3. ปัญหามะเร็งเต้านม ภัยใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรรู้
  4. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบอะไรต่อระบบไหลเวียนโลหิต
  5. มะเร็งรังไข่ที่ผู้หญิงต้องรู้
  6. มะเร็งมดลูกโรคร้ายภายในที่ผู้หญิงต้องรู้
  7. มะเร็งปากมดลูกภัยร้ายใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องรู้
  8. มารู้จักส่วนประกอบของเต้านมป้องกันมะเร็งเต้านมกันเถอะ
  9. การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งมีวิธีอะไรบ้าง
  10. การพบแพทย์ตรงตามโรคเพื่อการประเมินผลและการติดตามผลผู้ป่วยมะเร็ง
  11. การรักษามะเร็งดวงตาด้วยการฉายรังสี มีผลกระทบอะไรบ้าง
  12. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ
  13. ผลกระทบจากการฉายรังสีต่อกระดูก
  14. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ
  15. ผลกระทบของการฉายรังสีรักษามะเร็งใกล้ส่วนศีรษะและลำคอ
  16. ผลกระทบระยะยาวจากการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก
  17. ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก
  18. ผลกระทบจากการฉายรังสีต่อไขกระดูก
  19. การป้องกันผลกระทบจากยาเคมีบำบัดที่ใช้ร่วมกับการฉายรังสี
  20. วิธีตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและประเมินระยะของโรค
  21. ผลกระทบจากการรักษาร่วมระหว่างการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด
  22. โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer)
  23. โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
  24. ผลกระทบจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  25. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง
  26. โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder Cancer)
  27. โรคมะเร็งที่พบบ่อย 6 อันดับแรกของโลก
  28. สัญญาณอันตรายของมะเร็งร้ายที่คุณควรรู้และหมั่นสังเกต
  29. ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ความหวัง กำลังใจ
  30. ประกาศิต 12 ประการต่อต้านมะเร็ง
  31. โรคมะเร็งองคชาติ (Penile Cancer)
  32. สิ่งผิดปกติที่เรียกว่า โรคมะเร็ง
  33. ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
  34. สาเหตุและอาการของโรคมะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal Cancer)
  35. โรคมะเร็งตับอ่อน (Pancreatic Cancer)
  36. อาการ สาเหตุและวิธีการรักษาโรคมะเร็งไต (Kidney Cancer)
  37. โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) 
  38. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สาเหตุ อาการ วิธีรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)
  39. โรคมะเร็งทวารหนัก (Anal Cancer) มีสาเหตุและอาการอย่างไร
  40. โรคมะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)
  41. สาเหตุ อาการ วิธีรักษาโรคมะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)
  42. สาเหตุ อาการและวิธีการรักษาโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer)
  43. มะเร็งปากมดลูก สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก
  44. กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษา
  45. โรคมะเร็งสมองและเนื้องอกสมอง (Brain Cancer)
  46. โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer)
  47. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)
  48. โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูก สาเหตุ อาการเบื้องต้นและวิธีการรักษา
  49. โรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต
  50. มะเร็งปอด (Lung Cancer) สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา
  51. โรคมะเร็งระยะแพร่กระจายมีอาการอย่างไร (Distant Metastasis)
  52. โรคมะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer)
  53. โรคมะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer)
  54. โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma, CCA) คืออะไร
  55. โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2
  56. โรคมะเร็งกับการติดเชื้อ HIV มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ
  57. โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer)
  58. โรคมะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary Gland Cancer)
  59. โรคมะเร็งช่องปาก โรคร้ายที่เกิดขึ้นภายในระบบศีรษะและลำคอ
  60. โรคมะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer)
  61. โรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งโพรงไซนัส
  62. โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา
  63. ถาม – ตอบ ปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง
  64. สารตรวจค่าเลือดเฟอร์ริติน (Ferritin)
  65. การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
  66. การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง
  67. อาการเบื้องต้นและกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านม
  68. โรคมะเร็งปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม
  69. อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็ง
  70. อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
  71. กินอย่างไรห่างไกลโรคมะเร็ง
  72. “มะเร็ง” เกิดจากอะไร ? (Causes of Cancer)
  73. การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer Care)
  74. การตรวจและรักษามะเร็ง
  75. ถาม – ตอบ ปัญหามะเร็ง
  76. 7 สัญญาณบ่งบอกการเป็นมะเร็ง
  77. ระยะของโรคมะเร็ง (Stage of Cancer)
  78. ความรู้พื้นฐานของโรคมะเร็ง
  79. เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังป่วยเป็นมะเร็ง?
  80. ชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย
  81. มะเร็งเต้านม (Breast Cancer)
  82. อาหารที่ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดสำหรับผู้ป่วยในระยะให้คีโม
  83. จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?
  84. วิธีอ่านค่าผลตรวจสุขภาพ
  85. การตรวจหาสารมะเร็ง – Tumor Marker
  86. โรคมะเร็ง คือ อะไร?
  87. “มะเร็ง” โรคร้ายที่ใครๆก็เป็นได้
  88. รู้ทันสัญญาณมะเร็ง การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
  89. อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและอาหารต้านมะเร็ง