มาร์คหน้า เคล็ดลับหน้าเด็กสำหรับผู้หญิง 30 Up ด้วยวิธีธรรมชาติ

เคล็ดลับหน้าเด็ก ด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย
ลดความเสื่อมของเซลล์อย่างเห็นผลจึงช่วยให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก สดใสอ่อนกว่าวัย และมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

หน้าเด็ก

หน้าเด็ก ( Baby Face ) คือ การจะดูแลผิวให้อ่อนเยาว์เปล่งประกายนั้นเป็นเป้าหมายหลักสำหรับสาว ๆ ทุกคนวันนี้บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านความงามด้วยเคล็ดลับหน้าเด็ก ผิวสวยเปล่งปลั่งเป็นธรรมชาติ เพราะความสวยความงามบอกได้ว่าเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ความสำคัญของผิวลึกลงไปมาก โดยเฉพาะผิวเป็นชั้นแรกของระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันระหว่างคุณและเชื้อโรค แบคทีเรียต่างๆ วิธีทำให้ผิวเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ การมีใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เนียนนุ่มเหมือนเด็กเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ โดยเฉพาะในสุภาพสตรีที่ชื่นชอบความสวยความงามการมี หน้าเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันหา เพื่อใบหน้าที่ดูเด็กแล้วยอมลงทุนทั้งเวลาและเงินทองเพื่อค้นหาและทำวทุกวิถีทางที่มีการบอกว่าดีสามารถช่วยทำให้ใบหน้าเด็กลงได้ และเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันที่ต้องการมีหน้าเด็ก ได้มีการสร้างสถาบันเสริมความงามที่ช่วยทำให้หน้าเด็กลงได้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น การเลเซอร์ การฉีดฟิลเลอร์บางชนิดเข้าสู่ใบหน้า การร้อยไหม เป็นต้น

เมื่อกล่าวถึงเวชศาสตร์ชะลอวัย ( Anti-Aging ) แล้วหลายคนจะคิดถึงการลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่อยู่บนใบหน้าด้วยครีมทาบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางค์ที่ช่สยลดเลือนริ้วรอยหลายยี่ห้อ ตามที่มีการโฆษณาอยู่ในท้องตลาดและสื่อโฆษณาทั้งหลายว่าช่วยชะลอวัยให้ใบหน้าดู อ่อนเยาว์ ที่จริงแล้วเวชศาสตร์ชะลอวัย ( Anti-Aging ) ไม่ใช่การใช้ครีมหรือเครื่องสำอางเพื่อให้มีใบหน้าที่อ่อนเยาว์เท่านั้น

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยชั้นผิวหนัง คือ

1. หนังกำพร้า ( Epidermis )

เป็นชั้นของผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนสุดหรือผิวหนังชั้นนอกที่เราสามารถสัมผัสได้นั่นเอง ผิวหนังในชั้นนี้จะประกอบไปด้วยเชลล์ที่มีการเรียงซ้อนกันประมาณ 15-20 ชั้น มีความหนาตั้งแต่ 0.05 มิลลิเมตรถึง 1.5 มิลลิเมตรขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหนังกำพร้า ส่วนที่มีหนังกำพร้าบางที่สุด คือ หนังตาและส่วนที่มีหนังกำพร้าหนาที่สุด คือ ฝ่ามือและฝ่าเท้า หนังกำพร้าที่อยู่ชั้นนอกหรือชั้นบนสุดจะเรียกว่าชั้นขี้ไคล ( Stratum Corneum ) เซลล์ในชั้นขี้ไคลเมื่อหลุดออกจะกลายเป็นขี้ไคล ( Keratin ) ที่เรารู้จักกัน เมื่อเซลล์ขี้ไคลหลุดออกจากร่างกาย เซลล์ที่อยู่ชั้นในของชั้นหนังกำพร้าก็จะเลื่อนขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่หลุดออกไป ชั้นหนังกำพร้ามีหน้าที่ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ด้วยการควบคุมการขับเหงื่อเพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายออกมาในขณะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูง ทำหน้าที่ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ แสงแดด สารเคมีและเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง และการสูญเสียน้ำ และทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่ออีกด้วย นอกจากนั้นผิวหนังยังเป็นช่องที่ทางที่ช่วยในการดูดซึมยาและวิตามินบางชนิดเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย เช่น วิตามินดีที่มีอยู่แสงแดด เป็นต้น

2. หนังแท้ ( Dermis )

เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างถัดจากชั้นหนังกำพร้าและอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นหนังกำพร้า ( Epidermis ) และชั้นใต้ผิวหนัง ( Subcutaneous Tissue ) ชั้นหนังแท้จะมีขนาดที่หนากว่าชั้นหนังกำพร้ามาก มีหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของเหงื่อและไขมันที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ปกป้องอวัยวะที่อยู่ภายในของร่างกาย เป็นแหล่งสร้างพลังงานและอาหารให้กับชั้นหนังกำพร้าและทำหน้าที่ร่วมกับชั้นหนังกำพร้าในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่อีกด้วย ชั้นหนังแท้ประกอบด้วยโปรตีนหลักอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ คอลลาเจน ( Collagen ) และอีลาสติค ( Elastic ) หน้าที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้น     

3. ชั้นใต้ผิวหนัง ( Subcutaneous Tissue ) หรือ ชั้นไขมัน ( Subcutaneous )

เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ในสุดของร่างกายอยู่ติดกับอวัยวะภายในและชั้นหนังแท้ ชั้นใต้ผิวหนังประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นจำนวนมากเรียกว่าส่วนประกอบหลักของชั้นนี้เป็นไขมันแทบทั้งหมด ขนาดความหนาของชั้นนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละคน ชั้นใต้ผิวหนังมีหน้าที่รักษาและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายฉนวนที่ช่วยกันความร้อนและช่วยลดแรงกระทบกระเทือนจากภายนอกสู่อวัยวะภายในร่างกาย ชั้นใต้ผิวหนังบนใบหน้าจะมีความหนามากอยู่ที่บริเวณแก้ม คาง โดยเฉพาะบริเวณคาง ซึ่งเมื่อเรามีน้ำหนักตัวสูงแล้วไขมันก็จะสะสมอยู่ที่บริเวณนี้มากกว่าส่วนอื่น จึงเกิดลักษณะแก้มป่อง เกิดเหนียงใต้คางหย่อนออกมาเป็นชั้น ๆ

วิธีดูแลผิวสำหรับผู้หญิง

1. เลือกครีมบำรุงผิวที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมผิว ลดริ้วรอย ลดจุดด่างดำ และป้องกันสิว
2. ควรใช้ครีมกันแดดที่ปลอดภัยจากสารต่างๆ มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และต้องเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถทาได้ทุกวัน เพื่อป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต (UV) อาจเป็นสารก่อมะเร็งผิวหนังได้
3. ควรขัดผิวเบาๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายออกไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น
4. ควรดูแลเรื่องการขับถ่ายที่สม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายขับของเสียออกไปทุกวัน ทำให้มีผิวพรรณที่สดใส หน้าดูเด็กลง ลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี
5. ควรเสริมด้วยคอลลาเจน เพราะคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เสริมสร้างกระดูก ผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และช่วยให้ผิวที่หย่อนคล้อยของเรากลับมาดูสดใส เปล่งปลั่ง แลดูอ่อนเยาว์อีกด้วย
6. ควรปรับสมดุลแบคทีเรียไมโครไบโอม (Microbiome) ที่ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์
ผิวหนังของคุณ

https://www.youtube.com/watch?v=yjUOmUOs01c

สาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของเราแก่หรือเซลล์บนใบหน้าเกิดความเสื่อม

1. พันธุกรรม

ลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนส์เป็นสิ่งที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งยีนส์จะบ่งบอกถึงลักษณะของทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายว่าจะต้องมีรูปร่าง สูง ต่ำ อ้วน ผอม ผิวขาว ผิวดำ รวมถึงลักษณะของผิวพรรณและใบหน้าด้วยว่าจะมีลักษณะ อ่อนเยาว์ หรือว่าแก่เร็วกว่าปกติ ก็ขึ้นอยู่กับยีนส์ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่อยู่บนใบหน้า

2. แสงแดด

แสงแดดประกอบไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี 3 ประเภท คือ รังสีอัลตราไวโอเลตเอ ( UVA ) รังสีอัลตราไวโอเลตบี ( UVB ) และรังสีอัลตราไวโอเลตซี ( UVC ) ซึ่งรังสีอัลตราไวโอเลตซีที่มีผลต่อความแกของใบหน้าคือ
รังสีอัลตราไวโอเลตเอและรังสีอัลตราไวโอเลตบี รังสีอัลตราไวโอเลตจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในของชั้นผิวหนังและเข้าไปกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกาย ส่งผลให้อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าดูหยาบกร้าน มีริ้วรอยเหี่ยวย่น

3. ความเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าดูแก่ก่อนวัย เพราะเวลาที่เรามีความเครียดเกิดขึ้นร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล ( cortisol ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่อยู่ในกลุ่มของสเตียรอยด์ออกมามากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดยการกระตุ้นการทำงานของตับไกลโคเจนให้เป็นน้ำตาลเข้ามาในกระแสเลือดในสภาวะที่ร่างกายขาดน้ำตาลหรือเวลาที่สมองต้องใช้พลังงานสูงมาก ๆ ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันทำให้มีการขับไขมันออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของไขมันอุดตันตามรูขุมขน สิว อาการหน้ามันและเพิ่มการสะสมไขมันที่บริเวณใบหน้าทำให้หน้ากลม มีเหนียงที่คอยื่นออกมาอีกด้วย นอกจากนั้นฮอร์โมนคอร์ติซอลยังสามารถเข้าไปทำลายโปรตีนคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิว จนเป็นที่มาของริ้วรอยก่อนวัย

4. สูบบุหรี่

บุหรี่เต็มไปด้วยสารพิษมากกว่า 4,000 ชนิด สารพิษเหล่านี้จัดเป็นอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยมสามารถทำลายเซลล์ผิวหนังอย่างได้ผล เพราะสามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ( Oxidation ) กับผนังและดีเอ็นเอของเซลล์จนเซลล์เสื่อมสภาพ หรืออาจกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนั้นในขณะที่ทำการสูบบุหรี่เส้นเลือดจะมีการหดตัว ทำให้เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงผิวหนังบนใบหน้าด้วย ทำให้คอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวอ่อนแอและเสื่อมสภาพจนทำให้ใบหน้าดูแก่ขึ้น

5. ดื่มน้ำน้อย

น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของเลือด ถ้าร่างกายขาดน้ำอาจทำให้ถึงตายได้ เพราะน้ำมีหน้าที่ในการขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยสร้างออกซิเจนและลำเลียงสารอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมและรักษาอุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรด-ด่างของร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล ดังนั้นถ้าเซลล์ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอเซลล์จะอ่อนแอและมีเกิดการเหี่ยวย่น ซึ่งทำให้ใบหน้าดูหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียนดูแก่ขึ้น

6. พักผ่อนน้อย

การนอนเป็นการพักผ่อนที่ดีสุดของร่างกาย เพราะว่าเวลาที่เรานอนร่างกายจะสร้างผลิตไซโตไคน์ ( Cytokines ) และแอนติบอดี้ ( Anti-Body ) ที่มีหน้าที่ช่วยต่อต้านเชื้อโรค รวมถึงต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงปราศจากโรค ดังนั้นถ้าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการแล้ว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะแข็งแรงส่งผลให้ร่างกายไม่เจ็บป่วย นอกจากนั้นการนอนน้อยคนที่นอนน้อยยังมีโอกาสที่หน้าจะแก่เร็วอีกด้วย เพราะว่าเมื่อเรานอนไม่พอร่างกายจะทำการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol ) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดเช่นเดียวกับเวลาที่เราเครียด ออกมาทำลายคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิว และอีกอย่างคือช่วงเวลาการนอนร่างกายจะทำการสร้างโกรทฮอร์โมนออกมาเพื่อซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังให้มีสภาพแข็งแรง แต่ถ้าเรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนอย่างไม่มีคุณภาพแล้ว ร่างกายก็จะไม่สร้างโกรทฮอร์โมนจึงทำให้ไม่มีการซ่อมแซมเซลล์ใต้ผิวหนัง และไม่มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื่น ยืดหยุ่นจนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ความหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้านกับผิว ทำให้ใบหน้าแลดูแก่ก่อนวัย

7. ขาดสารอาหาร

คนเราแม้มีรูปร่างที่สูงใหญ่ก็ใช่ว่าร่างกายจะแข็งแรงได้รับสารอาหารครบถ้วน แต่เนื่องจากร่างกายยังอยู่ในช่วงที่ระบบการฟื้นฟูและซ่อมแซมยังทำงานได้มีประสิทธิภาพดีอยู่ร่างกายจึงยังไม่เกิดอาการเจ็บป่วย แต่ถ้าร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายไปทีละน้อยเรื่อย ๆ ก็จะส่งผลให้ระบบการทำงานภายในเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งในช่วงแรกความผิดปกติที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในภาพรวม แต่เมื่อมีการขาดสารอาหารไปเรื่อย ๆ จนความผิดปกติที่เกิดขึ้นมีมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเจ็บป่วย เกิดความเสื่อม รวมถึงความเสื่อมของผิวหนังบนใบหน้าของเราด้วย ซึ่งความเสื่อมของระบบการทำงาน เช่น ระบบการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว การขจัดของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้ใบหน้าเหี่ยวย่น มีสิ่งสกปรกตกค้างเป็นที่มาของปัญหาด้านผิวพรรณ ผิวหน้าจึงหม่นหมองตามมา

มาร์คหน้าทำเองง่ายๆ ด้วยวิธีมาร์คหน้าธรรมชาติ

1. มาร์คหน้าลดสิว

สูตรมาร์คหน้า : ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วนวดเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยลดการอักเสบของผิวได้

2. มาร์คหน้าขาว และมาร์คหน้าใส

สูตรมาร์คหน้า :โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมันงาเล็กน้อย พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยให้หน้าขาวเนียนใส

3. มาร์คหน้าด้วยโคลน

สูตรมาร์คหน้า : นำโคลนผง 2 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับขมิ้นผง 1 ช้อนชา แล้วเติมน้ำแร่ลงไปเล็กน้อยผสมให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

4. มาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้า : ไข่ขาว 1 ฟอง อะโวคาโดบด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นจนเนียนพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยลดรอยดำรอยแดงที่เกิดจากสิว ดีท็อกซ์ผิวหน้าให้กระจ่างใสไร้สารพิษตกค้าง   

5. มาร์คหน้าด้วยโยเกิร์ต

สูตรมาร์คหน้า :โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1/4 ถ้วย น้ำมันมะกอก 1/2 ช้อนชา อะโวคาโดบด 2 ช้อนโต๊ะ กลีบดอกดาวเรือง 1 ช้อนชา บดให้เข้ากันทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก น้ำมันอะโวคาโดช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในผิว มีวิตามินที่ให้ความชุ่มชื้น

6. มาร์คหน้าด้วยมะขามเปียก

สูตรมาร์คหน้า : ใช้มะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะและน้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้าด้วยกัน นวดสครับเบาๆ ประมาณ 5 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วทำการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราใช้เป็นปกติ
5.มาร์คหน้าแตงกวา
สูตรมาร์คหน้า : แตงกวาปั่น 4 ช้อนโต๊ะ ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากับเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้มาส์กหน้าทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

7. มาร์คหน้าด้วยน้ำผึ้ง

สูตรมาร์คหน้า : น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนชา อะโวคาโดบด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันลาเวนเดอร์ 2 หยด ใช้มาส์กหน้าทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออก

8. มาร์คมะเขือเทศ

สูตรมาร์คหน้า : บดมะเขือเทศผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยลดผิวแห้งกรานเพิ่มความชุ่มชื้น

ในปัจจุบันทางการแพทย์ที่เน้นการสร้างสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ระบบการทำงานของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการขจัดสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ภายในร่างกาย ที่สามารถทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงและคงใบหน้าให้ดูเยาว์วัยได้อีกด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

คลิปความรู้ และสาระ ของ หมอปุ้ม พญ. สิรนาถ สุขภาพดี คุณมีได้

wikipedia.org

Japsen, Bruce (15 June 2009). “AMA report questions science behind using hormones as anti-aging treatment”. The Chicago Tribune. Retrieved 17 July 2009.

Stampfer, M., Hu, F., Manson, J., Rimm, E., Willett, W. (2000) Primary prevention of coronary heart disease in women through diet and lifestyle. The New England Journal of Medicine, 343 (1) , 16-23. Retrieved October 5, 2006, from ProQuest database.