วิธีการดูแลผิวที่กำลังได้รับความนิยมมีอะไรบ้าง?

วิธีการดูแลผิวที่กำลังได้รับความนิยม
วิธีการดูแลผิวที่กำลังได้รับความนิยม

วิธีการดูแลผิวที่กำลังได้รับความนิยม

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง นับตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบันมนุษย์ได้คิดค้นกรรมวิธีในการดูแลความงามของผิวพรรณมากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรายเนื้อละเอียดขัดตามผิวเพื่อคงความกระจ่างใสของผิวพรรณ ซึ่งเป็นวิธีที่เรียบง่ายไปจนถึงการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ซับซ้อนและใช้ทุนสูง

การขัดผิว

การขัดผิวเป็นวิธีการปรนนิบัติผิวด้วยการใช้สครับหรือครีมขัดผิวที่มีส่วนผสมของวัตถุเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งทำหน้าที่ในการขัดลอกเซลล์ผิว โดยอาศัยแรงเสียดทานในการขัดเซลล์ผิวให้หลุดลอกออกไป การใช้สารลอกผิวที่มีฤทธิ์ในการลอกผิวโดยตรง การขัดผิวจะช่วยลอกเซลล์ผิวชั้นบนที่ตายแล้วให้หลุดออกไป เผยผิวเกิดใหม่ที่สดใสและแข็งแรงที่อยู่ข้างใต้ ช่วยลดน้ำมันบนใบหน้า ช่วยลบเลือนริ้วรอยตื้น ๆ ที่อยู่บนชั้นหนังกำพร้า ทำให้ผิวดูดีและดูอ่อนเยาว์ลง สารที่ผสมอยู่ในสครับหรือสารขัดผิวจะมีความละเอียดแตกต่างกัน โดยสารดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่

กลุ่มสารธรรมชาติ
เป็นสารที่มีความหยาบที่สุดซึ่งมีคุณสมบัติในการขัดเซลล์ผิวที่หยาบกร้าน เช่น ข้อศอก ตาตุ่ม ส้นเท้า หรือหัวเข่า เนื่องจากสารในกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ หยาบและใช้แรงเสียดทานสูง

กลุ่มสารสังเคราะห์
เช่น โพลีเอทิลีนหรืออลูมิเนียมออกไซด์ซึ่งจะมีความละเอียดกว่ากลุ่มแรก มีแรงเสียดทานน้อยกว่าเหมาะสำหรับการขัดผิวกายทั่วไป

กลุ่มสารโซเดียมเตตราเบอเนต
เป็นกลุ่มของสารที่มีความละเอียดมากที่สุด เหมาะสำหรับการขัดผิวที่ต้องการความละเอียดอ่อนสูง เช่น ผิวหน้า

อย่างไรก็ตามการขัดผิวใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี เนื่องจากเป็นวิธีการกำจัดเซลล์ผิวที่ค่อนข้างรุนแรง โดยอาศัยการขัดผิว
การขัดผิวอาจได้ผลดีสำหรับบางคน แต่อาจได้ผลตรงกันข้ามสำหรับคนอื่น ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน
ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวหากคุณเป็นคน ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย มีสิวอักเสบ เพราะการขัดถูด้วยแรงเสียดทานอาจทำลายเซลล์ผิวที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดโทษมากกว่าผลดี การขัดผิวที่ผิดวิธีหรือมากเกินไป จะทำให้ผิวระคายเคือง อักเสบ ผิวลอก แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังเป็นสิวอยู่ การขัดผิวอาจกระตุ้นให้สิวเกิดการอักเสบ เป็นแผลและกำเริบขึ้นมาอีกได้ หากคุณเป็นสิวอักเสบอยู่บ่อยครั้ง หรือไม่แน่ใจว่าจะได้รับประโยชน์จากการขัดผิวอย่างเต็มที่หรือไม่ ให้ลองหาวิธีที่นุ่มนวลกว่านี้จะดีกว่า

การนวดหน้า

คนจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่าการนวดหน้าจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อทำให้ผิวเต่งตึงแลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แต่ความเป็นจริงแล้วกลับตรงกันข้าม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการนวดหน้าไม่ได้ช่วยอะไรต่อผิวเลย นอกจากการช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายเนื่องจากเส้นใยใต้ผิวเกิดการขยายตัวและหดตัวเท่านั้นเราอาจรู้สึกดี จะสังเกตว่าใบหน้าของเรามีเลือดฝาดเมื่อเสร็จจากการนวดหน้าใหม่ ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังออกมากล่าวเตือนถึงโทษของการนวดหน้าที่มีต่อผิวพรรณด้วยว่าเนื่องจากในเวลาปกติใบหน้าของเราจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพูดการยิ้ม การแสดงอารมณ์ต่าง ๆ การนวดหน้าจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่กล้ามเนื้อใบหน้าให้ทำงานมากขึ้น ยังผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าเสื่อมโทรมและหย่อนยานเร็วกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังมีตำราบางเล่มกล่าวว่าการนวดหน้าช่วยกระชับกล้ามเนื้อใบหน้าทำให้ใบหน้าไม่เหี่ยวย่นง่าย ๆ ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ช่วยรักษาความกระชับเต่งตึงให้ยาวนานหนำซ้ำยังมีการออกแบบท่านวดหน้าที่ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย ๆ อีกด้วย แม้ว่าประโยชน์ของการนวดหน้ายังไม่เป็นที่สรุปอย่างแน่ชัด แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการนวดหน้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ที่มีปัญหาผิวพรรณบางอย่าง เช่น เป็นสิวหรือเป็นฝ้าไม่ควรนวดหน้าเนื่องจากจะยิ่งทำให้ปัญหาผิวดังกล่าวรุนแรงมากยิ่งขึ้น

หลีกเลี่ยงการนวดหน้าด้วยความรุนแรง เพราะอาจทำให้ผิวหน้าระคายเคืองจนเกิดอาการอักเสบได้ ควรเลือกใช้ครีมนวดหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ควรหยุดทำทันทีหากพบว่าผิวหน้าหลุดลอกมากกว่าปกติ หรือสิวมีการอุดตันและอักเสบมากกว่าเดิม แต่สำหรับผู้ที่ทำแล้วไม่เกิดผลข้างเคียงอะไรก็สามารถทำต่อไปได้

ไอออนโตโฟเรซิส

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่เฉพาะในหมู่สาว ๆ เท่านั้น แต่รวมไปถึงหนุ่ม ๆ ด้วยเช่นกัน การทําไอออนโตโฟเรซิสเป็นการใช้แท่งประจุไฟลงบนผิวหน้าเพื่อให้กระแสไฟจากสารเคมีหรือยาที่ใช้รักษาอาการหนึ่ง ๆ ให้เข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผิวได้รับประโยชน์จากสารเคมีหรือยานั้นมากยิ่งขึ้น เช่น วิตามินเอ ที่ไม่สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดีเท่าที่ควรหากนำมาทาปกติ หรือวิตามินซีที่บอบบางต่อสภาพแวดล้อมมากเกินไป ซึ่งจะสลายได้ง่ายหากนำมาทาผิวด้วยวิธีปกติ การทำเช่นนี้จะทำให้ผิวได้รับประโยชน์จากสารเคมีหรือยานั้น ๆ มากกว่าการทำแบบปกติทั่วไป

ผู้เชี่ยวชาญมักใช้ไอออนโตโฟเรซิสในการรักษาปัญหารูขุมขนกว้าง จุดด่างดำ แผลเป็น ฝ้า กระ การที่จะได้รับประโยชน์และความปลอดภัยจากการทำไอออนโตโฟเรซิส ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะเป็นผู้ที่ทราบว่าปัญหาที่ปรากฏอยู่บนผิวพรรณของคุณต้องใช้ยาชนิดใดจึงจะเหมาะสม แต่ด้วยกระแสการรักษาผิวพรรณด้วยวิธีไอออนโตโฟเรซิสที่กำลังมาแรงมาก จึงทำให้มีคลินิกรักษาผิวจำนวนมากเพิ่มโปรแกรมนี้เข้าไปในโปรแกรมรักษาผิวด้วยเพื่อดึงดูดลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่านอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษาแล้วคนไข้อาจได้รับอันตรายที่คาดไม่ถึงตามมาได้ หากคนไข้ไปทำกับพนักงานที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำไอออนโตโฟเรซิสที่ดีพอหรือคลินิกนั้นอาจใช้เครื่องมือทำไอออนโตโฟเรซิสที่ไม่ได้มาตรฐานดีพอ แต่ถึงกระนั้นยังมีคนจำนวนมากเต็มใจที่จะตบเท้าเข้าไปใช้บริการจากคลินิกความงามเหล่านั้นอย่างไม่ขาดสาย

โดยทั่วไปแล้วการทำไอออนโตโฟเรซิสจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การทำหน้าใสและการทำเพื่อรักษาอาการผิดปกติอื่น ๆ เมื่อทำไอออนโตโฟเรซิสเสร็จใหม่ ๆ แทบทุกรายจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน พบว่าใบหน้าขาวขึ้นจนทำให้คิดว่านั่นเป็นผลดีที่เกิดจากการทำไอออนโตโฟเรซิส แต่ความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยการรักษาที่ใช้ประจุไฟฟ้ากับผิวหน้า เส้นเลือดที่กระจายตัวอยู่บนผิวหน้าจะมีการหดตัวชั่วคราวเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวขาดเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นผลให้ผิวขาวซีด เมื่อเวลาผ่านไปเส้นเลือดดังกล่าวจะมีการขยายตัวตามเดิมทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีเลือดมาหล่อเลี้ยงตามปกติและผิวก็จะกลับมามีสีเช่นเดิม
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การจะดูว่าการทำไอออนโตโฟเรซิสได้ผลดีกับผิวพรรณของตนหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากรักษา ไม่ใช่แค่ 2-3 นาที หลังการรักษาอย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน แต่การรักษาด้วยวิธีไอออนโตโฟเรซิสจะได้ผลดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาการผิดปกติที่เป็นอยู่ วิธีการรักษาของแพทย์เจ้าของไข้ มาตรฐานของเครื่องทำไอออนโตโฟเรซิส ตัวยาหรือสารเคมีที่ใช้และปฏิกิริยาตอบสนองของผิวแต่ละคน บางคนอาจตอบสนองได้ดี ในขณะที่อีกหลายคนกลับไม่เห็นความแตกต่าง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรายที่นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากการทำไอออนโตโฟเรซิสแล้ว ยังได้ผลเสียกลับมาด้วยก็มีอยู่มาก แต่ในขณะนี้ประสิทธิภาพในการรักษาผิวพรรณของไอออนโตโฟเรซิสยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

โฟโนโฟเรซิส และเอนเดอโมโลยี

โฟโนโฟเรซิส

เป็นวิธีรักษาผิวพรรณอีกวิธีหนึ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้รักษาผิวพรรณและปรารถนาที่จะคงความเต่งตึงของผิวพรรณเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โฟโนโฟเรซิสเป็นวิธีรักษาผิวพรรณที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ เป็นวิธีที่ใช้อัลตร้าซาวด์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ยังผลให้ผิวหนังกระชับยืดหยุ่นเต่งตึงขึ้น ช่วยลบริ้วรอยให้จางลง ถึงแม้ว่าจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ในขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือชิ้นใดออกมาสนับสนุนผลที่ได้รับจากการรักษาผิวเช่นนี้แต่อย่างใด

เอนเดอโมโลยี
เป็นกระบวนการรักษาผิวพรรณด้วยการใช้เครื่องนวดชนิดพิเศษ ทำการนวด ดูด และคลึงผิวที่มีเซลลูไลท์สะสมอยู่ เป็นการขจัดเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้มที่เกิดจากชั้นไขมันใต้ผิว ซึ่งไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ด้วยการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและมีการเรียงตัวใหม่ที่เรียบเนียนยิ่งกว่าเก่า ทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเรียบเนียน ไม่เป็นตะปุ่มตะป่ำเช่นเคย นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้แก่ผิวหนังบริเวณดังกล่าวและยังทำให้ไขมันส่วนเกินถูกขับออกมาเร็วขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองทางการแพทย์บางชิ้นพบว่า การทำเอนเดอโมโลยีทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและมีการเรียงตัวที่เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังผลให้ผิวตะปุ่มตะป่ำคล้ายผิวเปลือกส้มเรียบเนียนดูดีขึ้นจริง แต่ไม่อาจทำให้ไขมันถูกขับออกมาหรือลดน้อยลงได้แต่อย่างใด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ริตา, เกรียร์. อาหารขจัดอนุมูลอิสระ. กรุงเทพ: หมอชาวบ้าน,2551. 176 หน้า : 1.อาหาร-แง่สุขภาพ. 2.อนุมูลอิสระ. I.วูดเวิร์ด,โรเบิร์ต, II.พิสิฐ วงศ์วัฒนะ,ผู้แปล. III.ชื่อเรื่อง. 613.2 ISBN 978-974-04-5522-6.

How Products are Made contributors (2002). “Oxygen”. How Products are Made. The Gale Group, Inc. Retrieved December 16, 2007.

Papanelopoulou, Faidra (2013). “Louis Paul Cailletet: The liquefaction of oxygen and the emergence of low-temperature research”. Notes and Records, Royal Society of London. 67 (4): 355–73. doi:10.1098/rsnr.2013.0047.Emsley 2001, p.303