การตรวจแร่ธาตุและสารละลายในร่างกาย

การตรวจแร่ธาตุและสารสะลาย
การตรวจแร่ธาตุและสารสะลาย

การตรวจแร่ธาตุและสารละลายในร่างกาย

การตรวจหาค่าสารละลายต่างๆในร่างกาย มีหลายค่าที่ควรทราบ ดังนี้

ค่าอิเล็กโทรไลต์ Electrolytes

การตรวจค่าอิเล็กโทรไต์ เพื่อจะทราบว่า “สารละลายสื่อนำไฟฟ้า” Electrolytes ชนิดต่างๆ ในเลือดว่ามีค่าอยู่ในสภาวะสมดุลหรือไม่ หรือเพื่อจะทราบว่าค่าแร่ธาตุใดมีปริมาณสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติไปมากน้อยเพียงใด เนื่องจากความผิดปกติของแร่ธาตุตัวใดๆ นั้น อาจบ่งชีถึงความไม่เป็นปกติภายในร่างกายของผู้รับการตรวจเลือดได้

อิเล็กโทรไต์ คืออะไร?

Electrolytes หรือสารละลายของธาตุระดับโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้า คือ แร่ธาตุอันเป็นสารเคมีที่แตกตัวออกจนเป็นส่วนย่อยเล็กที่สุด (ระดับไอออน) ละลายอยู่ในเลือดภายในร่างกายด้วยจำนวนอันน้อยนิด แต่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสภาวะสมดุลระหว่างแร่ธาตุที่ละลายอยู่ด้วยกัน

แร่ธาตุซึ่งเป็น Electrolytes หรืออยู่ในของเหลวภายในร่างกายนั้นมีมากมายหลายชนิด แต่เฉพาะตัวที่สำคัญและมีบทบาทต่อร่างกายมากที่สุด

แร่ธาตุซึ่งเป็น Electrolytes ในร่างกายที่สำคัญ
1 Na ธาตุโซเดียม
2 ธาตุโปแตสเซียม
3 CI สารคลอไรด์ จากธาตุคลอรีน CI2
4 CO2 CO2 คือ สารประกอบคาร์บอนไดออกไซด์

 

แร่ธาตุหรือสารเคมีชนิดต่างๆ ใน Electrolytes ตามปกติจะมีหน้าที่โดยทั่วไปในการช่วยร่างกายให้ดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข

ช่วยสร้างศักย์ไฟฟ้า Generate Electricity เพียงพอที่จะให้ธาตุแต่ละตัวแสดงค่าประจุไฟฟ้าเป็นบวกหรือลบ กล่าวคือ

ไอออน (+) เรียกว่า “แคทไออน” Cation เช่น โพแทสเซียม

ไอออน ( – ) เรียกว่า “แอนไอออน” Anion เช่น คลอไรด์

 

– ช่วยควบคุมการยืด-หดตัวของกล้ามเนื้อ

– ช่วยอำนวยให้เกิดการเคลื่อนไหวของน้ำและของเหลวในร่างกายเพื่อสร้างสภาวะสมดุล

– ร่างกายเสริมปฏิกิริยาชีวเคมีทั้งหลายให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น

ร่างกายควบคุมความเข้มข้นหรือควบคุมค่าปกติของแร่ธาตุใน

Electrolyte ผ่านทางฮอร์โมนจากแหล่งผลิตต่างกัน

ฮอร์โมนเรนิน (Rennin) ผลิตจากไต
ฮอร์โมนแองจิโอเทนซิน (Angiotensin) ผลิตจากปอด สมอง และหัวใจ
ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) ผลิตจากต่อมอะดรินัล
ฮอร์โมนแอนตี้ไดอูเรติค (Antidiuretic Hormone, ADH) ผลิตจากต่อมพิตูอิทารีในสมอง

 

มาทำความรู้จักกับแร่ธาตุหรือสารประกอบละลายในของเหลวของร่างกายทั้ง 4 ตัวให้มากขึ้น ดังนี้

1.โปแตสเซียม 2. โซเดียม  3. คาร์บอนไดออกไซด์ 4. คลอไรด์ 

โปแตสเซียม (Potassium)

“โปแตสเซียม” (Potassium) สัญลักษณ์ทางเคมีคือ K ซึ่งมีละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte นั้น มีปริมาณสูงต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยเพียงใด โปแตสเซียมมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมการทำหน้าที่ของหัวใจ ผู้ที่ถูกสั่งให้ต้องกินยาขับน้ำปัสสาวะ (กลุ่มยา Diuretics) เพื่อลดความดันเลือด หรือผู้ที่กำลังอยู่ในห้วงการบำบัดโรคหัวใจใดๆ ก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นติดตามตรวจหาระดับค่าโปแตสเซียม K ในเลือดของตนเองให้ทราบไว้เสมอ

หน้าที่ของโปแตสเซียม

  1. โปแตสเซียม (K) เป็นธาตุที่จำเป็นต้องมีอยู่ในน้ำเลือดโดยเป็นสารละลายเช่นเดียวกับโซเดียม (Na) แต่ระดับความเข้มข้นของโปแตสเซียมนั้นจะเป็นปฏิภาคกลับกันกับโซเดียม เมื่อใดหากน้ำเลือดมีความเข้มข้นของโซเดียมอยู่ในระดับสูง เมื่อนั้นโปแตสเซียมก็จะมีความเข้มข้นอยู่ในระดับต่ำ ในทางกลับกัน หารโซเดียมต่ำ โปแตสเซียมก็จะอยู่ในระดับสูง
  1. แหล่งที่โปแตสเซียมมีความเข้มข้นสูงสุดปกติประมาณ 150 mEq/L ก็คือ ภายในเซลล์ทุกเซลล์ของมนุษย์โดยมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก (+) ส่วนภายนอกเซลล์นั้น จะมีโปแตสเซียมที่มีความเข้มข้นเพียงระดับประมาณ 4 mEq/L โดยค่าโปแตสเซียม (K) ที่ตรวจหาได้จากการเจาะเลือดออกมาทราบระดับให้เป็นตัวเลขนี้ ก็คือ ค่าความเข้มข้นของโปแตสเซียมภายนอกเซลล์นี้เอง
  1. ค่าความแตกต่างในความเข้มข้นของระดับโปแตสเซียมที่อยู่ภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนต่อกันนี้ อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงบทบาทในการทำหน้าที่ของผนังเซลล์ซึ่งได้แก่ 1) การส่งผ่านสารอาหาร Nutrients เข้าสู่ภายในเซลล์ 2) การชักนำเอาของเสีย (Wastes) ออกทิ้งภายนอกเซลล์ 3) การส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาท (Nerve Impulse Transmission) ตามเส้นใยประสาท เริ่มต้นผ่านจากตา หู จมูก ลิ้น หรือผิวหนัง (จากการสัมผัส) ไปสู่สมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลาง และส่งผ่านกลับมายังหัวใจ (ให้เต้นเร็วขึ้นหรือแรงขึ้น) หรือส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อเป็นปฏิกิริยาใดๆ ในการตอบสนอง เช่น ขณะเล่นกีฬา ขณะประสบอันตราย

อัตราส่วนระหว่างความเข้มข้นของโปแตสเซียมที่อยู่ภายในและภายนอกเซลล์ดังกล่าวนั้น หากผิดไปจากเกณฑ์ปกติ ก็ย่อมอาจมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หรืออาจทำให้การบังคับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายลดประสิทธิภาพลง

โปแตสเซียม นับเป็นธาตุสำคัญยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อตลอดทั่วทั้งร่างกายมนุษย์ และโปรดระลึกว่า หัวใจ ที่เป็นก้อนเนื้อขนาดประมาณเท่ากับกำปั้นของตัวเจ้าของร่างกายนั้น โดยแท้จริงแล้วก็คือ ก้อนกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องมีและใช้โปแตสเซียมมากยิ่งกว่าก้อนกล้ามเนื้ออื่นใด

  1. โดยที่ค่าระดับโปแตสเซียมในเลือดนับว่ามีปริมาณน้อยมากอยู่แล้วกล่าวคือ เพียงประมาณ 4 mEq/L หากมีสาเหตุใดๆ ที่มากระทบต่อความเข้มข้นของโปแตสเซียมให้ต่ำลงไปอีก ย่อมจะมีผลร้ายแรงต่อสุขภาพ สภาวะผิดปกติที่อาจพบได้เมื่อระดับโปแตสเซียมต่ำก็คือ ความดันเลือดจะขึ้นสูง จนอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดในสมองแตก  (Stroke) นั่นเอง
  2. ยิ่งกินเค็มมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้โปแตสเซียมในเลือดต่ำลงมากเท่านั้น และเมื่อโปแตสเซียมต่ำลงและต่ำลง ความดันเลือดก็จะสูงขึ้นและสูงขึ้นจึงควรงดอาหารเค็ม

เพื่อรักษาระดับโปแตสเซียมมิให้ต่ำลง มีข้อแนะนำเพิ่มเติมควรเลือกทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงและโซเดียมต่ำ โดยยกมาแสดงเฉพาะอาหารบางชนิด ดังนี้

อาหารที่มีโปแตสเซียมสูงและโซเดียมต่ำ
ชนิดอาหาร (100 กรัม) โปแตสเซียม (มก.) โซเดียม (มก.)
แป้งถั่วเหลือง 1,650 9
น้ำมะเขือเทศต้ม 1,150 28
ลูกเกด 1,020 60
จมูกข้าวสาลี 950 5
กล้วยหอม 400 1
ถั่วเหลืองต้ม 510 2
มันฝรั่งอบทั้งเปลือก 600 12

 

  1. โปแตสเซียม เป็นธาตุที่อาจถูกขังทิ้งออกจากร่างกายโดยการกรองของไต จากเลือดส่งผ่านทางน้ำปัสสาวะ (คล้ายๆ กับโซเดียม)
  2. การกินอาหารที่อุดมด้วยธาตุโปแตสเซียม สำหรับท่านผู้อ่านที่มีร่างกายเป็นปกติ ไตไม่เสื่อม อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพสำคัญ 3 ประเภทดังนี้

– ช่วยลดความเสี่ยงมิให้เกิดสภาวะความดันเลือดสูง

– ช่วยให้กล้ามเนื้อ (รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ) และระบบประสาททั่วร่างกาย ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง และสมบูรณ์แบบ

– ช่วยรักษาสภาวะสมดุลของของเหลวสารละลาย Electrolyte โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ควบคุมดุลยภาพความเป็นกรด-ด่าง (Acid-Base Balance) ไม่ให้เกิดความเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป ธาตุที่สร้างความเป็นกรดในร่างกายได้อย่างน่ากลัวก็คือ โซเดียมจากเกลือ (จากน้ำปลา) หรือจากอาหารเค็มทั้งหลายนั่นเอง

  1. สภาวะของคนที่มีโปแตสเซียมต่ำหรือน้อย ซึ่งถูกเรียกว่า (Hypokalemia) นั้นโดยมากมักจะปรากฏอาการที่แสดงให้เห็นความจำเป็นว่าจะต้องรีบบริโภคอาหารซึ่งอุดมด้วยโปแตสเซียมเข้าไปช่วยแก้ไขร่างกาย นั่นคือ อาการคล้ายคลึงกับ Hypernatremia หรือมีโซเดียมมากเกินไป กล่าวคือ มักปรากฏอาการบางอย่าง ดังนี้

– ท้องร่วงต่อเนื่องเรื้อรัง

– ปัสสาวะบ่อยครั้งจากการกินยาขับปัสสาวะ (Diuretics)

– กล้ามเนื้ออ่อนแรง

– เหนื่อยอ่อน

– เกิดปัญหาโรคหัวใจบางโรค

– ความคิดสับสน

– กระสับกระส่าย

  1. เนื่องจากระดับโปแตสเซียมปกติในเลือดมีค่าเพียงประมาณ 4 mEq/L ซึ่งไม่สูงมากนัก โดยเหตุนี้ การเติมโปแตสเซียมจากอาหารจึงนับว่าพอเพียงและปลอดภัย เนื่องจากสูงเกินเกณฑ์เมื่อใด ก็จะมีไตช่วยกรองขับทิ้งออกไปนอกร่างกาย

ในทุกกรณีจึงมีข้อห้าม ที่มิให้ผู้ใดไปซื้อเกลือโปแตสเซียม (Potassium Chloride หรือ Potassium Bicarbonate) มากินเอง เนื่องจากหากระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติไปมากๆ จะเกิดเป็นพิษแก่ร่างกาย โดยอาจเกิดอันตรายด้วยอาการนับตั้งแต่ คลื่นเหียน อาเจียน ท้องร่วง หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงขั้นหัวใจพิบัติ (Heart Attack) ในทางการแพทย์ท่านจะเรียกสภาวะของผู้ที่โพแทสเซียมในเลือดสูงเกินปกติว่า ไฮเปอร์คาเมเมีย (Hyperkalemia)

ค่าปกติของโปแตสเซียม (K)
  1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป
ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ  K       :     3.5     –    5.0     mEq/L
ค่าวิกฤติ   K               :    < 2.5   หรือ  > 5.0     mEq/L
หมายเหตุ K               :     1   mEq/L   =   39.1  mEq/L

 

ค่าผิดปกติโปแตสเซียม (K)

  1. ค่าผิดปกติในทางน้อย (Hypokalemia) อาจแสดงผลว่า

– ในกรณีผู้เป็นโรคเบาหวานและได้รับการรักษาด้วยวิธีฉีดอินซูลินผลแห่งการใช้อินซูลินให้พากลูโคส (น้ำตาลในเลือด) เข้าสู่ภายในเซลล์ มันก็จะช่วยพาโปแตสเซียมจากน้ำเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์พร้อมกันไปด้วย โดยเหตุนี้ จึงอาจมีผลต่อผู้ฉีดอินซูลินว่า โปแตสเซียมในเลือด (ส่วนที่อยู่ภายนอกเซลล์) มีโอกาสที่จะต่ำกว่าระดับปกติได้

– ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการท้องมาน (Ascites) ซึ่งจะทำให้ของเหลวในช่องท้องไปกดทับหลอดเลือดเลือดแดงจนอาจทำให้เลือดไหลไปสู่ไตไม่สะดวกหรือกรณีผู้ป่วยมีอาการปรากฏว่าหลอดเลือดไตตีบเอง (Renal Artery Stenosis) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ย่อมจะทำให้ฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) ออกมาทำหน้าที่บังคับไตให้ดูดกลับโซเดียมมากกว่าปกติ

– บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมน้อยไป

– เนื่องจากกินยาบางประเภทที่มีผลต่อการขับทิ้งโพแทสเซียม เช่น

กลุ่มยาระบาย (Laxatives) ใช้แก้อาการท้องผูก

กลุ่มยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ใช้ลดความดันเลือดสูง

กลุ่มยาแก้ปวด (Steroids) ใช้แก้อาการอักเสบต่างๆ

กลุ่มยาเหล่านี้ ล้วนอาจมีส่วนช่วยขับทิ้งโพแทสเซียมออกไปนอกร่างกาย ถึงขั้นสร้างผลเสียหายร้ายแรงได้ทั้งสิ้น

– ในร่างกายคนที่สุขภาพไม่ดีอาจเกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอโรนทำงานเกิน (Hyperaldosteronism) โดยฮอร์โมนตัวนี้ตามปกติมันจะมีบทบาทไปบังคับให้ไตดูดกลับโซเดียมก่อนที่จะปล่อยทิ้งไปกับปัสสาวะ หากมันทำงานเป็นปกติ มันก็จะไปบังคับไตให้ดูดกลับโซเดียมเพียงเท่าที่ร่างกายจำเป็นจะต้องมีใช้ทำให้โซเดียมในเลือดอยู่ในระดับปกติ กรณีมันทำงานเกิดปกติ มันก็จะไปบังคับไตให้ดูดกลับโซเดียมคืนมาให้ร่างกายมากเกินไป จนทำให้มีโซเดียมในเลือดสูงเกินเกณฑ์ปกติ ในน้ำเลือดนั้นถ้าโซเดียมสูงขึ้นเมื่อใด โพแทสเซียมก็จะต่ำลง โซเดียมสูงเมื่อใด โพแทสเซียมก็ต่ำลงเมื่อนั้น

  1. ค่าผิดปกติในทางมาก (Hyperkalemia) อาจแสดงผลว่า

– อาจเกิดอาการบาดเจ็บ หรือการฟกช้ำต่อเนื้อเยื่อ ซึ่งมีผลกระทบต่อเซลล์ จนอาจทำให้โปแตสเซียมที่มีอยู่เข้มข้นภายในเซลล์ต้องหลุดลอดออกมาสู่กระแสเลือด จึงทำให้ค่าโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้น

– อาจเกิดสภาวะโลหิตจางเพราะเหตุเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) จึงทำให้โปแตสเซียมหลุดออกจากเซลล์เม็ดเลือดแดง

– บริโภคอาหารที่อุดมด้วยโปแตสเซียมมากเกินไป มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกินอาหารประเภทผัดสด และผลไม้สดด้วยอัตราส่วนที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์มากมาย จึงยากนักหนาที่จะเกิดมีโปแตสเซียมระดับสูงจากอาหารที่กินเข้าไป

– อาจมีโรคหรือเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะฮอร์โมนแอลโดสเตอโรนทำงานต่ำเกินไป (Hypoaldosteronism) ซึ่งหมายถึงว่า ร่างกายมีปริมาณฮอร์โมนตัวนี้น้อยเกินไป จึงไปบังคับไตให้ดูดกลับโซเดียมไม่ได้เต็มที่ เป็นผลทำให้โซเดียมถูกปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะโดยไร้การควบคุม ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้โซเดียมในเลือดมีค่าลดระดับต่ำลง

โซเดียมในเลือดลดลงมากเท่าใด โปแตสเซียมก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น

– อาจเกิดจากเหตุที่คาดไม่ถึงซึ่งสามารถนับเป็นเหตุสำคัญได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ จากยาที่กินเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์จะรักษาโรคใดโรคหนึ่งแต่ยานั้นกลับมีพิษ หรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้โพแทสเซียมในเลือดสูงขึ้น เช่น

กลุ่มยา Heparin (ใช้ช่วยให้เลือดมีความใส)

กลุ่มยา Captopril (ใช้รักษาโรคความดันเลือดสูง)

กลุ่มยา Antineoplastic Drugs (ใช้รักษาโรคมะเร็ง)   

กลุ่มยา Aminocaproic Acid (ใช้ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด)

กลุ่มยา Antibiotics (ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรคทั้งหลาย)

– อาจเกิดสภาวะไตวายอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง จึงทำให้ลดหรือหมดขีดความสามารถในการขับทิ้งโปแตสเซียม

โซเดียม (Sodium)

“โซเดียม” Sodium สัญลักษณ์ทางเคมี คือ Na ซึ่งมีละลายอยู่ในน้ำเลือดในฐานะ Electrolyte มีปริมาณอยู่ในระดับเท่าใด สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากน้อยหรือไม่ อย่างไร ค่าใดๆ ที่ผิดปกติในทางมาก ไม่ว่าสูงมากเกินไป หรือต่ำมากเกินไปล้วนอาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้

โซเดียมที่ร่างการมนุษย์เกี่ยวข้องมากที่สุด คือ โซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride, NaCI) ก็คือ เกลือธรรมดาๆ นี่เอง

หน้าที่ของโซเดียม

  1. โซเดียม เป็นธาตุที่นับว่าอยู่ในสารละลายซึ่งแสดงประจุไฟฟ้าเป็นบวก (Cation) โดยมีปริมาณส่วนใหญ่อยู่ภายนอกเซลล์ ด้วยความเข้มข้นประมาณ 140 mEq/L ด้วยขนาดความเข้มข้นดังกล่าว โซเดียม จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาความดันออสโมติก (Osmotic Pressure) สำหรับของเหลวหรือน้ำ (เลือด) ภายนอกเซลล์เม็ดเลือดแดงขณะเดียวกันก็สร้างแรงดันภายในหลอดเลือด ทำให้สามารถวัดความดันเลือดได้
  1. มีหลักการที่ควรจำไว้อย่างหนึ่งว่าในร่างกายมนุษย์นั้นถ้ามีโซเดียมอยู่ ณ บริเวณที่ใดมากเท่านั้นด้วยเสมอไปโดยเหตุนี้ จึงอาจสรุปเป็นหลักการทั่วไปว่า โซเดียมมีบทบาทช่วยการแจกจ่ายน้ำ หรือรักษาน้ำในร่างกายให้มีไว้ แต่หากมีโซเดียมมากเกินไป ก็จะเกิดสภาวะบวมน้ำ (Retention of Sodium Leads to Edema) หรืออุ้มน้ำ เช่น ในกรณีกินเกลือหรืออาหารเค็มมากเกินไป หรือในกรณีเกินสภาวะไตเสื่อม ไม่อาจขับโซเดียมทิ้งออกทางน้ำปัสสาวะได้ตามที่เคยกระทำ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใด โซเดียมก็ย่อมจะล้นเกิน หล่นลงมากองจนเข้มข้นอยู่บริเวณขาหรือเท้า ทำให้ต้องมีน้ำมา “หล่อ” โซเดียมจำนวนนี้ จนอาจเห็นได้จากภายนอกโดยง่ายว่ามีอาการบวมที่ขาและหลังเท้า
  1. โดยธรรมดา โซเดียมในร่างกายจะมีปริมาณเข้มข้นพอดีๆ หรืออยู่ในสภาวะสมดุลเสมอ ด้วยกระบวนการโซเดียมได้จากอาหาร = โซเดียมที่ไตขับทิ้ง (ทางน้ำปัสสาวะ) ในกรณีกินอาหารจืดเกินไป จนโซเดียมอาจไม่พอเพียงในเลือดร่างกายก็จะมีกลไกสั่งให้ไตทำการดูดซึมกลับ (Reabsorb) โซเดียม โดยไม่ยอมปล่อยให้ทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะอย่างที่เคยทำ

ในกรณีกินอาหารเค็มมากเกินไป ร่างกายก็จะสั่งให้ไตรีบเร่งรัด ปล่อยทิ้ง (Excretion) โซเดียมออกตามหน้าที่อย่างหนักหน่วง วันละ 3 เวลาหลังอาหาร 365 วันต่อปี ผ่านมาแล้วกี่ปีก็ดูได้จากตัวเลขของอายุ ตามวัยของตน

  1. นอกจากร่างกายจะสูญเสีย โซเดียม ทางน้ำปัสสาวะแล้ว ยังอาจสูญเสียได้อีกทางหนึ่ง คือ “เหงื่อ” แต่ด้วยปริมาณไม่มากนัก ขณะเมื่อมีการออกแรง (เพราะทำงาน หรือเพราะออกกำลังกายก็ตาม) จนเกิดมีเหงื่อที่พาโซเดียมออกทิ้งพ้นร่างกายทางผิวหนัง ขณะนั้นร่างกายก็จะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ “แอลโดสเตอโรน” (Aldosterone) ซึ่งผลิตโดยต่อมหมวกไตที่คอยเฝ้าระวัง หากพบว่าโซเดียมในเลือดชักจะลดระดับต่ำกว่าปกติ ไปสั่งให้ไตทำการดูดซึมกลับ reabsorb โซเดียม มิให้ปล่อยทิ้งไปกับน้ำปัสสาวะเพื่อรักษาระดับโซเดียมในเลือดเอาไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา
  1. ในร่างกายของคนที่มีไตเป็นปกติดี ไตจะมีความสามารถขับโซเดียมออกทิ้งทางน้ำปัสสาวะ ได้ประมาณ 450-500 mEq ต่อวัน แปลว่า ถ้ากินอาหารไม่เค็มจัดจนเกินไป ก็จะมีสุขภาพด้านโซเดียมซึ่งละลายในเลือด ไม่เดือดร้อนอะไรนั้นเนื่องจากโซเดียม (Na) 500 mEq ที่ร่างกายมนุษย์ปกติสามารถขับทิ้งต่อวันนั้น โดยอาศัยตัวเลขความสัมพันธ์การแปลงค่าจะคำนวณได้เป็นโซเดียม = 500 x 23 = 11,500 mg หรือเป็นเกลือจำนวนมากกว่า 11 กรัมต่อวัน ซึ่งนับว่าสูงไม่น้อยจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครกินมากขนาดนั้น แต่ในคนที่เกินเค็มจนไตขับทิ้งโซเดียมไม่ทัน หรือด้วยเหตุใดก็ตามที่ทำให้โซเดียมในเลือดมีระดับสูงมากๆ สภาวะเช่นนั้น จะมีศัพท์แพทย์เรียกว่า (Hypernatremia)
  1. คนที่มีสภาวะ (Hypernatremia) หรืออยู่ในสภาวะมีเกลือ หรือมีโซเดียมละลายอยู่ในน้ำเลือดระดับสูงนั้น แม้ยังไม่ทันจะได้เจาะเลือดตรวจก็อาจเห็นอาการได้อย่างหนึ่งอย่างใด หรืออาจเกิดอาการเหล่านี้พร้อมกัน เช่น

– กล้ามเนื้อหดเกร็ง อาจเกิดอาการชักกระตุก (Convulsions)

– ชอบก่อกวน 

– ไม่อยู่นิ่ง ปวดศีรษะ

– กระสับกระส่าย ความดันเลือดสูง

– ฉุนเฉียว

– คอแห้ง (Dry Mucous Membranes)

– กระหายน้ำ

  1. คนที่มีสภาวะ (Hypernatremia) หรือมีเกลือต่ำ หรือมีโซเดียมในเลือดต่ำมากๆ อาจเกิดอาหาร ดังนี้

– หมดสติ (Coma)

– อาการคล้ายคนสลบ (Stupor)

– ความคิดสับสน

– รู้สึกอ่อนเปลี้ย ไม่มีแรง

– แสดงความเฉื่อยชา

ค่าปกติของโซเดียม (Na)

  1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป
ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ Na 136   –   145   mEq/L
ค่าวิกฤติ Na <120   หรือ  > 160   mEq/L
หมายเหตุสูตรการแปลงค่า Na 1   mEq/L = 23  mEq/L

 

ค่าผิดปกติ

  1. ในทางน้อย (Hypernatremia) อาจแสดงผลว่า

– อาจเกิดจากอาการอาเจียน หรือท้องร่วงติดต่อกันนาน ทำให้โซเดียมสูญเสียไปกับของเหลว

– อาจเกิดจากการกินยาขับปัสสาวะ (ยาเพื่อลดความดันเลือดสูง)

– อาจมีเหตุสำคัญ หรือโรคของไตเอง ที่ดูดกลับโซเดียมไม่ได้อย่างที่ควรกระทำ

– อาจกินโซเดียม หรือกินอาหารเค็มน้อยเกินไป

– อาจเกิดโรค Addison’s disease มีต้นเหตุจากต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมน (Aldosterone) และฮอร์โมน (Corticosteroid) ไม่เพียงพอ ก็จะมีผลต่อมาทำให้ไตดูดกลับโซเดียมไม่ได้เต็มที่ จนทำให้โซเดียมสูญเสียไปกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ปรากฏพบค่าโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ

  1. ในทางมาก (Hypernatremia) อาจแสดงผลว่า

– อาจเกิดโรค Cushing’s Syndrome ที่สร้างสภาวะที่เรียกว่า (Aldosterone-like Effect) ทำให้ไตดูดกลับโซเดียมคืนให้ร่างกายมากเกินไป

– อาจเกิดการเสียน้ำผ่านช่องทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง ท้องเสียและเจ้าของร่างกายไม่ดื่มน้ำให้พอเพียง โซเดียมในเลือดจึงเข้มข้นขึ้น

– อาจกินโซเดียม หรือกินอาหารเค็มมากเกินไป โดยธรรมดาเกลือ หรือโซเดียม นั้น มักมีแทรกอยู่ในอาหารของทุกชาติทุกภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลพวงของวิธีเก็บถนอมอาหารของอาหารไทย ในรูปของปลาเค็ม ปลาร้า ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง ปูเค็ม ต้มจับฉ่าย ไส้กรอก หมูยอ แหนม ต้มเค็ม หลน น้ำพริกกะปิ น้ำพริกลงเรือ ฯลฯนอกจากนี้ อาหารไทยยังมีการเติมผงชูรสกันอย่างมาก (Monosodium Glutamate – MSG) ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า มีคำว่า โซเดียม ปรากฏอยู่โดยเหตุนี้การกินอาหารที่เติมผงชูรส ก็คือ การเพิ่มโซเดียมให้แก่ร่างกายโดยตรงนั่นเอง

– อาจเกิดการเสียน้ำผ่านช่องทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วง ท้องเสียและเจ้าของร่างกายไม่ดื่มน้ำให้พอเพียง โซเดียมในเลือดจึงเข้มข้นขึ้น

– อาจเกิดการสูญเสียเหงื่อมากเกินไป แม้ว่าโซเดียมจะพลอยพ้นร่างกายออกมาพร้อมกับเหงื่อบ้าง แต่สัดส่วนของน้ำอิสระที่เรียกว่า Free Water มักจะสูญเสียออกไปด้วยมากกว่า โดยเหตุนี้ หากมิได้ดื่มน้ำให้พอเพียง ก็ย่อมจะทำให้โซเดียมในเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น

คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide)

“คาร์บอนไดออกไซด์” Carbondioxide ซึ่งมีสูตรทางเคมีว่า CO2 หรือ CO2 ที่มีอยู่ในเลือดว่าอยู่ในระดับใดโดย CO2 เป็นสารละลายที่ควรจะอยู่ในสภาวะสมดุลกับสารละลายตัวอื่น ระดับของ CO2 ที่สูง/ต่ำ จะมีส่วนก่อให้เกิดผลต่อค่าความเป็นกรด (pH) ของเลือดมากน้อยแตกต่างกัน

หน้าที่ของคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย

  1. คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นในทำนองของเสียเหลือใช้ จากการเผาผลาญกลูโคสในระดับเซลล์จากปฏิกิริยาการสร้างพลังงานเช่นเดียวกับควันไฟที่เกิดจากเตาหุงต้ม ตามปกติมันก็อาจลอยหายไปในอากาศแต่คาร์บอนไดออกไซด์ มันเกิดขึ้นในร่างกายทั่วทุกเซลล์ จึงลอยหนีไปไหนไม่ได้มันจำต้องอาศัยเฮโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง (ที่เข้าไปส่งออกซิเจนถึงทุกเซลล์ในเที่ยวขาไป – จากการหายใจเข้า) ให้ช่วยรับคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้นกลับออกมาผ่านหลอดเลือดดำ เพื่อขนส่งกลับคืนส่งมาให้ปอดปล่อยออกทิ้งไปนอกร่างกาย โดยการหายใจออก

ขณะคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในหลอดเลือดดำจะปรากฏว่ามันอยู่ในเม็ดเลือดแดงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และตกหล่นอยู่ในน้ำเลือดประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

  1. คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในน้ำเลือดนี้เอง ที่ส่วนหนึ่งจะรวมตัวกับน้ำในน้ำเลือดจนกลายเป็น ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate) ซึ่งมีสูตรทางเคมีว่า HCO3 แต่มันมีความเข้มข้นน้อย ปรากฏเพียงในระดับประจุไฟฟ้าลบ (-) แต่ถึงกระนั้นมันก็มีบทบาทในการสร้างความเป็นกลาง หรือทำให้เกิดความสมดุลของประจุไฟฟ้าระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ โดยที่คุณสมบัติของไบคาร์บอเนต มีสถานะเป็นด่าง มันจึงช่วยควบคุมร่างกายมิให้เกิดความเป็นกรด นั่นคือ สร้างความสมดุลระหว่างกรดและด่าง
  2. ระดับของค่าคาร์บอเนต จะถูกปรับแต่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมโดยไต การเพิ่มค่าขึ้นของคาร์บอเนตอย่างผิดปกติ ย่อมแสดงว่า ร่างกายกำลังเกิดสภาวะความเป็นพิษจากด่าง (Alkalosis)

การลดลงของคาร์บอเนตอย่างผิดปกติ ก็ย่อมแสดงว่า ร่างกายกำลังเกิดความเป็นพิษจากกรด acidosis

ค่าปกติของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

  1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป
ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ    CO2     :    23   –   30 mEq/L
ค่าวิกฤติ              CO2   :    <     6      mEq/L

ค่าผิดปกติ

  1. ในทางน้อย อาจแสดงผลว่า

– อาจกำลังมีสภาวะของโรคไตวายระยะเริ่มต้น จึงควบคุมไบคาร์บอเนตไม่ได้

– อาจเกิดสภาวะความเป็นกรดจากโรคเบาหวาน (Diabeticketoacidosis) ทำให้ร่างกายต้องใช้ไบคาร์บอเนตสิ้นเปลืองไปให้การรักษาสมดุล โดยทำให้ความเป็นกรดลดลง หรือพยายามรักษาความเป็นกลางระหว่างกรด-ด่างนั่นเอง คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารประกอบตั้งต้นของไบคาร์บอเนตจึงพลอยลดระดับลง

– อาจอยู่ในสภาวะอดอาหาร เช่น กรณีพลัดหลงอยู่ในป่า หรือทะเลทราย หรือกรณีอดอาหารประท้วงทางการเมือง หรือติดอยู่ใต้ตึกถล่ม ฯลฯ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ก็ย่อมมีผลทำให้กลูโคสในเลือดลดระดับลง ในการนี้ก็ย่อมทำให้การเผาผลาญอาหารของเซลล์ทำงานน้อยลง จึงเป็นเหตุต่อเนื่องให้คาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นของเสียจากการเผาผลาญ ก็ย่อมจะมีน้อยลง

– อาจมีอาการท้องเสียเรื้อรัง

– อาจมีการส่วนใส่ท่อปัสสาวะตลอดเวลาต่อเนื่องยาวนานเกิดไปทำให้ไบคาร์บอเนตสูญเสียไปกับน้ำปัสสาวะมากผิดปกติ นั่นคือ มีผลต่อเนื่องทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดระดับลง

  1. ในทางมาก อาจแสดงผลว่า

– อาจเกิดโรคช่องทางเดินอากาศไปสู่ปอดตีบตันเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease, COPD) ทำให้ร่างกายหายใจไม่ได้เต็มที่จึงมีความโน้มเอียงที่จะเกิดสภาวะความเป็นกรดจากการหายใจ (Respiratory Acidosis) โดยเหตุนี้ร่างกายจึงพยายามสะสมไบคาร์บอเนต เพื่อที่จะชดเชยในการสร้างความเป็นกลายของสภาวะความเป็นกรด-ด่าง ภายในร่างกาย

– อาจมีการดูดน้ำออกจากกระเพาะอาหารทิ้งออกนอกร่างกายด้วยเหตุใดก็ตามต่อเนื่องยาวนานและมากเกินไป ทำให้ร่างกายขาดน้ำ

– อาจเกิดการอาเจียนอย่างรุนแรงทำให้เสียน้ำในร่างกายไปมากอย่างผิดปกติ ในการนี้ ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด จึงย่อมมีมากขึ้น

คลอไรด์ (Chloride)

“คลอไรด์” Chloride สัญลักษณ์ทางเคมีคือ CI ซึ่งนับเป็นสารสำคัญที่มีในสารละลายของน้ำเลือดว่ามีปริมาณสูง/ต่ำ มากน้อยเพียงใด

คลอไรด์ เป็นสารจำเป็นที่ต้องมีอยู่ในน้ำเลือด เช่นเดียวกับ โซเดียม โปแตสเซียม และแคลเซียม เนื่องจากคลอไรด์จะมีบทบาทสร้างสภาวะความสมดุลในเรื่องใหญ่ๆ ถึง 4 ประการ คือ

  1. รักษาความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

2. รักษาระดับความเป็นกรด (pH) ของของเหลวทั่วร่างกายมิให้สูงหรือต่ำเกินไป

3. รักษาความสมดุลระหว่างของเหลวภายในและภายนอกเซลล์

4. รักษาปริมาตรของน้ำเลือดทั้งระบบให้มีขนาดพอดีๆ

หน้าที่ของคลอไรด์

  1. ความเข้มข้นของคลอไรด์ในน้ำเลือด หรือในของเหลวส่วนอื่นของร่างกายนั้น นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจว่า มันจะมีค่าความเข้มข้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับคลอไรด์ในน้ำทะเลเสมอ
  2. คลอไรด์ เป็นสารที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุคลอรีน Chlorine 2 ตัว ทั้งนี้ คลอไรด์นับเป็นสารที่มีประจุไฟฟ้าลบ (-) ซึ่งอยู่ในองค์ประกอบของสารละลายที่เรียกว่า เลือด รวมทั้งเป็นประจุไฟฟ้าลบของของเหลวที่อยู่ภายนอกเซลล์ตลอดทั่วร่างกาย
  3. หากยามใดคลอไรด์ที่มีในเลือดสูงกว่าระดับปกติซึ่งควรจะมี ร่างกายก็จะขับทิ้งออกโดยไตผ่านทางน้ำปัสสาวะ การวัดระดับคลอไรด์จากน้ำปัสสาวะ (ในรอบ 24 ชั่วโมง) ก็ทำให้อาจทราบผลแม่นยำไม่แพ้จากการตรวจในเลือด เพียงแต่มีความยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า
  4. คลอไรด์ที่ร่างกายมีและได้ประโยชน์สำหรับใช้สอยนั้น เกือบทั้งหมดก็ได้มาจากเกลือหรืออาหารเค็ม ที่มนุษย์กินผ่านเข้าทางปาก

เนื่องจากเกลือมีสูตรทางเคมีว่า “โซเดียมคลอไรด์” (Sodium Chloride) ระดับคลอไรด์ในเลือด จึงมีความสัมพันธ์โน้มเอียงที่จะขึ้น-ลงหรือ สูง-ต่ำ ในทิศทางเดียวกับโซเดียมเสมอ

  1. การตรวจเลือดหาค่าระดับคลอไรด์ ซึ่งมักกระทำพร้อมกันกับธาตุอื่นในสารละลาย Electrolyte เสมอ แต่เฉพาะค่าคลอไรด์ (CI) นั้น มักเจาะจงเพื่อจะวินิจฉัยให้ทราบว่า

– กำลังมีปัญหาของไตและต่อมอะดรินัล (Adrenal Glands) อยู่บ้างหรือป่าว

– ในกรณีร่างกายมีสภาวะความเป็นกรดน้อยลง (ค่า pH ในเลือดจะสำแดงตัวเลขสูง) นั้น เกิดจากอะไร เช่น เกิดการอาเจียนรือท้องเดินมาเนิ่นนาน

– ความสมดุลของสารละลายยังเป็นปกติดีอยู่หรือไม่ เนื่องจากหากคลอไรด์ในเลือดต่ำเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก (Muscle Twitching) หรือกล้ามเนื้อหดเกร็ง หายใจถี่และตื้น สภาวะของผู้ที่มีคลอไรด์ในเลือดต่ำ จะถูกเรียกว่า (Hypochloremia) หากคลอไรด์ในเลือดสูงเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอาการหายใจลึกและหอบเหนื่อยอ่อน ความคิดสับสน และอาจหมดสติ (Coma) สภาวะของผู้ที่มีคลอไรด์ในเลือดสูง จะถูกเรียกว่า Hypochloremia

ค่าปกติของคลอไรด์ (CI)

  1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป
ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ      CI     :     90   –   106   mEq/L
ค่าวิกฤติ               CI          :   < 80 หรือ > 115   mEq/L

ค่าผิดปกติของคลอไรด์ (CI)

  1. ในทางน้อย (Hypochloremia) อาจแสดงผลว่า

– อาจดื่มน้ำมากเกินไป

– อาจเกิดจากไตอักเสบ ทำให้สูญเสียเกลือ (Salt-Losing Nephritis) เมื่อไตไม่ดูดกลับโซเดียม ก็ย่อมทำให้โซเดียมในเลือดลดน้อยถอยลง

– อาจเกิดจากโรค Addison’s Disease ซึ่งเป็นโรคที่มีต้นเหตุมาจากต่อมหมวกไต (หรือต่อมอะดรินัล) ลดการทำงานลง ทำให้มีผลต่อเนื่องจนผลิตฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (Aldosterone) ได้ลดน้อยลง เมื่อฮอร์โมนตัวนี้ลดน้อยก็จะไปบังคับไตให้ดูดกลับโซเดียมไม่ได้เต็มที่ ทำให้โซเดียมในเลือดลดต่ำลง

– อาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนขับน้ำออกจากร่างกาย (Syndrome of Inpropiate Secretion of Antidiuretic Hormone, SIADH) ทำให้คลอไรด์ในเลือดเจือจางลง

– อาจเกิดการอาเจียน หรือมีการรักษาพยาบาลด้วยการดูดเอาของเหลวออกจากกระเพาะอาหารนานเกินไป

  1. ในทางมาก Hyperchloremia อาจแสดงผลว่า

– อาจเกิดจากสภาวะครรภ์เป็นพิษ Eclampsia

– ร่างกายอาจขาดน้ำจากการดื่มน้ำน้อย จากการอาเจียน หรือจากอาการท้องเสีย จึงมีผลต่อเนื่องทำให้คลอไรด์ในเลือดเข้มข้นขึ้น

– อาจได้รับน้ำเกลือ (Normal Saline) ในกรณีเจ็บไข้ได้ป่วย และได้รับการรักษาพยาบาล จึงทำให้อาจได้คลอไรด์จากน้ำเกลือ มากกว่าที่ปล่อยทิ้งทางปัสสาวะ

– อาจเกิดสภาวะที่ไตทำงานไม่เป็นปกติ (Kidney Dysfunction) กล่าวคือ ดูดกลับโซเดียมเองอย่างมากผิดปกติ จนพลอยทำให้คลอไรด์สูงค่าขึ้นด้วย

– อาจเกิด โรคคุชชิง (Cushing’s Syndrome) ซึ่งเป็นสภาวะที่ต่อมหมวกไต ทำงานเกิน จึงปล่อยแอลโดสเตอโรนฮอร์โมนออกมาบังคับให้ไตดูดกลับโซเดียมคืนสู่ร่างกายมากผิดปกติ โซเดียมในเลือดจึงเข้มข้นขึ้น คลอไรด์ จึงพลอยเพิ่มค่าขึ้น จนมีระดับสูงผิดปกติ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4

Weast, Robert (1984). CRC, Handbook of Chemistry and Physics. Boca Raton, Florida: Chemical Rubber Company Publishing. pp. E110. ISBN 0-8493-0464-4.

Magnetic susceptibility of the elements and inorganic compounds, in Lide, D. R., ed. (2005). CRC Handbook of Chemistry and Physics (86th ed.). Boca Raton (FL): CRC Press. ISBN 0-8493-0486-5.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here