การวางแผนและการปฏิบัติตนในโอกาสต่างๆของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การวางแผนและการปฏิบัติตนในโอกาสต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน
การวางแผนและการปฏิบัติตนในโอกาสต่างๆของผู้ป่วยเบาหวาน

การวางแผนและการปฏิบัติตนในโอกาสต่างๆของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ในปัจจุบันงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ เปรียบเสมือนกิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปแล้ว กิจกรรมงานสังสรรค์เกิดขึ้นได้ตามโอกาสมากมาย อย่างเช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงรุ่น งานเลี้ยงปีใหม่ วันครบรอบต่างๆ หรือกิจกรรมการพบปะกันของครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ที่นานๆจะได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เป็นต้น  งานเลี้ยงสังสรรค์เป็นกิจกรรมที่มีความสุขและสร้างความสนุกให้กับใครหลายๆคน  ไม่ว่าจะเป็น การได้พบปะพูดคุยกัน การได้ฟังเพลงหรือดนตรีในงาน รวมกระทั่งเมนูอาหารอร่อยต่างๆให้ได้กินกันอย่างเต็มที่อีกด้วย แต่ทั้งนี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็ยังคงมีข้อสงสัยว่าตนเองสามารถใช้ชีวิตไปงานเลี้ยงสังสรรค์ตามปกติเหมือนคนทั่วไปได้หรือไม่ และต้องปฏิบัติตนเองอย่างไร ซึ่งมีคำตอบและข้อแนะนำที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานดังต่อไปนี้

ผู้ป่วยเบาหวานกับการไปงานเลี้ยง

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็คงอาจมีความวิตกกังกลเกิดขึ้นในการไปงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ รวมถึงการไปทานอาหารนอกบ้าน และการเดินทางไปในที่ไกลๆด้วย  เนื่องจากต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่ปกติ ไม่สามารถทานอาหารได้ตามใจชอบ หรือใช้ชีวิตแบบไม่มีระเบียบ ได้เหมือนกับคนที่มีร่างกายปกติ  ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถไปร่วมงานเลี้ยงหรือกิจกรรมต่างๆ การออกไปทานอาหารนอกบ้าน รวมถึงการเดินทางไปในที่ต่างๆได้เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีปฏิบัติตนเองในการใช้ชีวิตประจำวันและการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำจนเกินไป

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อต้องไปงานเลี้ยงในลักษณะต่างๆ

การกำหนดรูปแบบงานเลี้ยงในงานสังคมในปัจจุบันนี้ มีมากมายหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับผู้จัดงานว่าต้องการกำหนดให้เป็นแบบไหน ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานควรต้องรู้และต้องคอยปฏิบัติตัวเองให้ถูกต้องตามลักษณะงานที่จัดเลี้ยงขึ้น ดังต่อไปนี้

1. งานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ (แบบค็อกเทล) งานเลี้ยงแบบค็อกเทล จะมีลักษณะของงานคือ เป็นการจัดอาหารว่าง หรืออาหารต่างๆหลากชนิด รวมถึงเครื่องดื่ม ไว้ในรูปแบบของซุ้มอาหาร ในงานเลี้ยงจะไม่มีโต๊ะอาหารจัดให้แขกนั่งรับประทาน มีเพียงโต๊ะวางอาหารตั้งไว้เป็นส่วนกลางเท่านั้น ผู้ร่วมงานสามารถเดินเลือกรับประทานเองได้ โดยปกติงานมักจะเริ่มระหว่างเวลา 6 เย็นจนถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน : เนื่องจากงานมักจะเริ่มช้าหรือดึกไปสักหน่อย สำหรับเวลาการทานอาหารเย็นปกติของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดังนั้นก่อนไปงานเลี้ยงควรหาอาหารทานรองท้องไปก่อน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ และควรเลือกทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณของน้ำตาลและไขมันที่น้อย

2. งานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ งานเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์นี้จะแตกต่างจากแบบค็อกเทล คือ การจัดเลี้ยงจะใช้ ใช้โต๊ะขนาดใหญ่จัดวางอาหารเรียงบนถาดหรือภาชนะขนาดใหญ่ตามประเภท และอาหารมีตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารหลัก อาหารหวาน เครื่องดื่ม ในปริมาณที่มากกว่างานเลี้ยงแบบค็อกเทล เพราะจัดในเวลามื้ออาหารหลักที่ผู้มาร่วมงานสามารถทานได้อิ่มท้องเต็มที่

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน : เนื่องจากอาหารมีหลากหลายชนิดผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับตนเอง โดยต้องพยายามหลีกเลี่ยง พวกอาหารไขมันสูง อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือแป้งในปริมาณมาก ถ้าผู้ป่วยสามารถควบคุมปริมาณในการรับประทานของตนได้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารไปงานเลี้ยงชนิดนี้ได้เช่นกัน

3. งานเลี้ยงแบบโต๊ะจีน เป็นการจัดเลี้ยงโดยมีโต๊ะให้ผู้ร่วมงานนั่ง อาหารจะค่อยๆทยอยเสิร์ฟทีละจานไล่ตั้งแต่ เมนูของทานเล่น อาหารต่างๆ จนไปถึงเมนูขนมหวาน

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน : ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรระมัดระวังการทานอาหารแบบนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากโต๊ะจีนมักประกอบไปด้วยเมนูอาหาร ที่ให้พลังงานหรือมีไขมันสูง ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรลดความถี่ในการไปงานเลี้ยงประเภทนี้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรรู้จักวิธีการจำกัดปริมาณอาหารที่ควรรับประทาน

การวางแผนและแนวปฏิบัติ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากจะไปงานเลี้ยงต่างๆ ควรรู้จักเตรียมตัวและวางแผนไว้ก่อน เพื่อไม่ให้สุขภาพร่างกายและระดับน้ำตาลผิดไปจากเกณฑ์มาตรฐานปกติ ซึ่งมีวิธีที่สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. เตรียมตัวเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารล่วงหน้า ก่อนถึงวันที่จะไปงานเลี้ยง โดยก่อนถึงวันงานควรลดปริมาณของไขมันในมืออื่นๆลง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงที่อาจได้รับปริมาณไขมันที่สูงกว่าการทานอาหารในวันปกติ เปรียบเสมือนเป็นการชดเชย แต่ไม่ควรทำบ่อยๆ
2. ทานอาหารมื้อหลักให้ครบปกติทั้ง 3 มื้อ ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง หากงานเลี้ยงใดที่เลยเวลาอาหารในมื้อหลัก ให้ผู้ป่วยทานอาหารว่าง อย่างผลไม้ไปรองท้องก่อน เนื่องจากการการทานอาหารไม่ตรงเวลาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้ และนอกจากนี้ยังอาจจะทำให้เกิดการกินมากกว่าปกติ จากความรู้สึกหิวมากนั้นเอง
3. เลือกนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนรู้จัก เพื่อให้เกิดการสนทนาพูดคุยมากขึ้น ก็จะช่วยทำให้ทานอาหารได้น้อยและช้าลง
4. ก่อนเริ่มรับประทานอาหารในงาน ควรดื่มน้ำเปล่าก่อน 1 แก้ว เสมอเพื่อให้อิ่มเร็วขึ้นและไม่รับประทานอาหารมากเกินควร

เมื่อเริ่มรับประทานอาหารมีแนวปฏิบัติเพื่อควบคุมการรับประทานดังนี้
1. เลือกทานผักสด สลัด หรือซุปใสก่อนการรับประทานอาหารชนิดอื่น จะช่วยทำให้ลดปริมาณอาหารชนิดอื่นโดยเฉพาะอาหารทีมีไขมันสูง
2. อย่าให้ความเกรงใจทำให้ละเลยการควบคุมอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานต้องรู้จักการปฏิเสธอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง หากมีบุคคลอื่นๆชวนให้ลองรับประทาน
3. ควรทานอาหารประเภทจำพวกข้าวหรืออาหารในกลุ่มของข้าวตามปริมาณปกติที่เคยทาน ไม่ทานให้มากเกินไปหรือทานน้อยจนเกินไป
4. หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ที่ติดมัน รวมถึงหนังสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีปริมาณไขมันมากด้วย
5. เลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน เช่น หมี่กรอบ ขนมจีนน้ำยาพริก หรือน้ำจิ้มชนิดต่างๆ ที่มีรสหวาน
6. ควรจำกัดและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารประเภทชุปแป้งทอดต่างๆ เช่น  แกงกะทิต่างๆ ไก่ชุบแป้งทอด หมูชุปแป้งทอด กุ้งชุปแป้งทอด เป็นต้น
7. ควรเลี่ยงอาหารที่อยู่ในรูปของไขมันซ่อนรูป อย่างเช่น  พาย คุกกี้ เค้ก ถั่ว น้ำสลัด มันฝรั่งทอดกรอบ เป็นต้น
8. เลี่ยงขนมหวานและทานผลไม้ชนิดไม่หวานมากทดแทน
9. เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย
10. เคี้ยวอาหารอย่างช้าๆให้ละเอียด และวางช้อนส้อมทุกครั้งจะช่วยลดปริมาณอาหารที่รับประทานให้น้อยลง เป็นต้น

การปฏิบัติที่ดีที่สุดของผู้ป่วยโรคเบาหวานก็คือ การทานอาหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และควรรู้ว่าอาหารชนิดใดสามารถทานได้และอาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

วิธีเลือกรับประทานอาหารแบบโต๊ะจีน
โดยทั่วบริการอาหารแบบจีนจะประกอบไปด้วย อาหารคาว อาหารหวาน รวมถึงอาหารว่าง จะมีเมนูอาหารเฉลี่ยอยู่ประมาณ 8-10 เมนู  ส่วนอาหารที่นำมาจัดเลี้ยงก็แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีไขมันและให้พลังงานสูง ถึงแม้จะตักแบ่งทานชนิดละ 2-3 คำ ก็ยังอาจทำให้ได้รับปริมาณแคลอรี่ที่เกินความจำเป็นของร่างกายได้ ดังนั้นหากต้องไปทานโต๊ะจีน ควรทำตามคำแนะนำดังนี้
– อาหารชนิดแรกของโต๊ะจีน ส่วนมากจะเป็นอาหารประเภทซุป เช่น ซุปหูฉลาม หรืออื่นๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้มักมาพร้อมกับปริมาณไขมันที่สูง ดังนั้นจึงควรทานในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่เกิน 1 ถ้วยเล็ก
– อาหารชนิดต่อมาในโต๊ะจีน ส่วนมากจะเป็นเมนูอาหาร เช่น เป็ดปักกิ่ง หรือหมูหัน ซึ่งเป็นเมนูที่มาพร้อมกับไขมัน จากการทานเนื้อติดมัน หรือหนังสัตว์ต่างๆเหล่านี้  ควรทานเพียงแค่ให้หายอยาก 1 – 2 ชิ้นเท่านั้น และยังรวมถึงเครื่องเคียงน้ำจิ้มหวานที่มากไปด้วยน้ำตาล ก็ควรเลือกจิ้มแต่ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย  หรือหากจะให้ดีจริงๆก็ควรจะเลี่ยงเมนูต่างๆเหล่านี้เลย
– เมนูอาหารอื่น เช่น เมนูอาหารผัดที่ใช้น้ำมันในปริมาณมากๆ ก็ควรทานเพียงแต่น้อย ไม่ควรให้เกิน 2 ช้อนเสิร์ฟ หรือประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ และควรหลีกเลี่ยงการตักน้ำราดของอาหารนั้นๆมาทานด้วย
– บางเมนู เช่น ผัดผัก อาจจะดูเป็นเมนูที่ดีมีประโยชน์  แต่การถูกนำมาปรุงแล้วมีปริมาณน้ำมันที่มาก ก็อาจเปลี่ยนจากเมนูดีเป็นเมนูที่มีผลเสียต่อร่างกายได้ จึงควรเลือกทานเฉพาะตัวผักเท่านั้น และพยายามหลีกเลี่ยงน้ำราดของเมนูชนิดนี้ที่มีปริมาณไขมันสูง แม้จะมีรสชาติที่อร่อยก็ตาม
– เมนูอาหารทอดต่างๆ บนโต๊ะจีน ควรเลือกทานแค่เพียง 1-2 ชิ้น และพยายามหลีกเลี่ยงน้ำจิ้มรสหวานที่มากับอาหารทอดชนิดนั้น เช่น น้ำบ๊วย เป็นต้น
– กลุ่มอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต มักจะเป็นข้าวผัดหรือผัดหมี่ต่างๆ  ควรทานอย่างมากไม่ให้เกิน 1 ถ้วยซุปขนาดเล็ก
– เมนูอาหารทะเลต่างๆ เป็นอาหารที่มีไขมันน้อย เหมาะกับการทาน เช่น ปลานึ่ง  ปูนึ่ง กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น แต่ควรระวังเครื่องเคียงที่ประกอบมาด้วย เช่น เมนูปลานึ่งอาจมีส่วนผสมของมันหมูร่วมด้วย เพื่อให้รสชาติดียิ่งขึ้น จึงควรเลือกทานเฉพาะเนื้อของปลาเท่านั้น
– เมนูอาหารหวานต่างๆ ควรทานแต่ในปริมาณที่น้อย (ไม่เกิน 1 ช้อนเสิร์ฟ)
– เมนูผลไม้ ส่วนมากจะเป็นผลไม้ตามฤดูกาลหรือผลไม้ยอดนิยม เช่น ส้ม แตงโม มะละกอ สับปะรด เป็นต้น ควรทานชนิดละไม่เกิน 2 ชิ้น ก็เพียงพอที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีและวิตามินเอ ในผลไม้แล้ว
– เครื่องดื่ม หากเป็นไปได้ควรทานเครื่องดื่มหรือชาที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะดีที่สุด และควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มากไปด้วยน้ำตาลอย่าง น้ำอัดลม น้ำหวาน และยังรวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานกันการรับประทานอาหารนอกบ้าน

เนื่องด้วยภาระหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิต จึงมีบ่อยครั้งที่อาจจะมีความจำเป็นต้องทานอาหารนอกบ้าน เช่น ร้านอาหารตามแผลลอย ร้านอาหารขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โรงอาหารของบริษัทหรือสถานที่ทำงาน ซุ้มขายอาหารฟ้าสฟู้ดส์ต่างๆ และยังรวมไปถึงการไปทานอาหารตามงานเลี้ยงต่างๆด้วย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็สามารถทานอาหารนอกบ้านได้เหมือนคนปกติ แต่ก็มีข้อแนะนำที่ควรปฏิบัติตามดังต่อไปนี้
1. จำกัดปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้ำหนักเกิน
2. ลดปริมาณไขมันในอาหารที่รับประทาน
3. จำกัดการใช้น้ำตาลหรืออาหารที่มีน้ำตาล
4. ผู้ป่วยเบาหวานต้องเรียนรู้ปริมาณและสัดส่วนของอาหารชนิดต่างๆ โดยอาจขอคำแนะนำจากนักโภชนาการ

นอกจากนี้ส่วนมากจะพบได้ว่า เมนูอาหารตามร้านต่างๆ ที่มีรสชาติดีและอร่อย ก็มักจะมากับปริมาณไขมันที่สูงไปด้วย เนื่องจากไขเป็นตัวที่ทำให้อาหารมีรสชาติดียิ่งขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณไขมันที่จะรับประทานต้องไม่เกิน 30% ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมดในวันนั้น

การเลือกร้านอาหาร

การเลือกร้านอาหารเวลาไปทานอาหารนอกบ้าน ก็เป็นอักปัจจัยหนึ่งที่เราสามารถควบคุมได้ โดยมีหลักการในการเลือกร้านอาหารเวลาไปทานอาหารนอกบ้าน ดังต่อไปนี้

1. เลือกร้านอาหารที่สามารถสั่งอาหารได้ตามที่เราต้องการ เช่น ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่น้ำตาล เป็นต้น
2. เมื่อไม่แน่ใจในส่วนผสมของอาหาร ควรสอบถามพนักงานทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของเรา
3. กรณีสั่งอาหารมาทานมากกว่าปกติ แล้วกินไม่หมด ควรแจ้งให้ทางร้านใส่กล่องหรือห่อกลับบ้านให้ ไม่ควรฝืนกินจนหมดเพราะความเสียดาย
4. การเลือกทานอาหารที่มีเมนูเป็นอาหารฝรั่ง มักจะสามารถควบคุมหรือประเมินสัดส่วนของปริมาณอาหารได้ง่ายกว่า อาหารไทยและอาหารจีน
5. ควรระวังเมนูอาหารที่มีลักษณะเป็นครีมน้ำซอสหรือน้ำราดข้นๆ อาหารชุปแป้งทอดหรืออาหารที่ผัดโดยใช้น้ำมันมาก เช่น ผัดกระเพาะ ผัดผักต่างๆ ข้าวผัด เนื่องจากจะมีปริมาณของไขมันที่สูง
6. หากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรได้รับอนุญาตจากแพทย์เสียก่อน และต้องจำกัดปริมาณและความถี่ในการทานให้เหมาะสม แต่หากเลี่ยงได้ก็จะเป็นการดีที่สุด

ผู้ป่วยเบาหวานกับการเดินทาง

ในบางครั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ เช่น เดินทางเพื่อเรื่องงาน หรือ การเดินทางเพื่อการพักผ่อน ซึ่งก็สามารถทำได้เหมือนคนปกติ แต่ต้องไม่ละเลยในสิ่งที่ต้องทำเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ อย่างเช่น การทานหรือฉีดยาตามแพทย์สั่ง การออกกำลังกาย หรือการทานอาหารที่เหมาะสมด้วย หากผู้ป่วยมีวินัยในการควบคุมตนเองให้ดี เพียงเท่านี้ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถเดินทางได้อย่างมีความสุขแล้ว  ซึ่งก็มีคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องเดินทาง ดังต่อไปนี้
1. กรณีที่ต้องเดินทางด้วยรถยนต์ ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเตรียมอาหารว่างติดรถไว้บ้าง ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเช่น รถติด รถเสีย จนทำให้เลยเวลาอาหารมื้อหลัก เพราะผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานต้องทานอาหารให้ตรงเวลาเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ไม่ต่ำจนเกินไป  โดยอาหารที่แนะนำให้มีติดรถไว้ในการเดินทาง เช่น น้ำผลไม้ธรรมชาติ นมจืดพร่องมันเนยชนิดกล่อง ผลไม้แห้งธรรมชาติ (เช่น ลูกเกด) ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น
2. การเลือกร้านอาหารก็ควรเลือกร้านที่สามารถปรุงตามสั่งเราได้ ว่าอะไรที่ให้ใส่ หรืออะไรที่ไม่ให้ใส่ลงไปในเมนูนั้น และควรหลีกเลี่ยงร้านอาหารประเภทที่มีเมนูไม่สุกหรือปรุงสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจจะทำให้ท้องเสีย ซึ่งจะทำให้การควบคุมเบาหวานทำได้ยากขึ้นอีกด้วย
3. หากต้องเดินทางด้วยเครื่องบินควรแจ้งไปทางสายการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ว่าต้องการเมนูอาหารควบคุมโรคเบาหวาน ซึ่งปัจจุบันสายการบินต่างส่วนมาก ก็สามารถจัดอาหารควบคุมเบาหวานให้ได้ หากได้แจ้งล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว
4. กรณีที่ต้องเดินทางไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้อเมริกากลาง ประเทศในแถบเอเชีย หรือประเทศในแถบแอฟริกา ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ  นมสด ไอศกรีม น้ำดื่มหรือน้ำแข็งผลไม้ที่ปอกเปลือกทิ้งไว้ รวมถึงผักสดซึ่งอาจมีการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์สูง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้
5. การเดินทางไปในต่างประเทศที่ไกลมากๆ โดยเฉพาะประเทศที่เวลาแตกต่างจากเวลาท้องถิ่นของไทยมาก เช่น กลางวันเป็นกลางคืน ผู้ป่วยต้องทำการสอบถามข้อมูลจากแพทย์หรือนักโภชนาการไว้ล่วงหน้า ในเรื่องของการปรับเวลาทานอาหารและการใช้อินซูลิน โดยในวันแรกไม่ควรตั้งเวลานาฬิกาใหม่ ควรรับประทานอาหารและของว่างตามเวลาเดิม และควรปรึกษาแพทย์สำหรับการปรับอินซูลินไนวันต่อๆไป ควรเตรียมยาและอินซูลิน ให้มากเพียงพอกับระยะเวลาในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ และควรเก็บอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ในกระเป๋าใบเล็กที่สามารถนำขึ้นเครื่องไปยังที่นั่งได้ด้วย ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้ว ร่างกายของผู้ป่วยมักจะสามารถปรับตัวตามมาตรฐานเวลาที่เปลี่ยนไปได้อยู่ที่ 2 -3 วัน และเมื่อกลับประเทศไทยก็จะต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่เวลาของไทยอีก ฉะนั้นการควบคุมเบาหวานในช่วงนี้อาจจะทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ควรปฏิบัติให้อยู่ในวินัยการควบคุมตามปกติ เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาระดับน้ำตาลเกินมาตรฐานได้

จากข้อมูลต่างๆที่ได้กล่าวมา ก็จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาวานก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามคนปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น การไปทานอาหารนอกบ้าน การไปงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ การเดินทางไปยังที่ไกลๆ ก็ทำได้อย่างที่ใจต้องการ เพียงแต่อาจจะต่างจากคนปกติตรงที่ มีข้อจำกัดบางอย่าง ที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำไปกว่าระดับมาตรฐานปกติ   ทั้งนี้แล้วสุดท้ายก็จะอยู่ที่วินัยก็ผู้ป่วยโรคเบาหวานเองว่า สามารถปฏิบัติตามข้อแนะนำนั้นๆได้มากน้อยเพียงใด หากทำได้ก็ยังคงสามารถใช้งานตามคนปกติได้อย่างไม่มีทีแตกต่างเลยทีเดียว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. ISBN 978-616-18-7741-9

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). กินเท่าไหร่ กินแค่ไหน ไม่เสี่ยงอ้วน. ใน: ธิดารัตน์ มูลลา.ชีวิตใหม่ไร้พุง. กรุงเทพฯ : บริษัทศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด, 2557.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here