ผลข้างเคียงจากการฉายแสงรักษามะเร็งใกล้ส่วนศีรษะและลำคอ

ผลกระทบจาการฉายรังสีในการรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและคอ
ผลกระทบจาการฉายรังสีในการรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและคอ

ผลข้างเคียงจากการฉายแสงรักษามะเร็งระยะใกล้ศีรษะและลำคอ

บทบาทและหน้าที่ของการรักษาโรคมะเร็งด้วยการให้รังสีในระยะใกล้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งศีรษะและคอ คือการฉายรังสีระยะใกล้เป็นการรักษาด้วยรังสีที่อีกแขนงหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงจากการฉายแสงก็ยังคงมีอยู่ การฉายแสง หรือ การฉายรักสีรักษามะเร็งนั้น ทำได้โดยการวางไอโซโทปในบริเวณที่ชิดหรือบริเวณที่ติดกับรอย โรคโดยตรง หรือทำการผ่านอุปกรณ์ ( Applicator ) ซึ่งการฉายรังสีในระยะใกล้มีข้อดี ดังนี้

ข้อดีของการฉายรังสีในระยะใกล้

1.บริเวณรอยโรคจะได้รับรังสีในปริมาณที่สูง เพราะว่าส่วนของรอยโรคอยู่ใกล้กับไอโซโทปของรังสี

2.เนื้อเยื่อที่อยู่ในบริเวณข้างเคียงจะได้รับรังสีในปริมาณที่ต่ำ เพราะว่าเนื้อเยื่อนั้นอยู่ห่างจากไอโซโทปของรังสี

การรักษามะเร็งศีรษะและลำคอสามารถทำการรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้ได้ทั้งแบบที่เป็นการฝังเข้าไปในรอยโรคและแบบที่วางในช่องโพรง

ผลข้างเคียงจากการฉายแสงระยะใกล้จะมีบทบาทและหน้าที่ในการรักษามะเร็ง

1.ผลข้างเคียงจากการฉายแสงทำการรักษาผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอในระยะเริ่มต้น ( T2NOMO ) ด้วยการส่งสารให้รังสีทำการรักษาในระยะใกล้เพียงอย่างเดียว ( Non-Therapy )

2.ผลข้างเคียงจากการฉายแสงทำการฉายรังสีเพื่อให้การรักษาแบบเสริม (Boost Treatment) ให้กับผู้ป่วยที่ทำการรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ โดยทำการรักษาจากภายนอก ( T1-3NO-1MO ) ร่วมด้วย

3.ผลข้างเคียงจากการฉายแสงทำการรักษามะเร็งที่เคยทำการรักษาด้วยการฉายรังสีจากภายนอกแต่มีการกลับมาเป็นซ้ำ ( Recurrent Status ) จึงทำการรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้ในการรักษาเพียงอย่างเดียว ( Mono-Therapy ) หรือทำการรักษาร่วมกับการฉายรังสีจากภายนอกร่วมด้วย เพื่อลดการแพร่กระจายของมะเร็ง

การคำนวนปริมาณของรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการรักษามะเร็งที่ส่วนของศีรษะและลำคอ

สามารถทำการสรุปได้ตามตำแหน่งที่ต้องการทำการฉายรังสี ได้ดังนี้

1. ปาก ( Lip ) ลักษณะที่บ่งชี้เป็น T1-3 ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี คือ 60-75 Gy LDR-PDR

2. เยื่อบุช่องปาก ( Buccal Mucosa ) ซึ่งลักษณะที่บ่งชี้น้อยกว่า 4 เซนติเมตร ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี คือ 60-75 Gy LDR-PDR (25-30 Gy boost if 45-50 Gy EBRT)

3. Mobile Tongue ที่มีลักษณะบ่งชี้เป็น T1-3 ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี คือ 60-75 Gy LDR-PDR ( 25-30 Gy boost if 45-50 Gy EBRT )

4.Floor of Mouth ที่มีลักษณะบ่งชี้เป็น T1-2NO ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี คือ 65 Gy LDR-PDR ( 10-25 Gy boost if 46-50 Gy EBRT )

5.Oropharynx ที่มีลักษณะบ่งชี้น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี คือ 25-52 Gy LDR-PDR boost following 45-50 Gy EBRT ( If HDR 21-30 Gy/3Gy Fraction or 21-24Gy/4GY Fraction boost Following 45-50 Gy ERT )

6.Nasopharynx ที่มีลักษณะบ่งชี้แบบ T1-T4 ปริมาณรังสีระยะใกล้ที่ใช้ในการฉายรังสี สำหรับ T1 after 60 Gy, 6 x 3Gy HDR สำหรับ T2 after 70 Gy, 4 x 3Gy HDR และสุดท้ายสำหรับ Local Recurrence, 60 Gy, 4 x 3Gy LDR-PDR

ผลข้างเคียงจากการฉายแสงรักษามะเร็งที่ส่วนของศีรษะและลำคอ

ในการฉายรังสีระยะใกล้มีผลข้างเคียงจากการฉายแสงกับเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยได้เช่นเดียวกับการรักษาแบบอื่น ๆ ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉายแสงที่พบจากการฉายรังสีระยะใกล้ให้กับผู้ป่วยที่ทำการรักษามะเร็งที่ส่วนของศีรษะและลำคอ สามารถแบ่งได้จากลักษณะการวางอุปกรณ์การฉายรังสี ดังนี้

1.ภาวะเลือดออกจากผลข้างเคียงจากการฉายแสง

2.ภาวะการสำลักจากผลข้างเคียงจากการฉายแสง อาการข้างเคียงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการวางอุปกรณ์ในการฉายรังสีระยะใกล้ไว้ในตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของการกลืน เช่น ตำแหน่งที่โคนลิ้น ( Base of Tongue ) ในการรักษามะเร็งที่ส่วนของโคนลิ้น เป็นต้น

ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉายแสงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยสามารถป้องกันได้ด้วยการประเมินก่อนที่ทำจะการวางอุปกรณ์และการใช้อุปกรณ์ช่วยก่อนที่จะทำการวางอุปกรณ์ในตำแหน่งดังกล่าว เช่น การใส่ NG Tube หรือการเจาะคอ ( Tracheostomy ) เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดขึ้นของภาวะ Aspiration ในการรักษาผู้ป่วยที่ป่วยเป็นมะเร็งที่บริเวณโคนลิ้น เป็นต้น ซึ่งการจัดวางอุปกรณ์ต้องคำนึกถึงความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยได้ และต้องนึกถึง Aseptic Technique ด้วย เพราะการทำอย่างนี้จะสามารถช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยให้น้อยลงได้

นอกจากผลข้างเคียงจากการฉายแสงที่เกิดขึ้นกับการฉายรังสีระยะใกล้เพียงอย่างเดียวแล้ว เมื่อทำการฉายรังสีระยะใกล้ร่วมกับการฉายรังสีจากฉายนอกจะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงได้มากขึ้น ซึ่งผลข้างเคียงจากการฉายแสงหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยการฉายรังสีทั้งสองวิธีจะมีความรุนแรงสูงมาก อาการข้างเคียงที่พบได้คือ

อาการข้างเคียงที่พบ

1.ภาวะเนื้อเยื่อตาย ( Soft Tissue Necrosis ) ซึ่งผลข้างเคียงจากภาวะเนื้อตายสามารถพบได้ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วยที่ทำการรักษา

2.ภาวะกระดูกตาย ( Bone Necrosis ) ซึ่งผลข้างเคียงจากภาวะกระดูกตายสามารถพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยที่ทำการรักษา

การรักษาผู้ป่วยซ้ำด้วยการให้รังสีที่มีการเกิดมะเร็งขึ้นมาอีกครั้ง พบว่ามีผลข้างเคียงจากการฉายแสงในระยะใกล้ให้กับผู้ป่วยที่บริเวณส่วนของศีรษะและลำคอ ซึ่งสามารถแสดงได้ตามตาราง ดังนี้

ตำแหน่งที่มีรอยของโรค ผลจากการรักษา ผลข้างเคียงจากการฉายแสง
ปาก ( Lip )เยื่อบุช่องปาก

( Buccal Mucosa )

Mobile Tongue

Floor of Mouth

Oropharynx Base Of

TongueFaucial Arch

LC : 90-95%

LC : 80-90%

LC : >90%

LC :>90%

LC T1-2 80-90%,T3-4 65-80%

LC :T1-2 :up to 90%, T3 67%

N= 2-10%

N=<10%

N: 10-20%

N: 10-30%

N(BOT):25%

N(F): 20%

และจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นจะอยู่ประมาณ 13- 35% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้เพื่อรักษามะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้นั้นไม่สามารถรักษาให้กับผู้ป่วยที่กลับมาเป็นมะเร็งในส่วนของศีรษะและลำคอซ้ำได้ทุกราย แพทย์ผู้ทำการรักษาจะต้องทำการประเมินและเลือกผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้

ลักษณะของผู้ป่วยที่สามารถรักษาได้ด้วยการฉายแสงระยะใกล้

1.ขนาดของรอยโรค ผู้ป่วยที่จะทำการรักษาด้วยการฉายรังสีในระยะใกล้ต้องมีรอยโรคขนาดเล็กกว่า 4 เซนติเมตรเท่านั้น ถ้ามีขนาดของรอยโรคใหญ่กว่า 4 เซนติเมตรไม่ควรทำการรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะถ้ารอยโรคมีขนาดใหญ่กว่า 4 เซนติเมตรแล้ว การรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้จะไม่สามารถคลอบคลุมรอยโรคทั้งหมดได้

2.ตำแหน่งของรอยโรค ตำแหน่งของรอยโรคที่ต้องการรักษาไม่ควรอยู่ใกล้กับกระดูก ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างรอยโรคกับกระดูก คือ 1 เซนติเมตรเป็นอย่างน้อย เพราะว่าถ้ารอยโรคอยู่ใกล้กับกระดูกน้อยกว่า 1 เซนติเมตร เมื่อทำการรักษาด้วยการฉายรังสีเข้าไปแล้ว ผู้ปป่วยมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเนื้อเยื่อกระดูกเน่าตายได้จากการโดนรังสีในปริมาณที่สูงมาก

3.สุขภาพผู้ป่วย สุขภาพและสภาวะของผู้ป่วยต้องอยู่ในสภาวะที่สามารถทำการวางยาสลบได้ เพราะว่าผู้ป่วยบางรายที่เข้ารับการรักษาจำเป็นจะต้องทำการวางยาสลบเพื่อที่จะทำการวางอุปกรณ์ ซึ่งสภาวะของผู้ป่วยเราสามารถทำการเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนที่จะทำการรักษาทำได้ ดังนี้

3.1 วาง Shielding Prosthesis ในกรณีที่ต้องทำการฉายรังสีในช่องปากที่ใกล้กับส่วนของ Oral Cavity แล้ว ผู้ป่วยควรทำการวาง Shielding Prosthesisท ที่ทำจากวัสดุที่เป็นตะกั่ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้รังสีเข้าสู่ส่วนของกระดูกกราม ซึ่งตะกั่วที่ใช้ความมีความหนาอย่างน้อย 2 มิลลิเมตร

3.2 เตรียมฟัน ก่อนที่จะทำการรักษาด้วยการฉายรังสีระยะใกล้ผู้ป่วยต้องทำการตรวจสุขภาพของฟันก่อน ถ้าพบว่าฟันมีการผุที่อยู่ในชั้นรุนแรงต้องทำการรักษาให้หายหรือทำการถอนออกก่อนที่จะทำการฉายรังสี และควรรอให้แผลที่เกิดจากการถอนฟันหายสนิทก่อนจึงเริ่มทำการฉายรังสี

เมื่อทำการเตรียมตัวก่อนที่จะทำการฉายรังสีแล้ว แต่ก็ยังมีผลกระทบเกิดขึ้นมาอีก ก็สามารถลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ดังนี้

1.ถ้าผู้ป่วยมีการฉายรังสีในส่วนที่ครอบคลุมต่อมน้ำลาย แพทย์จะต้องให้ผู้ป่วยใช้ Fluoride ชนิดแบบเจลวันละ5-10 นาทีต่อวัน ซึ่งการใช้ Fluoride ชนิดแบบเจลผู้ป่วยจะต้องใช้ไปตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการผุของฟันให้ลดน้อยลง

2.ผู้ป่วยที่ทำการฉายรังสีใกล้กับบริเวณ Interstital Brachytherapy และมีการใส่อุปกรณ์ป้องกันแสงไว้ในช่องปาก แพทย์ต้องบอกถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเมื่อนำอุปกรณ์ออกแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบเกิดขึ้นทันทีและอาการจะมีความรุนแรงขึ้นประมาณ 21 วัน ถึง 1 เดือน และเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 6 อาการอักเสบดังกล่าวจะหายไป ซึ่งช่วงที่เกิดการอักเสบผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดมาก สามารถให้ยาเพื่อลดความเจ็บปวด ลดการติดเชื้อและลดการอักเสบแก่ผู้ป่วยได้

จะพบว่าระยะและตำแหน่งของรอยโรคที่ต้องทำการรักษา รวมถึงสุขภาพของผู้ป่วยนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการรังษาด้วยการฉายรังสีในระยะใกล้ ผู้ป่วยจึงควรดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีเพื่อที่ผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะมีน้อยที่สุด และผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

พยาบาลสาร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “การดูแลผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะหลังผ่าตัดเปลี่ยนช่องทางขับถ่ายปัสสาวะ”. (พัชรินทร์ ไชยสุรินทร์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.tci-thaijo.org. [05 พ.ค. 2017].