ปัญหามะเร็งเต้านม ภัยใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรรู้

ปัญหามะเร็งเต้านม ภัยใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรรู้
มะเร็งเต้านมมีโอกาสเป็นได้สูงเมื่อพบญาติสายตรงเป็น ส่วนมากเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม

มะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม ภัยใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องรู้

ทุกครั้งที่มีการทำแบบสอบถามเกี่ยวโรคอันตราย ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ปีละหลักแสนจนถึงหลักล้าน ทุกคนก็มักจะพร้อมใจกันเทคำตอบให้โรคที่มีชื่อว่า โรคมะเร็ง และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็กลัวโรคนี้กันทั้งหมด

การที่วางแผนรับมือกับโรคมะเร็งนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวโรคมะเร็งให้ถ่องแท้ ว่าโรคมะเร็งเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ถ้าหากว่าเป็นมะเร็งแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูล ให้ความรู้อัพเดตอยู่เสมอ

1.มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากที่สุดทั่วโลก และในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยเสียชีวิตมากที่สุดอีกด้วย

จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2553 พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ 13,184 ราย เสียชีวิต 4,665 ราย เท่ากับทุก 2 ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม 1 คน ร้อยละ 0.5 – 4 ของมะเร็งเต้านมมักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ก็จะมองข้ามโรคนี้ไปได้ และไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอนมที่อายุน้อยที่สุดที่เจอในประเทศไทยปัจจุบันนี้ อยู่ที่ 20 ปี

2.มะเร็งเต้านมก็เกิดในผู้ชายได้

ผู้ชายก็มีเต้านมเช่นเดียวกันผู้หญิง จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่เป็นผู้ชาย โยมีการตรวจพบร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการที่ผู้ชายเป็นโรคมะเร็งเต้านม จะรุนแรงน้อยกว่าหรือมีโอกาสหายมากกว่าผู้หญิงเลย

3.การตรวจเต้านมตัวเองบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้

การตรวจเต้านมตัวเองเป็นประจำและสม่ำเสมอ มีโอกาสที่จะพบเจอเซลล์มะเร็งได้เร็ว และเมื่อมาตรวจเมมโมแกรมก็จะยิ่งเห็นผลได้เร็วยิ่งขึ้นว่าใช่เซลล์มะเร็งหรือไม่ ยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสหายเร็วมากขึ้น

4.คลำเจอก้อนที่เต้านม ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

ถึงแม้ว่าการคลำเจอก้อน จะเป็นอาการหนึ่งของมะเร็งเต้านม แต่ก้อนเนื้อที่คลำเจอถึง 80% ตรวจแล้วไม่ได้เป็นก้อนเนื้อมะเร็ง

5.ยิ่งตรวจเจอเร็ว ยิ่งหายเร็ว

การพัฒนาทางการด้านการแพทย์ สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งให้มีโอกาสหายขาดได้มากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยสามารถหายจากโรคได้ภายในระยะเวลา 5 ปีคิดเป็น 94% แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตรวจเจอเร็ว ยิ่งเจอเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสหายเร็วมากขึ้นเท่านั้น

6.ลักษณะของผู้หญิงที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูง

มีอายุมาก จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมถึง 4 ใน 5 เกิดขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี

หญิงที่ยังโสด หรือแต่งงานแล้วยังไม่มีลูก มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงที่ผ่านการมีลูกแล้วถึง 3 เท่า

มีบุตรคนแรกเมื่ออายุ 34 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่มีบุตรเมื่ออายุน้อยกว่าถึง 4 เท่า

มีฐานะทางครอบครัวดี การที่มีฐานะทางครอบครัวดี ทำให้การกินอยู่ดีตามไปด้วย นั่นหมายถึงการไม่ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีไขมันสูงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากถึง 2 เท่า

7.การไม่ออกกำลังกายและมีความเครียดสูงเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

-ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึง 2 เท่า

-ผู้ที่เป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ถึง 3 เท่า

-ไม่ชอบออกกำลังกาย และไม่เคยออกกำลังกาย มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำถึง 2 เท่า

-เป็นโรคเครียดเกือบตลอดเวลา มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่แจ่มใส ร่าเริง ถึง 2 เท่า

8.ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน และประจำเดือนผิดปกติ ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านม

-ผู้ที่มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่มีประจำเดือนช้าถึง 1.3 เท่า

-ผู้ที่ประจำเดือนหมดช้า (หลังอายุ 55 ปีขึ้นไป) มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ประจำเดือนหมดเร็วถึง 1.2 – 1.5 เท่า

9.การดื่มแอลกอฮอล์ และการทานอาหารที่มีไขมันสูง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูง

-การรับประทานอาหารไขมันสูง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ไม่ทานถึง 3 เท่า

-ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 1.1 – 1.3 เท่า

10.ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม 10% มีญาติเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน

จากการศึกษาพบว่า ถ้ามีญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านม ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงถึง 8.8 เท่า โดยมีรายละเอียด คือ

-หากปู่ ย่า ตา ยาย ป้า น้า อา ลุง เป็นโรคมะเร็งเต้านม มีความเสี่ยงเพิ่ม 1.5 เท่า

-หากมารดา และพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านมข้างเดียวช่วงก่อนมีประจำเดือน มีความเสี่ยงเพิ่ม 1.8 เท่า

-หากมารดา และพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้างช่วงก่อนมีประจำเดือน มีความเสี่ยงเพิ่ม 8.8 เท่า

-หากมารดา และพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านมข้างเดียวหลังหมดประจำเดือน มีความเสี่ยงเพิ่ม 1.2 เท่า

-หากมารดาหรือพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้างหลังหมดประจำเดือน มีความเสี่ยงเพิ่ม 4 เท่า

11.ผู้หญิงเอเชีย มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้หญิงผิวขาวที่อาศัยอยู่ทางตะวันตก

-ผู้หญิงผิวเหลือง หรือผู้หญิงเอเชีย มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงผิวขาวที่อาศัยอยู่ในประเทศตะวันตกน้อยกว่า 5 เท่า

-ขณะเดียวกัน หากอาศัยอยู่ในประเทศตะวันตกที่มีอากาศหนาวเย็นมาก จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่อาศัยทางตะวันออกหรือเอเชีย 1.5 เท่า

12.การตรวจพบถุงน้ำหรือพังผืดที่เต้านม เสี่ยงมากขึ้น 5 เท่า

กรณีที่มีการตรวจพบถุงน้ำหรือพังผืดที่มีขนาดหนามากกว่าปกติบริเวณเต้านม (Proliferative Fibrocystic Changes, Atypical Ductal หรือ Lobular Hyperplasia) มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงถึง 2 – 5 เท่า

13.มะเร็งชนิดอื่น ๆ ก็ทำให้เป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน

-หากเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่งมาก่อน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมอีกข้างสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็นถึง 5 เท่า

-หากเคยได้รับการฉายแสง หรือการรักษาด้วยรังสีรักษาบริเวณทรวงอกก่อนอายุ 32 ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้ที่ไม่เคยฉายแสง 2 เท่า

-หากเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มีความสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็น 5 เท่า

-หากร่างกายของคุณมียีนชนิดกลายพันธุ์ BRCA 1 หรือ BRCA 2 จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงถึง 80%

14.การรับฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

– การรับประทานยาคุมกำเนิดทุกรูปแบบ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ แต่ถ้าหากหยุดทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 ปี ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมก็จะลดน้อยลงมาเท่ากับคนปกติ

– ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนหลังหมดประจำเดือน (วัยทอง) ติดต่อกันเกิน 5 ปี สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้3 เท่า แต่ถ้าหากหยุดทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5-10 ปี ความเสี่ยงจะลดลงมาเท่ากับคนทั่วไป

15.ชนิดของมะเร็งเต้านมที่พบมากที่สุด

ถึงจะรู้จักกันดีว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม แต่มะเร็งชนิดนี้ก็สามารถแบ่งออกได้อีกหลายชนิด ชนิดที่พบมากที่สุด คือ มะเร็งลุกลามของท่อน้ำนม (Invasive Ductal Carcinoma) สามารถพบได้มากที่สุดถึง 8 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยมะเร็งชนิดนี้มีจุดกำเนินดอยู่ที่ท่อน้ำนม และจะกระจายตัวไปที่เนื้อนมรอบ ๆ จนถึงหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง

อันดับสองที่พบได้บ่อย ก็คือชนิดมะเร็งลุกลามต่อมน้ำนม (Invasive Lobular Carcinoma) มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ต่อมน้ำนม ลุกลามออกจากเยื่อหุ้มต่อมน้ำนม และจะกระจายตัวไปที่เนื้อนมรอบ ๆ จนถึงหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง พบได้ 1 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆในผู้หญิง ส่วนมากเกิดจากต่อมน้ำนมและท่อน้ำนม ซึ่งมีโอกาสพบทั้งสองข้าง

16.มะเร็งเต้านมที่หัวนม

นอกจากต่อมน้ำนม และท่อน้ำนมแล้ว มะเร็งเต้านมก็สามารถเกิดขึ้นที่บริเวณหัวนมได้ (Paget Disease of the Nipple) มะเร็งเต้านมที่หัวนม สามารถพบได้น้อย คิดเป็นร้อยละ 1 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ท่อน้ำนม แล้วค่อย ๆ ลุกลามมาที่หัวนมและลานนมรอบ ๆ  ทำให้หัวนมมีลักษณะเป็นสะเก็ด มีเลือดและน้ำเหลืองไหลซึมอยู่ตลอดเวลา หลายคนมักใจผิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ช้าไปเสียแล้ว

17.มะเร็งเต้านมกับการอักเสบของเต้านม

มีความสับสนระหว่างโรคมะเร็งเต้านม และอาการอักเสบของเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็ง เนื่องจากมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งที่จะมีอาการอักเสบ (Inflammatory Breast Cancer) จึงทำให้อาการทุกอย่างคล้ายกับเต้านมอักเสบทั้งหมด คือ อักเสบ บวม แดง เพียงแต่บริเวณเต้านมจะมีความแข็งมากกว่า ผิวที่คลุมเต้านมจะหนามากกว่าเดิม และมีรูบุ๋มลงไปเหมือนเปลือกส้ม (Peau d’orange) มะเร็งชนิดนี้มีความอันตรายสูง เพราะจะเน้นกระจายตัวไปยังหลอดเลือดและน้ำเหลืองมากที่สุด

18.เป็นมะเร็งเต้านม ไม่ได้เจ็บปวดเสมอไป

มีคนจำนวนมากที่คลำไปเจอก้อนในเต้านม แต่กดแล้วไม่ปวด ก็เลยไม่ยอมมาพบแพทย์เพราะเข้าใจว่าไม่ได้เป็นโรคมะเร็งเต้านม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อาการของโรครุนแรง และมาพบแพทย์ช้าเกินไป ถึงแม้ว่าอาการของมะเร็งเต้านมจะคล้ายกับโรคอื่นทั่วไป แต่อาการที่เห็นชัดที่สุด คือการคลำไปเจอก้อน ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมมากกว่า 80% สามารถคลำเจอก้อนได้ด้วยตัวเอง และมีไม่กี่คนที่รู้สึกเจ็บเต้านมจึงมาให้แพทย์วินิจฉัย

อาการรักแร้บวมก็เป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากมะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง จึงทำให้รักแร้บวมโตมากกว่าเดิม

19.ควรสังเกตเต้านมให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อเป็นมะเร็งเต้านม เต้านมจะเริ่มมีลักษณะที่เปลี่ยนไป เช่น โตขึ้น แฟบลง บิดเบี้ยวไปจากเดิม บริเวณผิวหนังของเต้านมมีอาการบวมแดง และร้อนมากยิ่งขึ้น ผิวหนังภายนอกมีลักษณะคล้ายเปลือกส้ม พบแผลที่เต้านมแบบเรื้อรัง บริเวณหัวนมมีอาการคัน มีผื่น มะเลือดและน้ำเหลืองไหลซึมออกมา ถ้าหากว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้ให้นมบุตร ถือว่ามีความผิดปกติเป็นอย่างมาก ต้องรีบไปพบแพทย์ในทันทีเพื่อตรวจดูความผิดปกติของฮอร์โมน

20.ควรตรวจเต้านมเมื่อไรดี ?

การตรวจเต้านมด้วยตัวเองนั้น สามาถทำได้เมื่อมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจเมื่อประจำเดือนหมดไปแล้ว 3-5 วัน หรือลองเลือกวันใดวันหนึ่งของเดือน เช่น วันที่ 1 หรือวันที่เกิดของตัวเอง เพื่อที่จะได้ตรวจเป็นประจำและสม่ำเสมอ

วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1.ดูเต้านม

-เริ่มจากการถอดเสื้อออกให้หมด แล้วสำรวจเต้านมว่ามีความผิดปกติหรือไม่ บิดเบี้ยวไปจากเดิม หรือมีก้อนอะไรนูนขึ้นผิดปกติหรือเปล่า

-ลองยกแขนขึ้นทั้งสองข้างเหนือศีรษะ แล้วตรวจดูด้วยสายตาอีกครั้งหนึ้ง

-ขยับเอามือไปเท้าเอว แล้วเกร็งหน้าอกขึ้น ลองดูว่าเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ควรขยับให้เห็นด้านข้างทั้งสองข้างด้วย

-โน้มตัวหรือก้มหัวไปด้านหน้า เพื่อเช็คความผิดปกติอีกครั้ง

2.บีบเต้านม      

ใช้นิ้วมือบีบบริเวณเต้านมและหัวนมเบา ๆ เพื่อตรวจสอบดูว่ามีของเหลวไหลออกมาหรือไม่

3.คลำเต้านม     

-ยกแขนข้างขวาขึ้นเหนือศีรษะ หรือวางไว้ที่ท้ายทอย ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางมือซ้ายคลำเต้านมขวาให้ทั่ว ๆ สามารถกดคลึงเพิ่มได้หากไม่แน่ใจ เรียบร้อยแล้วก็ให้สลับมาทำอีกข้างหนึ่ง

-ลองเปลี่ยนเป็นท่านอนดูบ้าง สำหรับการตรวจเต้านมขวา ให้ใช้หมอนหรือผ้าห่มวางไว้ใต้ไหล่ขวา ส่วนมือขวาให้ชูขึ้นเหนือศีรษะหรือประสานไว้ที่ท้ายทอย จากนั้นใช้นิ้วมือซ้ายคลำเต้านมขวาให้ทั่วเหมือนท่ายืน เมื่อเรียบร้อยก็ให้สลับมาทำอีกข้างหนึ่ง

-ลองคลำดูที่รักแร้ว่ามีก้อนบวมโตขึ้นหรือไม่ ?

21.ลักษณะของก้อนมะเร็งเต้านม

สำหรับก้อนที่อาจจะเป็นมะเร็งเต้านมนั้น มีลักษณะ คือ เป็นก้อนหนาๆ ไม่มีขอบ ไม่เคลื่อนที่ เมื่อคลำไปเจอจะรู้สึกได้ทันทีว่ามีความแตกต่างกับเนื้อนมบริเวณรอบ ๆ  หรือเมื่อเทียบกับเต้านมอีกข้าง แต่ถ้าหากเป็นก้อนกลม ๆ กดแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาได้ มีขนาดใหญ่เท่าลูกชิ้น อาจเป็นถุงน้ำ พังผืด (Fibrocystic) ที่ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย แต่ถ้าหากอยากให้มั่นใจมากที่สุด ก็แนะนำให้ไปตรวจกับแพทย์ภายหลังคลำเจอก้อน

22.มะเร็งเต้านมพบมากที่สุดบริเวณด้านนอกด้านบนของนม

การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ควรแบ่งพื้นที่ในการตรวจออกเป็น 4 ส่วน คือ

-ด้านบนติดกับรักแร้ สามารถพบก้อนมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 50

-ด้านบนด้านใน สามารถพบก้อนมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 15

-ด้านล่างด้านนอก สามารถพบก้อนมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 11

-ด้านล่างด้านใน สามารถพบก้อนมะเร็งได้มากถึงร้อยละ 6

23.การตรวจด้วยแมมโมแกรม

การตรวจหามะเร็งเต้านม จะมีเครื่องเอกซเรย์พิเศษที่ชื่อว่า “แมมโมแกรม” โดยจะทำต้องทำการถ่ายหน้าอกของผู้หญิงไว้ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง แมมโมแกรมให้ผลการตรวจที่แม่นยำได้มากกว่าการคลำ จึงสามารถลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้มากถึงร้อยละ 44 ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้าหากมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม ควรตรวจก่อนอายุที่ญาติพบมะเร็งเต้านม 5 ปี (ญาติเป็นตอน 40 ควรเริ่มตรวจตั้งแต่ 35)

24.ความผิดปกติที่พบในแมมโมแกรม 

-หากเป็นก้อนเนื้อที่มีขนาดใหญ่ และมีขอบเขตชัดเจน อาจไม่ใช่ก้อนเนื้อมะเร็ง และแพทย์จะอัลตร้าซาวนด์ต่อ

-หากเป็นก้อนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน (irregular border) หรือขอบเขตเป็นเส้น ๆ (star-burst, speculated) รวมถึงเป็นก้อนที่ทำให้เต้านมบิดเบี้ยว มีเลือดมาเลี้ยงจนทำให้ท่อน้ำนมมีการบิดเบี้ยวมากกว่าปกติ ก็เป็นไปได้ว่าก้อนนี้จะเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจให้แน่ใจต่อไป

25.การตรวจหามะเร็งเต้านมโดยการอัลตราซาวนด์

หากพบก้อนเนื้อที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่คล้ายถุงน้ำ หรือมีก้อนแข็งปะปนอยู่กับถุงน้ำ แพทย์อาจจะเลือกวิธีอัลตร้าซาวนด์เพื่อตรวจดูก้อนเนื้อต่อไป โดยใช้เข็มเจาะดูดน้ำรอบก้อนเนื้อ เจาะเอาชิ้นเนื้อ หรือผ่าตัดเอาก้อนเนื้อ (หากมีขนาดเล็ก) ออกมาทั้งก้อนเพื่อตรวจดูทางพยาธิวิทยาว่าใช่ก้อนเนื้อมะเร็งหรือไม่

26.การตรวจหามะเร็งเต้านมเพิ่มเติม

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งเต้านม จนทำให้อาการของโรคเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยจึงมักมีอาการ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ไอเรื้อรัง หายใจเหนื่อยหอบ น้ำหนักลด แพทย์อาจจะต้องทำการเอกซเรย์ดูอวัยวะภายในชิ้นต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบดูว่าเชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังจุดไหนบ้างแล้ว

27.วิธีการรักษาโรคมะเร็งเต้านม 5 วิธี

1.ผ่าตัด การผ่าตัดจะต้องได้รับความเห็นชอบทั้งจากแพทย์และผู้ป่วยร่วมกัน และการผ่าตัดจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่มะเร็งมีขนาดใหญ่และเริ่มมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ถ้ารุนแรงมากก็อาจจะต้องตัดเต้านมทิ้ง แต่เนื่องจากวิวัฒนาทางการแพทย์ดีขึ้น จึงทำให้เจอโรคมะเร็งเต้านมเร็วขึ้นกว่าเดิม ผู้ป่วยร้อยละ 60-75 สามารถผ่าตัดโดยการเลาะเอาชื้นเนื้อและพื้นที่รอบ ๆ ออกก็เพียงพอแล้ว

2.รังสีรักษา วิธีนี้จะใช้รักษาก็ต่อเมื่อเชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง เมื่อทำการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกแล้ว แพทย์จะต้องตัดเอาต่อมน้ำเหลืองไปตรวจทางพยาธิวิทยาว่ามีการแพร่กระจายเชื้อมาถึงแล้วหรือไม่

3.เคมีบำบัด จะใช้รักษาก็ต่อเมื่อเชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง รวมถึงอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ไกล เช่น ปอด สมอง กระดูก เป็นต้น

4.ฮอร์โมนบำบัด วิธีรักษาโดยฮอร์โมนบำบัด มักจะถูกนำมาใช้ร่วมกับการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ไม่นิยมนำมารักษาเป็นวิธีเดียว ยกเว้นแต่ผู้ป่วยจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีใดเลย แต่ถึงกระนั้นก็ใช้ได้เฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีตัวรับฮอร์โมนเท่านั้น ซึ่งจะตรวจพบตัวรับนี้ได้จากชิ้นเนื้อมะเร็งเต้านมที่ถูกตัดออกไป ผู้ที่มีตัวรับฮอร์โมนมีแนวโน้มที่จะหายมากกว่าผู้ที่ไม่มี เนื่องจากเชื้อมะเร็งจะไม่ค่อยดื้อต่อการรักษา

5.ภูมิต้านทานบำบัด เป็นการใช้ภูมิต้านทานทั้งภายในและภายนอกมากำจัดเซลล์เต้านมอาจนำมาใช้ในกรณีที่มะเร็งมักใช้เมื่อมียีนกลายพันธุ์ในร่างกาย ทำให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดและฮอร์โมนบำบัดไม่ได้ผล

28.ระยะของมะเร็งเต้านม

ระยะของมะเร็งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ และระยะนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการรักษา และอัตราการรอดชีวิตภายหลังจากการรักษา โดยเริ่มตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะที่รุนแรงมากที่สุด โดยสมาคมมะเร็งของสหรัฐอเมริกาได้แบ่งอัตราการรอดชีวิตตามระยะของมะเร็งไว้ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 0 – 1 มีโอกาสรอด 100 %

ระยะที่ 2 มีโอกาสรอด 81 – 92 %

ระยะที่ 3  มีโอกาสรอด 54 – 67 %

ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย) มีโอกาสรอด 20 %

29.การติดตามผลหลังการรักษาโรคมะเร็งเต้านม

ในช่วงปีแรก ควรมาพบแพทย์ทุก 3 เดือนเพื่อติดตามผล เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง ก็ค่อยทิ้งระยะห่างเป็น 4 เดือน และปีต่อ ๆ ไปให้มาพบแพทย์ทุก 6 เดือน เมื่อพ้นไปแล้ว 5 ปี ก็อาจจะให้เหลือแค่ปีละ 1 ครั้งก็ได้ โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกายตามหลักปกติ และถ้าหากเกิดข้อสงสัยว่าจะมีมะเร็งกลับขึ้นมาใหม่ หรือเกิดขึ้นกับอีกข้าง ก็จะใช้วิธีตรวจแบบเมมโมแกรม หรือเอกซเรย์อวัยวะต่าง ๆ เหมือนเดิม

แพทย์อาจจะทำการตรวจเรื่องโลหิตจาง ตรวจตับ รวมถึงตรวจเอนไซม์ของกระดูก (Alkaline Phosphatase) เพื่อดูว่ามีเชื้อมะเร็งแพร่กระจายมายังกระดูกบ้างหรือไม่ ในกรณีที่คุณได้รับฮอร์โมนบำบัดทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen) แล้วพบว่ามีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด แพทย์ก็อาจจะต้องเก้บชิ้นเนื้อจากโพรงมดลูกไปตรวจหามะเร็งต่อไป

30.วิธีป้องกันมะเร็งเต้านมเบื้องต้น

– ควรรีบแต่งงานและมีบุตรก่อนอายุ 30 ปี

– เมื่อมีบุตร ควรให้นมบุตรมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป

– เมื่อมีบุตรจนพอใจแล้ว ควรทำหมันจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้

– หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ

– งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– ไม่รับประทานอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะของทอด

– หากต้องใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในช่วงวัยทอง ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

– ห้ามเครียดจนเกินไป เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกเครียด ให้รีบหากิจกรรมคลายเครียดทำ

– พยายามนอนหลับในที่มืดสนิท เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมา จากการศึกษาของแพทย์พบว่า หากเมลาโทนินในร่างกายลดลง มีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม

– หากพบว่าในร่างกายมียีนกลายพันธุ์ BRCA1 หรือ BRCA2 ควรปรึกษาแพทย์ในการรับยาป้องกันโรคมะเร็งเต้านมเบื้องต้น

– หมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน

– เมื่ออายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเมมโมแกรมทุกปี

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Cowell, Sakr, R.A., et al. (2013). Progression from ductal carcinoma in situ to invasive breast cancer: revisited. Molecular Oncology.

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง