สารอาหารชะลอวัยต่อต้านการเสื่อมโทรมของร่างกาย

พบกับสารอัศจรรย์ อาวุธสำคัญในการต่อต้านริ้วรอยและความเสื่อมโทรมของผิวพรรณ
สารสำคัญที่ช่วยต่อต้านริ้วรอยและความเสื่อมโทรมของผิวที่สำคัญคือวิตามินต่างๆ

สารอาหาร

เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารในปัจจุบันแตกต่างจากอาหารสมัยก่อนมาก อาหารปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการแปรรูปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของอาหารนั้นเอาไว้ เช่น แป้งขัดขาว นมพาสเจอร์ไรส์ น้ำตาลทรายขาว เกลือบริสุทธิ์ อาหารกระป๋อง ด้วยกรรมวิธีในการแปรรูปดังกล่าว สารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุจำเป็นที่อยู่ในอาหารได้สูญหายไปสิ้น จึงทำให้การกินอาหารที่แม้เราจะมั่นใจว่าเรากินอาหารในสัดส่วนที่พอเหมาะกลับแน่ใจไม่ได้ว่าร่างกายของเราจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นมากเพียงพอหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการให้ร่างกายได้รับ สารอาหาร ที่มากกว่าปกติเพื่อต่อสู้กับกระบวนการเสื่อมโทรมของร่างกาย ดังนั้น นอกจากการกินอาหารตามปกติแล้ว จึงจำเป็นต้องกินอาหารเสริมเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่มากพอกับความต้องการและมากพอที่จะช่วยชะลอกระบวนการเกิดริ้วรอยให้เกิดขึ้นช้าลง

อาหารเสริมที่ช่วยชะลอกระบวนการเกิดริ้วรอย

บีคอมเพล็กซ์ ( B-complex )

บีคอมเพล็กซ์ ( B-complex ) ประกอบไปด้วยวิตามินบี 1 ( ไธอามีน ) บี 2 ( ไรโบเฟลวิน ) บี 3 ( ไน-อาซิน ) บี 5 ( แพนโทเธเนท ) บี 6 ( เพอริดอกซิน ) บี 12 ( ไวยาโนโคบาลามีน ) และโฟเลต วิตามินบี 1 และบี 2 มีความสำคัญต่อการสร้างพลังงานของเซลล์ ช่วยป้องกันโรคผิวหนังอักเสบ การขาดวิตามินบี 1 และบี 2 จะส่งผลกระทบการทำงานของผิวหนังมีความผิดปกติ ผู้ที่กินอาหารที่ผ่านการแปรรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งธัญพืชแปรรูปหรือมันฝรั่งมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินบี 1 และบี 2 มากกว่าคนทั่วไป

เพื่อที่จะเสริมสร้างระบบการทำงานของผิวหนังให้เป็นปกติและลดอันตรายอันเกิดจากภาวะขาดวิตามินบี 1 และบี 2 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายที่มีการเติมวิตามินบี 1 และบี 2 ลงไปในอาหารที่ทำจากแป้งขาว เพื่อให้ชาวอเมริกันได้รับวิตามินบี 1 และบี 2 ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย นักโภชนาการแนะนำให้กินอาหารที่มีความสมดุลที่หลากหลายควบคู่ไปกับการรับวิตามินเสริม

อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการกินวิตามินบี 1 และบี 2 ในปริมาณที่มากเป็นพิเศษจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของวิตามินที่มีต่อร่างกายให้มากยิ่งขึ้น แท้จริงแล้วผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่าการกินวิตามินที่มากเป็นพิเศษ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เพิ่มขึ้นเลย วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์สารต่าง ๆ ภายในเซลล์ ภาวะการขาดวิตามินบี 12 จะนำไปสู่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเซลล์ประสาท การทำงานของเซลล์ผิวหนังและการแบ่งตัวของเซลล์ หรือแม้แต่ความรู้สึกหดหู่

วิตามินบี 12 จะพบในเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา ไข่ นม รวมไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม โฟเลต มีส่วนช่วยในกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกายให้ดำเนินไปอย่างเป็นปกติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการแบ่งเซลล์ การทำงานของเซลล์ผิวหนัง ภาวะขาดโฟเลตอาจไม่มีแสดงอาการที่เด่นชัดเท่าใดนัก คนที่ขาดโฟเลตอาจมีแค่อาการหดหู่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น โฟเลตมักพบในผักใบเขียว ตับ และถั่ว เพื่อให้ร่างกายได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอ นักโภชนาการแนะนำให้กินผักสดหรือผักที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงด้วยความร้อนในระยะเวลาสั้น ๆ

วิตามินเอ ( Retinol )

มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ผิวหนัง การขาดวิตามินเอทำให้ผิวแห้งกร้าน อ่อนแอและมีแนวโน้มที่จะเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าปกติ ริ้วรอยที่เกิดจากการขาดวิตามินเอจะยากต่อการรักษาให้หาย ภาวะการขาดวิตามินเอมักพบในประเทศที่กำลังพัฒนา ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบประชากรที่ขาดวิตามินเอน้อยมาก วิตามินเอมักพบในเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ นมผลิตภัณฑ์จากนม แครอท บร็อคโคลี ตับ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการได้รับวิตามินเอจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการมีผิวพรรณที่ดี แต่วิตามินเอที่มากเกินไป ( ทั้งที่มาจากการกินอาหารมื้อปกติ และการกินอาหารเสริม ) ก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ดังนั้น ก่อนที่จะกินวิตามินใด ๆ นอกจากจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว การอ่านฉลากก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

เบต้าแคโรทีน ( Beta-carotene )

เบต้าแคโรทีน ( Beta-carotene ) ช่วยทำให้ผิวสวย ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ ทำให้แลดูมีเลือดฝาดช่วยเสริมสร้างเยื่อบุเซลล์ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เช่น แครอท ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินวันละ 60 มิลลิกรัม สำหรับผู้ที่ต้องออกไปทำธุระข้างนอก หรือต้องไปเผชิญกับแสงแดดแรง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฝรั่งหรือคนที่มีผิวขาวมาก ๆ จะได้รับคำแนะนำให้กินเบต้าแคโรทีนในรูปของแคปซูลก่อน เพื่อปกป้องผิวไม่ให้ได้รับความเสียหายจากรังสีอันตรายที่มาพร้อมกับแสงแดด

เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการรักษาและปกป้องผิวที่ดีเยี่ยม บริษัทเครื่องสำอางและอาหารเสริมต่างผลิตเบต้าแคโรทีน ออกมาในรูปแบบแคปซูลมากมาย จึงช่วยตัดปัญหาการขาดเบต้าแคโรทีนได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่จะกินเบต้าแคโรทีนในรูปของอาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน

วิตามินซี ( Ascorbic Acid )

วิตามินซี ( Ascorbic Acid ) หรือกรดแอสคอร์บิก ช่วยเสริมสร้างการสังเคราะห์คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวหนังทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเต่งตึงไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอันสมควร ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของผิวหนัง ทำให้บาดแผลหายเร็วยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวี ลดปัญหาผิวไหม้แดด ทำให้คนที่มีปัญหาฝ้า กระ รอยด่างดำ มีผิวที่ขาวใสขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวกระชับ ลดรอยเหี่ยวย่นให้เบาบางลง เมื่อร่างกายขาดวิตามินซี ผิวหนังจะขาดความยืดหยุ่น ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองลดน้อยลงและมีแนวโน้มที่จะเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าปกติ 

ไม่เพียงเท่านั้น การขาดวิตามินซียังส่งผลร้ายต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย เช่น การเป็นโรคลักปิดลักเปิด ( เลือดออกตามไรฟันเนื่องจากร่างกายขาดวิตามินซี ) ร่างกายเจ็บป่วย เป็นหวัดได้ง่าย ผิวหนังมีเลือดออก เป็นต้น

วิตามินซี ( Ascorbic Acid ) มีอยู่ในผักและผลไม้จำพวก ส้ม มะนาว ฝรั่งองุ่น บร็อกโคลี คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวิตามินซีจะดีต่อผิวพรรณและสุขภาพโดยรวม แต่การได้รับวิตามินซีที่มากเกินไปหรือนำมาใช้อย่างผิดวิธี นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วอาจยังก่อให้เกิดอันตรายอย่างที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

โคเอนไซม์คิวเทน ( Coensyme Q10 )

แม้จะมีการศึกษาถึงประโยชน์ของ โคเอนไซม์คิวเทน ( Coensyme Q10 ) ที่มีต่อผิวพรรณน้อยมาก แต่นักวิทยาศาสตร์กับพบว่าโคเอนไซม์คิวเทนมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ โคเอนไซม์คิวเท็นเป็นหนึ่งในสารที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นได้เอง เป็นส่วนประกอบของระบบการหายใจของเซลล์ซึ่งอยู่ในไมโตรคอนเดรียและเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม โคเอ็นไซม์คิวเท็นมีฤทธิ์ในการปรับระดับและเพิ่มประสิทธิภาพของการสร้างพลังงานภายในเซลล์และป้องกันไมโตรคอนเดียจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งพบว่า โคเอนไซม์คิวเทน ( Coensyme Q10 ) มีส่วนช่วยยืดอายุของหนูทดลองให้ยาวขึ้นถึงร้อยละ 50 หนูทดลองที่ได้รับโคเอนไซม์คิวเทนจะกระตือรือร้น มีผิวพรรณสดใสแลดูอ่อนเยาว์กว่าหนูที่ไม่ได้รับสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบอีกว่าโคเอนไซม์คิวเทนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัวใจล้มเหลว โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ ภาวะความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันลดต่ำและภาวะกล้ามเนื้อฝ่อลีบอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการทดลองถึงประสิทธิภาพของโคเอนไซม์คิวเทนที่มีต่อผิวพรรณอยู่น้อยนิด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อมั่นว่าด้วยประสิทธิภาพในการช่วยเพิ่มระดับการผลิตพลังงานของเซลล์และการทำหน้าที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ โคเอนไซม์คิวเทนจึงมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างแน่นอน มีการพบว่าเมื่อเราแก่ตัวลง ปริมาณของ
โคเอนไซม์คิวเทนที่ร่างกายผลิตขึ้นจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ยังผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับสารดังกล่าวลดประสิทธิภาพในการทำงานลงไปด้วยและหนึ่งในระบบเหล่านั้นคือระบบการทำงานของผิวหนังนั่นเอง

เพื่อที่จะทดแทนโคเอนไซม์คิวเทนที่ลดน้อยลงไปทุกที ได้มีการผลิต โคเอนไซม์คิวเทน ( Coensyme Q10 ) ในรูปของอาหารเสริมและครีมต่อต้านริ้วรอยขึ้น แหล่งที่อุดมไปด้วยโคเอนไซม์คิวเทน ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน หัวใจ ตับ ไต เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากถั่วและรำข้าว นักโภชนาการกล่าวว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากโคเอนไซม์คิวเทนที่อยู่ในอาหารอย่างเต็มที่ ควรกินพร้อมกับอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากโคเอนไซม์คิวเทนละลายได้ดีในน้ำมัน ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น 

ไลโปอิกเอซิด ( Lipoic Acid )

มีฤทธิ์ในการเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ในการผลิตพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ในภาวะปกติร่างกายมีความสามารถในการผลิตไลโปอิกเอซิดขึ้นใช้เองอย่างเพียงพอ แต่บางครั้ง ไลโปอิกเอซิด ( Lipoic Acid ) ที่ร่างกายผลิตขึ้นอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะตึงเครียดหรือล้มป่วย มีการพบว่าประสิทธิภาพในการผลิตไลโปอิกเอซิดของร่างกายจะลดลงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น นอกจากจะช่วยผลิตพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว จากการทดลองพบว่าไลโปอิกเอซิดเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ที่จะคอยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการรวมตัวเข้ากับไอออนของโลหะ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เหล็ก หรือทองแดงที่ทำหน้าที่ในการกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระเป็นสารประกอบได้เป็นอย่างดี ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อไม่ได้รับอันตรายจากอนุมูลอิสระดังกล่าว ทำให้กระบวนการเสื่อมโทรมของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ผิวหนังดำเนินไปได้ช้าลง นอกจากนี้ด้วยประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่ดีเยี่ยมทำให้ ไลโปอิกเอซิด ( Lipoic Acid ) กลายเป็นตัวขัดขวางกระบวนการ Glycelation Cross-Linking ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การร่วงโรยแห่งวัยและการเกิดริ้วรอยที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

ซิสเทอีนและเมธิโอนีน

ทำหน้าที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างการทำงานของระบบการขับถ่ายพิษของร่างกาย ทั้ง ซิสเทอีนและเมธิโอนีน ต่างก็เป็นกรดอะมิโนที่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ ทำให้สามารถขับสารพิษประเภทโลหะหนักออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซิสเทอีนเป็นส่วนหนึ่งของกลูต้าไธโอน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ ในขณะที่เมธิโอนีนเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ แต่ต้องรับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น ร่างกายจึงจะสามารถสังเคราะห์ซิสเทอีนและเมธิโอนีน

จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อให้หนูทดลองกินอาหารที่มีส่วนผสมของกรดอะมิโนทั้ง 2 ชนิด หนูจะมีอายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้การรักษาระดับของกรดอะมิโนทั้ง 2 ให้คงที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ลดอัตราการเสื่อมโทรมของร่างกายให้เกิดขึ้นได้ช้าลง อีกทั้งยังทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการพบว่าเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นปริมาณของซิสเทอีนและเมธิโอนีนจะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ 

วิตามินอี

มีหน้าที่ในการป้องกันไลปิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและอันตรายที่เกิดจากปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระ ไลปิดเป็นส่วนประกอบของผนังเยื่อหุ้มเซลล์ รวมไปถึงโครงสร้างที่สำคัญต่าง ๆ ภายในเซลล์ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า วิตามินอี มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้ลดน้อยลง ช่วยชะลอการร่วงโรยของเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณเสื่อมโทรมและหย่อนคล้อยช้าลง เนื่องจากไขมันบอบบางต่อกระบวนการออกซิเดชั่นมาก จนกระทั่งสามารถสลายหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากถูกปล่อยทิ้งไว้ตามลำพัง

วิตามินอี จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ไขมัน ทำให้เซลล์มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิตามินอีมีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดด ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูผิวจากรอยฟกช้ำ รอยแดง ผิวแตกเป็นสะเก็ด ผิวไม่เรียบเนียน และรอยอักเสบที่เกิดจากสิว ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ลดอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังอันเนื่องมาจากแสงแดด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยลดริ้วรอยและความหยาบกร้านของผิว ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นรวมถึงรักษาอาการอักเสบของผิวหนังอันเนื่องมาจากการโดนแสงแดดที่ร้อนแรง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าวิตามินอีมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันไลโปโปรตีนและโครงสร้างที่มีส่วนประกอบของไขมัน เช่น ผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีการพบว่า ภาวะขาดวิตามินอีอย่างรุนแรงสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิตามินอีจะมีประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกาย แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการได้รับวิตามินอีจากอาหารที่กินในมื้อประจำวันก็นับว่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การได้รับวิตามินอีที่มากเกินไปไม่อาจทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากขึ้นแต่อย่างใด หนำซ้ำยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย มักพบวิตามินอีในน้ำมันพืช เมล็ดพืช แป้งสาลี เนื้อสัตว์ เนยเทียม ข้าวโพด ถั่ว นม และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ในวันหนึ่ง ๆ ควรรับวิตามิน 500 I.U.

วิตามินเค

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือด การได้รับวิตามินเคในปริมาณที่พอเหมาะ นอกจากจะดีต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังดีต่อผิวพรรณด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาใต้ตาดำคล้ำตลอดเวลา อันมีสาเหตุมาจากการมีเลือดไปขังอยู่บริเวณผิวหนังใต้ตาเป็นจำนวนมากทำให้แลดูเหนื่อย ไม่สดใสเท่าที่ควร การได้รับ วิตามินเค ในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเพื่อให้ได้ประโยชน์จากวิตามินเคอย่างเต็มที่และปลอดภัย ในวันหนึ่ง ๆ เราควรได้รับวิตามินเค 40 มิลลิกรัม 

คอลลาเจนและอีลาสติน ( Collagen and Elastin )

เมื่ออายุมากขึ้น  คอลลาเจนและอีลาสติน ( Collagen and Elastin ) ที่อยู่ในผิวของเรามีแนวโน้มที่จะสลายไปเรื่อย ๆ ผิวที่ขาดคอลลาเจนและ
อีลาสตินจะเกิดริ้วรอยหย่อนคล้อยได้ง่าย เพื่อคงความกระชับเต่งตึงของผิวพรรณเอาไว้ มีบริษัทเครื่องสำอางจำนวนมากต่างผลิตเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนและอีลาสตินออกมาเอาใจผู้บริโภคอย่างมากมาย บ้างก็โฆษณาว่ามีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้มีมากขึ้น

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกับค้นพบความจริงที่ดูเหมือนว่าจะตรงข้ามกัน มีการพบว่าคอลลาเจนและอีลาสติน ( Collagen and Elastin ) มีอยู่ในโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ ซึ่งจะเสื่อมสลายไปเองตามธรรมชาติเมื่อมีอายุมากขึ้น การทาครีมไม่อาจกระตุ้นให้มีการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาอีก เหนือสิ่งอื่นใดคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ในครีมบำรุงผิวไม่อาจซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีโมเลกุลที่ใหญ่เกินกว่าจะแทรกซึมเข้าสู่ผิวที่อยู่ลึกลงไปได้ จึงทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ในครีมเหล่านั้นทำได้ดีที่สุดก็คือเคลือบที่ผิวภายนอก เมื่อโดนน้ำก็พร้อมที่จะละลายไป

คอลลาเจนเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโนมากถึง 200 ชนิด หน้าที่ในการปกป้องและเชื่อมอวัยวะภายในเข้าด้วยกัน เป็นโครงสร้างหลักของผิวพรรณ กระดูก ข้อต่อ เส้นผม คอลลาเจนที่อยู่ในชั้นหนังแท้จะทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ชุ่มชื้น แลดูอ่อนกว่าวัย กระชับ มีความยืดหยุ่นสูง ผิวที่มีคอลลาเจนสูงจะกระชับ เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น หรือมีริ้วรอย จากการทดสอบพบว่าเมื่อ ( 30 ปี ขึ้นไป ) โดยคิดเป็นร้อยละ 1 ทุก ๆ ปี เพื่อคงความกระชับเรียบเนียนของผิวพรรณเอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึงชุ่มชื้นและมีแนวโน้มที่จะเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้น้อยลง

แม้ว่าเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องสำอางในปัจจุบันจะมีการพัฒนามากขึ้น ผู้ผลิตหลายรายออกมาบอกว่าครีมคอลลาเจนและอีลาสตินของพวกเขามีประสิทธิภาพในการซึมซับเข้าสู่ผิวภายใน รวมถึงกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสติน ( Collagen and Elastin ) ใต้ผิวได้จริง เนื่องจากได้มีการพัฒนาขนาดของโมเลกุลของครีมให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ยังคงยืนยันว่าครีมเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินแต่อย่างใด ครีมเหล่านั้นมีประสิทธิภาพเพียงแค่รักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้เท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าในการเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินสิ่งที่จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้มากขึ้นได้จริงก็แค่กรด เอเอชเอ บีเอชเอและกรดวิตามินเอเท่านั้น 

ฟลาโวนอยด์ ( Flavonoid )

เป็นกลุ่มของเม็ดสีของพืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ฟลาโวนอยด์ ( Flavonoid ) ทำหน้าที่ในการแสดงสีสันของผัก ผลไม้ รวมไปถึงดอกไม้ เพื่อดึงดูดแมลงและสัตว์ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันพืชจากสภาพแวดล้อม ทำหน้าที่ในการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมและความร่วงโรยของเซลล์และเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่การมีริ้วรอยในที่สุด นอกจากนี้สารฟลาโวนอยด์บางประเภทยังทำหน้าที่เป็นสารต้านโรคภูมิแพ้ ต้านมะเร็ง ต้านอาการอักเสบและต้านไวรัสได้อีกด้วย

กรดวิตามินเอ ( Vitamin A acid )

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า กรดวิตามินเอ ( Vitamin A acid ) และเรตินนอลคือสารชนิดเดียวกัน แต่ความจริงกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ กรดวิตามินเอจัดว่าเป็นยามากกว่าที่จะเป็นเครื่องสำอาง เมื่อนำมาใช้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเข้มงวด เนื่องจากมีความเข้มข้นสูงและต้องมีการควบคุม หากนำมาใช้อย่างผิดวิธี อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ผิวแห้งจนหลุดลอกออกหรือเกิดรอยผื่นแดงหรือถ้าใช้ในขณะตั้งครรภ์อาจทำให้เด็กมีความผิดปกติได้

เมื่อพูดถึงในด้านของความงามกรดวิตามินเอช่วยลบเลือนริ้วรอยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เป็นคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมของกรดวิตามินเอในการดูแลผิว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเอามาผสมลงในเครื่องสำอางได้ บริษัทเครื่องสำอางจึงได้ผลิตเรตินอลซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอขึ้นมา เรตินอลมีคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอยเหี่ยวย่น แต่มีฤทธิ์บางเบากว่ากรดวิตามินเอและไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างที่กรดวิตามินเอเป็น

สำหรับกรดวิตามินเอแล้ว กรดวิตามินเอ ( Vitamin A acid ) จะช่วยปรับเซลล์ที่มีความผิดปกติให้กลับสู่สภาพปกติ ช่วยลดการสร้างน้ำมันส่วนเกิน จึงมีคนจำนวนมากใช้คุณสมบัติข้อนี้ในการรักษาปัญหาสิวอุดตันที่เกิดจากการผลิตน้ำมันมากเกินไปของต่อมน้ำมันใต้ชั้นผิวหนัง โดยทั่วไปแล้ว กรดวิตามินเอจะขจัดปัญหาผิวให้หายไป และทำให้ผิวคืนสู่สภาพปกติภายใน 10 สัปดาห์ เมื่อหยุดใช้แล้วควรทาครีมกันแดดและปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาผิวดังกล่าวย้อนกลับมาอีก 

ผลข้างเคียงที่เกิดจากใช้กรดวิตามินเอ คือจะทำให้ผิวแห้งลอกและอาจมีอาการแพ้แดง ซึ่งเป็นอาการในช่วงแรกที่เริ่มใช้ จึงทำให้มีคนเข้าใจว่ากรดวิตามินเอมีฤทธิ์ในการลอกผิว ซึ่งนั่นถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดและหากอาการแพ้ดังกล่าวรุนแรง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

สังกะสี

สังกะสี เป็นหนึ่งในธาตุที่นอกจากจะมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพผิวพรรณด้วยเช่นกัน สังกะสีช่วยให้เซลล์ใต้ผิวหนังเติบโตและทำงานตามปกติ ช่วยเสริมสร้างและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำหน้าที่ในการเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวและกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ ๆ การขาดสังกะสีจะนำไปสู่อาการอักเสบของชั้นผิวหนัง เล็บเปราะ ผมร่วงและสิว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาผิวสวยและอ่อนเยาว์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรได้รับ สังกะสี วันละ 60 มิลลิกรัม

อัลฟา ไฮดรอกซี เอซิด ( เอเอชเอ : Alfa-Hydroxy Acid )

เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวที่ดีเยี่ยมและมีความปลอดภัยสูง เริ่มนำมาใช้ในประเทศไทยกันอย่างแพร่หลายในช่วงปี พ.ศ.2535 ในปัจจุบันเราสามารถสังเคราะห์ อัลฟา ไฮดรอกซี เอซิด ( เอเอชเอ : Alfa-Hydroxy Acid ) ขึ้นมาใช้ได้เอง แต่เชื่อกันว่าเอเอชเอที่มาจากธรรมชาติจะมีประสิทธิภาพในการผลัดลอกเซลล์ผิวที่ดีกว่า และก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้น้อยกว่า เอเอชเอมีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไปอย่างนุ่มนวล ช่วยเผยผิวเกิดใหม่ที่สดใสแข็งแรง ทำให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน ช่วยลดเลือนริ้วรอยเส้นเล็ก ๆ และตื้น ๆ ทำให้ริ้วรอยดังกล่าวจางลงและตื้นขึ้น ลบรอยหมองคล้ำ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

เอเอชเอมีแหล่งที่มาหลายแห่ง เช่น กรดซีตริก (Citric Acid) สกัดได้จากมะนาวและสับปะรด กรดแลคติก (Lactic Acid) สกัดจากนมเปรี้ยว มะเขือเทศ กรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) สกัดได้จากองุ่น มะขาม และเหล้าไวน์ กรดมาลิก (Malic Acid) สกัดได้จากแอปเปิ้ล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการใช้เอเอชเออย่างต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ยังผลให้ผิวมีปริมาณของคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ไม่หย่อนคล้อยง่าย     

เบต้า ไฮดรอกซี เอซิด ( บีเอชเอ-Beta-Hydroxy Acid )

กรดบีเอชเอ คือกรดซาลิไซลิก ( Salicylic Acid ) ไม่ใช่สารใหม่แต่อย่างใดสำหรับวงการแพทย์และเครื่องสำอาง เนื่องจากเป็นสารที่แพทย์ใช้ในการรักษาปัญหาผิว เช่น ตาปลา สิว รังแค เชื้อรา รวมไปจนถึงโรคผิวหนังที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมมาแล้วเป็นเวลานาน บีเอชเอเป็นสารเคมีที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์เสียเป็นส่วนใหญ่ กรดบีเอชเอจะออกฤทธิ์ในชั้นผิวที่อยู่ลึกลงไป ละลายได้ดีในน้ำมัน ช่วยผลัดลอกเซลล์ผิวได้มากกว่ากรดบีเอชเอ โดยไม่ส่งผลกระทบเป็นเกราะป้องกันเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ แต่ไม่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินอย่างที่กรดเอเอชเอทำได้แต่อย่างใด การใช้ เบต้า ไฮดรอกซี เอซิด ( บีเอชเอ-Beta-Hydroxy Acid ) ที่ค่าความเป็นกรดด่างต่ำ ( PH 2.1-2.98 ) จะช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรือเป็นอันตรายต่อผิว ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ

ในวงการเครื่องสำอางมักมีการนำเอาบีเอชเอที่มีค่าความเป็นกรดด่างต่าง ๆ เช่นนี้ไปผสมในเครื่องสำอาง ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่ก่อให้เกิดโทษแต่อย่างใด แต่สำหรับบีเอชเอที่ความเข้มข้นสูงจะมีประสิทธิภาพในการผลัดลอกเซลล์ผิวที่ดีและล้ำลึกยิ่งขึ้น แต่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ และจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ชาเขียว ( Green Tea )

เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวเพื่อรักษาอาการไข้หวัด อาหารไม่ย่อย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวและขับของเสีย จากการศึกษาส่วนประกอบพบว่า ชาเขียว ( Green Tea ) มีสารโพลีฟีนอล ( Polyphenol ) และคาเตชิน ( Catechin ) ในปริมาณสูง สารโพลีฟีนอลมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมที่ทรงพลัง มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยต้านความร่วงโรย ทำให้ผิวพรรณผ่องใส เปล่งปลั่ง กระชับและเนียนเรียบ

บริษัทเครื่องสำอางจำนวนมากได้นำเอาคุณสมบัติอันโดดเด่นนี้ของชาเขียวไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบอีกว่าชาเขียวมีคุณสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลที่ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้น้อยลง ลดอัตราการจับตัวเป็นก้อนของตะกอนไขมันที่ผนังหลอดเลือด จึงช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือดช่วยชะล้างสารพิษอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยยับยั้งการจับตัวเป็นก้อนของลิ่มเลือด 

สารคาเตชินที่อยู่ใน ชาเขียว ( Green Tea ) มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ดี ( HDL ) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากชาเขียวอย่างเต็มที่จึงควรดื่มชาเขียวทุกวัน แต่เนื่องจากการดื่มชาเขียวทุกวันอาจส่งผลทำให้ท้องผูกได้ จึงได้มีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของแคปซูลออกมาเพื่อง่ายต่อการกิน ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากชาเขียวอย่างเต็มที่โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ได้ประโยชน์จากชาเขียวทั้งในด้านของสุขภาพและความงาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินชาเขียว 100 มิลลิกรัมทุกวัน

อาหารปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการแปรรูปจนแทบไม่เหลือ สารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุจึงอาจทำให้ได้รับสารอาหารได้ไม่เพียงพอ

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ( Grape Seed Extract )

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม มีประสิทธิภาพในการจัดการกับอนุมูลอิสระดีกว่าวิตามินอี ซี หรือเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อในการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ป้องกันความเสียหายของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในการเพิ่มความยืดหยุ่นและพยุงผิว อันเกิดจากอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ เรียบเนียน ไม่หมองคล้ำ กระชับ เต่งตึงเป็นเวลานาน

โสม ( Ginseng )

มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพและเสริมสร้างกำลังวังชา เนื่องจาก โสม ( Ginseng ) มีการรวมเอาพลังงานอินทรีเข้ามาไว้ในตัวตลอดช่วงการเจริญเติบโต โสมประกอบด้วยสารซาโปนิน ( Saponin ) อย่างน้อย 12 ชนิด กรดอะมิโน 14 ชนิด เปปไทด์ โซเดียม ทองแดง น้ำมันหอมระเหย โพแทสเซียม เหล็ก แมงกานีส แคลเซียม แมกนีเซียม กรดโสม น้ำตาลโสม วิตามิน กรดนิโคติน สังกะสี เจอร์มาเนียม ( Germanium )

สารสกัดจากโสมมีคุณสมบัติในการรักษามะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ เสริมสร้างเม็ดเลือดขาวและเซลล์น้ำเหลือง เมื่อมีการทดลองคุณสมบัติของโสมในการต่อต้านเซลล์มะเร็งกับสัตว์ทดลอง พบว่าโสมแดงมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอย่างดีเยี่ยม ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังพบอีกว่า สารโพลีแซคคาไรด์ ( Polysaccharride ) ที่สกัดได้จากโสมมีคุณสมบัติในการบำรุงตับและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย   

ถั่วเหลือง ( Soybean )

ถั่วเหลือง ( Soybean ) มีสรรพคุณในการช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้ช้าลง ผลจากการทดลองในห้องทดลองพบว่า ถั่วเหลืองมีคุณสมบัติในการยับยั้งการกระจายตัวของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งผิวหนังและมะเร็งชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เปลือกถั่วเหลืองช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้น้อยลงอีกด้วย นักวิจัยจำนวนมากเชื่อว่า โดยทั่วไปแล้วถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีโปรตีนที่มีคุณภาพดีกว่าเนื้อแดงหรือผลิตภัณฑ์จากนมถั่วเหลืองไม่มีคอลเลสเตอรอล ไม่มีฮอร์โมนแปลกปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายอย่างที่เนื้อสัตว์ปีกหรือเนื้อวัวมี ถั่วเหลืองจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดที่จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ห่างไกลจากโรคมะเร็งและโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย

ถั่วเหลือง ( Soybean ) รวมไปถึงพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ มีสรรพคุณในการชะลอการเจริญเติบโตและยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อโรค ต้านเชื้อราและทำให้เลือดแข็งตัว นอกจากนี้ถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นและ สารอาหาร ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เหล็ก แมกนีเซียม ทองแดง ซีลีเนียม แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี เป็นต้น

หนึ่งในอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายคือเต้าหู้ เต้าหู้อุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกาย ลดโคเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันไม่ให้เส้นเลือดแข็งตัว เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รักษาภาวะโลหิตจางชนิดขาดธาตุเหล็ก ต้านมะเร็ง การปฏิกิริยาออกซิเดชัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ดีต่อคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วนและโรคหัวใจ

แพทย์แผนจีนเชื่อว่าเต้าหู้มีสรรพคุณในการช่วยปรับธาตุให้เป็นกลาง เพิ่มความชุ่มชื้น ดับร้อน ดับกระหาย แก้อาการท้องเสีย มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วยโปรตีนคุณภาพดีร้อยละ 7.4 ไขมันร้อยละ 3.1 น้ำตาลร้อยละ 2.7 ในเต้าหู้ 100 กรัมจะมีแคลเซียม 277 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 2.1 มิลลิกรัม

นอกจากนี้เต้าหู้ยังมีวิตามินบี1 บี2 และบี3 เป็นจำนวนมาก เต้าหู้มีซีลีเนียมสูง จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าจีเนียสที่อยู่ในเต้าหู้มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 500 เท่า จึงทำให้เต้าหู้เป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารที่ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ถั่วเหลืองมีแคโรทีนอยด์ที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในภายหลัง ซึ่งมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ ปรับภูมิคุ้มกันและช่วยต้านมะเร็ง 

ถั่วเหลือง ( Soybean ) มีเซลลูโลสสูง ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณของอุจจาระ กระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นปกติ ทำให้กากอาหารที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ถูกขับออกได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ช่วยลดการไหลเวียนของกรดน้ำดีให้น้อยลง วิธีนี้จะช่วยให้สิ่งที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ที่จะนำไปสู่โรคมะเร็งลดน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากเต้าหู้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย สารอาหาร ที่อยู่ในเต้าหู้สามารถย่อยสลายได้มากถึงร้อยละ 92 – 96

เต้าหู้มีน้ำตาลต่ำจึงเหมาะกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ระบบการย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่ นอกจากนี้เต้าหู้ยังมีประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไปที่มีร่างกายแข็งแรง และยังเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำตาลอีกด้วย

สารสกัดจากเกลือแร่เดดซี 

ทะเลเดดซีได้ชื่อว่าเป็นทะเลที่เค็มที่สุดในโลก โดยมีความเข้มข้นของเกลือแร่มากถึงร้อยละ 25 เกลือแร่ที่ได้จากทะเลเดดซีจะประกอบด้วยแร่ธาตุสำคัญ ๆ ที่มีความเข้มข้นสูง ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ซัลเฟอร์ โปรไมนด์ ในแง่ของความสวยความงามแล้ว มีคนจำนวนมากเชื่อว่าแร่ธาตุที่มีความเข้มข้นจากทะเลเดดซีมีสรรพคุณในการบำรุงผิวพรรณอย่างดีเยี่ยม ช่วยยืดอายุเซลล์ผิวให้เสื่อมช้าลง ช่วยลบเลือนริ้วรอยบนใบหน้า จนทำให้บริษัทเครื่องสำอางจำนวนมากพยายามผสมแร่ธาตุที่สกัดได้จากทะเลดังกล่าวลงไปในเครื่องสำอางของตัวเองเพื่อสร้างจุดขาย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะขึ้นชื่อในด้านของความงาม แต่ในขณะนี้ก็ยังไม่มีผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ชิ้นใดออกมายืนยันถึงประโยชน์ของสารสกัดจากเกลือแร่เดดซีที่มีต่อผิวพรรณและความงามแต่อย่างใด

สารสกัดจากสาหร่ายทะเล

สาหร่ายทะเล มีแร่ธาตุมากกว่าพืชพรรณที่อยู่บนบกเกือบ 20 เท่า มนุษย์ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของสาหร่ายทะเล มีการนำมาทำเป็นอาหารและยาเป็นเวลานับพันปี สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ มีเส้นใย ในขณะที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ สาหร่ายทะเลอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเค วิตามินเอ วิตามินบี เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีนและทองแดง

สาหร่ายทะเลมีสรรพคุณในการเพิ่มกำลังวังชา อุดมไปด้วยโปรตีนเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มี สารอาหาร ที่จำเป็นสูง ช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ เพิ่มกำลังทางเพศ นอกจากนี้สาหร่ายทะเลยังมีสรรพคุณในการล้างพิษ โดยมีคุณสมบัติคล้ายกับยาขับปัสสาวะ ทำให้ลำไส้ทำงานได้เป็นปกติ ดีต่อต่อมไทรอยด์ช่วยชะล้างสารกัมมันตรังสีออกจากร่างกาย ทำให้ระบบเผาผลาญน้ำของร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติ 

การแพทย์จีนแผนโบราณใช้สาหร่ายในทะเลในการช่วยปรับน้ำในร่างกาย ช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหาร ช่วยทำความสะอาดระบบน้ำเหลือง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากอุดมไปด้วยไอโอดีนและซีลีเนียม ช่วยทำให้เนื้อเยื่อและกระแสเลือดมีความเป็นด่าง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำให้ปอดและระบบย่อยอาหารแข็งแรง

เมื่อกล่าวในแง่ของความสวยงามแล้ว สารสกัดจากสาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติในการรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงไม่แห้งกร้าน ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมของเซลล์และเนื้อเยื่อที่ดีเยี่ยม

น้ำมันมะกอก ( Olive Oil )

น้ำมันมะกอก ( Olive Oil ) อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ในผลของมะกอกประกอบไปด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนและสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีชื่อว่า โพลีฟีนอล น้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL-C ) และช่วยลดระดับความเข้มข้นของโคเลสเตอรอลชนิดเลว ( LDL-C )

มีการพบว่านอกเหนือจากน้ำมันมะกอกแล้ว การกินน้ำมันข้าวโพดและนำมันดอกคำฝอยก็มีสรรพคุณในด้านการต้านอนุมูลอิสระด้วยเช่นกัน แถมยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากน้ำมันทั้งสองชนิดนี้เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งส่งผลให้ผิวพรรณไม่ได้รับความเสียหายจากอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระดังกล่าว

สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ( French Maritime Pine Bark )

จากการศึกษาคุณสมบัติของเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญพบว่าสารสกัดจากเปลือกสนชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมของเซลล์และเนื้อเยื่อ รวมถึงการร่วงโรยแห่งวัย และการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความเรียบเนียนให้แก่ผิวพรรณ ช่วยลดปริมาณการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า โดยทำให้ความเข้ม ขนาดของฝ้าและรอยหมองคล้ำต่าง ๆ ลดน้อยลง

เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของ สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส ( French Maritime Pine Bark ) ที่มีต่อผิวพรรณและความงาม ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองโดยนำอาสาสมัครผู้หญิง จำนวน 30 คน ที่มีช่วงอายุระหว่าง 28 – 60 ปีที่มีปัญหาเรื่องฝ้าให้รับสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศสวันละ 75 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน พบว่าความเข้มข้นและขนาดของฝ้าบนใบหน้าของอาสาสมัครเหล่านั้นลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังพบอีกว่า สารสกัดดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายแต่อย่างใดต่อร่างกาย 

สารสกัดจากยีสต์ ( Yest Extract )

คุณสมบัติในด้านความงามของยีสต์เป็นที่ประจักษ์กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยคนสมัยก่อนนิยมนำยีสต์มาผสมกับโยเกิร์ตแล้วนำมาพอกหน้า เชื่อว่ายีสต์จะช่วยเติมออกซิเจนให้แก่ผิวทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อแข็งแรง เปล่งปลั่ง สดใส ไม่เสื่อมโทรมหรือร่วงโรยง่าย ยีสต์เป็นเชื้อราประเภทหนึ่งเชื่อกันว่า สารสกัดจากยีสต์ ( Yest Extract )มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยชะลอการเสื่อมโทรมของเซลล์และเนื้อเยื่อ ช่วยยืดอายุของเซลล์ผิวให้ยาวนานยิ่งขึ้นและยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาแข็งแรงได้อีกด้วยด้วย คุณสมบัติที่ดีเยี่ยมด้านความงามนี้จึงทำให้บริษัทเครื่องสำอางหัวใสจำนวนมากต่างนำสารสกัดจากยีสต์ไปผสมลงในเครื่องสำอางของตัวเอง พร้อมกับอ้างว่าเครื่องประทินผิวของตัวเองสามารถรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ไร้ริ้วรอยและแลดูอ่อนกว่าวัยเสมอ

โปรตีนจากปลาทะเล

ปลาทะเลเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดี เนื่องจากไม่มีคอเลสเตอรอล ย่อยง่าย ไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารระคายเคือง มีการพบว่าเนื้อปลาทะเลบางชนิดที่ได้จากทะเลแถบฟินแลนด์ยังมีสารสำคัญที่อยู่ในกลุ่มโปรทีโอไกลแคน ( Proteoglycans ) หรือไกลโคซามีโนไกลแคน ( Glycosaminoglycans ) ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อกระดูก เล็บ เส้นผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวพรรณในปริมาณสูงมากเป็นพิเศษในภาวะปกติร่างกายจำเป็นต้องใช้ สารอาหาร เหล่านี้เพื่อทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติสุข

โดยร่างกายจะนำสารนี้ไปใช้ในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจำเป็นต่อความกระชับเต่งตึงของผิวพรรณ ช่วยเสริมสร้างกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้สมบูรณ์แข็งแรง เมื่อร่างกายขาด สารอาหาร เหล่านี้จะทำให้เกิดอาการบกพร่องเกี่ยวกับผิวพรรณ ทำให้มีแนวโน้มเกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวพรรณเหี่ยวย่น ภาวะเส้นเลือดเปราะแตกง่าย ผมและเล็บเปราะหักง่าย

สารสกัดจากเมล็ดงา ( Sesami Extract )

เมล็ดงา อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทองแดงแคลเซียม ใยอาหารโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี นอกจากนี้ยังพบว่าในงามีสารเซซามิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อจากอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ทำให้เนื้อเยื่อไม่เสื่อมโทรมหรือร่วงโรยได้ง่าย ช่วยป้องกันตับจากการทำลายของสารพิษ ทำให้ตับสามารถทำหน้าที่ในการชะล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพยังผลให้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างปกติ มีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระที่มีต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ริ้วรอยหรือความเหี่ยวย่นน้อยลง 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าสารเซซามินในเมล็ดงาจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะผิวพรรณเป็นอย่างมาก แต่จากการศึกษาส่วนประกอบของเมล็ดงาพบว่า เมล็ดงาแต่ละเมล็ดจะมีสารเซซามินในปริมาณที่น้อยมาก (มีเพียงร้อยละ 0.2 – 0.5 เท่านั้น) นอกจากนั้นสารดังกล่าวยังไวต่อสภาพแวดล้อมมาก โดยจะสลายตัวไปเมื่อโดนความร้อนโดยตรงนอกจากนี้ยังพบอีกว่าร่างกายไม่อาจนำสารเซซามินจากเมล็ดงามาใช้ประโยชน์ผ่านการกินโดยตรง เนื่องจากร่างกายไม่อัดย่อยเมล็ดงาที่มีโครงสร้างไฟเบอร์ห่อหุ้มเอาไว้ได้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสารเซซามินดังกล่าว เราจำเป็นต้องรับสารเซซามินในรูปของสารสกัดที่ผ่านกระบวนการผลิตที่พิเศษเท่านั้น

กลูต้าไธโอน ( Glutathione )

มีคุณสมบัติในการปรับสารพิษให้มีสภาพเป็นกลาง ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกายไม่ได้รับอันตราย ก่อนที่ร่างกายจะขับสารพิษดังกล่าวทิ้งไป เพื่อควบคุมการสังเคราะห์เมลานิน ทำให้ผิวขาวใสและช่วยลบเลือนริ้วรอยให้จางลง ช่วยเสริมประสิทธิภาพของวิตามินซีและอี ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เร็วและสะดวกยิ่งขึ้น แหล่งที่พบกลูต้าไธโอน ได้แก่ เนื้อ สาหร่ายสไปรูลิน่า ปลา วอลนัต หน่อไม้ฝรั่ง

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ( Evening Primrose )

สกัดจากเมล็ดอีฟนิ่งพริมโรสมีกรดไขมันจำเป็นกลุ่มโอเมก้า-6 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดไลโนเลอิกและแกมมาไลโนเลนิก กรดไขมันโอเมก้า-6 ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหลอดเลือดตีบตัน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้านหรือมีริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณนวลเนียน เต่งตึง กระชับ บรรเทาอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน ช่วยปรับระดับฮอร์โมนในหญิงวัยเจริญพันธุ์และวัยหมดประจำเดือนให้อยู่ในระดับที่สมดุลและช่วยลดอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน

กระเทียม ( Garlic )

กระเทียม ( Garlic )เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษามะเร็งที่ดีเยี่ยม จากการทดลองพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ในการต้านการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีภูมิต้านทานต่ำเนื่องจากการติดเชื้อ การทำเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคแทรกเนื่องจากการติดเชื้อ 

น้ำมันกระเทียมช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาวในการต่อสู้กับมะเร็ง ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งบริเวณจมูก คอ ตับและปากมดลูก ช่วยทำลายองค์ประกอบของเซลล์มะเร็ง ส่งผลให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
นอกจากนี้กระเทียมยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการสังเคราะห์สารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ช่วยป้องกันและรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งทางเดินอาหาร ช่วยรักษามะเร็งผิวหนัง ช่วยรักษาโรคเนื้องอกชนิดร้ายแรงได้หลายชนิด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการคุกคามของเปอร์ออกไซด์ในการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์

การกินหอมและกระเทียมในปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารให้น้อยลง และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยต้านเชื้อโรค ช่วยต้านการเกิดโรค ต้านการเกิดเนื้องอก และลดอัตราของเปอร์ออกไซด์ที่กระทำต่อเยื่อหุ้มเซลล์

จากการศึกษาส่วนประกอบพบว่า กระเทียม ( Garlic ) มีสารที่ต้านการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดลื่นไม่จับตัวกันเป็นก้อน นอกจากนั้นกระเทียมยังมีสารซีลีเนียมที่มีคุณสมบัติในการเป็นตัวตามปฏิกิริยาออกซิเดชัน ป้องกันไม่ให้ออกซิเจนหลุดออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยขจัดของเสียออกจากเลือด ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้สะดวก ยังผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสไม่หมองคล้ำง่าย

สาหร่ายสไปรูลิน่า ( Spirulina )

สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นพืชเซลล์เดียวที่เติบโตบนพื้นผิวของแหล่งน้ำที่สะอาด ซึ่งอยู่ตามเทือกเขาและป่าลึก ปราศจากการปนเปื้อนของของเสียหรือสารพิษ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก ที่เกิดขึ้นบนโลกเมื่อ 2,000 ล้านปีก่อน สาหร่ายสไปรูลิน่า 100 แคปซูล จะให้โปรตีนบริสุทธิ์ที่ได้จากพืชซึ่งง่ายต่อการย่อย 58 กรัม คลอโรฟิลล์ธรรมชาติอีก 2.1 กรัม สาหร่ายสไปรูลิน่าจะมีคลอโรฟิลล์ที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ มีเบต้าแคโรทีนสูง มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการเยียวยาบาดแผล ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยงามและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

นอกจากโปรตีนและคลอโรฟิลล์แล้ว สาหร่ายสไปรูลิน่ายังอุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งจำเป็นต่อการล้างพิษและการเยียวยาร่างกายและเหนือสิ่งอื่นใด สาหร่ายสไปรูลิน่ายังเป็นแหล่งวิตามินบี12 ซึ่งเป็นวิตามินที่หาไม่ได้ในพืชผัก หรืออาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ วิตามินบีมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูและการปรับสมดุลของสมอง ตับ และระบบประสา เนื่องจากแหล่งวิตามินบีคือธัญพืชและเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดกรดขึ้นภายในร่างกายที่เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงในช่วงล้างพิษ เพื่อให้ได้วิตามินดังกล่าว สาหร่ายสไปรูลิน่าจึงเป็นทางเลือกที่ดี อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดกรดหรือของเสียขึ้นภายในร่างกายอีกด้วย

GF ( Growth Factor ) สารยุคใหม่แห่งโลกอนาคต

สาร GF ( Growth Factor ) คือสารที่เป็นส่วนประกอบของน้ำเลี้ยงเซลล์ที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล์เพื่อปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการวิทยาศาสตร์ในการรักษาอวัยวะที่ได้มาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด สาร GF ( Growth Factor )มีฤทธิ์ในการเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์และเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์

ด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมต่อเซลล์ บริษัทเครื่องสำอางจำนวนมากได้นำสาร GF ( Growth Factor ) มาประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อกระตุ้นเซลล์ผิวให้มีการเจริญเติบโต เสริมสร้างกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองของเซลล์และเนื้อเยื่อในระดับรากลึก ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อแข็งแรง ไม่ทรุดโทรมและสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ ไม่ร่วงโรยไปตามวัย เมื่อนำมาใช้กับผิวแล้วพบว่าสาร GF ( Growth Factor ) ช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่ม ลบเลือนริ้วรอย มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการหย่อนคล้อย หรือเสื่อมโทรมของผิวอย่างดีเยี่ยม เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไปที่ขายอยู่ตามท้องตลาด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ริตา, เกรียร์. อาหารขจัดอนุมูลอิสระ. กรุงเทพ: หมอชาวบ้าน,2551. 176 หน้า : 1.อาหาร-แง่สุขภาพ. 2.อนุมูลอิสระ. I.วูดเวิร์ด,โรเบิร์ต, II.พิสิฐ วงศ์วัฒนะ,ผู้แปล. III.ชื่อเรื่อง. 613.2 ISBN 978-974-04-5522-6.

How Products are Made contributors (2002). “Oxygen”. How Products are Made. The Gale Group, Inc. Retrieved December 16, 2007.

Papanelopoulou, Faidra (2013). “Louis Paul Cailletet: The liquefaction of oxygen and the emergence of low-temperature research”. Notes and Records, Royal Society of London. 67 (4): 355–73. doi:10.1098/rsnr.2013.0047.Emsley 2001, p.303