สูตรมัฟฟิน (Muffin) ช็อกโกแลตชิพสไตล์อังกฤษ
มัฟฟิน ( Muffin ) คือ ขนมปังอบทรงกลมขนาดเล็กคล้ายคัพเค้กมีรสชาติหวาน หอม เป็นอาหารของอังกฤษและอเมริกัน รับประทานคู่กับชายามบ่าย

มัฟฟิน

มัฟฟิน ( Muffin ) คือ ขนมปังอบทรงกลมขนาดเล็กที่มีรสชาติหวาน หอม คำว่ามัฟฟินมาจากคำว่า ‘moufflet’ ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส คำนี้มักใช้กับขนมปังและอาหารอ่อนอื่น ๆ ที่ผ่านการอบ ต้นกำเนิดของมัฟฟินไม่ได้มาจากฝรั่งเศส แต่ขนมปังมัฟฟินเป็นอาหารของอังกฤษและอเมริกันจึงมี 2 ประเภท ได้แก่ มัฟฟินสไตล์อังกฤษ และ มัฟฟินสไตล์อเมริกัน ทั้งสองประเภทแตกต่างกันไปในด้านของรสชาติและประวัติศาสตร์ ดังนี้ มัฟฟินสไตล์อังกฤษ มีรูปร่างแบนและด้านในกลวงถูกค้นพบโดยชาวเวลส์ในศตวรรษที่ 10 ในยุคกลางแป้งมัฟฟินปรุงในแม่พิมพ์รูปวงแหวนพิเศษวางบนเตาหรือกระทะโดยตรง สูตรมัฟฟินแบบอังกฤษเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในยุควิกตอเรียชายหนุ่มขายมัฟฟินพร้อมรถเข็นพิเศษตามท้องถนน และส่งเสียงกระดิ่งเพื่อดึงดูดผู้ซื้อทำให้ผู้คนรีบไปซื้อมัฟฟินและรับประทานในช่วงจิบชายามบ่าย ส่วนมัฟฟินสไตล์อเมริกัน มีลักษณะคล้ายคัพเค้กรสหวานเล็กน้อย ถูกค้นพบในทศวรรษที่ 19 ได้รับความนิยมในร้านกาแฟทศวรรษที่ 20 ส่วนสูตรมัฟฟินมีอยู่ทั่วไปในตำราอาหารอเมริกันในศตวรรษที่ 19 ที่ใช้ยีสต์ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “มัฟฟินทั่วไป” หรือ “มัฟฟินข้าวสาลี” ในตำราอาหารของอเมริกาในศตวรรษที่ 19 มีอยู่ในตำราอาหารที่เก่าแก่กว่ามาก มัฟฟินงาดำได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลกทั้งเรื่องรสชาติและเนื้อสัมผัสในยุคนั้นด้วย

สูตรมัฟฟิน ช็อกโกแลตชิพ (ประมาณ 10 ชิ้น)

  • แป้งเอนกประสงค์ 200 กรัม
  • ผงฟู 3 ช้อนชา
  • น้ำตาล 140 กรัม
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ 3 ฟอง (เบอร์ 2)
  • นมสด 60 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • ช็อกโกแลตชิพ 200 กรัม
  • เนยจืด 150 กรัม (หากใช้เนยเค็ม ให้ลดเกลือลงครึ่งนึง)

วิธีทำแป้งมัฟฟิน

1. ผสมเนย และน้ำตาลทราย ตีให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย
2. นำไข่ใส่ลงไปในส่วนของเนย ใส่ทีละฟอง
3. นำส่วนของแป้ง ผงฟู เกลือ ร่อนแล้วนำใส่ลงไปในชามผสม ผสมให้เข้ากัน
4. ใส่นม ลงไปแล้วผสมให้เข้ากัน
5. ใส่กลิ่นวานิลลาลงไป คนให้เข้ากัน
6. ใส่ช็อกโกแลตชิพลงไป คนให้เข้ากัน
7. นำแป้งมัฟฟินที่เตรียมไว้ แล้วเทลงในพิมพ์จนหมด
8. ตกแต่งหน้ามัฟฟินด้วยช็อกโกแลตชิพส่วนที่เหลือ
9. นำแป้งมัฟฟินอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 25 นาที พอสุกแล้วนำออกจากเตาอบ พักไว้ให้เย็นนำเสิร์ฟได้เลย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Previous articleเลือดออกตามไรฟัน อาจเป็นสัญญาณเตือนการขาดวิตามินซีของร่างกาย
Next articleพริกไทย เครื่องเทศมหัศจรรย์ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่