มาทำความรู้จักผิวแต่ละประเภทกันเถอะ

มาทำความรู้จักผิวแต่ละประเภทกันเถอะ
เราทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงกระบวนการเสื่อมโทรมของเซลล์ผิวได้ แต่เราสามารถชะลอกระบวนการดังกล่าวได้

ผิวหนัง ( Skin )

ผิวพรรณ ( Skin ) ที่สวยงามปราศจากริ้วรอย แลดูมีสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนานำมาซึ่งความพึงพอใจแก่ผู้เป็นเจ้าของและผู้พบเห็น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนมากไปกับการรักษาผิวพรรณที่ล้ำสมัย การใช้เครื่องประทินผิวราคาแพง รวมไปถึงอาหารเสริมบำรุงผิวหลากหลายชนิด เพื่อรักษาผิวพรรณของตนให้สวยใสอยู่เสมอ แต่การจะได้มาซึ่งผิวที่สวยงามและอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนได้นั้น จะต้องเรียนรู้องค์ประกอบพื้นฐานของผิว ธรรมชาติของผิว และวิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องอย่างเป็นอย่างดี นั่นคือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับผิวพรรณที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลผิวพรรณได้อย่างถูกต้องเพื่อการมีผิวที่สวยงามอย่างยั่งยืน

ธรรมชาติของผิว

ผิวหนัง ( Skin ) เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีการคาดกันว่าหากนำผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย มาแบ่งออกจะได้พื้นที่มากกว่า 1,000 ตารางนิ้ว และมีน้ำหนักประมาณร้อยละ 16 ของน้ำหนักตัว ผิวหนังทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการห่อหุ้มและปกป้องอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ปกป้องเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ช่วยขับถ่ายของเสีย ช่วยปกป้องรังสีอัลตราไวโอเลตไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และเป็นปราการด่านแรกในการรับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่น แสงแดด ความร้อนและความเย็น เป็นต้น

เมื่อเวลาล่วงเลยไปเซลล์และเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ รวมไปถึง ผิวหนัง ( Skin ) จะเกิดการเสื่อมสภาพ ผิวหนังจากที่เคยเต่งตึง เปล่งปลั่ง เยาว์วัย กลับกลายเป็นผิวที่หย่อนคล้อย มีริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่น่ามอง มีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำตามมามากมาย กระบวนการเสื่อมสภาพของผิวหนังดังกล่าวเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งตัวการสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมโทรมดังกล่าวนั่นคือ อนุมูลอิสระ อันมีสาเหตุมาจากปัจจัย 2 ประการได้แก่ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก นั่นเอง

ปัจจัยภายใน คือกระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกายซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด ความร้อน สารพิษมลภาวะ แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือแม้แต่การดูแลผิวที่ผิดวิธี เป็นต้น

อนุมูลอิสระ คือสารประกอบใด ๆ ที่เมื่อรวมเข้ากับออกซิเจนแล้ว จะเกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนภายในโมเลกุลไป ทำให้โมเลกุลดังกล่าวขาดความสมดุล ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวเรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชัน โมเลกุลนั้นจำเป็นต้องดึงอิเล็กตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงมาไว้กับตัวทำให้โมเลกุลข้างเคียงขาดความเสถียรจนต้องแย่งอิเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์มาอีก ปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดติดต่อกันกลายเป็นลูกโซ่ไม่จบสิ้น เราเรียกโมเลกุลที่อิเล็กตรอนหายไปว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมและโรคร้ายต่าง ๆ หากปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่มีการแบ่งเซลล์และถอดแบบ DNA จากเซลล์แม่ไปยังเซลล์ลูกจะก่อให้เกิดความเสียหายในระดับ DNA ของเซลล์เกิดใหม่จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

แม้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงกระบวนการเสื่อมโทรมของเซลล์ผิวได้ แต่เราสามารถชะลอกระบวนการดังกล่าวได้ โดยให้เกิดช้าลง ด้วยการเอาใจใส่ปัจจัยทั้งสองอย่างเท่า ๆ กัน เพื่อลดความเสื่อมโทรมที่มาจากปัจจัยภายนอก พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจัด การอยู่ในสภาวะที่เป็นพิษ ไม่อยู่ในสถานที่ที่ร้อนจัดหรือหนาวจัดเป็นเวลานาน ๆ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และกาเฟอีน ไม่สูบบุหรี่หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตลบอบอวนไปด้วยควันบุหรี่ และหมั่นดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธีและเหมาะสม เป็นต้น 

สำหรับความเสื่อมโทรมที่เกิดจากปัจจัยภายใน สามารถชะลอให้เกิดช้าลงได้ ด้วยการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ รับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้สด ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่าที่จำเป็น ควรดื่มน้ำสะอาดให้มาก พักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดอยู่เสมอ เป็นต้น ถ้าเราดูแลผิวอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ผิวพรรณของเราก็จะคงความสวยงามและความอ่อนเยาว์ได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น

ผิวสวย คือผิวแบบไหน?

หากจะถามว่าผิวลักษณะใดที่จัดว่าเป็นผิวที่สวยงาม คงมีคนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนไทยต่างเข้าใจว่าผิวสวยคือผิวที่มีความขาวใส ปราศจากริ้วรอย และจุดด่างดำ แต่คำตอบในประเทศยุโรปอาจจะบอกว่าผิวที่สวยงาม คือผิวที่มีสีคล้ำแดด แลดูสุขภาพดี และมองว่าคนที่มีผิวขาวนั้นซีด บ่งบอกถึงมีการมีสุขภาพที่อ่อนแอและการมีกระหรือฝ้าประปรายบนใบหน้านั้น ดูดีมีชีวิตชีวากว่าคนที่มีผิวขาวโพลนซึ่งดูเหมือนพลาสติก เป็นต้น

ด้วยรสนิยมที่แตกต่างกันทำให้ใครหลายหลายคนสับสนกับนิยามของผิวสวยที่แท้จริง ผิวที่สวยงามนั้นเป็นอย่างไร? ผิวที่ขาวใสเป็นธรรมชาติคือนิยามของผิวสวยแล้วนิยามความงามของคนมีผิวสีจะเป็นเช่นไร? พวกเขาจะไม่มีคนสวยบ้างเลยหรือ? อย่างไรก็ตามหากมองดูตามหลักของความถูกต้องแล้ว ผิวที่ถือว่าเป็นผิวสวยนั้น จะต้องมีองค์ประกอบด้วยคุณสมบัติ 6 ประการ ได้แก่ ผ่องใส ชุ่มชื่น ไร้จุดด่างดำ นุ่มนวล กระชับละเอียด และเต่งตึง หากผิวของคุณมีคุณสมบัติ ครบทั้ง 6 ประการ ขอให้ภูมิใจได้เลยว่าว่าคุณมีผิวสวยงามในอุดมคติและเพื่อที่จะตรวจสอบให้รู้ว่าผิวของคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วนหรือไม่ เรามีวิธีสังเกตนี้

ผิวขาวใส

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ผิวพรรณขาดความผ่องใสจนนำไปสู่ผิวที่หยาบกร้านและหมองคล้ำ ได้แก่ การตกค้างของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ การได้รับรังสียูวีติดต่อกันเป็นเวลานาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความตึงเครียด รวมไปถึงการได้รับสารอาหารที่ไม่เหมาะสมจนนำไปสู่ความร่วงโรยและเสื่อมสภาพของผิวในที่สุด

หากคุณกำลังประสบปัญหาผิวพรรณขาดความผ่องใส การรักษาผิวให้กลับมามีความสวยงามดังเดิมนั้น จะเน้นที่การดูแลผิวในส่วนหนังแท้เป็นหลัก การกินอาหารให้ได้สัดส่วน โดยเน้นอาหารที่มีสารอาหารจำเป็นสำหรับผิวให้มาก ๆ การกินวิตามินซีเสริม อย่าเครียด หมั่นทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวี แม้จะอยู่ในที่ร่มก็ตาม ทาครีมบำรุงผิวในช่วงเช้าและก่อนนอนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวและปกป้องผิวจากอากาศร้อนและหนาว พักผ่อนให้เพียงพอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด หากจำเป็นต้องดื่มให้ดื่มในปริมาณน้อย ๆ และนาน ๆ ครั้ง เท่านั้น นอกจากนี้ควรขัดผิวอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดลอกออกไป รวมถึงการนวดผิวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการทำงานของชั้น ผิวหนัง ( Skin )

ผิวชุ่มชื้น

เป็นผิวที่มีอัตราส่วนระหว่างน้ำและน้ำมันอยู่ในระดับสมดุลที่มีน้ำหล่อเลี้ยง ไม่แห้งกร้าน แลดูผ่องใส สามารถแต่งหน้าได้เรียบเนียน แป้งติดหน้าดีขึ้น ผิวนุ่มชุ่มชื้น หากใช้นิ้วกดผิวจะเด้งคืนตัวกลับมาทันที สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าผิวขาดความชุ่มชื้น ได้แก่ ใบหน้ามีน้ำมันส่วนเกินประปราย ในขณะที่ผิวบริเวณรอบตาและรอบปากซึ่งเป็นผิวที่มีความบอบบางกลับแห้งหรือแตกเป็นขุย เมื่อทาแป้งหรือเครื่องสำอางแป้งจะร่อนไม่ติดหน้า วิธีแก้จะเน้นที่การดูแลผิวชั้นหนังแท้เป็นหลัก กินผักและผลไม้ให้มาก และดื่มน้ำสะอาดให้มากเพื่อชดเชยน้ำที่ผิวสูญเสียไป ควรใช้โลชั่น มอยเจอร์ไรเซอร์ หรือครีมที่มีความเข้มข้นสูงและมีสรรพคุณในการรักษาระดับน้ำใต้ผิว หากพบว่าผิวบริเวณรอบดวงตาและรอบปากแห้งง่ายให้ทาอายครีมและปิโตรเลียมเจลเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวบริเวณดังกล่าวเอาไว้

ไร้จุดด่างดำ

จุดด่างดำมีลักษณะเป็นจุดสีดำกระจายตัวตาม ผิวหนัง ( Skin ) ในบริเวณที่โดนแดดบ่อย ๆ จากการรวมตัวกันของเมลานิน เมื่อผิวถูกกระตุ้นด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มาพร้อมกับแสงแดดที่ร้อนแรง ในช่วงที่อายุยังน้อยเมลานินดังกล่าวจะมีความสามารถในการกระจายตัวกลับไปอยู่ที่เดิมได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยพบจุดด่างดำในคนวัยหนุ่มสาวสักเท่าใด แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการกระจายตัวของเมลานินดังกล่าวจะลดน้อยลง ยังผลให้เกิดจุดเม็ดสีดำกระจายอยู่ตามผิวหนังอย่างถาวร วิธีที่จะป้องกันการเกิดจุดด่างดำดังกล่าวที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป แม้จะอยู่ในที่ร่มก็ตาม

ผิวนุ่มนวลกระชับ

เป็นผิวที่แลดูอ่อนกว่าวัย มีสัดส่วนของน้ำและน้ำมันในระดับที่สมดุล แลดูชุ่มชื้น ผ่องใสมีน้ำมีนวล มีริ้วรอยน้อย เมื่อใช้นิ้วกดลงไปผิวจะเด้งกลับมาในทันที วิธีรักษาผิวให้นุ่มนวลจะเน้นที่การรักษาในระดับหนังกำพร้าเป็นหลัก โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และแต่ละหมู่ต้องได้สัดส่วนที่เหมาะสม เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูง ดื่มน้ำให้มาก ใช้ทรีทเม้นท์ชนิดครีมเพื่อรักษาระดับของน้ำและน้ำมันใน ผิวหนัง ( Skin ) ใช้มาส์กพอกหน้าเป็นประจำควบคู่ไปกับการใช้เครื่องสำอางที่มีสรรพคุณในการบำรุงรักษาชั้นหนังแท้ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ความร่วงโรยของผิวพรรณ เช่น แสงแดด ฝุ่นละออง อากาศที่เย็นหรือร้อนจนเกินไป ทาครีมบำรุงทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเพื่อปกป้องผิวจากความเสื่อมโทรม ทาครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกไปเผชิญแสงแดดเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี 

ผิวละเอียด

เป็นผิวที่มีระดับของน้ำและน้ำมันที่สมดุลกันดี แลดูอ่อนนุ่ม ไม่มีการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทาแป้งหรือเครื่องสำอางติดทนดี เส้นใยผิวเรียงเป็นระเบียบ และมีความมันอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ผิวหน้าละเอียดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรนนิบัติผิวชั้นหนังกำพร้าเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำเกิดการตกค้างของสิ่งสกปรกตามรูขุมขน ได้แก่ ความเครียด โภชนาการที่ไม่เหมาะสม การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่และแต่ละหมู่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เน้นหมู่ใดหมู่หนึ่งมากจนเกินไป กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูงมากๆ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เครียด ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมความมันโดยเฉพาะ ใช้โลชั่นหรือครีมเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว หมั่นขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไปอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ผิวเต่งตึง

ผิวที่หย่อนยานหรือขาดความกระชับเกิดจากการที่เส้นใยในชั้นหนังแท้มีความหนาตัวขึ้น ผิวหนัง ( Skin ) จึงขาดแรงตึง ขาดความยืดหยุ่น มีการสันดาปที่น้อยลง เกิดความสับสนจนนำไปสู่การหย่อนคล้อยของผิวในที่สุด ผิวที่เต่งตึงเป็นผิวที่แลดูผุดผ่อง เนียนละเอียด ผิวหนังบริเวณปากและรอบดวงตากระชับไม่หย่อนคล้อย หนังตาและมุมปากไม่หย่อนยาน รูปหน้าโดยรวมกระชับเต่งตึง เมื่อใช้นิ้วกดแล้วผิวจะเด้งกลับมาทันที ผิวมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อที่จะรักษาความกระชับเต่งตึงของผิวเอาไว้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การดูแลชั้นหนังแท้เป็นพิเศษ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์และถูกสัดส่วน เน้นผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ใช้เครื่องสำอางที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นใยผิว ดื่มน้ำให้มากเพื่อชดเชยน้ำที่ผิวสูญเสียไป ใช้เครื่องสำอางที่มีฤทธิ์ในการรักษาสมดุลระหว่างน้ำและน้ำมันในผิว หมั่นขัดผิวที่ตายแล้วอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละครั้ง นวดผิวเป็นประจำเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและออกซิเจนให้ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นคือลักษณะในการพิจารณาผิวขั้นพื้นฐานว่าผิวเช่นไรจึงจะเรียกว่าเป็นผิวสวย เป็นที่น่าสังเกตว่าสีผิวไม่ได้ถูกจัดไว้ในเกณฑ์การพิจารณาผิวแต่อย่างใด จึงทำให้เรามั่นใจว่าแม้ว่าเราจะมีสีผิวอะไรก็ตาม เราทุกคนก็สามารถมีผิวสวยได้ด้วยกันทั้งนั้น และการกินอาหารที่ได้สัดส่วน โดยเน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูง การออกกำลังกายที่เหมาะสม การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การงดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ทุกชนิด และการไม่เครียดจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีผิวสวยอย่างยั่งยืน ดังนั้น การมีผิวสวยเราไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนมากไปกับเครื่องสำอางราคาแพงที่โฆษณาสรรพคุณว่ามีฤทธิ์ในการปรับสีผิวให้ขาว หรือเข้าสถานเสริมความงามเพื่อเปลี่ยนสีผิวให้ยุ่งยากแต่อย่างใด ขอเพียงแค่ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน และข้อปฏิบัติปลีกย่อยต่าง ๆ ผิวที่สวยใสแลดูอ่อนกว่าวัยก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

การมีผิวที่สวยงาม ปราศจากริ้วรอย แลดูมีสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัย ล้วนเป็นที่ต้องการของทุกคน จึงยอมเสียเงินราคาแพงเพื่อรักษาผิว รวมไปถึงอาหารเสริมบำรุงผิวทั้งหลายด้วย   

เรียนรู้เรื่องชั้นของผิว

เพื่อที่จะดูแลผิวได้อย่างถูกต้อง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ถึงองค์ประกอบพื้นฐานให้ดีเสียก่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชั้นของผิว ชั้นของผิวหมายถึงส่วนประกอบของผิวที่ทำหน้าที่และลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วผิวจะมีทั้งหมด 3 ชั้น ได้แก่ ผิวชั้นนอกหรือหนังกำพร้า ( Epidermis ) ชั้นหนังแท้ ( Dermis ) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ( Fat Layer )

ผิวชั้นนอกหรือหนังกำพร้า ( Epidermis )

ผิวชั้นนอกมีความสำคัญในฐานะที่เป็นด่านแรกที่กั้นระหว่างสิ่งแวดล้อมภายนอกกับอวัยวะภายในร่างกายของเรา และยังถือว่าเป็นชั้นผิวที่มีความสำคัญในการกำหนดความสวยงามของผิวพรรณโดยรวมได้อีกด้วย แม้ว่าการมีผิวที่สวยใส แลดูอ่อนกว่าวัยจะขึ้นอยู่กับผิวทุกชั้นก็ตาม จะว่าไปแล้วผิวชั้นนอกก็ไม่ต่างอะไรกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เราสวมใส่อยู่ทุกวัน เสื้อผ้าเนื้อดี มีสีสันสวยงามและตัดเย็บอย่างประณีต ย่อมทำให้ผู้สวมใส่ดูดีไปด้วย ผิวชั้นนอกหรือชั้นหนังกำพร้าประกอบไปด้วยเซลล์จำนวน 5 ชั้น ผิวชั้นนี้มีความบางมากจนสามารถเปรียบได้กับความหนาของกระดาษ 1 แผ่นเลยทีเดียว

ชั้นหนังกำพร้าเป็นบริเวณที่มีการผลิตเซลล์ผิว เป็นที่อยู่ของเมลาโนไซต์ (Melanocytes) ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดสีผิว
เมลานินเป็นที่เกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งจะมีการทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วด้วยการผลิตเซลล์ผิวเกิดใหม่ตลอดเวลาโดยจะมีการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ไปอยู่ชั้นบนสุด ซึ่งเราเรียกผิวชั้นนี้ว่า Horny Layer หรือ Stratum Corneum ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีอายุราว 14 วัน หลังจากนั้นจะหลุดลอกออกไปในรูปของขี้ไคลและ ผิวหนัง ( Skin ) จะสร้างเซลล์ผิวใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนเซลล์ผิวเเทนหลุดลอกออกไป

ซึ่งกระบวนการในการสร้างเซลล์ผิวใหม่จะกินเวลาอีก 14 วันเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าทุก ๆ 28 วัน ผิวหนัง ( Skin ) จะมีการผลัดเซลล์ผิว 1 ครั้ง แต่ครั้งนี้ความถี่ของกระบวนการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุเป็นหลัก ในวัยหนุ่มสาวผิวอาจมีการผลัดเซลล์ที่ดีและเร็วกว่า (ประมาณ 28-30 วันต่อครั้ง) แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการดังกล่าวจะเกิดช้าลงและห่างกัน (ประมาณ 45-50 วัน) เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังชั้นนี้จะหนาและเรียงตัวกันไม่สม่ำเสมออย่างเคย เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกว่าผิวไม่เรียบเนียนและขาดความยืดหยุ่น 

ชั้นหนังแท้ ( Dermis )

ชั้นหนังแท้เป็นชั้นที่อยู่ลึกกว่าผิวชั้นนอกลงมา มีความหนามากกว่าผิวชั้นนอกประมาณ 20-40 เท่า เป็นชั้นที่มีความหนามากถึงร้อยละ 90 ของโครงสร้างผิวทั้งหมด ผิวชั้นหนังแท้ประกอบไปด้วยปลายประสาทรับความรู้สึก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ รากขน เส้นเลือด ต่อมเหงื่อและต่อมไขมันที่อยู่ในชั้นหนังแท้จะทำหน้าที่ในการผลิตน้ำมันและเหงื่อออกมาเคลือบผิวหนังชั้นนอกไว้บาง ๆ น้ำมันดังกล่าวมีประโยชน์ในการช่วยรักษาน้ำใต้ผิวหนัง และมีฤทธิ์ในการป้องกันเชื้อโรคแบคทีเรีย และเชื้อรา แต่น่าเสียดายที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่มีฤทธิ์ในการชะล้างสารที่มีประโยชน์เหล่านี้ออกไปจนหมดสิ้น จนทำให้เกิดผลร้ายต่อผิว ทำให้ผิวแห้งแพ้ง่าย สมดุลความเป็นกรดด่างของผิวเสียไป

นอกจากนี้ผิวชั้นหนังแท้ยังประกอบไปด้วยคอลลาเจน ( Collagen ) อีลาสติน ( Elastin ) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความยืดหยุ่นของผิวพรรณ คอลลาเจนและโปรตีนมีหน้าที่ในการเสริมสร้างความแข็งแรง และความหนาแน่นให้แก่ผิว ทำให้ผิวกระชับเต่งตึง ช่วยซ่อมแซมผิวที่เป็นแผลด้วยการสร้างเนื้อเยื่อบาง ๆ มาปกคลุมไว้ เส้นใยอีลาสตินมีหน้าที่ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ทำให้ ผิวหนัง ( Skin ) คืนรูปหลังการเคลื่อนไหว หากชั้นหนังแท้มีคอลลาเจนหรือเส้นใยอีลาสตินน้อย จะนำไปสู่การมีริ้วรอยหย่อนคล้อยและรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินจะมีการเสื่อมสลาย ยังผลให้ผิวเกิดริ้วรอยหย่อนคล้อยและขาดความยืดหยุ่นในที่สุด

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ( Fat Layer )

เป็นส่วนล่างสุดของโครงสร้างของ ผิวหนัง ( Skin ) เป็นชั้นที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยรับแรงกระแทกและสะสมพลังงาน ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยไขมันและไฟเบอร์ ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องอวัยวะที่อยู่ลึกลงไป ช่วยทำให้ผิวหนาและนุ่ม ทำหน้าที่คล้ายผ้าห่มที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สำหรับคนอ้วนจะมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนากว่าคนผอม จะขี้ร้อนและรู้สึกอบอุ่นกว่าคนผอมเมื่อฤดูหนาวมาถึง

เมื่อมีอายุมากขึ้นเซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังจะมีน้อยลง ส่งผลให้ผิวบางลง ไม่ยืดหยุ่นเหมือนก่อน และเริ่มมีริ้วรอยมากขึ้น หากสังเกตให้ดีเราจะพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือค่อนข้างเจ้าเนื้อจะไม่ค่อยประสบปัญหานี้มากนัก เนื่องจากมีเซลล์ไขมันที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นตัวได้ดี แต่อย่างไรก็ตามชั้นไขมันจะลดลงเมื่อกาลเวลาผ่านไป ยังผลให้ผิวหนังด้านบนมีการหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นในที่สุด 

นอกจากองค์ประกอบของ ผิวหนัง ( Skin ) จะส่งผลต่อความเต่งตึงและความอ่อนเยาว์แล้ว กระดูกที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกายก็มีบทบาทต่อความอ่อนเยาว์ของผิวไม่แพ้กัน กระดูกที่แข็งแรงจะมีประสิทธิภาพในการพยุงผิวหนังให้คงตัวได้ดี ทำให้ผิวหนังสร้างความเต่งตึงไม่หย่อนคล้อยไว้ได้ ไม่ว่าผิวหนังจะพยายามพยุงตัวเองไว้สักเท่าไร หากปราศจากโครงสร้างที่แข็งแรงคอยรองรับกล้ามเนื้อของผิวหนังก็จะเสียรูป นำไปสู่การหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยในที่สุด

สีของผิว

เมื่อถูกถามเรื่องสีผิวเชื่อว่าแต่ละคนคงให้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าสีขาว สีขาวอมชมพู สีน้ำตาล สีแดง สีน้ำผึ้งหรือแม้แต่สีช็อกโกแลต หรือสีกาแฟใส่นมก็มี ซึ่งนั่นก็ล้วนแต่เป็นมุมมองของแต่ละคนว่ามองสีผิวของตัวเองเป็นเช่นไร
อย่างไรก็ตามหากพูดถึงสีผิวตามหลักการแพทย์แล้ว แพทย์ ผิวหนัง ( Skin ) แบ่งสีผิวออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ผิวขาว
( White Skin ) ผิวเหลือง ( Yellow Skin ) ผิวสีน้ำตาล ( Brown Skin ) โดยแบ่งตามจำนวนเมลานินในผิวของแต่ละคน

เมลานินคือเม็ดสี ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดความเข้มของสีผิวในแต่ละคน บางคนอาจขาวมาก ในขณะที่บางคนอาจมีผิวคล้ำไปจนถึงดำ นอกจากนี้เมลานินยังทำหน้าที่ในการป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตและยังเป็นตัวกำหนดความสามารถในการปกป้องและฟื้นฟูตัวเองได้อีกด้วย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่าสีผิวที่แตกต่างกันจะมีความต้านทานแสงแดดและความสามารถในการกลับคืนสภาพเดิมของผิวหลังจากถูกแสงแดดที่แตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จากคนจำนวนมากแม้ว่าจะตากแดดเป็นเวลานาน แต่ผิวกลับไม่ดำหรืออาจคล้ำลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่มีบางคนที่ผิวอาจกลายเป็นสีแดงทันทีแม้ว่าจะตากแดดเพียงเล็กน้อย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตากแดดแล้วจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการกลับมาขาวอีกครั้ง ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลานานกว่าจะกลับมาขาวได้อีก เป็นต้น

ผิวขาว

เป็นผิวที่มีเมลานินหรือเม็ดสีอยู่ในปริมาณที่น้อยหรือแทบจะไม่มีเลย จะพบในชาวคอเคเชียนที่มีผิวขาวมากไปจนถึงผิวสีเผือก ผิวขาวจะยากต่อการเปลี่ยนสี ดังจะเห็นได้จากฝรั่งจำนวนมากที่แม้ว่าจะเสียเวลานอนอาบแดดเป็นเวลานาน ผิวของพวกเค้าก็คล้ำลงเพียงเล็กน้อยและจะกลับมาขาวซีดเหมือนเดิมเพียงระยะเวลาไม่นาน เมื่อโดนแดดแรง ๆ ผิวขาวจะมีการอักเสบและแดงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะมีการฟื้นตัวและซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะกลับมาขาวใสได้ดังเดิม 

มีการพบว่าผิวขาวสามารถตอบสนองได้ดีต่อกระบวนการเสริมความงามทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีของผู้ที่มีผิวขาวเพราะไม่ว่าจะทำการผลัดเซลล์ผิวแบบง่าย ๆ หรือแม้แต่การศัลยกรรมยกกระชับใบหน้าที่มีกระบวนการที่ซับซ้อนก็รวมเข้ากันได้กับคนที่มีผิวขาวทั้งสิ้น

ผิวขาวใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป เนื่องจากผิวขาวมีเมลานินหรือเม็ดสีที่ทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่น้อยหรือแทบจะไม่มีเลย ทำให้ความสามารถในการปกป้องตัวเองโดยธรรมชาติจากรังสีอันตรายไม่มีประสิทธิภาพ ผิวขาวจึงเป็นผิวที่บอบบาง ไม่มีความต้านทานแสงแดด ไวต่อแสงแดด จึงทำให้ถูกทำลาย เกิดริ้วรอย และเสื่อมโทรมได้ง่าย และสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดสำหรับคนที่มีผิวขาวคือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนผิวสีอื่น ๆ

ผิวเหลือง

นับว่าเป็นความโชคดีของคนผิวเหลือง เนื่องจากผิวเหลืองเป็นผิวที่ละเอียดเนียนนุ่ม ไม่ค่อยมีริ้วรอย มีปริมาณของ
เมลานินอยู่ในระดับกลาง ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ทำให้สีผิวมีความเข้มอยู่ในระดับกลางกลางตั้งแต่สีเบจอ่อน ๆ ไปจนถึงสีเหลืองและสีแทน จะพบในชาวมองโกลอยด์หรือชาวเอเชีย คนผิวเหลืองเป็นคนที่มีความต้านทานต่อแสงแดดได้ดีในระดับหนึ่งกล่าวคือมากกว่าคนผิวขาวแต่น้อยกว่าคนผิวสีน้ำตาลหรือสีดำ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นผิวที่ดีแต่คนผิวเหลืองก็มีปัญหาอยู่บ้าง เช่น เป็นคนมีผิวที่ค่อนข้างแห้งจึงทำให้มีริ้วรอยมากกว่าคนที่มีผิวมัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ และมีอาการระคายเคืองง่ายอีกด้วย และมีโอกาสคล้ำหรือดำลงทีละนิดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานานหรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะแก้ปัญหาของคนผิวเหลืองจึงได้รับการแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อชดเชยปริมาณน้ำที่สูญเสียไป ทำให้ผิวชุ่มชื้นแลดูมีชีวิตชีวาควรหมั่นขัดผิวเป็นประจำ เพื่อรักษาสีผิวให้สม่ำเสมอและเนียนเรียบไร้ริ้วรอย

ผิวสีน้ำตาล

เป็นผิวของคนที่มีสีน้ำตาล สีน้ำตาลเข้ม ไปจนถึงสีดำสนิท เป็นผิวที่มีเมลานินหรือเม็ดสีในปริมาณมาก พบในพวกนิกรอยด์หรือนิโกร มีความต้านทานแสงแดดสูง เป็นผิวค่อนข้างมันเพราะมีต่อมไขมันในปริมาณมาก จึงทำให้ผิวไม่ค่อยมีริ้วรอย เนื่องจากมีความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่ดีเยี่ยม จึงทำให้ผิวสีน้ำตาลมีความเรียบเนียน กระชับ เต่งตึง และแลดูอ่อนกว่าวัย 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผิวสีน้ำตาลมีปริมาณของต่อมไขมันอยู่หนาแน่นมากเป็นพิเศษ จึงทำให้ประสบปัญหาเรื่องสิวอักเสบอยู่บ่อย ๆ นอกจากนี้หลังจากเกิดอุบัติเหตุ หรือการทำศัลยกรรมใด ๆ ผิวสีนี้จะมีโอกาสเป็นรอยแผลนูนหรือเกิดรอยดำค่อนข้างสูงอีกด้วย ผิวประเภทนี้เมื่อโดนแสงแดดจัดจะไม่ไหม้หรือหลุดลอก แต่จะยิ่งคล้ำหรือดำมากขึ้น

ประเภทของผิว

เนื่องจาก ผิวหนัง ( Skin ) ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การดูแลผิวอย่างผิดวิธีอาจส่งผลต่อสุขภาพผิวพรรณอย่างคาดไม่ถึง จากการวิจัยพบว่าการปล่อยผิวตามธรรมชาติโดยไม่ปฏิบัติดูแลเลย ยังดีกว่าการหมั่นดูแลผิวด้วยวิธีที่ผิด ๆ เพื่อที่จะรักษาความสวยงามและความอ่อนเยาว์ของผิวให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะตัวและการดูแลผิวแต่ละประเภทอย่างถูกต้องให้ดีเสียก่อน

ผิวธรรมดา

ผิวธรรมดาเป็นผิวที่มีความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่แห้งหรือมันจนเกินไป เนียนเรียบเกลี้ยงเกลา ไม่ค่อยมีปัญหาผิว เช่น สิว ฝ้า ตุ่ม หรือผดผื่น คนที่มีผิวธรรมดาไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลหรือการบำรุงรักษาที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เพื่อที่จะรักษาผิวให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ควรใช้วิธีการบำรุงผิวที่เรียบง่ายและสะดวกต่อการปฏิบัติให้มากที่สุด เมื่อทำความสะอาดผิวแล้ว ควรซับผิวให้หมาด บำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือมีส่วนผสมของน้ำมันในปริมาณน้อย

  • ควรทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจากสมุนไพรธรรมชาติ เพราะมีความอ่อนโยนต่อผิว ปัจจุบันออกแบบมาให้ใช้ง่าย สะดวก นั่นคือ สบู่สมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือกใช้ที่เหมาะกับสภาพผิว สามารถใช้ชำระล้างผิวหน้าและผิวกายได้เป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็นได้อย่างปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ คลีนเซอร์หรือโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และสารทำความสะอาดที่รุนแรง
    ควรปกป้องผิวจากรังสี UV ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมและการเกิดริ้วรอยของผิวด้วยการทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน และไม่ควรลืมที่จะเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยการมาสก์หรือผลัดเซลล์ผิวสัปดาห์ละครั้ง

ผิวแห้ง

ผิวแห้งเป็นผิวที่ไม่มีน้ำมีนวล แลดูไม่ชุ่มชื้น หลังจากทำความสะอาดจะรู้สึกว่าผิวแห้งตึง ลอกเป็นขุย และมีอาการคัน อาการแห้งของผิวมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การใช้สารเคมีบางประเภท เช่น เรตินอยด์ หรือเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงที่มีประจำเดือน เป็นต้น 

  • คนที่มีผิวแห้งควรมาสก์ผิวสัปดาห์ละครั้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ดื่มน้ำให้มาก ( อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ) และไม่ควรลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปข้างนอก หรือต้องเผชิญกับแสงแดดแรง ๆเพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมและริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร
  • เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ซับผิวให้พอหมาด ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ในขณะที่ผิวยังชื้นอยู่ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นไว้กับผิวให้มากที่สุด ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน
  • ควรทำความสะอาดผิววันละ 1-2 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรธรรมชาติที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวเช่น สาร SLS,SLES นอกจากนี้สบู่สมุนไพรธรรมชาติยังมีมอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอีกด้วย
  • ผู้เชี่ยวชาญด้าน  แนะนำว่ามอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีที่สามารถจัดเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวได้นาน ควรมีส่วนผสมของสารที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับตัวสร้างความชุ่มชื้นที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เช่น กรดไฮยาลูโลนิก และ โซเดียม พีซีเอ นอกจากนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวเอาไว้ให้ได้มากและยาวนานยิ่งขึ้น บริษัทเครื่องสำอางหลายแห่งได้มีการผสมสารบางตัวได้แก่ Colloidal Oatmeal เข้าไปในเครื่องสำอาง ทำให้เครื่องสำอางนั้นมีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวหนังได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาผิวที่แห้งให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นได้นานขึ้น

ผิวมัน

ผิวมันเป็นผิวที่มีการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันมากเกินไป ทำให้ผิวแลดูเป็นมันแวววาว สกปรก มีรูขุมขนกว้าง และเป็นสิวได้ง่าย แต่ข้อดีของผิวมันคือ ชุ่มชื้นอยู่เสมอ จึงไม่ค่อยเกิดริ้วรอยได้ง่ายเหมือนผิวแห้ง เนื่องจากมีลักษณะที่แตกต่างจากผิวธรรมดาหรือผิวแห้ง การปฏิบัติต่อผิวมันจึงต้องมีความแตกต่างออกไปด้วย

  • หากผิวมันมาก หลังจากทำความสะอาดตามปกติ ให้เช็ดผิวด้วยโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิกและแอลกอฮอล์ หลาย ๆ ตำราบอกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพผิว แต่หากคุณเป็นคนที่มีผิวมันมาก ( ผิวยังคงมันอยู่แม้ว่าจะล้างทำความสะอาดหลายครั้งแล้วก็ตาม ) แอลกอฮอล์ กลับเป็นผลดีต่อคนผิวมัน
  • ควรทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก หรือกรดเอเอชเอ เนื่องจากจะช่วยลดการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันให้น้อยลง
  • หากต้องออกไปข้างนอกหรือต้องเผชิญกับแสงแดดอย่าลืมใช้ครีมกันแดดและใช้โคลนมาส์กผิวหน้าสัปดาห์ละครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการทามอยส์เจอไรเซอร์ เพราะผิวมีน้ำและน้ำมันมากเกินพอแล้ว การทามอยส์เจอร์ไรเซอร์จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมันให้แก่ใบหน้า ทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดเป็นสิวได้ในที่สุด หากอยากใช้หรือจำเป็นต้องใช้จริง ๆ ให้เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน
  • แต่สำหรับคนที่มีผิวมันมาก ๆ หากทำตามขั้นตอนแล้วยังพบว่าผิวยังคงมันอยู่ ให้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ ซัลเฟอร์ กรดอาเซเลอิก และเรตินอยด์ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น 

ผิวผสม

ผิวผสมหมายถึงผิวที่มีบริเวณที่เป็นผิวแห้งและผิวมันรวมกันอยู่ โดยทั่วไปคนที่มีผิวผสมจะมีความมันบริเวณทีโซน ได้แก่ บริเวณหน้าผาก จมูก และคาง ในขณะที่ผิวบริเวณแก้มจะแห้ง ผู้ที่มีผิวผสมหลายคนอาจประสบปัญหา ผิวหนัง (Skin) อักเสบอันเนื่องมาจากการที่ผิวหนังผลิตน้ำมันมากเกินไป มีเชื้อราขึ้นบริเวณหนังศีรษะและคิ้ว ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง รังแค และอาการดังกล่าวอาจลุกลามมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องขอคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ แต่สำหรับผู้ที่มีผิวผสมทั่วไป การดูแลสภาพผิวอาจยุ่งยากหรือซับซ้อนมากกว่าคนที่มีผิวแห้ง ผิวธรรมดา หรือผิวมัน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้วิธีการดูแลผิวแห้งและผิวมันควบคู่กันไป

  • เมื่อต้องการออกไปข้างนอกหรือต้องเผชิญกับแสงแดด ให้ทาครีมกันแดดทุกครั้ง
  • ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรธรรมชาติที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวเช่น สาร SLS,SLES เป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น
  • เมื่อทำความสะอาดผิวเรียบร้อยแล้ว ให้ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันในบริเวณผิวที่เเห้ง มาส์กหน้าด้วยมาส์กที่ออกแบบมาเพื่อคนผิวผสมโดยทำสัปดาห์ละครั้ง
  • เพื่อป้องกันการเกิดรังแคหรือเชื้อราบริเวณหนังศีรษะ เนื่องจากมีน้ำมันมากเกินไปให้ใช้แชมพูที่มีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดรังแค เช่น แชมพูที่มีส่วนผสมของ Pyrithione Zinc หรือ Selenium Sulfide หรือแชมพูที่มีฤทธิ์ในการขจัดเชื้อรา เช่น Ketoconazole โดยใช้วันเว้นวันจนกว่าจะสามารถควบคุมรังแคและเชื้อราได้ หลังจากนั้นควรใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ผิวแพ้ง่าย

เป็นผิวอีกประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ มีคนจำนวนไม่น้อยสับสนระหว่างอาการแพ้ที่เป็นปกติกับอาการแพ้ที่ผิดปกติ อาการแพ้ที่เป็นปกติคืออาการแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสกับสารเคมี หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของกรด ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางหรือสารทำความสะอาดที่รุนแรง เป็นต้น อาการแพ้ดังกล่าวถือว่าเป็นอาการปกติและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ในขณะที่ผิวแพ้ง่ายคือผิวที่มีอาการแพ้ที่ผิดปกติ นอกจากจะแพ้สารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองแล้ว ผิวแพ้ง่ายยังอาจมีอาการแพ้ในสิ่งที่ไม่น่าจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น ความเย็น ความร้อน ลม เป็นต้น แต่เพื่อให้แน่ใจว่าอาการแพ้ที่เป็นอยู่มีสาเหตุมาจากสภาพผิว หรือเกิดจากการสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองโดยไม่รู้ตัว ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ ผิวหนัง (Skin) ผู้เชี่ยวชาญ หากพบว่าอาการแพ้ที่คุณเป็นอยู่เกิดจากสภาพผิว

  • เมื่อต้องออกแดด ควรทาครีมกันแดดชนิดบางเบา ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • หลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์ เนื่องจากโทนเนอร์ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่าง ๆ
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะมีส่วนผสมของสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น สารทำความสะอาดที่รุนแรง แอลกอฮอล์ สารกันบูด น้ำหอม สีสังเคราะห์ เป็นต้น
  • ใช้เครื่องสำอางที่ติดทนนานให้น้อยลง และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารชะล้างที่รุนแรง
  • หากต้องแต่งหน้าควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ล้างออกได้ง่าย ๆ ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือหันไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นที่สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์หรือน้ำแร่แทน
  • ทำความสะอาดผิววันละ 1-2 ครั้ง หลังจากทำความสะอาดทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดบางเบาที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือเกิดอาการอุดตันของรูขุมขนซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสิวได้ในที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม สาร SLS,SLES ที่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

พิมลพรรณ อนันต์กิจไพศาล. Beauty Tips ศาสตร์แห่งการประทินผิว ไร้สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยยับย่น : กรุงเทพฯ : Feel good Publishing, 2560.

รัชนี คงคาฉุยฉาย และ ริญ เจริญศิริ. โภชนาการกับผัก. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2554. 128 หน้า 1.ผัก-แง่โภชนาการ-ไทย. I.ชื่อเรื่อง. 641.303 ISBN 978-974-484-346-3.

Armstrong, Wayne P. “Identification Of Major Fruit Types”. Wayne’s Word: An On-Line Textbook of Natural History. Archived from the original on November 20, 2011. Retrieved 2013-08-17.