อาการไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness )

อาการไข้สูงเฉียบพลัน ( Acute Febrile illness )
อาการไข้เฉียบพลัน คือ อาการไข้ที่ร่างกายมีอุณหภูมิมากกว่า 37.2 องศาเซลเซียนในช่วงเช้าและอุณหภูมิ 37.7 ในช่วงเย็น

อาการไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness )

อาการไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness : AFI ) คือ อาการไข้ที่ร่างกายมีอุณหภูมิมากกว่า 37.2 องศาเซลเซียนในช่วงเช้าและอุณหภูมิ 37.7 ในช่วงเย็น ซึ่งอาการไข้ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งอาการไข้จะแสดงอาการให้เห็นและสามารถทำการวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการไข้ อาการไข้ชนิดนี้จะเกิดร่วมกับอาการของระบบอื่นเสมอ เช่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้หรืออาเจียน เป็นต้น มักไม่เกิดอาการไข้เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าอาการไข้ที่เกิดขึ้นนานเกิน 2 สัปดาห์จะเรียกว่า “ ไข้กึ่งเฉียบพลัน ( Subacute fever ) ”

ซึ่ง อาการไข้เฉียบพลันที่แสดงออกมามักไม่สามารถทำการวินิจฉัยอย่างชัดเจน ( Definite diagnosis ) จึงต้องทำการซักประวัติ ทำการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น เช่น การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ ( Complete Blood Count : CBC ) , การตรวจปัสสาวะ ( Urinalysis หรือ UA ) , การตรวจเอกซเรย์ทรวงอก ( chest x-ray , CXR ) ที่เรียกว่า อาการไข้เฉียบพลันที่ไม่ทราบสำเหตุ ( Acute fever / pyrexia of unknown origin , AFUO ) หรือภาวะไข้เแบบเฉียบพลันที่เมื่อทำการตรวจแล้วไม่พบการติดเช้ือที่อวัยวะหรือระบบใด ( acute undifferentiated fever )

อาการไข้เฉียบพลัน จัดเป็นอาการป่วยที่สามารถพบได้บ่อยที่สุด และมีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับการรัษาทางการแพทย์มากที่สุดอีกอาการหนึ่ง สาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันมักเกิดเนื่องจากโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งสาเหตุสามารถบ่งบอกหรือวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย ที่นำมาซึ่งแนวทางการรักษาอย่างได้ผล แต่บางครั้งอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุได้ในระยะแรก เนื่องจากไม่ร่างกายยังไม่แสดงอาการส่งผลให้ตรวจไม่พบอาการหรือลักษณะที่ผิดปกติ ดังนั้นพื่อหาสาเหตุจึงจำเป็นต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการและทำการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แพทย์จึงจะสามารถทำการวินิจฉัยสาเหตุและแนวทางในการรักษาได้

การระบาดวิทยาของ AUF ที่มีอยู่ในประเทศไทย

กระทรวงสาธารณสุขมีการรายงานว่ามีการพบภาวะไข้เฉียบพลันชนิดที่ไม่ทราบสำเหตุ ( Acute fever of unknown origin, AFUO ) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในปี พ.ศ.2557 พบว่าในผู้ป่วยหนึ่งแสนรายจะเป็นภาวะชนิดนี้ประมาณ 575.47 ราย ซึ่งร้อยละ 39-81 เท่านั้นที่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ โดยพบว่าสาเหตุหลักของการเกิดไข้แบบเฉียบพลัน คือ การติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย ( Malaria ) , โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส ( Leptospirosis ) , ไข้เลือดออก ( Dengue hemorrhagic fever ) , ริกเกตเชีย ( Rickettsia ) เป็นต้น ซึ่งอุบัติการณ์ของอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ทำการศึกษาการเกิดโรค

โรคที่เป็นสาเหตุของไข้เฉียบพลัน

1.โรคติดเชื้อไวรัส ( Virus ) เช่น ไข้เดงกี ( dengue fever : DF )หรือไข้เดงกีชนิดรุนแรง ( dengue hemorrhagic fever : DHF ) , อาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ ( cute retroviral syndrome หรือ ARS ) , โรคติดเชื้ออีบีวี ( Epstein-Barr virus infection ) เป็นต้น ซึ่งอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุด

2.โรคติดเชื้อในกลุ่มริกเก็ตเซีย ( Rickettsia ) ได้แก่ โรคมูรีนไทฟัส ( murine typhus ) ที่มีลักษณะของอาการป่วยที่คล้ายกับไข้รากสาดใหญ่ แต่อาการที่เกิดขึ้นของโรคจะมีความรุนแรงน้อยกว่า หรือโรคไข้รากสาดใหญ่หรือโรคสครับไทฟัส ( Scrub typhus ) ที่มักมีไรอ่อนเป็นพาหะนำโรค ซึ่งอาการของโรคไข้รากสาดใหญ่จะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับลักษณะอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

3.โรคติดเชื้อแบคทีเรีย ( Bacteria ) เช่น ภาวะโลหิตเป็นพิษ ( Septicemia / Bacteremia ) ที่เกิด่จากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้ออีโคไล ( Escherichia coli / E. Coli) , โรคสเตรปโทคอกโคสิส ( Streptococcosis ) , โรคเมลิออยด์หรือโรคเมลิออยโดซิสที่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ Burkholderia pseudomallei , โรคติดเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา ( Salmonella spp. )

การตรวจวินิจฉัยโรคโดยการตรวจแอนติบอดีในน้ำเลือด ( Serology ) สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเหล่านี้พร้อมกันมากกว่า 1 ชนิดหรือไม่ แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการไข้เฉียบพลันที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ เช่น กลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง ( autoimmune disease ) ที่มีโอกาสพบได้น้อยมาก ดังนั้นการหาสาเหตุที่แน่ชัดจึงต้องทำการตรวจเพิ่มเติมอย่างเต็มที่หรือผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นมาแล้ว ถึงจะมั่นใจว่าอาการไข้ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากการติดเชื้อ ( exclude infectious cause ) เท่านั้น

แนวทางของการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของ ไข้เฉียบพลัน

อาการไข้ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยส่วนมากจะสามารถหายได้เองและโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมีน้อยมาก แต่สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดที่พบได้น้อยมากนั้น เมื่อเกิดขึ้นผู้ป่วยอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของภาวะอาการไข้เฉียบพลันต้องอาศัยความรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาได้ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคตับชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้สูงอายุ เป็นต้น ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยด้วยภาวะไข้เฉียบพลันเบื้องต้น แพทย์หรือพยาบาลต้องประเมินว่าผู้ป่วยมีภาวะอาการที่เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการติดเชื้อ ( Systemic inflammatory response syndrome หรือ SIRS ) ซึ่งอาจทำให้มีภาวะติดเชื้อ ( Sepsis ) ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้หลังจากร่างกายมีการติดเชื้อที่รุนแรงบางชนิด เพื่อต่อต้านกับการเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย หรือเกิดภาวะภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ( Septic Shock ) ที่เป็นภาวะของอาการที่มักเกิดหลังจากมีการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ทำให้ระดับความดันโลหิตของร่างกายลดลงผิดปกติ ส่งผลให้สาร

อาการและออกซิเจนในเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆได้ ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะผิดปกติหรือลดลง บางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาควรทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้นก่อน เช่น การเพาะเชื้อจากเลือด การส่งตรวจแอนติบอดีในน้ำเลือดหรือวิทยาน้ำเหลือง ( Serology ) ตามลักษณะที่บ่งบอกของผู้ป่วย พร้อมทั้งให้ยาต้านจุลชีพแบบ empirical treatment และถ้าผู้ป่วยมีอาการคงที่ไม่รุนแรงมาก ควรทำการซักประวัติพร้อมทั้งตรวจร่างกายอย่างละเอียด จึงจะสามารถช่วยให้ผลการวินิจฉัยเพื่อหาแนวทางในการรักษาทำได้เร็วขึ้น

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

1.การซักประวัติ

1.1 ระยะเวลาในการเกิดไข้ของผู้ป่วย

ภาวการณ์เกิดไข้มักจะมีรูปแบบและลักษณะที่ไม่จำเพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่ง ยกเว้นแต่ว่าโรคนั้นมีลักษณะเด่นชัดเป็นเอกลักษณ์ เช่น โรคไข้เลือดออกที่จะทำให้มีไข้สูงตลอดทั้งวันนาน 3-7 วัน โดยที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้หรือที่เรียกว่าไข้ลอย โรคไข้มาลาเรียหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีไข้สูงหนาวสั่น โรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสที่มี อาการไข้เฉียบพลันแต่ถ้าร่างกายมีอาการแย่ลงเร็วมากแสดงว่ามีโอกาสที่จะติดเชื้อแบคทีเรียสูง หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อในเขตร้อน เช่น โรคไข้รากสาดใหญ่ หรือโรคสครับไทฟัส ( Scrub Typhus ) , โรคมูรีนไทฟัส ( murine typhus ) , โรคไข้ฉี่หนู ( Leptospira ) , โรคไข้เอนเทอริค ( Enteric fever ) , ไข้ทัยฟอยด์ ( Typhoid fever ) เป็นต้น ซึ่งอาการไข้ที่เกิดขึ้นจะคงอยู่ไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ เมื่อทราบลักษณะของอาการไข้แล้ว ต้องสังเกตอาการร่วมที่เกิดให้ครบถ้วนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่มักมีการติดเชื้อจนเป็นสาเหตุของไข้ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบข้อ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การเกิดผื่นหรือแผลที่บริเวณผิวหนัง เป็นต้น

1.2 ประวัติการสัมผัสโรค

1.2.1 อาชีพ ภูมิลำเนาเกิด ลักษณะของที่อยู่อาศัย เนื่องจากบางอาชีพมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับโรคบางชนิด เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ หรือผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับพื้นดิน ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคเมลิออยด์ หรือ โรคเมลิออยโดซิส ( Melioidosis ) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ Burkholderia pseudomallei หรือผู้ที่ทำเกี่ยวกับปศุสัตว์หรือต้องอยู่ในพื้นที่น้ำขัง ย่อมีความเสี่ยงต่อโรคเลปโตสไปโรสิส ( Leptospirosis ) หรือโรคฉี่หนู หรือในพื้นที่มีความชุกของเชื้อไวรัสบางชนิดย่อมมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสได้ เช่น โรคชิคุนกุนยา ( chikungunya ) หรือบริเวณพื้นที่ภาคใต้หรือที่ลุ่มน้ำขังที่มีการระบาดของโรค เช่น โรคมาลาเรียเมื่อเดินทางเข้าป่า เป็นต้น

1.2.2 การสัมผัสสัตว์ที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในเขตพื้นที่มีสัตว์พาหะอาศัยอยู่ เช่น หนูที่เป็นพาหะหรือในฟาร์มปศุสัตว์ เช่น โค กระบือ สุกร ที่นำโรคมูรีนไทฟัส ( murine typhus ) หรือโรคฉี่หนู ( Leptospirosis ) การทำงานในฟาร์มสุกรหรือสถานที่ต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหมูดิบ จะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไข้หูดับหรือโรคติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ( Streptococcus suis ) , การโดนสัตว์ที่มีเชื้อโรคกัด เช่น โรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย ( Hemorrhagic Septicemia ) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียพาสทูเรลลา มัลโตซิดา ( Pasteurella multocida ) และการติดเชื้อแบคทีเรีย Capnocytophaga carnimorsus จากการเลียของสุนัขและแมว, โรคไข้หนูกัด ( Rat bite fever )ที่เกิดจาการติดเชื้อ Spirillum minus และ Streptobacillus moniliformis ที่อยู่ภายในช่องปากของหนู

1.2.3 การสัมผัสกับผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัว ในชุมชนหรือเพื่อนร่วมงานที่มีอาการเหมือนในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เช่น อาการไข้เลือดออก เป็นต้น

1.2.4 การรับประทานอาหาร อาหารบางชนิดอาจมีพาหะที่นำโรคสู่คนได้ ถ้าอาหารที่รับประทานไม่ได้ผ่านความร้อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ จะนำมาซึ่งเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส ( Streptococcus suis / S.suis ) ที่มีอยู่ในเนื้อหมูดิบ ที่นำมาซึ่งไข้หูดับ , เชื้อแบคทีเรีย brucellosis จากการดื่มนมแพะที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ที่นำมาซึ่งโรคแท้งติดต่อ

1.2.5 พฤติกรรมทางเพศ การเปลี่ยนคู่นอนเป็นประจำและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการไข้เฉียบพลัน

การตรวจสอบประวัติการสัมผัสโรคสามารถช่วยบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่า ภาวะไข้ที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะมีสาเหตุมาจากสิ่งใด และเป็นการติดเชื้อชนิดใดได้ ซึ่งในการพิจารณาต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาที่มีการสัมผัสกับเชื้อโรคกับระยะเวลาที่โรคแสดงออกมาด้วย ว่าเชื้อที่ได้รับมานั้นยังอยู่ในระยะฟักตัวของเชื้อจริงหรือไม่

1.3 ประวัติการฉีดวัคซีนและยา

การตรวจสอบประวัติในการฉีดวัคซีนก่อนที่จะเข้ามารักษาด้วยไข้เฉียบพลัน เช่น ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ ( Japanese encephalitis ) เป็นการช่วยทำให้สาเหตุของอาการไข้แคบลง เนื่องจากเมื่อทำการฉีดวัคซีนมาแล้วโอกาสที่จะเป็นโรคดังกล่าวจะลดลง หรือการได้รับยาคลินดามัยซิน ( Clindamycin ) ก่อนที่จะเกิดการท้องเสียร่วมกับการมีไข้ จะทำให้สมมุตฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็น Pseudomembranous colitis ( PMC ) นั่นคือมีการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Clostridium difficile ที่บริเวณลำไส้ใหญ่ หรือการที่มีไข้หลังจากได้รับยาที่อยู่ในกลุ่ม เตตราไซคลีน ( Tetracycline ) หรือยาในกลุ่มดอกซีไซคลิน ( Doxycycline ) ทำให้ตั้งข้อสมมุติฐานได้ว่ามีโอกาสที่จะติดเชื้อ rickettsial infection ได้น้อยลง เพราะว่ายากลุ่มนี้ตอบสนองต่อยาทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้ดีมาก

1.4 ภาวะและโรคประจำตัวของผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ปกติ ย่อมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มีความรุนแรงสูงกว่าผู้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายปกติ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการคาสายสวนหลอดเลือดจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบในกระแสเลือด เช่น ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการทำฟอกไต ( hemodialysis ) ทางเส้นเลือดสำหรับการฟอก ( vascular access ) เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่สัมพันธ์กับสายสวนหลอดเลือด ( catheter-related bloodstream infection ) เพิ่มขึ้น

ไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness ) คือ อาการไข้ที่ร่างกายมีอุณหภูมิมากกว่า 37.2 องศาเซลเซียนในช่วงเช้าและอุณหภูมิ 37.7 ในช่วงเย็น อาการป่วยที่สามารถพบได้บ่อยที่สุด

2.การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายต้องทำการตรวจทุกระบบอย่างละเอียด และตรวจเน้นในบางระบบที่น่าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อจนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไข้เฉียบพลันขึ้น ซึ่งการตรวจครั้งแรกอาจไม่พบความผิดปกติ ดังนั้นบางครั้งจะต้องทำการประเมินและตรวจซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะความผิดปกติบางชนิดอาจมีการแสดงอาการและภาวะให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง และการตรวจบางอย่างต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ได้แก่

2.1 สัญญาณชีพ

นอกจากการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อ( Sepsis ) หรืภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ( septic shock ) ที่ต้องทำการรักษาทันทีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ซึ่งสัญญาณชีพที่บ่งบอกว่าต้องได้รับการรักษาในทันที ได้แก่ เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากไข้ ( relative bradycardia ) และมีจุดแดงที่สามารถพบได้ในไข้ไทฟอยด์ ( Typhoid ) หรือโรคติดเชื้อ Rickettsia เป็นต้น

2.2 ลักษณะภายในช่องปาก

ซึ่งต้องทำการสังเกตที่บริเวณดังนี้ คอหอย ( Pharynx ) , ต่อมทอนซิล ( Tonsil ) , การอักเสบของเหงือก ( Gingivitis ) , โรคฟันผุ ( Dental caries ) หรือรากฟันเป็นหนอง ( Root abscess ) ซึ่งต้องทำการตรวจหาเชื้อราช่องปาก ( Oral Candidiasis ) ที่สามารถช่วยบ่งชี้ถึงภาวะภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยได้

2.3 ไซนัสและหู

อาการไข้เฉียบพลันสามารถเกิดได้จากการที่ไซนัสหรือหูชั้นกลางมีการอักเสบขึ้น ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ป่วยเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่

2.4 ระบบทางเดินหายใจส่วนกลาง

สามารถทำการตรวจได้ด้วยการฟังที่บริเวณชายปอดส่วนกลาง ด้วยการฟังเสียงหายใจ (Breath sound) และเสียง crackle หรือเสียงขยี้ผมหรือเสียงกรอบแกรบที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำการหายใจ

2.5 ระบบประสาท

ในผู้ป่วยที่มีภาวะไข้เฉียบพลันและมีอาการปวดศีรษะมาก ๆ จะต้องทำการตรวจการตรวจอาการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง ( meningeal sign ) ร่วมด้วย

2.6 ระบบข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อ

ต้องทำการตรวจหาลักษณะของข้ออักเสบ ( Arthritis ) หรืออาการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อต่างๆ ด้วย

2.7 ระบบผิวหนัง

ด้วยการตรวจหาผดผื่น รอยแผลและทำการตรวจหาแผลคล้ายบุหรี่จี้ ( eschar ) ที่บริเวณใต้ร่มผ้า เพราะลักษณะของแผลดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะของโรคสครับไทฟัส ( Scrub typhus )

2.8 ต่อมน้ำเหลือง

ต้องทำการตรวจต่อมน้ำเหลืองโตทุกส่วนของร่างกาย ( Generalized Lymphadenopathy ) เพื่อเป็นการยืนยันว่าร่างกายมีการติดเชื้อในระบบน้ำเหลืองหรือไม่

3.การจรวจทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นการตรวจเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยของแพทย์ที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้เฉียบพลันว่ามาจากสาเหตุ ซึ่งการตรวจมักจะทำการตรวจตามข้อวินิจฉัยเบื้องต้นที่มาจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายก่อน ซึ่งการตรวจที่ใช้ คือ

3.1 การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์หรือตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ( Complete Blood Count : CBC )

คือการตรวจปริมาณเม็ดเลือดขาวว่ามีปริมาณต่ำหรือสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เฉพาะต่อโรคใดเป็นพิเศษ และหากน้อยกว่า 5,000 cells / mm³ อาจจะจากไวรัสหรือติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แต่มากกว่า 10,000 cells / mm³ หรือมากกว่า 20,000 cells / mm³ และมีนิวโทรฟิลเด่น ( PMN predominate หรือ left shift ) เกิดร่วมด้วยหรือการดู peripheral blood smear พบ toxic granule / vacuolization ใน cytoplasm ของนิวโทรฟิล สามารถบ่งบอกได้ว่ามีการติดเชื้อแบคมีเรีย หรือมีการาตรวจพบเอทิปปิเคิลลิ้มโฟไซต์ ( Atypical lymphocyte ) หรือพบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte จะมีขนาดเซลล์ใหญ่ขึ้นและมีรูปลักษณะของเซลล์ผิดไปจากLymphocyteปกติทั่วไปโดยเฉพาะรูปลักษณะของ Nucleus แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัส

3.2 การตรวจปัสสาวะ ( Urinalysis หรือ UA )

เพื่อทำการวินิจฉัยการติดเชื้อที่บริเวณทางเดินปัสสาวะ ( Utract infection ) นอกจากต้องสังเกตการแล้วยังต้องทำการตรวจพบอาการปัสสาวะเป็นหนอง ( Pyuria ) ซึ่งถ้าพบว่ามีเม็ดเลือดขาวเพียงเล็กน้อยในปัสสาวะจะไม่สามารถยืนยันได้ จะต้องทำการเพาะเชื้อก่อนที่จะใช้ยาต้านจุลชีพ เพราะผู้ป่วยที่ติดเชื้อผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อริกเก็ตเซียหรือ leptospirosis อาจตรวจพบเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวได้ในปัสสาวะ ( 10-50 cells/HPF ) ร่วมกับ mild proteinuria หรือ cast ได้เช่นเดียวกัน

3.3 Chest X-ray

ทำการเอ็กเรย์ปอดเพื่อดูรอยโรคในปอด เนื่องจากรอยโรคที่บริเวณปอดสามารถบ่งชี้สาเหตุเบื้องต้นของอาการไข้ได้ โดยถ้าปอดลักษณะของปอดอักเสบทั้งสองข้างหรือ multilobar infiltration แสดงว่ามีการติดเชื้อแบบ systemic infection หรือ hematogenous spreading แต่ถ้ามีรอยโรคเพียงแห่งเดียวแสดงว่ามีการติดเชื้อที่ปอดก่อน ซึ่งการดูภาพรังสีของปอดต้องใช้ร่วมกับการวินิจฉัยแบบอื่นเสมอ เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการวินิจฉัยโรค

3.4 การเพาะเชื้อจากเลือด ( Hemoculture )

ในผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อแบคมีเรีย แพทย์ควรทำการส่งเลือดเพื่อทำการเพาะเชื้ออย่างน้อย 2 ขวด เพื่อความแม่นยำและลดการปนเปื้อน ซึ่งควรส่งเลือดตรวจก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยาต้านจุลชีพ

3.5 การตรวจเพิ่มเติม

นอกจากการตรวจข้างต้นแล้วยังมีการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยสาเหตุของไข้เฉียบพลันได้ เช่น การตรวจ dengue NS1 antigen/dengue lgM , leptospira titer , mellioidosis titer , lmmuno Fluorescent Antibody ( IFA ) for scrub/murine typhus , thick and thin film or rapid diagnostic test for malaria ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจชนิดใดเพิ่มเติมจะต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นแนวทางในการตรวจ

แนวทางการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไข้เฉียบพลัน ( Acute Febrile illness )

สำหรับผู้ป่วยที่ทำการตรวจจนพบสาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันให้ทำการรักษาตามสาเหตุได้ทันที แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการไข้เฉียบพลันที่ไม่ใช่ไข้มาลาเรียแล้ว ควรพิจารณาตามอาการทางคลินิก โดยหากผู้ป่วยมาจากชุมชนที่มีภาวะติดเชื้อ( Sepsis ) หรืภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ( septic shock ) หรือมีไข้สูง และมีความเสี่ยงที่จะมีอาการแย่ลงควรให้ empirical treatment ด้วย doxycycline หรือ azithromycin ร่วมกับ ceftriaxone หรือ cefotaxime ในทันที เพราะสามารถครอบคลุมการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการไข้เฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรียในกระแสเลือดได้ทั้งหมด แต่ถ้าผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ B.pseudomalleii เช่น ชาวนา ชาวไร่ มีภูมิลำเนาหรืออาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือไตวายชนิดเรื้อรังต้องทำการให้ ceftazidime แทน ceftriaxone แล้วจึงค่อยทำการประเมินอาการต่อไปเรื่อยๆ พร้อมทั้งทำการตรวจเพาะเชื้อเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี อาการไข้สูงเฉียบพลันที่มีอาการคงที่ และไม่มีข้อบ่งชี้ที่เป็นลักษณะเฉพาะให้ทำการนัดตรวจทุก 1-2 วัน เพื่อรอผลการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและทำการรักษาต่อไป

อาการไข้เฉียบพลันเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก แม้สาเหตุที่พบจะไม่ร้ายแรงและมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้น้อยมาก แต่ไข้เฉียบพลันที่หาสาเหตุว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใดหรือเรียกว่า Acute undifferentiated fever ( AUF ) ที่มักเกิดจากโรคติดเชื้อเมืองร้อน เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก เลผโตสไปโรสิส scrub typhus และ mellioidosis ซึ่งอาการในช่วงแรกจะทำการแยกสาเหตุว่ามีการติดเชื้อจากแบคทีเรียในกระแสเลือดหรือสาเหตุอื่น ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรง เมื่อเข้ารับการรักษาจะต้องทำการตรวจด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการไข้เฉียบพลัน เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ลัลธธิมา ภู่พัฒน์ : อาการวิทยา ฉบับพกพา : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2560.