มะเร็งเกิดจากอะไร ? ( Causes of Cancer )

“มะเร็ง” เกิดจากอะไร ? (Causes of Cancer)
มะเร็งเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ในร่างกายโดยจะไปทำให้ DNA ภายในเซลล์กลายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต

มะเร็งเกิดจาก

มะเร็งเกิดจาก ( Causes of Cancer ) คือ เซลล์ร้ายที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางสารพันธุกรรม ( DNA ) ของเซลล์ของร่างกาย ทำให้เซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในปริมาณที่มากเกินปกติ จนกระจายแทรกตัวไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่ติดกันและอาจแพร่ไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆในร่างกายโดยเดินทางผ่านกระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองจนเกิดเป็นโรคมะเร็ง  ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ที่เกิดเป็นมะเร็งขึ้น มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ซึ่งที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวนสูงมากในแต่ละปี คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 8 ล้านคนต่อปี  โดยในประเทศไทยเองจะมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 คน ในทุกๆปี และจะกลายเป็นผู้เสียชีวิตสูงถึง 60,000 คนต่อปีเลยทีเดียว  จากข้อมูลมีสถิติที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โรคมะเร็งกลายไปเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ของคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งโดยมากกว่าการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุเสียอีก

มะเร็ง ( Cancer ) มาจากคำว่า Carcinus หรือ Karkinos ในภาษากรีก ที่แปลเป็นไทยว่า ปู เนื่องจากลักษณะการเติบโตของสารมะเร็งนั้นเป็นไปแบบไม่มีระเบียบ สามารถลุกลามไปที่อื่นได้ ก็คล้ายกับพฤติกรรมการเดินของปู ที่เวลาเดินจะไร้ทิศทางไม่มีระเบียบ และเซลล์มะเร็งก็มีส่วนคล้ายกับขาของปูดังนั้น เครื่องหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง จึงมักใช้รูปปูเป็นสัญลักษณ์เสมอ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

มะเร็งที่มีสาเหตุมากจากปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายใน มะเร็งที่มีสาเหตุมากจากปัจจัยภายในนี้มีแค่ 5-10% ของมะเร็งที่พบ ปัจจัยภายในที่เป็น สาเหตุการเกิดมะเร็ง คือ

1. ถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือ การถ่ายทอดยีนส์ที่มีความผิดปกติจากพ่อแม่มาสู่ลูกหรือหลาน ยีนส์ที่มีความผิดปกติแล้วทำให้เกิดมะเร็งและมีการถ่ายทอดได้นั้นมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ
ยีนส์ก่อมะเร็ง คือ ยีนส์ที่มีความผิดปกติในการแบ่งเซลล์ ยีนส์ชนิดนี้จะทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้งจนเกิดกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
ยีนส์ต้านมะเร็ง คือ ยีนส์ที่ทำหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ดีเอ็นเอในการแบ่งตัวผิดปกติเกิดขึ้น
ยีนส์ซ่อมแซมดีเอ็นเอ คือ ยีนส์ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมยีนส์ที่ถูกทำลายจนเกิดความผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นยีนส์ก่อมะเร็ง ยีนส์ตัวนี้จะเข้าไปซ่อมแซมยีนส์ที่ถูกทำลายให้กลับมาปกติ ทำหน้าที่คล้ายกับหมอคอยรักษาคนไงค่ะ

ยีนส์ที่มีความผิดปกติจะมีการถ่ายทอดมาจากดีเอ็นเอของพ่อหรือแม่สู่ลูกโดยตรงซึ่งยีนส์ชนิดนี้เรียกว่า “ อองโคยีนส์ ” อองโคยีนส์อาจจะกลายหรือไม่กลายเป็นมะเร็งก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมของเซลล์ที่มียีนส์นี้อยู่ แต่ถ้าอองโคยีนส์ทำงานขึ้นมาละก็รับรองว่าเราเป็นมะเร็งแน่ๆค่ะ ไม่มีทางรอด มะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน 

2. ความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ การกลายพันธุ์ของยีนส์อาจจะเกิดขึ้นในขณะที่ไข่ผสมกับอสุจิที่ท่อรังไข่หรือในขณะที่ไข่พัฒนาเป็นตัวอ่อนในครรภ์ก็ได้เกิดขึ้นจากแม่ได้รับเชื้อทำให้ยีนส์เกิดความผิดปกติขณะตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน โรคฝีไก่ แม่ได้รับสารที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพสารเสพติด โดนรังสีและสารเคมี รวมถึงภาวะขาดสารอาหารที่มีผลต่อการพัฒนาของเซลล์ในร่างกาย เช่น ขาดวิตามินเอที่เป็นสาเหตุของโรคไวรัสตับ ขาดวิตามินซีที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

3. อายุ เมื่ออายุที่มากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เซลล์ปกติเริ่มเสื่อมสภาพจากการทำงานเป็นเวลานานรวมทั้งการถูกทำลายด้วยสารอนุมูลอิสระ ( Free Radical ) เนื่องจากการซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายและเสื่อมสภาพเป็นจำนวนมากนั้น มักเกิดความผิดพลาดในกระบวนการมากกว่า จึงทำให้เซลล์บางส่วนกลายพันธุ์ ( Mutation ) เป็นเซลล์มะเร็ง

มะเร็งที่มีสาเหตุมากจากปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งมากที่สุดถึง 95 % เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีการถ่ายทอดยีนส์มะเร็งทางพันธุกรรมก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้เช่นกันและมีโอกาสเป็นมากกว่าเสียด้วยสิ ปัจจัยภายนอกที่เป็น สาเหตุการเกิดมะเร็ง คือ

ปัจจัยด้านอาหาร

เคยสังเกตกันไหมว่าโรคมะเร็งเกิดจาก อาหารหลายๆอย่างที่เราทานกันด้วยความอร่อยอยู่ในทุกๆวันนี้ ส่วนมากมักจะเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันที่สูงเช่น ไก่ทอด หมูทอด ครีมเทียม เนื้อสัตว์ที่ติดหนัง อาหารฟาสฟู้ดต่างๆ เป็นต้น หรือจะเป็นอาหารของหมักดอง โรคมะเร็งเกิดจากอาหารเหล่านี้ซึ่งเป็นปัจจัยที่เสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหากทานเข้าไปในปริมาณมากๆ โดย เฉพาะอย่างยิ่งร้านที่ใช้น้ำมันในการทอดซ้ำๆ และยังรวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารในส่วนที่ไหม้เกรียม จากการทอด การย่าง อีกด้วย

ปัจจัยด้านมลภาวะ 

สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมต่างๆมักจะได้รับผลกระทบจากข้อนี้มากกว่าผู้อื่น เนื่องจากต้องเผชิญกับมลพิษต่างๆมากมาย เช่น ควันท่อไอเสียรถมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้หากได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากจะเข้าไปสะสมในร่างกายและนอกจากนี้การที่ทำงานกลางแจ้ง จนได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดมากเกินไป ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกัน

ปัจจัยด้านสารเคมีและรังสี ในแต่ละวันเราเองอาจจะได้รับสารเคมีและรังสีต่างๆเข้าไปสู่ร่างกายแบบไม่รู้ตัวเช่นการกินผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้างจากยาค่าแมลง การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะน้ำฝนในปัจจุบันควรต้มก่อนดื่มเสมอ และหากใครที่ทำงานในส่วนที่ ต้องสัมผัสหรือสูดดม สารจำพวกโลหะหนักเป็นประจำ เช่น เบนซิน นิกเกิล แคดเมียม ก็ควรหาเครื่องมือในการป้องกันและควรหมั่นไปตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำด้วย

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตของคนเราเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงในการทำให้เกิดโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น ความเครียด ความกดดัน การทำงานที่หนักจนเกินไป การพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทานยาคุมกำเนิด ติดต่อกันนานๆเกินกว่า 5 ปี และการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย

ความผิดปกติภายในร่างกาย สำหรับข้อนี้คงเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากเช่น พันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปลูก , การมีร่างกายพิการตั้งแต่กำเนิดการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือพยาธิใบไม้ในตับ การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งเหล่าล้วนเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดมะเร็งได้เหมือนกัน

มะเร็งเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ในร่างกายโดยจะไปทำให้ DNA ภายในเซลล์กลายพันธุ์ เกิดการไปทำลายข้อมูลของยีนส์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซลล์และยังไปทำลายการควบคุมความปกติของการแบ่งตัวของเซลล์อีกด้วย   

โดยปกติแล้วร่างกายคนเรา จะมีเซลล์อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยจะมีหน้าที่การทำงานที่ต่างกันออกไป  เซลล์ต่างๆเหล่านี้จะมีการแบ่งตัวเพิ่มในทุกๆวันอยู่แล้ว เพื่อไปซ่อมแซมทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป มีการทำงานที่เป็นระบบมีขั้นตอนอยู่แล้ว แต่เมื่อเซลล์พวกนี้ทำงานบกพร่อง ก็จะไปทำให้โรคมะเร็งเกิดจากเซลล์ใหม่ถูกสร้างขึ้นมากเกินกว่าปกติ จนทำให้กลายเป็นก้อนเนื้อ หรือที่เรียกว่า เนื้องอก ( Tumor ) หากเป็นเนื้องอกที่ไม่อันตรายจะเรียกว่า ( Benign Tumor ) แต่หากเป็นเนื้องอกที่มีความอันตรายหรือก้อนเนื้อร้าย เราจะเรียกมันว่า “ มะเร็ง ” ( Malignant Tumor ) นั้นเอง

สำหรับการเลือกชื่อชนิดของโรคมะเร็งที่พบ จะเรียกตามอวัยวะที่ผู้ป่วยเป็น เช่น หากเป็นที่ตับ ก็จะเรียกว่า มะเร็งตับ หรือ หากเป็นที่เต้านม ก็จะเรียกว่า มะเร็งเต้านม ( Breast Cancer ) เป็นต้น ปกติคนเราจะเป็นมะเร็งได้มากกว่า 1 ชนิด โดยอาจเกิดจากการลุกลามจากที่แรกไปอีกที่หนึ่ง หรืออาจเกิดขึ้นแบบไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศชาย คือ มะเร็งปอด, มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก และที่พบบ่อยสุดในเด็ก คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ( Leukemia )

เซลล์มะเร็งจะมีคุณลักษณะ 5 ข้อต่อไปนี้ คือ

  1. เจริญเติบโตได้ด้วยตัวเอง

2. มีศักยภาพในการแบ่งตัวไร้ขีดจำกัด

3. ไม่สามารถขัดขวางการเจริญเติบโตได้

4. มีความสามารถในการแพร่กระจาย และรุกรานเนื้อเยื่ออื่น

5. มีกลไกการสร้างเส้นเลือดใหม่จากเส้นเลือดเก่า ( Angiogenesis )   

การตรวจหามะเร็ง

การตรวจหามะเร็งหรือ ตรวจคัดกรองมะเร็ง ( Cancer Screening ) เป็นการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่างๆ ในผู้ที่ยังไม่เป็นมะเร็ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากมะเร็งและนำไปสู่การรักษาในกรณีที่ตรวจเจอโรค ซึ่งมะเร็งในระยะแรกเริ่ม เช่นระยะที่ 0 และ 1 จะมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่า 90%

การตรวจคัดกรองมะเร็งสามารถทำได้ 3 แนวทางคือ  

1. การตรวจร่างกาย ( Physical Examination ) 

แพทย์จะทำการตรวจพื้นฐานเช่น วัดไข้ วัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจดูช่องปากลำคอ คลำเพื่อตรวจหาก้อนเนื้อบริเวณเต้านม ทวารหนัก และกดบริเวณต่างๆ เช่นช่องท้อง ต่อมน้ำเหลือง เพื่อดูว่ามีอาการเจ็บปวดหรือไม่ โดยจะทำควบคู่กับการสอบถามประวัติของผู้ป่วยแล้ว เช่น ประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยและสมาชิกครอบครัว ประวัติการแพ้ยาหรือ แพ้อาหาร ประวัติการตั้งครรภ์ ประจำเดือน เพศสัมพันธ์ ซึ่งหลังจากแพทย์ได้ข้อมูลจากคนไข้แล้วก็จะทำการประเมิณอาการต่อไป

2. การตรวจทางแลป ( Laboratory Test )

เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างจากร่างกายคนไข้ เช่น เลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เนื้อเยื่อ และของเหลวภายในร่างกายมาทำการวิเคราะห์

3. การตรวจด้วยเทคนิคภาพถ่าย ( Imaging Technique )

เป็นการตรวจโดยอุปกรณ์ที่สามารถแสดงภาพถ่ายอวัยวะภายในร่างกายเช่น

  • เอ็กซ์เรย์ ( X-Ray )
  • เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีทีสแกน ( Computerized Tomography หรือ CT scan )
  • เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ ( Magnetic Resonance Imaging, MRI )
  • อัลตร้าซาวด์ ( Ultrasound )   

ระยะของมะเร็ง

การแบ่งระยะ ( Stage ) และระดับ ( Grade ) ของโรคมะเร็งจะแบ่งตามหลักเกณฑ์ชนิดต่าง เช่น ขนาดของก้อนมะเร็งการแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ระดับการเปลี่ยนแปลงที่ต่างจากเซลล์ปกติ เป็นต้น ซึ่งมะเร็งแต่ละชนิดก็จะมีเกณฑ์ในการแบ่งระยะและระดับแตกต่างกันไป อาทิเช่นมะเร็งเต้านมจะแบ่งตามขนาดและการแพร่กระจาย แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะแบ่งระยะโดยดูว่ามะเร็งเกิดขึ้นที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซ้ายหรือขวา ) หรือเกิดขึ้นทั้ง 2 ด้านแล้ว

ทั้งนี้ ระยะของโรคมะเร็งที่นิยมใช้กันตามความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่ คือการแบ่งตามความรุนแรงในการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งกล่าวโดยสังเขปดังนี้

ระยะที่ ลักษณะของมะเร็ง อัตราการอยู่รอดเกิน 5 ปี
0 ยังไม่จัดเป็นโรคมะเร็งอย่างแท้จริง โดยเซลล์มะเร็งเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แต่ยังไม่มีการออกจากบริเวณที่เกิดไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง 90-99%
1 เกิดเป็นก้อนมะเร็งขนาดเล็ก แต่ยังไม่มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง 70-90%
2 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น และลุกลามไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง 70-80%
3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มากขึ้น และลุกลามไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียงรวมถึงต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้กับเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีเซลล์มะเร็ง 20-60%
4 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มากขึ้น และลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงและที่อยู่ไกลออกไปผ่านทางกระแสเลือด ระบบน้ำเหลือง 0-15%

การรักษามะเร็ง   

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งว่า หากเป็นแล้วจะต้องตายทุกคน ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1. อวัยวะที่เป็นมะเร็ง หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งในอวัยวะที่ไม่อันตรายมากเช่นมะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ มีโอกาสรอดชีวิตสูง

2. ระยะของมะเร็ง การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ส่วนถ้าผู้ป่วยรายใดพบมะเร็งในระยะแพร่กระจายแล้ว ก็มีโอกาสรักษาก็จะน้อยตามไปด้วย

3. อายุของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งที่เป็น โดยมะเร็งบางชนิดเป็นในคนอายุน้อยจะไม่ดี รักษาได้ยาก เช่น มะเร็งเต้านมส่วนมะเร็งบางชนิดเป็นในคนอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งอันตราย เป็นต้น

4. สภาพร่างกายของผู้ป่วย การรักษาโรคมะเร็ง โอกาสที่จะหายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่สภาพของร่างกายผู้ป่วยด้วย โดยคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็ย่อมมีโอกาสหายได้มากกว่าคนที่มีร่างกายอ่อนแอ ซึ่งแนวทางการรักษาก็จะไม่เหมือนกัน โยหมอจะดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาแบบไหนได้บ้าง ควรรักษาเพื่อให้หายขาด ( Curative Care ) หรือแค่รักษาเพื่อประคับประคอง ( Palliative Care ) ความเก่งของหมอและสถานพยาบาล ปัจจัยที่จะช่วยในการรักษาอีกอย่างก็คือ การที่โรงพยาบาลนั้นๆมีหมอเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็ง หรือมีอุปกรณ์เครื่องมือในการรักษาครบถ้วน ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสรักษาให้หายมากตามไปด้วย

5. จิตใจของผู้ป่วยเอง หากสภาพจิตใจของผู้ป่วยรายใด ที่มีกำลังใจดี เข้มแข็ง ก็ย่อมทำให้มีโอกาสรักษาให้หายได้มากกว่า ผู้ป่วยที่หมดกำลังใจ ซึมเศร้ารา มีแต่ความหดหู่ ดังนั้นผู้ป่วยต้องดูแลสุขภาพจิตของตนเองให้ดีอยู่เสมอ

มะเร็ง ( Cancer ) แม้จะเป็นโรคร้ายที่เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 แล้ว แต่ถ้าเราตรวจพบโรคได้ไว และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี โรคนี้ก็สามารถหายขาดได้ และในขณะเดียวกัน แม้จะรักษามะเร็งจนหายแล้ว แต่ก็ยังสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก หากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ขาดการออกกำลังกาย สักวันคุณก็อาจจะกลับมาเป็นโรคมะเร็งอีกได้ ใครจะไปรู้   

วิธีการรักษาที่นิยม

1. การผ่าตัด

มักใช้รักษามะเร็งในระยะเริ่มแรก เช่นระยะที่ 1 และระยะที่ 2 โดยอาจใช้ร่วมกับการให้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา โดยแพทย์จะผ่าเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกให้มากที่สุด ในบางกรณีอาจจะต้องตัดบางส่วนของอวัยวะหรือต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วย โดยการพิจารณาว่าควรรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่นั้น ต้องประเมิณจากสุขภาพผู้ป่วยร่วมด้วย เช่น โรคประจำตัว สภาวะโลหิตจาง ภูมิต้านทานต่ำ เป็นต้น

2. เคมีบำบัด

หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ ยาคีโม หรือ “ คีโมบำบัด คือการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง หรือหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งโดยยาจะแพร่กระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายผ่านทางกระแสเลือด ซึ่งจะแตกต่างจากการผ่าตัดและรังสีรักษา ที่จะอยู่แฉพาะบริเวณที่ทำการตัดชิ้นเนื้อออกและที่ฉายรังสีลงไปโดนเท่านั้น มีข้อดีคือสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและเข้า ถึงเซลล์มะเร็งได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่มีข้อเสียคือเซลล์ปกติในร่างกายก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะเซลล์ปกติที่แบ่งตัวได้เร็ว ซึ่งคล้ายกับคุณสมบัติเด่นของเซลล์มะเร็ง )

ผลข้างเคียง

1. เม็ดเลือด: ยาคีโมจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดที่สร้างจากไขกระดูก ทำให้ผู้ป่วยจะมีปริมาณเม็ดเลือดลดต่ำลงกว่าปกติในช่วงเข้ารับเคมีบำบัด

2. ผมและเล็บ: เซลล์ที่บริเวณก้านขนและโคนเล็บจะชะลอการแบ่งตัว ทำให้ผมร่วง โคนเล็บมือและเท้ามีสีคล้ำ โดยอาจมีลักษณะของเล็บหงอกงอหรือเปลี่ยนไป 

3. เยื่อบุทางเดินอาหาร: เคมีบำบัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารตั้งแต่ช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เนื่องจากเยื่อบุเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างเมือกเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นภายในอวัยวะเหล่านี้เมื่อมีการลำเลียงอาหารและช่วยในการหลั่งน้ำย่อย ดังนั้นเมื่อเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลายลง  อาจทำให้เกิดแผลและอาหารระคายเคืองในทางเดินอาหาร รวมถึงการแปรปรวนของระบบขับถ่ายเช่นท้องผูก ท้องเสีย เป็นต้น โดยอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเนื่องจากยาจะออกฤทธิ์กับสมองในส่วนที่ควบคุมการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหาร ซึ่งหากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาบรรเทาอาการดังกล่าวได้

4. ระบบสืบพันธุ์: การแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์จะถูกขัดขวางทำให้เกิดอาการเป็นหมันชั่วคราวในเพศชาย และประจำเดือนไม่ปกติในเพศหญิง

3. รังสีรักษา

รังสีรักษา บางครั้งเรียกว่า “ ฉายรังสี หรือ “ ฉายแสง หมายถึงการใช้รังสีพลังงานสูงเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง เช่นรังสีเอ็กซ์ ( x-ray ) และรังสีแกมม่า ( gamma ray ) ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าเซลล์ปกติที่อยู่ข้างเคียงอาจจะได้รับรังสีไปด้วย อย่างไรก็ตามผลกระทบมักไม่รุนแรงนัก เนื่องจากแพทย์สามารถกำหนดตำแหน่งให้รังสีตกลงบนเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เซลล์ปกติมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่าเซลล์มะเร็ง จึงสามารถ กลับมาสู่สภาพปกติได้ในเวลาไม่นาน การฉายรังสีจะทำครั้งละสั้นๆ เพียงครั้งละ 5-15 นาที แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเช่นทำทุกวันจนกว่าจะครบ 20-40 ครั้ง จึงควรเลือกที่พักอาศัยซึ่งสะดวกต่อการเดินทางไปโรงพยาบาลระหว่างที่ทำการรักษา เนื่องจากโดยมากเป็นลักษณะการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ( Out Patient Department หรือ OPD ) ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และต้องเดินทางไปกลับทุกวัน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

“What Is Cancer?”. National Cancer Institute.  17 August 2009.

National Cancer Institute (Dec 2012). “Targeted Cancer Therapies”. www.cancer.gov.  9 March 2014.

Loomis, D; Grosse, Y; Bianchini, F; Straif, K (2016) . “Body Fatness and Cancer — Viewpoint of the IARC Working Group”. N Engl J Med. 375:794-798. doi:10.1056/NEJMsr1606602.