ความดันโลหิตสูง ( Hypertension )

วิธีการตรวจหาเบาหวานแต่เนิ่นๆ
การคัดกรองผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระยะเนิ่นๆเพื่อจะได้คัดแยกผู้ป่วยรักษาตามอาการและรีบให้การรักษาอย่างทันท่วงที

โรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ( Hypertension ) คือ การที่ความดันช่วงบน มีค่าตั้งแต่ 130 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 80 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป การคัดกรองผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่ระยะต้นทาง ( Early Phase ) จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้คัดแยกผู้ป่วยรักษาตามอาการและรีบให้การรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนมากจะเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยที่ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่มีความเสี่ยง การเป็นโรคความดันโลหิตสูง ( Risk Factor ) โดยมีเป้าหมายในการแนะแนวทางการศึกษา คือ การค้นหาและทำการคัดกรองปัจจัยเสี่ยง ( Risk Factor ) ของโรคความดันโลหิตสูง และยืนยันการเป็นโรคความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ ( Primary Hypertension ) ได้นั่นเอง ซึ่งค่าที่วัดได้ 2 ค่า คือ

  • ความดันช่วงบน หรือ ความดันซิสโตลี ( Systolic blood pressure ) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ และความดันช่วงบนของคนคนเดียวกัน อาจมีค่าที่ต่างกันออกไป ตามท่าเคลื่อนไหวของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลังกาย
  • ความดันช่วงล่าง หรือ ความดันไดแอสโตลี ( Diastolic blood pressure ) หมายถึง แรงดันเลือดในขณะที่หัวใจคลายตัว ในปัจจุบันได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิตปกติ และระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุที่เกิดโรคความดันสูง

  • พันธุกรรม โอกาสจะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  • โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งหลอดเลือดของไต
  • โรคไตเรื้อรัง เพราะส่งผลถึงการสร้างเอนไซม์ และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังที่กล่าวไป
    น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน เพราะเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดต่างๆ ตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ( Sleep apnea )
  • การขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวาน
  • การรับประทานอาหารเค็มอย่างต่อเนื่อง
  • การสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบตีบตันของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดไต
  • การดื่มแอกอฮอล์ เพราะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงประมาณ 50% ของผู้ที่ติดสุราทั้งหมด

บทบาทผู้จัดการรายกรณีการค้นหาคัดกรองผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

1.1 สถานที่ค้นหาคัดกรองผู้ป่วย

– บุคคลที่มีอายุ 35 ขึ้นไป หรืออยู่ในช่วงของวัยทำงานนั่นเอง โดยทั้งนี้อาจอาศัยอยู่ในชุมชน หรืออยู่ในสถานประกอบการอาชีพก็ได้

1.2 ความจำเป็น-ความต้องการจัดการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย

ความต้องการทราบข้อมูลของผู้ป่วย ( Theoretical Need )
– คัดกรองเพื่อค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงและการเกิด CV Risk ซึ่งสิ่งที่ต้องสอบประวัติผู้ป่วยเพื่อคัดกรอง ก็ประกอบด้วย
: ระดับความดันโลหิต
: อายุ
: มีภาวะไขมันในเลือดสูง ( Dyslipidemia ) หรือไม่
: สูบบุหรี่ ( Smoking ) หรือไม่
: อ้วนลงพุงหรือไม่
: มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารผิดปกติหรือไม่
: คนในครอบครัวเคยมีประวัติการเสียชีวิตด้วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ( CV Disease ) ก่อนวัยอันควรหรือไม่
ผลที่คาดว่าจะได้รับ ( Exist Need )
1.ความแม่นยำของค่าตรวจวัดความดัน ( AC Curacy BP )
2.มีระดับความดันโลหิตปกติ ( <140 / 90 mmHg )
3.ได้รับการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงคำนวณค่าวัดดัชนีมวลร่างกาย Body Mass Index ( BMI ) อยู่เสมอ

1.3 ระยะเวลาติดตามที่เหมาะสม

1.ติดตามประเมินสุขภาพรายบุคคล 4 ด้านทุก 1 ปี/เมื่อจำเป็น
2. ติดตามประเมินความเสี่ยงและตามผลที่คาดว่าจะได้รับ
– ทุก 1 ปี
– ทุก 6 เดือน
: หากพบว่ามีความผิดปกติของความเสี่ยง 1 อย่างขึ้นไป เช่น ตรวจพบ IFG; DTX > 126 mg %
: พบค่า 3 ใน 5 อย่าง ของ อ้วนลงพุง หรือค่าน้ำตาลในเลือด BP ≥ 130 / 85

1.4 การใช้ทรัพยากรต่างๆ

1. การจัดการทรัพยากรบุคคล ( Human Resource )
– การทำการจัดการเรื่องของผู้ป่วย
: การประเมินน้ำหนัก
: การออกกำลังกาย
: การสูบบุหรี่
: การรับประทานอาหาร
– NP ประสานงานกับอสม. ( Community Health Worker)


2. ทรัพยากรที่ไม่ใช่บุคคล ( Non Human Resource )

  • เครื่องวัดความดันโลหิต
  • เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ( DTX ) <ควรจะจัดให้ผู้ป่วยได้มีไว้ใช้ส่วนตัว คือมีสำหรับใช้ที่บ้านด้วยนั่นเอง>
  • อุปกรณ์ / Tube เจาะเลือด
  • เครื่องชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง
  • สมุดบันทึกสุขภาพประจําตัว
  • เครื่องมือสื่อสาร / ทำช่องทางการส่งต่อข้อมูล

1.5 ความแปรผัน

1. ขาดฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
2. ไม่ได้ทำการติดต่อกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
3. ไม่ได้มีการแบ่งพื้นที่ให้ทีมสุขภาพได้ทำการคัดกรองและการรวบรวมข้อมูล
4. ผู้ป่วยไม่ได้มารับการตรวจอย่างต่อเนื่อง หรือจะมาโรงพยาบาลเมื่อมีอาการผิดปกติเท่านั้น
5. ไม่มีผู้ที่จะทำหน้าที่คอยติดตามและดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

1.6 เป้าหมายที่ต้องการทราบผล

1. ต้องไม่พบค่า ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารผิดปกติ ( Impaired Fasting Glucose : IFG ) ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารที่สูงกว่าปกติเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั่นเอง
2. ต้องพบค่าความเสี่ยงต่างๆลดลง ( Risk Reduction )
– เช่น ค่าดัชนีมวลร่างกายหรือ BMI ลดลง เป็นต้น
3. มีการใช้ทรัพยากรต่างๆได้อย่างเหมาะสม ( Proper Resource )
4. การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ( Life Style Modification )

2.1 สถานที่ค้นหาคัดกรอง

  • คลินิกผู้ป่วยนอก ( OPD )
  • ปฐมภูมิ
  • ทุติยภูมิ
  • ตติยภูมิ

2.2 ความจำเป็น – ความต้องการจัดการดูแลรักษาพยาบาล

ความต้องการทราบข้อมูลของผู้ป่วย ( Theoretical Need )
– มีการระบุความเสี่ยง ( Risk Factor ) ของความดันโลหิตและการเกิดภาวะหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่ ( Cardiovascular Risk -CV Risk ) ดูจากการสอบถามประวัติและพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อหาข้อสรุปว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงมากแค่ไหน
– ได้รับการประเมินความเสี่ยงภาวะหัวใจและหลอดเลือด
– ดำเนินการให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการวินิจฉัยเมื่อพบโรคความดันโลหิตสูง ( Hypertension-HT ) จริง
ผลที่คาดว่าจะได้รับ ( Exist Need )
1.ความแม่นยำของค่าตรวจวัดความดัน ( AC Curacy BP )
2.ได้รับการประเมินพฤติกรรมด้านสุขภาพรายบุคคล ( Individual Behavioral Health )
3.ประเมินการเกิดภาวะหัวใจและหลอดเลือด ( CV Risk ) ได้ครบถ้วน
4.ได้รับการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงคำนวณค่าดัชนีมวลร่างกาย ( BMI )
5.ระดับความดันโลหิตปกติ ( <140/90 mmHg )
6.ได้รับความรู้และการทำวิธีการปรับการใช้ชีวิตประจำวันป้องกันการเกิดโรค                                          7. มีการทบทวน ( Review ) ในเรื่องของการใช้ยาโรคความดันโลหิตสูงอย่างเหมาะสม
8.ต้องได้รับการติดตามเพื่อประเมินระดับความดันโลหิต
9.ได้รับการลงข้อมูลสุขภาพในประวัติสุขภาพประจำตัว
10.ควบคุมการวัดค่าต่างๆของโรคปลอกปลายประสาทอักเสบ หรือ โรค MS ได้
11.ได้รับการค้นหาร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย ( Subclinical Organ Damage หรือ TOD )
12.ได้รับการติดตามประเมินระดับความดันโลหิต

2.3 ระยะเวลาติดตามที่เหมาะสม

– ผู้ป่วยทุกรายที่ได้มาทำการตรวจสุขภาพตามนัดทุก 3 ถึง 6 เดือน
– มาตรวจรับบริการทุก 3 เดือน ( กรณีสงสัยก่อนการเป็นโรคความดันโลหิตสูง Pre-HT, โรคความดันโลหิตสูง ( Hypertension-HT ) ระยะเริ่มต้นหรือไม่ ) ค่าความดันโลหิตปกติระดับหนึ่งมีอาการปลอกปลายประสาทอักเสบร่วมด้วย
– คอยติดตามผู้ป่วยทุกรายที่ได้มาตรวจตามนัดที่ OPD อายุรกรรม
– ติดตามดูแลผู้ป่วยเพื่อดูผลการรักษา พร้อมทั้งประเมินการควบคุมอาการของโรคปลอกปลายประสาทอักเสบรวมกับโรคความดันโลหิตสูงของผู้ป่วย ตามความเหมาะสม ( อยู่ในช่วง 2-3 เดือน )
– นัดผู้ป่วยให้มารับบริการคัดกรองตรงตามเวลานัดเสมอความเสี่ยง ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทุก 3 เดือน ( กรณีสงสัยก่อนการเป็นโรคความดันโลหิตสูง Pre-HT )

2.4 การใช้ทรัพยากรต่างๆ

1. ทรัพยากรบุคคล ( Human Resource )
– เพื่อให้มีการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
– อายุรกรรมทั่วไปประสานกับแพทย์เฉพาะทางที่พบร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย ( TOD )
– ทำการประสานงานกับแพทย์เฉพาะทาง
2. ทรัพยากรที่ไม่ใช่บุคคล ( Non Human Resource )
– แฟ้มประวัติผู้ป่วย
– เครื่องวัดความดันโลหิต
– เครื่องเจาะ DTX- เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง
– อุปกรณ์/Tube เจาะเลือด

2.5 ค่าความแปรผันต่างๆ

1. ไม่ได้ทำการประสานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
2. ไม่ได้ประสานกับแพทย์อายุรกรรมทั่วไปกับแพทย์เฉพาะทาง ถึงการตรวจและติดตามดูแลผู้ป่วย จึงอาจทำให้เกิดการดูแลแยกส่วน ซ้ำซ้อน ใช้ยาไม่สมเหตุผล
3. ระบบการติดตามผู้ป่วยไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาขึ้น
4. พบภาวะของโรคแทรกซ้อนอย่างรุนแรงในผู้ป่วย เช่น โรคหัวใจ ไต ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทาง
5. การติดตามต่อเนื่องกรณีผู้ป่วยใน                                                                                    6. การตรวจหาผลเลือด  เพื่อหาสาเหตุและอาการต่างๆ ที่เกิดซ้ำซ้อนหรือมีระยะเวลาในการตรวจไม่เหมาะสมตามที่จำเป็น ( ใช้ระยะเวลาถี่หรือห่างเกินไป )

2.6 เป้าหมายที่ต้องการทราบผล

1. ต้องไม่พบร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย ( TOD )
2. หมั่นติดตามประเมินผล
3. มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
4. เข้าใจการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
5. มีแหล่งข้อมูลถูกต้องแม่นยำ
– มีการตรวจในห้องแล็บ
– มีการใช้ยาในการรักษา
– มีการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย
– มีการสอบถามอาการผู้ป่วย
6. ได้รับการค้นหาร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย                                                         7. ไม่เกิดอาการที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน
8. ไม่เกิดความเสี่ยงภาวะหัวใจและหลอดเลือด
9. ลดจำนวนผู้ป่วย OPD

3.1 สถานที่ค้นหาคัดกรอง

– หอผู้ป่วยใน ( IPD ) จะพบผู้ป่วยที่อ้างอิงว่ามีโรคความดันโลหิตสูงที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย ไตวาย โรคหลอดเลือดสมอง ( ทุติยภูมิ/ตติยภูมิ )

3.2 ความจำเป็น – ความต้องการจัดการดูแลรักษาพยาบาล

ความต้องการทราบข้อมูลของผู้ป่วย ( Theoretical Need )
– จัดให้มีการเข้าถึงทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย เช่น การพยาบาลหัวใจ การช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะหัวใจล้มเหลว การช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น
– ทำการระบุความเสี่ยง ( Risk Factor ) ของความดันโลหิตสูงและการเกิดความเสี่ยงภาวะหัวใจและหลอดเลือด เพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมมากขึ้น
– ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัยเมื่อพบร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย
ผลที่คาดว่าจะได้รับ ( Exist Need )
1.ได้รับการทบทวนเพื่อให้เกิดการใช้ยาโรคความดันโลหิตสูงและควบคุมตามจำเป็น
2.คอยติดตามในเรื่องของการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระยะเดิมได้ ทำให้ไม่เกิดความดันโลหิตสูงที่อยู่ใน ระดับเพิ่มขึ้น ( เช่น จากระดับ 1 ไประดับ 2 เป็นต้น )
3.มีการดูแลและประสานงานเพื่อติดตามการรักษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทางและพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยเฉพาะ
4.ทำการประสานงานกับทีมแพทย์พยาบาลเภสัชกรเพื่อให้เกิดการติดตามการใช้ยาและทบทวนประสิทธิภาพของตัวยาอยู่เสมอ
5.มีการทบทวนในเรื่องของการใช้ทรัพยากรในการรักษาตามจำเป็น และทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อทำการประเมินผลการรักษาด้วย

3.3 ระยะเวลาติดตามที่เหมาะสม

  • ทำการประสานกับทีมพยาบาลให้ดำเนินการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมากเกินไปอย่างสูญเปล่า
  • ติดตามตรวจนัดผู้ป่วย OPD ต่อเนื่องภายในระยะเวลา 1 ถึง 3 เดือนหรือตามจำเป็น ( เพื่อควบคุมระยะของโรคความดันโลหิตสูง ควบคุมโรคเอ็มเอส ( MS ) หรือโรคปลอกปลายประสาทอักเสบ ภาวะร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย และ การตรวจพบอาการก่อนเป็นโรค )
  • ทำการติดตามผู้ป่วย ด้วยการไปตรวจเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกับทีมพยาบาลและทีมดูแลสุขภาพ
  • จำหน่ายด้วยการทบทวนการใช้ทรัพยากร ไม่ให้เกิดความสูญเปล่า เช่นหากจำเป็นต้องวินิจฉัยเพิ่มเติมประสานช่องทางด่วนให้ผู้ป่วย ได้ตรวจโดยไม่ติดวันหยุด ใบเพิ่มเติมค่ารักษาที่ไม่จำเป็น

3.4 การใช้ทรัพยากรต่างๆ

1. การจัดการทรัพยากรบุคคล ( Human Resource )

  • ประสานงานกับแพทย์เฉพาะทางและแพทย์เจ้าของไข้เพื่อทำการส่งต่อข้อมูลสุขภาพร่วมกัน จะได้ทำการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพื่อประสานการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
  • แพทย์เฉพาะทางแพทย์เจ้าของไข้

2. การจัดการทรัพยากรที่ไม่ใช่บุคคล ( Non Human Resource )

  • ยา
  • เครื่องเจาะ DTX
  • แฟ้มประวัติการรักษา
  • เครื่องวัดความดันโลหิต
  • อุปกรณ์/Tube เจาะเลือด
  • เครื่องชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง
  • การใช้วันนอน การใช้เตียงในโรงพยาบาล

3.5 ความแปรผัน

1. ไม่ได้ทำการติดตามเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลผู้ป่วยใน หรือมาตรวจที่ OPD
2. ไม่ได้ทำการประสานในเรื่องของการติดตามดูแลผู้ป่วยร่วมกัน ทำให้เกิดการดูแลรักษาแบบซ้ำซ้อนและแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
3. การตรวจแล็บ การสอบถามอาการต่างๆ มีความซ้ำซ้อน และระยะเวลาในการตรวจไม่เหมาะสม ( ระยะเวลาถี่หรือห่างเกินไป )

3.6 เป้าหมาย

1.มีแหล่งข้อมูลถูกต้องแม่นยำ

  • มีการตรวจในห้องแล็บ
  • มีการใช้ยาในการรักษา
  • มีการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย
  • มีการสอบถามอาการผู้ป่วย

2.ลดภาวะการเป็นโรคของร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย
3.ลดจำนวนผู้ป่วย OPD
4.การติดตามต่อเนื่องกรณีผู้ป่วยใน                                                                                          5.เข้าใจหลักการเป็นและต้องไม่พบร่องรอยการติดเชื้อของอวัยวะที่ถูกทำลาย
6.สามารถควบคุมระดับการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้
7.ลดจำนวนผู้ป่วยใน

การจัดการให้ผู้ป่วยมีความสามารถดูแลตนเอง คัดกรองตนเองสามารถทำได้โดย
เน้นการให้ความรู้ความเข้าใจกับโรคและลักษณะผู้ป่วย และการรับรู้การเตือนของร่างกาย

ตัวอย่างแบบบันทึกการค้นหา คัดกรองผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงด้วยตนเอง

1. ชื่อ………………..นามสกุล…………….อายุ……ปี
2. วัน เดือน ปี ที่คัดกรอง………คัดกรองครั้งที่………
☐  คัดกรองด้วยตนเอง ☐  ผู้ดูแลเป็นผู้คัดกรอง
3. ประวัติทางพันธุกรรมเป็นโรคความดันโลหิตสูง ☐  มี  ☐ ไม่มี
4. ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสูบบุหรี่หรือไม่ ☐ สูบ ☐ ไม่สูบ
5. BMI = ………………….
6. ระดับความดันโลหิต………………mmHg
7. ระดับไขมันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
☐ ปกติ ☐ สูงเกิน 220 mg/dl ☐ สูงเกิน 300 md/dl
8. ชนิดอาหารที่รับประทานในหนึ่งวัน……………………………………
9. การใช้บุหรี่ สุรา กาแฟ คาเฟอีน ☐ ใช้ ☐ ไม่ใช้
10. มีความเครียดในแต่ละวัน ☐ มี ☐ ไม่มี
11. มีอาการดังต่อไปนี้ หรือไม่
☐ ปวด มึนศีรษะบ่อยๆ
☐ ตาพร่ามัว
☐ มีอาการวูบง่าย
☐ เหนื่อย อ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ
☐ รู้สึกบวมตามร่างกาย
☐ อาการแสดงของโรคเบาหวาน

ยาลดความดันโลหิต

ยาลดความดันที่เป็นหลักสำคัญ ( Major Class of Antihypertensive Agent ) มีอยู่ 5 กลุ่มได้แก่

1. ACE-Inhibitor

2. Angiotensin Receptor Blockers

3. Beta-Blocker

4. Calcium Antagonists

5. Thaiazide Diuretic / Loop Diuretic

แม้ว่ายาลดความดันทั้ง 5 กลุ่มนี้จะสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่การจะพิจารณาว่าผู้ป่วยควรใช้ยารักษากลุ่มใดดีจะต้องพิจารณาจากการประเมินและตัดสินใจของแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์จะดูในเรื่องของระดับ BP และความเสี่ยงต่อการเกิด CV risk ในผู้ป่วยนั่นเอง นอกจากนี้จะต้องคอยติดตามและประเมินภาวะสุขภาพของผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างละเอียด เพื่อประเมินหาความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน ผล้ขางเคียงจากการใข้ยา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศิริอร สุนธุ, พิเชต วงรอต, สมาคมผู้จัดการรายกรณีประเทศไทย, การจัดการรายกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์วัฒนาการพิมพ์, 2557. 242 หน้า, ISBN:978-616-92014-0-3.