วิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิว ( Sunscreen )

วิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิว (Sunscreen)
ครีมกันแดด ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ และยูวีบี ให้เราห่างไกลจากมะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ และอาการผิวไหม้

ครีมกันแดด ( Sunscreen )

ครีมกันแดด ( Sunscreen ) หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่ายาทากันแดด (ซึ่งส่วนมากเป็นครีม) ในอดีตที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนให้รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายโดยแพทย์โรคผิวหนังบางกลุ่ม และสถาบันการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนังเป็นผู้แนะนำ

คำว่า Sunscreen หมายถึงสารที่ใช้ทาบนผิวหนัง มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันผิวหนังจากการถูกแสงอาทิตย์ทำอันตรายในภาษาเครื่องสำอางมักจะเรียกว่า ครีมกันแดด ( Sunscreen )

Sunblock (ซันบล็อก) หมายถึงครีมที่ขัดขวางแสงแดด คือ ครีมกันแดด ( Sunscreen )อีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช้สารเคมีเพื่อทำหน้าที่ในการดูดซับรังสียูวีเอาไว้ แต่ใช้วิธีสะท้อนรังสียูวีกลับออกไป ดังนั้น Sunblock จึงเป็น Physical Sunscreen เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้สารเคมีง่าย แต่เวลาทาจะดูเป็นคราบขาว ๆ มองดูเหมือนของราคาถูก

โดยปกติทั่ว ๆ ไป คำว่า Sunblock ใช้ความหมายเดียวกับ Sunscreen ได้และหลัง ค.ศ.2002 FDA (อย.ของอเมริกา) ออกระเบียบใหม่ทุกอย่างโดยให้เรียก Sunscreen เพียงคำเดียว

ประโยชน์ของ ครีมกันแดด ( Sunscreen )

ถ้าเราใช้ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) อย่างถูกวิธี สามารถทำประโยชน์ได้ดังนี้คือ
– ป้องกันผิวไหม้เกรียมจากแสงแดด (Sunburn) ซึ่งรังสี UVB (ยูวีบี) ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญ
– ป้องกันผิวเสียจากแสงแดด (Photodamaged Skin) ที่สำคัญคือการเกิดริ้วรอยถาวร (Wrinkle) ผิวดูเหมือนคนแก่ (Aged Look) เป็นต้น
– ป้องกันเนื้องอกของเซลล์บริเวณชั้นหนังกำพร้า (Squamous Cell Cancers)
– ครีมกันแดดที่ดีต้องป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) แต่ครีมกันแดดที่ขายทั่วไปจะป้องกันได้แต่ UVB ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้เกิดผิวหนังไหม้ Sunburn

มีตัวยาเพียง 3 ชนิด ที่ได้รับคำรับรองจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ว่าสามารถป้องกันรังสี ยูวีเอได้ คือ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) สังกะสีออกไซด์ (Zinc Oxide) และอโวเบนโซน (Avobenzone) หรือ Parsol 1789 ถ้าซื้อยากันแดดแล้วผู้ขายอ้างว่าป้องกันรังสียูวีได้ทั้งหมด ท่านต้องดูสูตรของครีมเสียก่อนว่ามีตัวยา 3 ตัวนี้หรือไม่ ถ้ามีเพียงตัวใดตัวหนึ่งก็ถือว่าเป็นของจริง สามารถซื้อใช้ได้

เวลาซื้อยากันแดด ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ต้องดูวันผลิต (Mfd Date) และวันหมดอายุด้วย (Exp. Date) มักพิมพ์ไว้ที่ข้างขวดหรือก้นขวด เพราะประสิทธิภาพของการป้องกันรังสียูวีจะลดลงตามเวลาที่ผ่านไปหรืออายุของยา แนะนำให้ซื้อใช้ที่ผลิตไม่เกิน 1 ปี เพราะอายุของครีมกันแดดจะสั้นมาก (Short Shelf Life) อย่าซื้อมาเก็บตุนไว้ เพราะอาจจะใช้ไม่ทัน

FDA (คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา – Food and Drug Administration) กำหนดให้ยากันแดดต้องมีอายุถึง 3 ปี นับจากวันผลิตและอนุญาตให้จำหน่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ วันผลิตต้องแสดงให้ปรากฏ แต่วันหมดอายุไม่ต้องพิมพ์ลงไปก็ได้ ซึ่งจะถือว่า 3 ปีหมดอายุ อย่างไรก็ดีไม่แนะนำให้ท่านซื้อครีมกันแดดอายุนานเกิน 1 ปี นับจากวันผลิต
ครีมกันแดด ( Sunscreen ) มี 2 แบบ เพราะใช้ 2 วิธี ในการกั้นแสงยูวี

Sunscreen แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ

ครีมกันแดดชนิดดูดซึมรังสียูวี (Absorber Sunscreen)

โดยสารเคมีที่เป็นตัวผสมสำคัญของครีมจะดูดซึมรังสียูวีโดยปฏิกิริยาเคมีไว้ไม่ให้ผ่านเลยไปทำอันตรายต่อผิวหนังได้ ตัวอย่างคือตัวครีม Oxybenzone จัดว่าเป็น Chemical Sunscreen

ครีมกันแดดชนิดสะท้อนรังสียูวีกลับไป (Reflector Sunscreen)

คือสารเคมีที่อยู่ในครีมจะทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนรังสียูวีกลับทำให้ไม่มีรังสีเหลือผ่านเลยไปทำลายผิวหนัง ตัวยาสำคัญคือ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ซึ่งใช้ป้องกันรังสียูวีเอ (UVA) ได้ด้วยจัดว่าเป็น Physical Sunscreen, Titanium Dioxide (ไททาเนียม ไดออกไซด์) นี้เมื่อทาหน้าจะทำให้ผิวขาวโพลนชนิดขาวไม่สวย คือ ขาววอก เหมือนหน้าลิเก ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่จึงทำเป็นผงละเอียดขึ้น (Microfined Particle) จนไม่ทำให้หน้าดูขาวมากเกินไป ครีมกันแดดชนิดหลังนี้มีจำหน่ายในเมืองไทยแล้ว

น้ำยาทาผิวสีแทน (Suntan Lotion) ไม่กันแดด

ครีมกันแดด ( Sunscreen ) รุ่นใหม่ๆ สามารถช่วยชะลอความแก่ของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยป้องกันไม่ให้รังสียูวีมาทำลายผิวหนังและคอลลาเจนได้ ในอดีตเคยนิยมใช้โลชั่นทาผิวสีแทน (Suntan Lotion) ทาเพื่อกันแดด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ได้ป้องกันรังสียูวีแต่อย่างใดเลย หลงใช้กันมานาน ยิ่งเมื่อเวลานอนอาบแดดตามชายหาด ผลก็คือคนรุ่นเก่าทั้งหลายซึ่งเป็นผู้สูงอายุขณะนี้ ต้องประสบปัญหาผิวเสียจากแสงแดด (Skin Photodamage) อยู่ในปัจจุบันจำนวนมาก

ครีมกันแดดเพื่อใช้กับผู้ว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ

ครีมกันแดด ( Sunscreen ) รุ่นล่าสุดมีตั้งแต่เป็นเจลอ่อน ๆ (Ligh Gel) ไว้ใช้ทาผิวเพื่อไปทำงานได้ทุกวัน ไปจนถึงชนิดครีมเหนียวเหนอะป้องกันน้ำได้ (Waterproof Cream) ใช้ทาตัวตอนอาบน้ำในสระว่ายน้ำ

คำว่า “ป้องกันน้ำ” (Waterproof) จะทาตัวเวลาเล่นน้ำในสระอยู่ได้นานกว่าชนิด “ทนน้ำ” (Water Resistant)

ปัจจุบันคำว่า Waterproof (กันน้ำ) ทาง FDA (อาหารและยา) ของประเทศสหรัฐอเมริกาห้ามใช้โฆษณาบนฉลาก ตั้งแต่ ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) เป็นต้นมา

ค่ากันแดด (Sun Protection Factor)

SPF (เอส พี เอฟ) เป็นคำย่อของ Sun Protection Factor (ค่ากันแดด) ซึ่งจะต้องตามด้วยตัวเลข เช่น SPF 15 โดยตัวเลขที่ตามคำว่า SPF หมายถึง ระดับความสามารถของ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ที่จะปกป้องผิวอันเกิดจากการทำลายของแสงแดดที่มีรังสียูวี นั่นคือถ้าตัวเลขสูงย่อมป้องกันผิวหนังจากแสงแดดได้เหนือกว่าคือนานกว่า เช่น SPF 40 (เอส พี เอฟ สี่สิบ) ย่อมแรงกว่า SPF 15 เป็นต้น เนื่องจากศัตรูอันดับหนึ่งของผิวสวย คือ แสงแดด (ควรจะอยู่ตั้งแต่อันดับ 1 ถึงศัตรูอันดับ 10 คือเหมาทั้งหมดเลย)

ความรู้เรื่อง ค่ากันแดด (SPF) ที่คุณผู้หญิงควรจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ทำไมแสงแดดจึงสามารถทำอันตรายต่อผิวหนังได้?
ที่ใดที่มีแสงแดด ไม่ว่าจะส่องแสงแรงจ้าหรือมืดครึ้มเพราะเมฆหมอกมาบดบังก็ตาม จะต้องมีรังสียูวี (UV Radiation) ร่วมมาด้วยเสมอเพราะทั้งรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ถึงแม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นแต่มันก็เป็นส่วนประกอบที่มากับแสง (Light) ซึ่งแผ่มาจากดวงอาทิตย์

ผู้ที่ปีนเขาอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล หรือแม้แต่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะได้รับรังสียูวีที่แรงมาก เครื่องสำอางที่ใช้จะต้องมีสารกันแดดผสมในความเข้มข้นสูงอยู่ด้วย

รังสียูวีเป็นพลังงาน (Energy) มาในรูปของคลี่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagentic Wavelength) ที่ความถี่ระหว่าง 200 – 400 mm. (นาโนมิเตอร์) พลังงานดังกล่าวทำให้รังสียูวี (UV) สามารถทะลุผ่านผิวหนัง เมื่อทะลวงแนวป้องกัน (Barrier) ของผิวหนังกำพร้า (Epidermis) สามารถทำอันตรายให้กับเนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่อยู่ภายในได้ มากน้อยขึ้นกับขนาดของพลังงานหรือความแน่นของรังสียูวี

รังสียูวี (UV Ray) ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งจะทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) ชำรุด ผิวหนังอักเสบแดง (Sunburn) และมากพอที่ DNA (ดี เอน เอ) ซึ่งเป็นรหัสพันธุกรรมเหมือนพิมพ์เขียวของเซลล์ (Cell Blueprint) เสียหาย จนเซลล์ที่บาดเจ็บทำงานผิดเพี้ยน แบ่งตัวไม่เป็นระเบียบก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้น โปรตีนคอลลาเจนและ อีลาสตินซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออยู่ในชั้นหนังแท้ทับซ้อนกันเป็นโครงสร้างมีหน้าที่ช่วยให้ผิวหนังตึงและแข็งแรง เหมือนหมอนที่อัดนุ่น (นุ่นเปรียบเป็นคอลลาเจน) หมอนก็จะดูแน่นน่านอน ถ้าคอลลาเจนเสื่อมสภาพกระด้างขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากรังสียูวีทำอันตราย ใบหน้าจึงเกิดริ้วรอยถาวร (Face Wrinkle)

วิตามิน ดี (Vitanin D) ขาด ยากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
การทา ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ที่มีคุณภาพเหมาะสมสามารถป้องกันศัตรูอันดับ 1 ถึง 10 ของผิวหนังคือ แสงแดดได้ แพทย์โรคผิวหนังทราบดีว่าควรป้องกันผิวหนังจากแสงแดดให้ได้ตั้งแต่วัยเด็ก และสร้างนิสัยความกลัวแดดเอาไว้ด้วย ซึ่งเป็นการถนอมผิวที่ดีที่สุดในโลกอนาคต

วิตามิน ดี (Vitamin D) เป็นสิ่งซึ่งร่างกายสร้างขึ้นมาจากผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด เพื่อไว้ป้องกันโรคกระดูกอ่อน การจะขาดวิตามิน ดี เพราะไม่ถูกแสงแดดนั้นเกิดขึ้นได้ยาก เป็นปัญหาของประเทศเมืองหนาวไม่ใช่ประเทศไทย

ความหมายของตัวเลขที่ตามหลังค่า SPF (เอส พี เอฟ) คืออะไร

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรียชื่อ ฟรานซ์ กรีทเตอ (Franz Greiter) เป็นคนแรกที่เสนอความคิด เรื่องการกำหนดค่ากันแดด (SPF) ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับอย่างพร้อมเพรียงกันจากกลุ่มบริษัทเครื่องสำอาง, กลุ่มอุตสาหกรรมยา, รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ

ตัวเลขที่ปรากฏอยู่หลังคำว่า SPF คือ จำนวนเท่าของระยะเวลาที่ผิวหนังซึ่งถูกทาด้วย ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ชนิดหนึ่งจะทนแดดอยู่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกันกับผิวหนังที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดใด ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ทาครีมกันแดด ผิวหนังนั้นเมื่อถูกแสงแดดจะใช้เวลา 10 นาที จึงเกิดอาการแดงขึ้น (Erythema หรือ Sunburn) แต่ถ้าทาครีมกันแดดชนิดหนึ่งแล้วพบว่าผิวหนังนั้นทนได้นาน 150 นาที ผิวหนังถึงจะปรากฏอาการแดงแบบ Sunburn เช่นเดียวกัน คือถ้าทาครีมทำให้อยู่นานกลางแดดเป็น 15 เท่า จาก 10 นาทีผิวจะแดงมาเป็น 150 นาที ผิวถึงจะแดงเพราะครีมกันแดดช่วยป้องกันไว้ ดังนั้น ค่า SPF (เอส พี เอฟ) ของครีมกันแดดชนิดนั้นจึงเป็น SPF 15 (ได้มาจาก 150 นาที หารด้วย 10 นาที เท่ากับ 15)

ค่า SPF ใช้กับรังสียูวีบี (UVB) ไม่เกี่ยวกับรังสี ยูวีเอ (UVA)

จะเห็นได้ว่าการคำนวณค่าของ SPF เราพูดถึงระยะเวลาที่ผิวแดงเกิดขึ้น (Erythema หรือ Sunburn) เอามาเป็นตัวชี้ ซึ่ง Sunburn เป็นการรบกวนของรังสียูวีบี (UVB) ที่กระทำต่อผิวหนังไม่ใช่ UV ชนิด เอ (A) หรือ ซี (C)

รังสียูวีบี (UVB) คือรังสี Ultraviolet ชนิด B (บี) โดยคำว่า B ที่ตามท้าย UV หมายถึง Burn (ไหม้เกรียม)

เมื่อพูดถึงค่า SPF 15 หรือค่า SPF 40 เราไม่ได้หมายถึงการป้องกันรังสี UVA ดังนั้น เมื่อจะเลือกซื้อ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) จึงต้องอ่านฉลากให้แน่ใจเสียก่อนว่ามีสารสังกะสีออกไซค์ (Zinc Oxide) ไททาเนียม ไดออกไซด์ หรือ อโวเบนโซน (Avobenzone) อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วย จึงจะถือว่าป้องกันรังสียูวีได้ครอบคลุมทั้งหมดคือป้องกันทั้งรังสี UVA , UVB และ UBC จากดวงอาทิตย์ไม่ค่อยส่องมาถึงโลกโดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในประเทศไทย เพราะชั้นโอโซนในบรรยากาศเหนือประเทศไทยหนาแน่นกว่าบนท้องฟ้าของประเทศอังกฤษและประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีชั้นโอโซนที่บางมาก

ข้อควรทราบ วิธีใช้ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ที่บอกค่า SPF

SPF หรือค่ากันแดด Sun Protection Factor มีตัวเลขห้อยท้าย ที่แสดงถึงประสิทธิภาพของ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ในการป้องกันรังสียูวีบี แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับรังสียูวีเอแต่อย่างใด

รังสียูวีเอ UVA มีอันตรายมากกว่ารังสียูวีบี UVB  เพราะมันเจาะทะลุผิวหนังได้ลึกมากกว่า ก่อนซื้อจึงควรตรวจดูให้แน่ใจก่อนว่ามีตัวยาป้องกันรังสียูวีเอผสมอยู่ด้วยซึ่งได้แก่ Zinc Oxide หรือ Titaninu Dioxide หรือ Avob enzone ตัวใดตัวหนึ่งตามมาตรฐานของประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ให้เป็นกฎไว้เลยว่าเพื่อให้ได้ผลสมบูรณ์ ต้องทาขนาด 2 มิลลิกรัมของครีมต่อพื้นที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร แต่ตามความเป็นจริงจากผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้เกือบทุกรายที่ทำวิจัยมักจะทาครีมกันแดดปริมาณเพียงครึ่งเดียวของคำแนะนำ

ข้อแนะนำของสถาบันโรคผิวหนังเกือบทุกประเทศทั่วโลก คือ ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ที่มีค่า SPF 15 หรือมากกว่าและต้องมีสารป้องกันรังสียูวีเอ UVA ผสมอยู่ด้วย
หลังจากการอาบน้ำหรือว่ายน้ำ เล่นกีฬาเหงื่อออกมากควรทาครีมกันแดดเพิ่มขึ้นอีก ถึงแม้ในสภาวะอากาศมืดครึ้ม ก็ต้องใช้ครีมกันแดดเพราะรังสียูวีจะผ่านมาถึงโลกได้ในตอนกลางวันตลอดเวลา ถึงจะไม่เห็นแสงแดดก็ตาม ควรสวมหมวกปีกกว้างเวลาออกไปกลางแจ้ง เลือกใช้แว่นตากันแดดชนิด Anti UV คือป้องกันรังสียูวีได้ เสื้อผ้าชนิดทอเนื้อแน่นแสงแดดจะไม่ทะลุ โดยเฉพาะกลุ่มที่ตีกอล์ฟ ถ้าประมาทไม่ระวังเรื่องแสงแดดพออายุประมาณ 40 ปี ผิวหนังจะทรุดโทรมเร็วมากและถ้าเผอิญเล่นแพ้บ่อย ๆ จะดูหน้าแก่และมีริ้วรอยถาวรขึ้นง่ายอีกด้วย

ควรหลบแดดระหว่างเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. เพราะชั้นบรรยากาศจะกรองรังสียูวีได้น้อยมากกว่าเวลาอื่น ๆ (คือรังสียูวีตอนนี้มีความเข้มข้นมาก) ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ทา ครีมกันแดด ( Sunscreen ) หนา ๆ ไว้โดยเฉพาะบริเวณปลายจมูกให้ทามากเป็นพิเศษ มิฉะนั้นอาจจะเสียโฉม

อย่าปล่อยเด็กซึ่งเป็นลูกหลานของท่านถูกแสงแดดจัด ๆ โดยป้องกันไม่เพียงพอ รังสียูวีที่ทำลายผิวหนังถึงแม้จะได้รับทีละเล็กละน้อย แต่สามารถสะสมจนภายหลังอาจเกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้เมื่อตอนโตเป็นผู้ใหญ่ หัดให้เด็กรู้จักทาครีมกันแดดเวลาออกไปเล่นกีฬากลางแจ้งจนติดเป็นนิสัย

ผลการวิจัยจากสถาบันบางแห่งรายงานว่า ผู้บริโภคเกือบทุกคนมักทา ครีมกันแดด ( Sunscreen ) เพียงครึ่งเดียวจากที่ควรจะต้องใช้ แพทย์ผิวหนังซึ่งต้องการให้คนไข้ทาครีมที่มี SPF 15 จึงต้องใช้วิธีจ่ายยากันแดดที่มีค่า SPF 30

ไม่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดชนิด SPF 45 หรือมากกว่า เพราะคุณอาจมีปัญหากับสารเคมีที่เข้มข้นมาก เกิดอันตรายได้การเลือกใช้ SPF 15 นับว่าเหมาะสม ขยันทาให้บ่อยขึ้นจะปลอดภัยกว่า ในประเทศญี่ปุ่นจะไม่มี ครีมกันแดด ( Sunscreen ) ที่มีค่าเกิน SPF 50 ออกมาวางจำหน่ายเลย

เสื้อผ้าของนักกอล์ฟอาชีพชาวต่างประเทศ มักนิยมใช้สารเคมีซันการ์ดบางชนิดเติมในเวลาซักล้างเสื้อผ้า ซึ่งสารเคมีดังกล่าวจะติดกับใยผ้า ทำหน้าที่ป้องกันแดดได้ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมให้รังสียูวีผ่านเสื้อผ้ามาถึงผิวหนัง โดยวิธีดูดซึม Absorb เอาไว้ เมื่อออกไปกลางแดด อย่าลืมสวมแว่นตากันแดดที่กั้นรังสีความถี่ต่ำกว่า 400 nm ทุกครั้ง

ผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถป้องกันแสงแดดได้มีจำหน่ายมานานหลายปีแล้ว ผู้ตัดสินกีฬาโอลิมปีกเกมส์ที่เมืองซิดนีย์ประเทศออสเตรเลียทุกคนสวมใส่ชุดกรรมการผู้ตัดสินที่ทอด้วยผ้าดังกล่าว ซึ่งช่วยป้องกันรังสียูวีได้ดี แต่ราคาในขณะนั้นแพงมาก (ปัจจุบันราคาถูกลงกว่าเดิมถึง 3 เท่า แต่ก็ยังนับว่าแพงอยู่)

FDA (องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา) ออกกฎใหม่เกี่ยวกับยาทากันแดดเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

นอกจากจะควบคุม ครีมกันแดด ( Sunscreen ) อย่างเข้มงวดแล้วค่า SPF ของเครื่องสำอางในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ถูกควบคุมโดยองค์การอาหารและยา FDA เช่นกัน

กฎใหม่เกี่ยวกับเครื่องสำอางจากประเทศสหรัฐอเมริกาประเภท ครีมกันแดด ( Sunscreen ) มีข้อความตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่ ค.ศ.2002 (พ.ศ.2545) เป็นต้นไป องค์การอาหารและยา (FDA เอฟ ดี เอ) ไม่อนุญาตให้ใช้คำที่ก่อให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภคในครีมกันแดดคือ Sunblock (ครีมกันแดดชนิดสะท้อนแสงกลับ Waterproof (กันน้ำ) และ All-Day Protection (ป้องกันได้ตลอดวันบนผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดหรือยากันแดด (Sunscreen)

FDA (เอฟ ดี เอ) ของสหรัฐอเมริกามีข้อบังคับให้ติดคำเตือน (Warning) ไว้บนผลิตภัณฑ์ครีมทาผิวสีแทน (Tanning Product) ที่ไม่มีส่วนผสมของยากันแดด ดังนี้

“ผลิตภัณฑ์นี้ไม่มียากันแดด” ครีมกันแดด ( Sunscreen ) และไม่ป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด การตากแดดบ่อย ๆ ขณะทาสีแทนเอาไว้ อาจก่อให้เกิดเนื้องอกของผิวหนัง ผิวหนังเหี่ยวแก่ Skin Aging และอันตรายอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่ผิวหนังอาจไม่มีรอยไหม้ก็ตาม (Sunburn) (จากประกาศของ FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ค.ศ.2002)

lll. Skincare and the Sun ( การทะนุถนอมผิวกับแสงแดด )
เอกสารข้างต้นค่อนข้างใหม่ล่าสุดมีอายุไม่เกิน 7 ปี เกือบทั้งสิ้นในทุกบทความ เพื่อให้ท่านได้มั่นใจและซาบซึ้งดีว่าแสงแดดคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของผิวหนัง (Excessive Sun Light is the Skin’s Worst Enemy)

ถึงแม้ว่าผิวหนังจะเสียไป แต่ด้วยความสามารถของแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งของประเทศเรา ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกจะช่วยท่านแก้ไขลบรอยตำหนิได้โดยง่าย แต่อาจต้องใช้เงินจำนวนมาก รวมถึงระยะเวลาในการรักษาที่นานพอสมควร

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศ.ดร.น.พ. สมศักดิ์ วรคามิน. ผิวสวย (BEAUTY SECRET THE UNTOLD STORY) กรุงเทพ: 2539 – 2560 โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) © Copy Right 1996, 2017.

ริตา, เกรียร์. อาหารขจัดอนุมูลอิสระ. กรุงเทพ: หมอชาวบ้าน,2551. 176 หน้า : 1.อาหาร-แง่สุขภาพ. 2.อนุมูลอิสระ. I.วูดเวิร์ด,โรเบิร์ต, II.พิสิฐ วงศ์วัฒนะ,ผู้แปล. III.ชื่อเรื่อง. 613.2 ISBN 978-974-04-5522-6.