5 ขั้นตอนสู่ความงามสำหรับผิวพรรณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

5 ขั้นตอนสู่ความงามสำหรับผิวพรรณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
ขั้นตอนการดูแลทำความสะอาดผิวด้วยตนเองตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

การดูแลผิวพรรณ

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ Simple is the best ” ขั้นตอน การดูแลผิวพรรณ ที่ดีจะต้องไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นานและให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ( เพราะอย่างน้อยเราทุกคนคงไม่พอใจนักหากต้องเสียเวลานานนับชั่วโมงในการดูแลผิวหน้า ในช่วงตอนเช้าที่เร่งรีบ ) ด้วยขั้นตอนที่ง่ายและใช้เวลาเพียงน้อยนิดในแต่ละวัน คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะปรนนิบัติผิวอย่างสม่ำเสมอและได้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวที่ดีเยี่ยม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วการดูแลผิววันละ 2 ครั้ง ถือเป็นการเหมาะสมที่สุด ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ในขณะที่การดูแลผิวที่มากจนเกินความจำเป็น เช่น การล้างหน้ามากเกินไปหรือการขัดหน้าบ่อยครั้ง อาจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี 

ขั้นตอนการดูแลผิวพรรณที่ดี

บันไดขั้นที่ 1 การทำความสะอาด

โดยทั่วไปแล้ว การทำความสะอาด มีจุดประสงค์เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกจำพวกเหงื่อไคล ฝุ่นละออง เครื่องสำอางและสารเคมีออกจากผิว นอกจากนี้การทำความสะอาดยังมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ผิวอีกด้วย

สำหรับการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือสารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ผิวที่สะอาดจะดูดซึมสารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้ดีกว่าผิวที่สกปรก เต็มไปด้วยเหงื่อไคล เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่เป็นพิษ อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาด ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อผิวพรรณเพียงอย่างเดียว การทำความสะอาดที่มากเกินไปหรือการทำความสะอาดผิวที่ผิดวิธีนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อผิวแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุของความเสียหายและความเสื่อมโทรมของผิวพรรณได้อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณแนะนำว่าในวันหนึ่ง ๆ เราควรทำความสะอาดผิววันละ 2 ครั้ง คือในตอนเช้าและก่อนเข้านอนด้วยน้ำอุ่นและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ ( ยกเว้นคนที่มีผิวมันมาก ๆ ) สบู่เป็นสารทำความสะอาดที่รุนแรงหรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดผิว ที่ดีต้องเหมาะสมกับสภาพผิวและมีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่จะคอยเก็บรักษาน้ำไว้ในผิว

ขั้นตอนการทำความสะอาดผิวที่ถูกวิธีควรเริ่มจาก
1. บีบผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวลงบนฝ่ามือเพียงเล็กน้อย
2. ป้ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลงบนใบหน้าทั้ง 5 จุดได้แก่ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง
3. ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางของมือทั้งสองข้างถูผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้ทั่วใบหน้าอย่างเบามือ ประมาณ 30 วินาที
4. ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือหลาย ๆ ครั้ง เพื่อขจัดสาร ทำความสะอาดผิว ให้หมดจด หลีกเลี่ยงการใช้มือถู บีบ หรือขยี้หน้าอย่างแรง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำฉีดเข้าใบหน้าตรง ๆ
5. ซับหน้าด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ แค่พอหมาด หลีกเลี่ยงการถูหน้าจนแห้งสนิทเกินไป หรือถูหน้าอย่างรุนแรง
6. ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ทั่วใบหน้า เพื่อให้มอยเจอร์ไรเซอร์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นเซลล์ผิวโดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางนวดวนเป็นวงกลมอย่างเบามือให้ทั่วใบหน้า
7. ปิดท้ายด้วยการตบใบหน้าเบาๆ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะซึมซาบเข้าสู่ผิวหน้าได้ดียิ่งขึ้น

กุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพผิวที่ดี นอกจากจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวแล้ว การรักษาความสะอาดผิวพรรณก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ควรหมั่นรักษาความสะอาดของผิวอย่างสม่ำเสมอ เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่มีส่วนผสมของสารซักฟอกที่รุนแรงอย่างแอลกอฮอล์ ( ยกเว้นในรายที่มีผิวมันมาก ๆ ) หรือสบู่ที่อาจทำให้ผิวแห้ง มีอาการระคายเคืองหรือแพ้ ด้วย การทำความสะอาดผิว ที่ถูกต้องและเหมาะสม ผิวของคุณไม่เพียงจะสะอาดเท่านั้น แต่ยังคงความแข็งแรงและมีสภาพเตรียมพร้อมให้สารบำรุงจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทาลงไปเพื่อเข้าไปบำรุงผิวที่อยู่ในชั้นลึกอย่างเต็มที่ 

ผิวมัน
หมายถึงผิวจะมีความมันส่วนเกิน การล้างหน้าที่บ่อยเกินไปนอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวยิ่งมันวาวมากกว่าเดิมจนเกิดเป็นสิวอุดตันตามมา รวมถึงอาจเกิดอาการแห้ง แพ้ ระคายเคืองอันเนื่องมาจากการขัดถู หรือการสัมผัสกับสารเคมีรุนแรงที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดผิว บ่อยครั้งก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าในแต่ละวันผู้ที่มีผิวมันควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ได้แก่ เช้าและก่อนนอน และหากเป็นไปได้ให้ใช้น้ำสะอาดก็พอ

วิธีนี้นอกจากจะช่วยขจัดความมันและสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนใบหน้าให้หลุดออกไปแล้ว ยังไม่เป็นการรบกวนผิวหรือกระตุ้นให้ผิวเกิดการระคายเคืองอีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารซักฟอกที่รุนแรง อาทิ แอลกอฮอล์ สบู่ หรือสารเคมีรุนแรง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้สารเคมีรุนแรงยังอาจกระตุ้นให้ต่อมน้ำมันมีการผลิตน้ำมันมากยิ่งขึ้น หากต้องใช้สบู่ ทำความสะอาดผิว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ก้อนที่ผสมครีมเข้มข้นมาก ๆ เพราะจะยิ่งทำให้หน้ามันเยิ้มมากกว่าเดิมจนก่อให้เกิดปัญหาสิวตามมาในที่สุด

ผิวผสม
ผิวผสมจะมีความมันบริเวณทีโซนมากกว่าปกติ เป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผิวพรรณชนิดนี้มากเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณกลับมีความเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยแนะนำว่าในขณะล้างหน้าควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือถูผิวบริเวณทีโซนที่มากจนเกินไป ควรล้างหน้าอย่างเบามือ เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปราศจากสารซักฟอกที่รุนแรง สารเคมีที่เป็นพิษ แอลกอฮอล์ สบู่ ที่อาจทำให้ผิวหน้าระคายเคือง แพ้และแห้งกร้านได้ หากพบว่าบริเวณทีโซนยังคงมีความมันหลงเหลืออยู่หลังจากการล้างน้ำ ให้ใช้โทนเนอร์เช็ดวันเว้นวัน วิธีนี้นอกจากจะช่วยทำความสะอาดคราบมันและสิ่งสกปรกออกจากใบหน้าได้ดีแล้ว ยังคงความชุ่มชื้นของผิวพรรณเอาไว้อีกด้วย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ไม่หยาบกร้าน หรือระคายเคือง

ผิวแห้งและผิวบอบบาง
เป็นผิวที่ต่อมไขมันมีการผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวน้อยและมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าปกติ วิธี ทำความสะอาดผิว ที่ดีที่สุดสำหรับผิวทั้งสองประเภทนี้ต้องเน้นที่ความอ่อนโยนให้มาก เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของสารซักฟอกที่รุนแรง สบู่ น้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารเคมีใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารถนอมผิว หรือครีมที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ล้างออกได้ง่ายด้วยน้ำเปล่า เพื่อลดการสัมผัสขัดหรือถูใบหน้าที่มากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่อาการระคายเคืองได้ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือร้อนจัดเกินไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการอบไอน้ำหรือการอบซาวน่าที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวได้รับความเสียหาย รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดหรือถูผิว เช่น ฟองน้ำ หรือผ้า เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง ช้ำและติดเชื้อได้ง่าย 

บันไดขั้นที่ 2 การใช้โทนเนอร์

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าการใช้โทนเนอร์เป็นหนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวที่ขาดไม่ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับมีความคิดเห็นตรงกันข้าม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าโทนเนอร์ไม่มีความจำเป็นต่อการรักษาผิวพรรณ อย่างน้อยก็ไม่เสมอไป Toner เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมันมาก เนื่องจากหลังจากการ ทำความสะอาดผิว ตามปกติ บ่อยครั้งที่คนผิวมันมากจะพบว่าผิวยังคงมีความมันหลงเหลืออยู่และการใช้โทนเนอร์สามารถขจัดความมันดังกล่าวได้อย่างหมดจด แต่สำหรับคนที่มีผิวประเภทอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่าย การใช้โทนเนอร์อาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ก็เป็นได้

โทนเนอร์ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือวิตซ์เฮเซล ( Witch Hazel ) ซึ่งมีคุณสมบัติในการขจัดความมันส่วนเกิน ที่อาจทำให้ผิวแห้งและมีอาการระคายเคืองได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังจาก ทำความสะอาดผิว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ให้เลือกโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของคาโมไมล์ ซึ่งจะทำให้ผิวนุ่มนวล ชุ่มชื้นและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้จะดีกว่า

แม้ว่าโทนเนอร์จะมีประสิทธิภาพในการขจัดความมันส่วนเกินได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ยังมีการถกเถียงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่มีต่อผิวพรรณ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าโทนเนอร์มีฤทธิ์ในการช่วยปิดรูขุมขนทำให้รูขุมขนกระชับยิ่งขึ้นหลังจากทำความสะอาด ซึ่งนั่นจะเป็นการลดความเสี่ยงในการแทรกซึมเข้าสู่ผิวของเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ส่วนผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ กลับคิดว่า หากโทนเนอร์มีประสิทธิภาพเช่นนั้นจริง คนส่วนใหญ่นิยมทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างต้องการให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวให้มากที่สุดเพื่อการบำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพ แต่การใช้โทนเนอร์ก่อนการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดังกล่าวจะเป็นการปิดรูขุมขน ทำให้สารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดังกล่าวไม่อาจซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างเต็มที่

จึงหมายความว่าการใช้โทนเนอร์ก่อนทาครีมจะทำให้ผิวไม่ได้รับการบำรุงจากสารที่ออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ นั่นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของทุกคน นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่า เพื่อการมีสุขภาพผิวที่ดีสิ่งที่ต้องทำก็แค่ ทำความสะอาดผิว ตามปกติเวลาชะล้างสิ่งสกปรกคราบไคล รวมไปจนถึงเครื่องสำอางออกเท่านั้น ไม่ควรใช้โทนเนอร์เช็ดไขมันออกไปจนหมด เนื่องจากการขจัดน้ำมันบนผิวหน้าออกไปจะส่งผลให้ผิวแห้งจนเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคืองและแพ้ง่ายในเวลาต่อมา ในขณะที่การปล่อยให้ใบหน้ามีน้ำมันเคลือบอยู่สักเล็กน้อยกลับส่งผลดีต่อผิวมากกว่า

เนื่องจากประสิทธิภาพของโทนเนอร์ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด การปล่อยให้ใบหน้ามีน้ำมันธรรมชาติเคลือบเพียงบาง ๆอาจส่งผลดีต่อสุขภาพผิว และใช่ว่าทุกคนจะเหมาะไปเสียหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย ดังนั้น จึงมีผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าหากต้องการกระชับใบหน้าและรูขุมขนเอาไว้โดยปราศจากการใช้โทนเนอร์ หลังจากที่ทาครีมบำรุงผิวแล้วให้รอจนกระทั่งครีมบำรุงซึมซาบเข้าสู่ผิวจนหมด ( วิธีนี้จะช่วยให้ผิวของคุณได้รับสารที่มีประโยชน์จากครีมบำรุงอย่างเต็มที่ ) แล้วจบลงด้วยการใช้ถุงน้ำแข็งประคบผิวเป็นเวลา 2-3 นาที แทน สำหรับผู้ที่มีตู้เย็นที่มีช่องแช่แข็งขนาดใหญ่และสะอาดมากพอ การอังใบหน้าด้วยไอเย็นจากช่องแช่แข็งดังกล่าวเป็นเวลา 5 นาที ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดและรูขุมขนหดตัว ทำให้ใบหน้าและรูขุมขนกระชับนั่นเอง

ในกรณีที่ไม่ใช้ครีมบำรุงผิว หลังจากที่ล้าง ทำความสะอาดผิว ใบหน้าตามปกติเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ใบชาเขียวแช่แข็งเช็ดใบหน้าอย่างเบามือ ความเย็นจากใบชานอกจากจะช่วยปิดรูขุมขนทำให้รูขุมขนกระชับแล้ว สารกาเฟอีนและสารแทน นินที่อยู่ในใบชายังมีสรรพคุณช่วยลดอาการตาบวม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดริ้วรอยรอบดวงตาก่อนวัยอันควร และช่วยกระชับใบหน้า ทำให้ใบหน้าของคุณกระชับแลดูอ่อนกว่าวัย นอกจากนี้สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในใบชาเขียวยังมีฤทธิ์เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมอีกด้วย การใช้ใบชาเขียวเช็ดหน้าหลังจากทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ใบหน้าเต่งตึง ไร้ริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัยยิ่งขึ้น 

บันไดขั้นที่ 3 การใช้มอยส์เจอไรเซอร์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ และมอยเจอร์ไรเซอร์ก็มิใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพผิวที่ดีเสมอไป นอกจากนี้การทามอยส์เจอไรเซอร์ที่ผิดวิธี รวมไปถึงการเลือกมอยส์เจอไรเซอร์โดยปราศจากการพิจารณาให้ดีอาจส่งผลเสียต่อผิวพรรณมากกว่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ มอยส์เจอร์ไรเซอร์เหมาะสำหรับผิวแห้งและผิวผสม ( บริเวณแก้มทั้งสองข้างซึ่งเป็นผิวแห้ง ) แต่อาจไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีผิวมันและผิวธรรมดา เนื่องจากผิวมันจะมีการผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณที่มากเกินพอ การทามอยส์เจอไรเซอร์ลงไปอีกอาจก่อให้เกิดโทษได้
ผิวธรรมดาจะมีการผลิตน้ำมันและสารที่ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม รวมไปจนถึงสารที่ดึงดูดความชื้นออกมาเคลือบผิวในปริมาณที่เพียงพอ เว้นเสียแต่ในกรณีที่อากาศแห้งมาก หรือผิวสัมผัสกับน้ำมากจนเกิดอาการแห้งตึง คนที่มีผิวแห้งจึงควรทามอยส์เจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำมัน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวทำหน้าที่เป็นปกติ ลดอาการระคายเคือง หรืออาการแพ้ ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ในขณะที่การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ผิดประเภทหรือมากเกินไป อาจทำให้ผิวมีความมันมากขึ้น จนนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขน สิว ผิวหนังอักเสบ และปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์จะมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ แต่ก็ช่วยได้เพียงแค่รักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณเท่านั้น มันไม่อาจช่วยในการป้องกันการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือสัญญาณแห่งความเสื่อมโทรมของผิวได้แต่อย่างใด เพื่อแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมดังกล่าว คุณจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสรรพคุณในการรักษาโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์บำรุงผิวส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของสารที่ทำให้ผิวชุ่มชื้นรวมอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ผิวชุ่มชื้น เนียนนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดังกล่าวได้เลยทันทีโดยไม่ต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมาก ปริมาณของสารให้ความชุ่มชื้นที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงการทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนแล้วตามด้วยครีมบำรุงผิว เนื่องจาก Moisturizer จะเข้าไปขัดขวางการซึมซาบของสารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในครีมบำรุงผิว ทำให้ผิวได้รับประโยชน์จากสารที่มีประโยชน์น้อยลง

เพื่อให้ได้ประโยชน์จากส่วนผสมในครีมบำรุงผิวมากที่สุดและมีผิวพรรณที่ชุ่มชื้นพอเหมาะ หลังจากที่คุณ ทำความสะอาดผิว เรียบร้อยแล้วให้ซับผิวด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ พอหมาด ผิวที่สะอาดนุ่มและมีความชื้นจะซึมซาบสารที่มีประโยชน์จากครีมบำรุงได้ดีกว่า ให้ทาครีมบำรุงผิวลงไป ทิ้งไว้สักครู่ รอให้สารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวจนหมด แล้วจึงค่อยทามอยส์เจอไรเซอร์ลงไปอย่างเบามือ

บันไดขั้นที่ 4 การใช้ครีมกันแดด

คนส่วนใหญ่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่าแสงแดดเป็นตัวทำร้ายผิวพรรณตัวฉกาจ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนยังไม่เข้าใจก็คือ ครีมกันแดดส่วนใหญ่ไม่อาจปกป้องผิวจากการเกิดริ้วรอยได้ การหลบแดดเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าหากคุณปรารถนาที่จะคงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณเอาไว้ให้ได้นาน ๆ การหลบแดดคือทางออกทางหนึ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยได้แม้ว่าจะไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม 

รังสียูวีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ UVA (400 นาโนมิเตอร์) UVB ( 320 นาโนมิเตอร์ ) UVC ( 100 นาโนมิเตอร์ ) แต่รังสียูวีที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ UVA และ UVB เนื่องจากรังสีเหล่านี้สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลก และสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ผิวพรรณได้ ในขณะที่ UVC จะถูกชั้นโอโซนดูดซับเอาไว้จนไม่สามารถทะลุผ่านมายังพื้นโลกได้ ดังนั้น เราจะยังคงปลอดภัยจากรังสีดังกล่าวตราบใดที่เรายังไม่ทำลายชั้นโอโซนที่มีประโยชน์นี้ให้หมดไปเสียก่อน รังสี UVA จะมีความสามารถในการแทรกซึมลงไปถึงชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไป ซึ่งเป็นชั้นที่ก่อให้เกิดริ้วรอยอย่างถาวรได้ ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ในขณะที่รังสี UVB แม้ว่าจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ชั้นในได้ เพราะจะถูกผิวหนังชั้นนอกดูดซับเอาไว้แต่ก็สามารถทำให้ผิวไหม้เกรียมได้ รังสียูวีทั้ง 2 ชนิดนี้ ต่างมีความสามารถในการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เท่าๆ กัน

ครีมกันแดดที่ดีจะต้องช่วยปกป้องผิวสวยของคุณจากรังสียูวีเอ ( UVA ) และยูวีบี ( UVB ) และป้องกันผิวไม่ให้ถูกแดดแผดเผาจนไหม้เกรียม ป้องกันการเกิดริ้วรอยและมะเร็งผิวหนัง เพื่อให้ได้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการเลือกซื้อคือดูที่ค่า SPF ( Sun Protection Factor ) ของครีมกันแดด ซึ่งเป็นค่าที่บอกถึงระดับในการป้องกันแสงแดดของครีมกันแดดนั้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ออกกลางแจ้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากการทำลายของแสงแดดแต่อย่างใด ค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไปจะช่วยป้องกันผิวของคุณจากรังสี UVB ทำให้ผิวไม่มีรอยไหม้เมื่อต้องอยู่กลางแดดได้ในระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้ป้องกันจากรังสี UVA ได้ ดังนั้นในการเลือกซื้อครีมกันแดด นอกจากจะดูที่ค่า SPF แล้ว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดูจำนวนเปอร์เซ็นต์ของรังสียูวีที่ครีมกันแดดสามารถป้องกันได้ ควรให้ตัวเลขแรกมากกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป

สารเคมีที่มีคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวีที่ผสมอยู่ในครีมกันแดดจะมีลักษณะเป็นผงละเอียด ได้แก่ ซิงค์ออกไซด์ ( Zinc Oxide ) และไทเทเนียมออกไซด์ ( Titanium Oxide ) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบี อย่างไรก็ตามในขณะนี้ได้มีการพัฒนาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีอันตรายที่มาพร้อมกับแสงแดดขึ้นมาใหม่ ได้แก่ Mexoryl และ Avobenzone หรือที่รู้จักกันในชื่อพาร์ซัล 1789 ( Parsol 1789 )  หรือ Methoxydibenzoylmethane ทั้งสองเป็นสารตัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุโรปมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวีที่ดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความพยายาม ในการพัฒนาสารป้องกันแสงแดดที่มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากรังสีอันตรายอย่างแพร่หลาย แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับออกมายอมรับว่าในขณะนี้ยังไม่มีครีมกันแดดตัวใดที่มีคุณสมบัติดีพอในการป้องกันรังสียูวี

มีการพบว่าครีมกันแดดที่มีลักษณะเป็นน้ำใส จะมีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเสื่อมคุณภาพได้ง่าย และจะหมดฤทธิ์ได้เร็วเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในขณะที่ครีมกันแดดที่มีลักษณะเป็นครีมข้นแม้ว่าจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้น้อยกว่าและอยู่ได้นานกว่า แต่มันกลับทำให้ผิวแลดูสกปรก ด้าน มัน รูขุมขนอุดตัน และหลุดลอกได้ง่ายเนื่องจากไม่ซึมเข้าสู่ผิว จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการพัฒนาครีมกันแดดที่อยู่ในรูปของซิงค์ออกไซด์ให้มีลักษณะโปร่งแสง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Z-Cote ซึ่งทางผู้ผลิตอ้างว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด ในขณะที่ออกฤทธิ์ได้นานกว่าและโปร่งแสงกว่า 

ขั้นตอนการดูแลผิวพรรณที่ดีต้องไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน มีขั้นตอนไม่ยาก ใช้เวลาน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม

ข้อจำกัดของครีมกันแดด

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในการผลิตครีมกันแดดจะก้าวไกลไปสักเท่าไร และไม่ว่าครีมกันแดดนั้นจะมีความสามารถในการป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ดีสักเท่าไร ครีมกันแดดก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่บ้างดังนี้

ประการที่ 1 รังสียูวีเอสามารถทะลุทะลวงผ่านทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยมีการพบว่าถึงแม้จะสวมหมวก หรือหลบอยู่ในที่ร่มตลอดเวลา แสงแดดที่สะท้อนเข้ามาในร่มหรือในห้องจะยังคงมีรังสียูวีหลงเหลือมากถึง 1 ใน 3 ของรังสีทั้งหมด นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะทาครีมกันแดดมาสักเท่าไร รังสียูวีเอ ที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่นก็ยังคงมีโอกาสเล็ดลอดเข้าไปทำลายผิวชั้นในให้ได้รับความเสียหายได้อยู่วันยังค่ำ

ประการที่ 2 ก็คือ ครีมกันแดดส่วนใหญ่จะหลุดลอกออกไปได้ง่ายเมื่อโดนเหงื่อ ดังนั้น จึงเป็นการง่ายที่จะเผลอไปเช็ด หรือซับครีมกันแดดเหล่านั้นออกไปจนหมด ระหว่างที่อยู่กลางแจ้งแดดร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ผิวของคุณเปลือยเปล่าไม่มีเกราะป้องกัน

ประการที่ 3 ก็คือ เนื่องจากฤทธิ์ของครีมกันแดดจะอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงไม่อาจปกป้องผิวได้ตลอดไป ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก จึงจำเป็นต้องทาซ้ำอีกเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังต้องการการปกป้องจากครีมกันแดดอยู่ ด้วยความเร่งรีบและความไม่สะดวกต่าง ๆ จึงมีแนวโน้มที่จะหลงลืมหรือละเลยการทาครีมกันแดดซ้ำอีกครั้ง

เมื่อการปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อความอ่อนเยาว์และการมีสุขภาพโดยรวมที่ดี และครีมกันแดดยังคงมีข้อจำกัดมากมาย การปกป้องผิวสวยด้วยอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น หมวกปีกกว้าง ร่มกันรังสียูวี แว่นตากันแดด หรือแม้แต่เสื้อผ้าแขน-ขายาวก็ยังคงเป็นทางเลือกสู่ผิวสวยที่คุณไม่ควรละเลย เมื่อต้องอยู่กลางแจ้งนอกจากจะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมแล้ว เราควรป้องกันผิวจากแสงแดดด้วยการสวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม หรือ 2 แว่นกันแดดเสมอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการหลบเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดจะเป็นวิธีรักษาผิวที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ออกมากล่าวถึงผลเสียของการหลบแดดมากเกินไป ว่าการได้รับแสงแดดที่น้อยเกินไปจะไปรบกวนวัฎจักรของการหลับและการตื่นของร่างกาย มีผลกระทบต่อการผลิตสารเคมีบางตัวของสมอง เช่น เซโรโทนิน และเมลาโทนิน ซึ่งจะนำไปสู่การมีจิตใจหดหู่ และนอนไม่หลับ นอกจากนี้ การไม่ได้รับแสงแดด ยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตวิตามินดีของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินดีที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะกระดูกพรุนและภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้อีกด้วย  

ตารางค่า SPF ที่เหมาะสมกับการทำกิจกรรมต่างๆ

กิจกรรม  ค่า SPF ที่ขอแนะนำ
ทำสวนหลังบ้าน 25
ทำงานในห้องทำงาน 15
เดินทางท่องเที่ยว 20
เดินริมถนนในตอนกลางวัน 30
ยืนคุยโทรศัพท์สาธารณะ 15 นาที 20
นั่งรถเมล์ 25
ขี่มอเตอร์ไซค์กลางแจ้งไปซื้อของปากซอย 30
เล่นกีฬาทางบกกลางแจ้ง 40
เล่นกีฬาทางน้ำกลางแจ้ง 50

 

บันไดขั้นที่ 5 การผลัดเซลล์ผิว

การผลัดเซลล์ผิวที่จะกล่าวถึงนี้หมายถึงการผลัดเซลล์ผิวที่สามารถทำได้เองเป็นประจำ มิใช่การผลัดเซลล์ผิวที่ใช้สารเคมีหรือเลเซอร์ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด การผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอจะคงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ตื้น ๆ ได้ดี ทำให้ผิวพรรณสดใส แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

นอกจากนี้ยังพบว่าการผลัดเซลล์ผิวช่วยให้สารที่มีประโยชน์ที่อยู่ในครีมบำรุงผิวซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดความมันในคนที่มีผิวมันได้อีกด้วย การผลัดเซลล์ผิวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวส่วนนอกที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป หรือเอาไว้แต่ผิวเกิดใหม่ที่แข็งแรงสดใส แต่อย่างไรก็ตาม การผลัดเซลล์ผิวไม่อาจลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ลึกและชัดเจนให้หายไปได้ เนื่องจากการผลัดเซลล์ผิวไม่อาจเข้าลึกถึงชั้นหนังแท้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของริ้วรอยได้ จึงเป็นวิธีการรักษาที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง 
โดยทั่วไปแล้วผิวจะมีกระบวนการผลิตเซลล์ผิวอย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติ หากปราศจากกระบวนการนี้ ผิวจะมีความหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ลึก ชัดเจน และมีความยากมาก เมื่ออายุยังน้อยกระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น ( มากกว่า 30 ปี ) กระบวนการดังกล่าวจะช้าลง

ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับประโยชน์จากการผลัดเซลล์ผิว ผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ผู้ที่มีผิวมันรวมไปจนถึงผู้มีปัญหาผิวหน้าจะได้รับประโยชน์จากการผลัดเซลล์ผิวด้วย เนื่องจากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ทำให้การสะสมของเซลล์ที่ตายแล้วมีน้อยลง ทำให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัยและมีแนวโน้มที่จะมีริ้วรอยน้อยลง นอกจากมีการผลัดเซลล์ผิวแล้ว ยังช่วยลดความมันของผิวให้น้อยลงอีกด้วย ผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณมาก ๆ จะไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากการผลัดเซลล์ผิวเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่ายเพราะการผลัดเซลล์ผิวอาจทำให้ผิวแห้งหรือเกิดอาการระคายเคืองผิว จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 – 3 วัน ในการทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมรวมตัวกัน การผลัดเซลล์ผิวที่บ่อย หรือรุนแรงเกินไปอาจทำให้เซลล์ผิวที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับความเสียหาย เกิดอาการระคายเคืองหรือหลุดลอกออกไปจนเกิดเป็นแผลได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการผลิตเซลล์ผิวอย่างเต็มที่และไม่เกิดอันตราย ควรผลัดเซลล์ผิวสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ในขณะที่ผู้มีผิวมันมากควรผลัดเซลล์ผิวทุกวัน สำหรับผู้ที่ผิวแห้งและผิวแพ้ง่ายควรลดความถี่ลง สิ่งที่บ่งชี้ว่าคุณผลัดเซลล์ผิวมากเกินไปคือผิวหน้าจะแห้ง มีอาการระคายเคือง หรือแพ้ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ให้คุณหยุดทำแล้วปล่อยให้ผิวได้ฟื้นฟู และลดความถี่ในการทำให้น้อยลง

เมื่อต้องผลัดเซลล์ผิวนอกจากสภาพผิวแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีก่อนลงมือทำคือวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลัดเซลล์ผิว ขั้นตอนการทำและเทคนิคในการทำรวมไปจนถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อสภาพผิว เช่น โภชนาการ ฤดูกาลและอายุ ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะมีสุขภาพผิวที่ดีอย่างยั่งยืนและง่ายต่อการดูแลรักษามากกว่าผู้ที่เอาแต่ทาครีมบำรุง การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารจากอาหารไขมันต่ำมาเป็นอาหารที่มีไขมันมากขึ้น สามารถเปลี่ยนผิวที่แห้งให้กลายเป็นผิวธรรมดาได้ ในช่วงฤดูร้อนผิวจะมีแนวโน้มที่จะมันมากกว่าปกติ และจะแห้งยิ่งขึ้นในช่วงฤดูหนาว ผิวสีเข้มจะได้รับอันตรายจากแสงแดดน้อยกว่าคนผิวขาว

ดังนั้น ผู้ที่มีผิวขาวจึงจำเป็นต้องปกป้องผิวจากแสงแดดอันร้อนแรง ด้วยการเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพและบางเบามากพอที่จะทาซ้ำได้ตลอดทั้งวัน เซลล์ผิวจะมีการผลัดตัวช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่อายุน้อยหรือผิวที่มีกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงไม่มีความจำเป็นต้องผลัดเซลล์ผิวหรืออาจผลัดให้น้อยลง ภาวะหมดประจำเดือนอาจทำให้ผิวมันและผิวธรรมดากลายเป็นผิวแห้งได้ ดังนั้น ขั้นตอนในการ ดูแลทำความสะอาดผิว จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

พิมลพรรณ อนันต์กิจไพศาล. Beauty Tips ศาสตร์แห่งการประทินผิว ไร้สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยยับย่น : กรุงเทพฯ : Feel good Publishing, 2560.

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). กินเท่าไหร่ กินแค่ไหน ไม่เสี่ยงอ้วน. ใน: ธิดารัตน์ มูลลา.ชีวิตใหม่ไร้พุง. กรุงเทพฯ : บริษัทศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด, 2557.

Marino, Bradley S.; Fine, Katie Snead (2009). Blueprints Pediatrics. Lippincott Williams & Wilkins. p. 131. ISBN 9780781782517. Archived from the original on 8 September 2017.