โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไรกัน?

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไรกัน?
โบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือ โบท็อกซ์เป็นโปรตีนที่ทำการสกัดจากแบคทีเรีย และนำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม

โบท็อกซ์ ( Botox )

โบท็อกซ์ ( Botox ) เป็นการศัลยกรรมเสริมความงามอีกอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ทั้งการเสริมจมูก เสริมเต้านมและปรับโครงสร้างของใบหน้าตามความต้องการ และเชื่อว่าเมื่อกล่าวถึงการศัลยกรรมเสริมความงามทุกคนจะต้องคุ้นเคยกับคำว่า โบทูลินั่ม ท็อกซิน ( Botulinum toxin ) หรือที่เรียกสั้นว่า โบท็อกซ์ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสารตัวนี้กัน 

สารโบทูลินั่มมี 7 ชนิดคือโบทูลินั่มชนิด เอ – จี   ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติดีต่างกัน และโบทูลินั่มที่ใช้ในทางการแพทย์มี 2 ชนิดคือ โบทูลินั่มชนิดเอ  ที่ใช้ในทางความงาม และ โบทูลินั่มชนิดบี ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โบท็อก (Botox) คืออะไร

โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) คือโปรตีนที่ทำการสกัดจากแบคทีเรีย ชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม ( Clostridium botulinum ) ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะสร้างสารที่เป็นพิษที่เรียกว่า โบทูลิซึม ( Botulism ) ที่มีพิษต่อร่างกายมนุษย์ โดยจะมีอาการหน้ามืด ปากแห้ง คลื่นไส้ วิงเวียน และอาจอันตรายถึงชีวิตถ้าได้รับในปริมาณที่สูง เนื่องจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและหายใจไม่ออก แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาโปรตีนชนิดนี้ให้กลายมาเป็นยารักษาโรค ซึ่งคำว่า “ Botulus ” แปลว่า “ ไส้กรอก ” เพราะว่าการระบาดของสารพิษชนิดนี้พบว่ามาจากไส้กรอกเป็นครั้งแรก โดยสารพิษจะเข้าไปออกฤทธิ์กับส่วนของเส้นประสาทส่วนปลาย ด้วยการทำการยับยั้งไม่ให้เส้นประสาทส่วนปลายทำการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้เส้นประสาทไม่สามารถทำการสั่งงานไปยังเส้นใยประสาทได้ ซึ่งสารนี้จะออกฤทธิ์กับเส้นประสาทกล้ามเนื้อชนิด Acetycholine และต่อมเหงื่อ ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและมีการหลั่งเหงื่อออกมาได้ลดลง และได้พัฒนากลไกการออกฤทธิ์เข้ามาช่วยในการรักษาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งที่เกิดขึ้นใน ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบสมอง ระบบกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการชักกระตุก ภาวะกล้ามเนื้อลูกตาหดตัวหรือภาวะตาเข และนายแพทย์ Dr.Alastair Carruthers ชาวแวนคูเวอร์ ในประเทศแคนนาดาได้สังเกตเห็นว่าเมื่อทำการฉีดยาโบทูลินั่ม ท็อกซินเข้าไปเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อรอบตาที่เกิดอาการหดเกร็ง แล้วริ้วรอยที่มีอยู่ระหว่างคิ้วจางลง จึงได้มีการทดลองนำยาชนิดนี้มาฉีดเข้าสู่บริเวณที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นที่มีอยู่บนใบหน้า พบว่าริ้วรอยที่มีเกิดขึ้นบางส่วนหายไปและบางส่วนจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่งผลให้ผิวหน้าแลอ่อนเยาว์ และได้นำยาชนิดนี้เข้ามาใช้ในการริ้วรอยเหี่ยวย่นที่บริเวณคิ้ว หน้าผาก บริเวณหางตา ต่อมาได้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงามจนเป็นอันดับหนึ่งที่มีคนนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน

การใช้โบท็อกซ์เพื่อเสริมความงาม

สารโบทูลินั่มท็อกซินมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท อะซีตินโคลีน ( acetylcholine ) ที่สั่งให้กล้ามเนื้อยึดและหดตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัวชั่วคราว เมื่อนำสารโบทูลินั่มท็อกซินมาสกัดให้บริสุทธิ์ สามารถใช้รักษาในทางการแพทย์และในวงการความงาม

1.การใช้โบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยย่นบนใบหน้า

โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) สามารถช่วยในการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นที่บริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยตีนกา ริ้วรอยใต้ตา รอยที่บริเวณหน้าผาก หรือการลดการหย่อนคล้อยของผิวหนังส่วนอื่น โดยเมื่อทำการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินเข้าสู่บริเวณที่ต้องการลดเลือนริ้วรอยหรือรอยเหี่ยวย่น โบทูลินั่ม ท็อกซินจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นหายไป  ดังนั้นเมื่อทำการฉีดยาในปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วก็จะสามารถทำให้ริ้วรอยจางลงอย่างเห็นได้ชัด จึงนับได้ว่าความเชี่ยวชาญและประสบการของแพทย์ที่ทำการฉีดสารเข้าสู่ร่างกายมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าฉีดในตำแหน่งที่เหมาะสมจะช่วยลดเลือนริ้วรอยอย่างได้ผล แต่ถ้าฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม จะทำให้ริ้วรอยหายไปได้น้อยและอาจอาการแทรกซ้อน เช่น คิ้วตก คอห้อย มุมปากเบี้ยว เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งที่นิยมทำการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินเพื่อทำการรักษาริ้วรอย ได้แก่ รอยตีนกา ร่องระหว่างคิ้ว รอยย่นที่บริเวณหน้าผาก ไม่ว่าจะเป็นรอยลึกหรือรอยตีนการฉีดสารชนิดนี้ก็สามารถลดริ้วรอยได้ หลังจากการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินเพียงแค่ 1 สัปดาห์ริ้วรอยที่ต้องการลบเลือนก็จะหายไป ซึ่งความเรียบเนียนของผิวหน้าจะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือนหลังจากการฉีด ทั้งนี้จะการกลับคืนของริ้วรอยจะเร็วหรือช้า จะขึ้นอยู่กับการแสดงสีหน้า อารมณ์ด้วย ถ้ามีการแสดงอารมณ์และสีหน้ามาก ริ้วรอยก็จะกลับมาเร็ว แต่ถ้ามีการแสดงสีหน้าและอารมณ์ไม่มาก ริ้วรอยที่เกิดขึ้นก็จะกลับมาช้านั่นเอง

ผลผัพธ์หลังการฉีด : ลดเลือนริ้วรอยได้นานประมาณ 3 – 6 เดือน

2.การใช้โบท็อกซ์เพื่อทำการปรับรูปทรงของใบหน้าหรือรูปทรงของอวัยวะบนร่างกาย
ซึ่งสามารถแบ่งการปรับรูปร่างและรูปทรงได้เป็น 2 แบบ คือ

2.1 การใช้โบท็อกปรับรูปทรงของใบหน้า
การทำงานของโบท็อก คือ การทำให้กล้ามเนื้อขยับได้น้อยลง กล้ามเนื้อกรามจึงหดกระชับลงเรื่อยๆกรามจึงมีขนาดเล็กลง นั่นคือ สามารถเปลี่ยนรูปทรงของใบหน้าที่มีลักษณะอวบอิ่ม กลมโต ให้กลายเป็นใบหน้ารูปทรงตัววี (V-shape) หรือทรงตัวยู (U-shape) การที่จะมีใบหน้ารูปทรงทั้งสองแบบได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะที่สำคัญ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ลักษณะของขากรรไกรและลักษณะของกล้ามเนื้อที่บริเวณมุมกราม ลักษณะของทั้ง 2 ส่วนจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของใบหน้า

การฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อที่บริเวณมุมกรามนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังในการฉีดที่คอนข้างสูง เพราะหากว่าทำการฉีดไม่ถูกตำแหน่งหรือตำแหน่งทั้งสองข้างไม่สมมาตรกัน หรือแม้แต่การให้ยาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมทำให้กล้ามเนื้อหดตัวในปริมาณที่ไม่เท่ากัน จะส่งผลให้ลักษณะของใบหน้าที่เกิดขึ้นมีการบิดเบี้ยว หรือถ้าทำการฉีดยาในปริมาณที่สูงและลึกมาเกินไปอาจจะส่งผลต่อการบดเคี้ยว และอาจส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าอาการดังกล่าวจะคงอยู่เพียงแค่ชั่วคราวแต่ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตได้

ผลผัพธ์หลังการฉีด : ลดกรามได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน

2.2 การใช้โบท็อกปรับแต่งรูปคิ้ว
คนที่มีปัญหาเรื่องคิ้วตก หรือบางคนคิ้วอาจไม่ตกแต่อยากมีคิ้วโก่งสวยได้รูป ก็สามารถใช้ โบท็อกซ์ ( Botox ) ในการปรับแต่งรูปคิ้วได้ การฉีดโบท็อกเข้าไปลายกล้ามเนื้อในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อปรับเปลี่ยนรูปให้คิ้วเป็นทรงต่างๆ เช่น คิ้วทรงตรง คิ้วทรงโค้ง และคิ้วแบบนางแบบ ซึ่งความนิยมรูปคิ้วแบบต่างๆขึ้นอยู่กับแฟชั่นในแต่ละปี

ผลผัพธ์หลังการฉีด : ออกฤทธิ์หลังการฉีด 1-2 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน

2.3 การใช้โบท็อกแก้ปัญหาหน้ามัน
โบท็อกซ์ ( Botox ) สามารถฟื้นฟูโครงสร้างของผิวหน้าและยกผิวหน้าให้กระชับ ด้วยเทคโนโลยีเมโสโบท็อกซ์ เพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน และกล้ามเนื้อบริเวณผิวหน้า ทำให้รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียน และลดความมันบนใบหน้าลง

ผลผัพธ์หลังการฉีด : ออกฤทธิ์หลังการฉีด 1-2 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือน

2.4 การใช้โบท็อกซ์เพื่อช่วยลดขนาดของแขน น่อง ขา
อวัยวะของร่างกายบางส่วนจะมีขนาดที่ใหญ่ไม่เป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะส่วนของน่องที่เมื่อมีขนาดใหญ่จะส่งผลให้ขาแลดูหนาและเตี้ยไม่สวยงาม ต่างจากน่องที่มีลักษณะเล็กเรียวจะทำให้รูปร่างดูสูงและเพรียวมากขึ้น ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์สามารถช่วยลดขนาดของน่องได้ โบท็อกซ์ ( Botox ) จะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดที่ลดลงแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง ต่างจากการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของน่องที่อาจสร้างผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ เมื่อทำการฉีดสารนี้เข้าไปยังบริเวณกล้ามเนื้อของน่องที่มีลักษณะปูดหรือนูนออกมามากจนทำให้น่องมีลักษณะใหญ่ โบท็อกซ์จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อที่บริเวณดังกล่าว ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวมีขนาดที่เล็กลง หลังจากทำการฉีดสารเข้าไปประมาณ 1-2 เดือน กล้ามเนื้อจะมีขนาดที่เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ขนาดของน่องเล็กลงตามขนาดของกล้ามเนื้อที่ลดลง จากน่องใหญ่จึงกลายมาเป็นน่องเล็กเรียวตามต้องการ แต่ถ้าน่องโตเพราะไขมันหรือเซลลูไลต์สะสมต้องแก้ไขด้วยวิธีอื่น

ข้อจำกัดในการฉีดเพื่อลดขนาดของน่อง ขา

1.ฉีดได้เฉพาะบางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถทำการฉีดได้ตลอดทั้งขา เพราะโดยโบทูลินั่ม ท็อกซินจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อที่บริเวณดังกล่าว จึงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย

2.ผลของโดย โบท็อกซ์ ( Botox ) จะไม่คงอยู่ตลอดชีวิต แต่ผลของยาจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น ขนาดของน่องจะกลับเข้าสู่ขนาดเดิมก่อนที่ทำการฉีดสารเข้าไป ดังนั้นการรักษาขนาดของน่องให้เรียวเล็กจำเป็นต้องทำการฉีดสารโดย โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) อย่างต่อเนื่อง

ผลผัพธ์หลังการฉีด : ลดแขน น่อง ขาได้นานประมาณ 6 – 12เดือน

โบทูลินั่ม ท็อกซิน หรือ โบท็อกซ์ เป็นโปรตีนที่ทำการสกัดจากแบคทีเรียที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงามในปัจจุบัน

2.5 การใช้โบท็อกซ์เพื่อช่วยลดปริมาณเหงื่อและกลิ่นตัว
ปัญหาเหงื่ออกมากเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นใจของใครหลายคน ภาวะเหงื่อที่ออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะอาการเหงื่อออกเฉพาะที่ (Hyperhidrosis)และกลิ่นตัว มีสาเหตุมาจาการทำงานที่มากผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกานมีการสร้างเหงื่อออกมามาก ซึ่ง โบท็อกซ์ ( Botox ) สามารถช่วยลดปริมาณเหงื่อและกลิ่นตัวที่ร่างกายผลิตออกมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น ใต้รักแร้ ฝ่ามือ เป็นต้น แม้จะทาโรลออนระงับกลิ่นกายหรือแป้งเพื่อลดปริมาณและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากเหงื่อ ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์จะสามารถช่วยลดปริมาณเหงื่อให้มีปริมาณน้อยลงได้สาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ โดยจะเข้าไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาทของเส้นใยประสาทที่ทำหน้าที่ในการสั่งงานให้ต่อมเหงื่อทำการหลั่งเหงื่อออกมา ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์เพียงครั้งเดียวจะสามารถยังยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อได้ประมาณ 1 ปี ถึงแม้ว่าจะสามารถรักษาอาการเหงื่อออกมากได้ แต่ว่าการฉีดโบท็อกซ์จะทำให้เกิดอาการห้อเลือด มีรอยเข็ม และถ้าทำการฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อที่ลึกเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการกล้ามเนื้อที่บริเวณฝามือหรือรักแร้มีอาการอ่อนแรงได้

ผลผัพธ์หลังการฉีด : เห็นผลการรักษาว่าเหงื่อลดลงในเวลา 1-2 สัปดาห์ และลดปริมาณเหงื่อและกลิ่นตัวได้นานราว 4 – 6 เดือน 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่และความสามารถของสาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) ที่ใช้ในการเสริมความงาม เพื่อช่วยสร้างรูปร่างที่สมส่วนให้กับร่างกายได้ ซึ่งความสามารถที่นอกเหนือจากนี้จะเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหรือบางครั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเสริมความงามด้วยการใช้สารชนิดนี้ควรพิจาณาด้วยเหตุและผลอย่างหลงเชื่อคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว และควรพิจารณาเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายได้ แม้ว่าอาการดังกล่าวจะอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

จะเห็นว่าสาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) ที่นอกจากจะสามารถช่วยรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็งได้แล้ว ยังสามารถช่วยสร้างความงามให้กับใบหน้าและเรือนร่างได้ ปัจจุบันพบว่าการนำสารชนิดนี้มาใช้ในการเสริมความงามเป็นที่นิยมกันมากเป็นอันดับต้น ๆ เพราะวิธีการใช้ที่ง่ายและสามารถสร้างความงามอย่างได้ผล

การศัลยกรรมสร้างความงามสามารถความมั่นใจให้กับตนเอง สามารถช่วยเปิดโอกาสทางด้านสังคมและการงานได้ แต่การศัลยกรรมที่ดีผู้ที่เข้ารับการศัลยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย ควรจะต้องทำการศึกษาหาข้อมูลก่อนที่จะตัดสินใจทำการศัลยกรรม เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่หวังเพียงผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับการผ่าตัด และควรที่จะเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียง แล้วการฉีด โบท็อกซ์ ( Botox ) จะสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างที่ใจต้องการ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

“FDA Approves Botox to Treat Chronic Migraines”. WebMD. Retrieved 12 May 2017.
Small R (August 2014). “Botulinum toxin injection for facial wrinkles”. American Family Physician. 90 (3): 168–75. PMID 25077722.

Eisenach JH, Atkinson JL, Fealey RD (May 2005). “Hyperhidrosis: evolving therapies for a well-established phenomenon”. Mayo Clinic Proceedings. 80 (5): 657–66. doi:10.4065/80.5.657. PMID 15887434.