ขั้นแรกของการศัลยกรรมที่ควรรู้

ปฐมบทของศัลยกรรม เรื่องจริงที่ควรรู้
การศัลยกรรมสามารถช่วยให้คนที่ทำมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เข้าสังคมได้ง่าย มีโอกาสทางสังคมเพิ่มขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้มากขึ้น

ศัลยกรรม

ปัจจุบันนี้การ ศัลยกรรม เพื่อเสริมสร้างความสวยงามให้กับเรือนร่างถือเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคม การศัลยกรรมสามารถ ช่วยให้คนที่ทำมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เข้าสังคมได้ง่าย มีโอกาสทางสังคมเพิ่มขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับ ตนเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะต้องการให้ตนเองมีความงามในแบบใดก็เป็น ไปได้จริงตามที่ต้องการได้ไม่ยาก ส่งผลให้มี คนทั่วไปให้ความสนใจและเข้ามาใช้บริการศัลยกรรมเพื่อเสริมความงามให้กับตนเองมากขึ้น จากในอดีตที่การศัลยกรรมจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะอวัยวะของร่างกายที่มีความผิดปกติให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ เช่น การผ่าตัดศัลยกรรมปากแหว่งเพดานโหว่ให้กลับมาเป็นปกติ เป็นต้น ซึ่งสมาคมที่ทำหน้าที่ในการควบคุมและดูแลแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการทำศัลยกรรมต่าง ๆ คือ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย

โดยในครั้งแรกสมาคมได้ก่อนต้องในชื่อ “ สมาคมศัลยแพทย์ ” ในปี พ.ศ.2527 และหลังจากนั้น 2 ปี มีการจดทะเบียนในชื่อ “ สมาคมศัลยแพทย์เสริมสวยแห่งประเทศไทย ” ( The society of aesthetic surgeons of Thailand ) และได้ทำการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในชื่อ “ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย ” ( The society of aesthetic plastic surgeons of Thailand ) หรือ THSAPS ทางสมาคมได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนาชาติ ( International Society of aesthetic plastic surgeons หรือ ISAPS ) ที่มีสมาชิกทั่วโลกทั้งหมด 46 ประเทศ

ประเทศไทยได้มีนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีความเป็นเลิศในภูมิภาคอาเซียน ( Medical Tourism / medical Hub of Asia / Excellence Center ) เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ( Medical Tourist ) ให้เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น แม้จะพบว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เข้ามาทำเกี่ยวกับความสวยความงามหรือเข้ามา ศัลยกรรม เสริมสวยในประเทศไทยนั้น พบว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 10 ของจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั้งหมด และคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 14,000 – 20,000 ล้านบาทต่อปี จากมูลค่ารายได้รวมของเงินที่ได้รับจากนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั้งหมดที่มียอดมากถึง 140,0000 – 200,000 ล้านบาทต่อปีนั่นเอง ซึ่งเมื่อมองในมุมนี้จะเห็นว่า  มูลค่าของนักท่องเที่ยงเชิงการแพทย์ที่เข้ามาศัลยกรรมเสริมความงามเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ที่ทำให้มีการส่งเสริมในด้านนี้เนื่องจากจากเหตุการณ์ต้มยำกุ้งที่ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจมีธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หลายแห่งต้องปิดตัวลง แต่มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ก็คือ การท่องเที่ยว ซึ่งหมายรวมถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ด้วย ด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวประกอบกับที่ประเทศไทยมีแพทย์ที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงในการรักษาพยาบาลและบริการชั้นเลิศของคนไทย ที่ไม่คนชาติใดได้เข้ามาใช้บริการต่างรู้สึกพึงพอใจและเต็มใจที่จะจ่ายแม้ว่าสำหรับคนไทยด้วยกันเองบางครั้งยังรู้สึกว่าค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวนั้นสูงมาก แต่ด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวมากทำให้ค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนต่างชาตินั้นถือว่าถูกมากกับบริการและผลการรักษาที่ได้รับจากการรักษา 

การศัลยกรรมสามารถช่วยให้คนที่ทำมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เข้าสังคมได้ง่าย มีโอกาสทางสังคมเพิ่มขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้มากขึ้น

ซึ่งโรงพยาบาลที่ได้นำแนวคิดการดึงชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลของไทยเป็นแห่งแรกคือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นอกจากการรักษาผู้ป่วยทั่วไปแล้วยังมีการทำผ่าตัด ศัลยกรรม เพื่อเปลี่ยนเพศที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสาวประเภทสองที่สวยติดระดับโลกเลยทีเดียว ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง ( Sex Reassigment Surgery, SRS ) เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามารับการผ่าตัดแปลงเพศนั้นได้นำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนอกจากค่ารักษาพยาบาลที่จะต้องจ่ายให้กับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก อาหาร และการเดินทางในช่วงที่ทำการพักฟื้นร่างกายหลังจากทำการผ่าตัดอีกระยะหนึ่งด้วย การที่มีนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์มากขึ้น โดยเฉพาะการผ่าตัดแปลงเพศก็เนื่องมาจากแพทย์ของไทยมีความเชี่ยวชาญในด้านการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดมีผลการผ่าตัดที่ดีไม่มีอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

นอกจากการผ่าตัดแปลงแพทย์ที่แพทย์ชาวไทยมีชื่อเสียงอันดับโลกแล้ว การศัลยกรรมความงามด้านอื่น ๆ เช่น ดวงตา ใบหน้า แก้ม จมูก ลำตัว ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน ซึ่งทางรัฐบาลได้ร่วมกับเอกชนได้มีการส่งเสริมและโปรโมทอย่างต่อเนื่องไปสู่สาธารณชนทั่วโลกรับรู้ ถึงฝีมือทางด้านศัลยกรรมของแพทย์ไทย แต่ด้วยการกำหนดยุทศาสตร์ของประเทศที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับด้านนี้ จำเป็นจะต้องทำการจัดเตรียมบุคคลากรให้เพียงพอกับ  ผู้รับบริการที่จะเข้ามาใช้บริการดังกล่าวด้วย จึงมีการส่งเสริมให้มีการอบรมหลักสูตรระยะสั้น ( Short Course ) สำหรับแพทย์ที่มีความสนใจในด้านของเวชศาสตร์และ ศัลยกรรม ความงาม เพื่อเพิ่มจำนวนของแพทย์ที่จะสามารถทำเวชปฏิบัติเพื่อเสริมความสวยและความงามได้มาก เพื่อรองรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาทำศัลยกรรมความงามในประเทศ แต่ก็มีข้อวิพากวิจารณ์จากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนาชาติ ( International Society of aesthetic plastic surgeons หรือ ISAPS ) ว่าการอบรมดังกล่าวจะทำให้ความปลอดภัยของผู้ที่เข้ารับบริการมีมากแค่ไหน และอาจจะส่งผลกระทบกับแพทย์ที่เกิดขึ้นใน  อนาคตจะหันมาทำเกี่ยวกับศัลยกรรมความงามมากขึ้น เนื่องจากความง่ายของกระบวนการอบรมและค่าตอบแทนที่สูงมากเมื่อเทียบกับการทำงานในหน่วยงานรัฐบาลทั่วไป ซึ่งจะทำให้แพทย์ที่อยู่ในระบบที่ทำการรักษาโรคอาจจะขาดแคลนได้ นอกจากปัญหาด้านบุคคลากรทางการแพทย์แล้ว ปัญหาทางด้านสังคมเกี่ยวกับแนวคิด ความคิดทางด้านสังคมก็จะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป ผู้คนจะหันมาให้ความสนใจกับรูปร่างหน้าตา รูปลักษณ์ทางภายนอกมากขึ้นจากผลของการโฆษณาและการทำการตลาดของสถาบันเสริมความงามต่าง ๆ ซึ่งอาจจะส่งผลให้การพัฒนาของประเทศในบางด้านเกิดการหยุดชะงักไปในชั่วขณะได้ 

นอกจากนั้นทางสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนาชาติ ( International Society of aesthetic plastic surgeons หรือ ISAPS ) ยังกังวลถึงความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์จากแพทย์ที่ผ่านการอบรมระยะสั้นที่มีการจัดอบรมเพื่อสร้างแพทย์ให้เพียงพอเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการ เสริมความงาม ว่าจะมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน แพทย์ที่เวชปฏิบัติมีความสามารถและความชำนาญเพียงพอในการให้บริการด้านเวชศาสตร์และการ ศัลยกรรม กับผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ จึงได้มีการเน้นยำถึงความสำคัญในการดำเนินการของสมาคมว่า “ความปลอดภัยของผู้ป่วย ( Patient safety ) เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่ง” ซึ่งความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 4 อย่าง คือ

1. Patient คือ ผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการศัลยกรรมจะต้องมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่พร้อมในการเข้ารับการศัลยกรรมที่ต้องการทำ โดยผู้เข้ารับบริการควรมีอายุมากกว่า 18 ปีบริบูรณ์หรือ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นอยู่กับ หัตถกรรมที่ต้องการทำนั่นเอง
2. Surgeon ศัลยแพทย์ที่เป็นผู้ให้บริการต้องมีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ในการผ่าตัดหรือการทำหัตกรรมให้แก่ผู้เขข้ารับบริการ และศัลแพทย์จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลศัลยแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือได้
3. Procedure ขั้นตอนในการทำผ่าตัดหรือการทำหัตกรรมที่ดำเนินการจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับทั่วไป ไม่ใช่อยู่ในขั้นตอนของการทดลอง และขั้นตอนการทำหัตถกรรมเพื่อเสริมความงามต้องมีความเหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการเสริมความงามด้วย
4. Facility สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสถานพยาบาล อุปกรณ์ ห้องผ่าตัดที่ใช้สำหรับการให้บริการกับผู้ที่เข้าบริการต้องมีความสะอาดและปลอดภัย

เมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง 4 อย่างนี้แล้ว การดำเนินการเสริมความงามย่อมจะมีความปลอดภัยต่อผู้เข้ารับบริการมากที่สุด

เพื่อความปลอดภัยผู้เข้ารับการตกแต่งเสริมความงามควรเลือกสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์การทำงานมานาน

การปฏิบัติเวชปฏิบัติที่ทำขึ้นเพื่อการเสริมความสวยและความงาม

ได้มีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน คือ

1.Non Invasive Procedure คือ การเสริมความงามที่มีอันตรายหรือความเสี่ยงต่อผู้เข้ารับบริการน้อยมาก ซึ่งการเสริมความงามที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ การกินยา การฉีด การนวด การกดจุด การฝังเข็ม การเสริมความงามเหล่านี้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อผู้เข้ารับบริการน้อยมาก เพราะว่าไม่มีการผ่าตัดเพื่อเปิดแผลหรือการใช้ยาชา นอกจากว่าผู้เข้ารับการบริการจะแพ้สารหรือยาที่ใช้ในการให้บริการจึงจะเกิดอันตรายได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นถือว่าน้อยมาก 

2.Minimally Invasive Procedure คือ การทำหัตกรรม เสริมความงาม ที่ต้องมีการผ่าตัดเพื่อนำวัสดุเข้าสู่ภายในร่างกาย เช่น การร้อยไหม การทำเลเซอร์ การเสริมอวัยวะด้วยวัสดุต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการเปิดแผลเป็นการเปิดแผลที่มีขนาดเล็ก ( Minor Surgery ) ในการผ่าตัดถึงจะเป็นเพียงแค่การผ่าตัดขนาดเล็ก แต่ก็มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับบริการ ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องใช้ยาชากับผู้เข้ารับบริการ การให้ยาชาเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความเสี่ยงที่  จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบหัวใจ ระบบการหายใจ หรือผู้เข้ารับบริการอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้ ดังนั้นจึงการตั้งข้อสังเกตเพื่อที่จะได้ตั้งข้อกำหนดกับผู้ที่สามารถให้บริการแบบนี้ว่าต้องมีการควบคุมสถานที่และบุคคลากรที่ทำหน้าที่ในการให้ยาชาต้องได้รับการฝึกอบรมและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน รวมถึงต้องมีการฝึกการกู้ชีพอีกด้วย

3.Invasive Procedure คือ การผ่าตัดเพื่อ เสริมความงาม ให้กับผู้เข้ารับบริการ ซึ่งการผ่าตัดในกลุ่มนี้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ( Major Operation ) ที่มีความเสี่ยงและอันตรายสูงที่สุด และมีขั้นตอนการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้งที่ยากและง่าย ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเสริมความงามที่ส่วนใด และการปฏิบัติทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์และวิสัญญีแพทย์ วิสัญญีพยาบาลในการวางยาสลบ การทำหัตกรรมในกลุ่มนี้จะต้องมีการควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดและใกล้ชิดทุกขึ้นตอน เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการเสริมความงาม และสถานที่ที่จะทำการเสริมความงามในกลุ่มนี้ได้ต้องเป็นโรงพยาบาลเท่านั้น ซึ่งประเด็นสำคัญที่ทางสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนาชาติ ( International Society of aesthetic plastic surgeons หรือ ISAPS ) ให้ความสำคัญเป็นพิเศษเป็นประเด็นหลัก คือแพทย์ที่จะให้บริการในกลุ่มนี้ได้จะต้องเป็นแพทย์ที่มีสิทธิ์ที่สามารถทำหัตกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมาย มี ความรู้และประสบการณ์ในการผ่าตัด หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด เกี่ยวข้องกับแผนก ศัลยกรรม ทุกประเภท เช่น ศัลยกรรมตกแต่ง ศัลกรรมทั่วไป ศัลยกรรมทรวงอก ศัลยกรรมข้อ ศัลยกรรมกระดูก เป็นต้น หรือเป็นศัลยแพทย์ที่ได้รับการอบรมและประสบการณ์ในสาขาการตกแต่งและเสริมสร้าง ( Plastic Reconstructive Surgery is a Foundation of Aesthetic Plastic Surgery ) ที่ได้รับการฝึกอบรมนาน 3-6 ปีที่มีความชำนาญในด้านนี้เป็นพิเศษ

นอกจากแพทย์ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการให้บริการในกลุ่ม Invasive Procedure ที่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแล้ว สถานที่สำหรับการทำหัตถการก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย สถานที่ที่สำหรับการทำหัตถการที่ต้องมีการวางยาสลบต้องทำการผ่าตัดในโรงพยาบาลและต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะถ้าสถานที่ที่ใช้ในการทำหัตถการไม่เหมาะสมแล้ว ผู้เข้ารับการบริการอาจจะมีความเสี่ยงในขณะที่เข้ารับบริการได้

จะเห็นว่าการควบคุมผู้ที่ให้บริการทางการแพทย์เพื่อการ เสริมความงาม ให้กับบุคคลทั่วไปนั้น มุ่งเน้นถึงความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการเป็นหลัก เพราะผู้ที่เข้ารับบริการตกแต่งเสริมความงามไม่ใช่ผู้ป่วยแต่เป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งที่ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งของร่างกายให้สวยงามตามที่ต้องการเท่านั้น ดังนั้นผู้เข้ารับบริการจึงมีความเสี่ยงในด้านสุขภาพที่น้อยมาก การเข้ารับการทำหัตถกรรมเสริมความงามจึงไม่ควรสร้างอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะมีหลายประเทศที่ส่งเสริมในด้านการตกแต่งเสริมความงามให้กับร่างกาย แต่ประเทศไทยจัดเป็นอันดับต้น ๆ ที่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เลือกเข้ามาใช้บริการ เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญอย่างสูงในการผ่าตัดเพื่อทำหัตถการตกแต่งเสริมความงาม และสถานพยาบาล ผู้ให้บริการทางการแพทย์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกได้ว่าคุ้มค่ากับการจ่ายเงินเพื่อเข้ารับบริการดังกล่าวที่ประเทศไทย และค่าเงินบาทที่เมื่อเทียบกับค่าเงินในบางประเทศถือว่ามีค่าเงินที่ถูกมาก ดังนั้น การเข้ารับการรักษาที่ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งหรือน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเข้ารับการรักษาที่ประเทศบ้าน เกิดของตนเอง และยังสามารถท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของประเทศไทยได้หลังจากที่ทำการรักษาตัวจนหายได้ดี เรียกว่าได้ประโยชน์หลายด้านในครั้งเดียว

นับว่าการ ศัลยกรรม ในประเทศไทยเป็นธุรกิจที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ที่ก่อตั้งสถานที่ให้บริการและแพทย์ที่ทำหน้าที่ในการรักษาว่าจะรักษามาตรฐานให้เหมาะสม มีความปลอดภัยกับผู้ที่เข้ารับบริการมากน้อยแค่ไหน เพราะในปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับผู้ที่เข้าบริการเสริมความงามแล้วเสียชีวิตออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อสืบสาวไปจะพบว่าผู้ที่เสียชีวิตเกิดจากผู้ที่ให้บริการทางการแพทย์ไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะหรือเจ้าของสถานบริการใช้วัตถุดิบ อุปกรณ์ในการตกแต่งเสริมความงามที่มี  อันตรายต่อผู้เข้ารับบริการได้ เพราะต้องการลดต้นทุนในการทำหัตถการ รวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการหัตถกรรมก็ไม่ได้มาตรฐานตามที่ได้กำหนดไว้ของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย ( The society of aesthetic plastic surgeons of Thailand ) ทำให้ผู้เข้ารับบริการมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้ารับการตกแต่ง เสริมความงาม ควรเลือกสถานที่สำหรับการทำหัตถกรรมที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ทีได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์การทำงานมานานเพื่อที่ผู้เข้ารับบริการจะปลอดภัยและสวยงามได้อย่างที่ต้องการนั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

สมาคมแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย. สวยให้สุด หยุดที่ศัลยแพทย์ตกแต่ง : กรุงเทพฯ: ไอดี ออล ดิจิตอล พริ้น จำกัด,2561.