เมื่อคุณเป็นมะเร็งแล้ว จะเริ่มต้นอย่างไร ?

เมื่อคุณเป็นมะเร็งแล้ว จะเริ่มต้นอย่างไร ?
ปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับอาการ การปฏิบัติตัว การรักษา และระยะของชนิดมะเร็งที่เป็น

เมื่อคุณเป็นมะเร็งแล้ว จะเริ่มต้นอย่างไร ?

ฉันเป็นมะเร็ง!!! ครั้งแรกที่ได้ยินว่าตัวเองเป็นมะเร็งเชื่อว่าทุกคนก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างจากดิฉันและครอบครัว เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งดิฉันช็อก! เหมือนโลกทั้งโลกตรงหน้ามันพังทลายจนหมดสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามันดับวูบ เห็นแต่ภาพปากของคุณหมอขยับไปขยับมาพูดกับเรา แต่หูมันฟังไม่รู้เรื่องแล้ว สมองมันเบลอไปหมดไม่รับรู้แล้วว่าหมอพูดกับเราว่าอะไรบ้าง อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก มันจุกอยู่ในอก เรียกว่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลย พอออกห้องตรวจเจอหน้าแฟนที่มาเป็นเพื่อนฟังผลตรวจเท่านั้นแหละค่ะ น้ำหูน้ำตาไม่รู้ว่ามาจากไหนมันไหลออกมาไม่หยุด เลย แฟนก็ตกใจมากที่อยู่ดีๆ เราก็ร้องไห้ออกมา แต่เค้าก็คงรู้ว่าผลตรวจของออกมายังไง เค้าได้แต่กอดเราแน่นๆ ที่ตาก็มีน้ำตาไหลคลอออกมาเช่นเดียวกับเรา เรากอดกันร้องไห้อยู่พักใหญ่ ตอนนั้นดิฉันไม่สนใจสิ่งรอบข้างแล้วค่ะ ใครจะมองยังไงรู้สึกยังไงกับการที่เรามานั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องตรวจแบบนี้ ตอนนั้นคิดแต่ว่าทำไมดิฉันถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะ ทำไมดิฉันต้องเป็นมะเร็งด้วย ทำไม ทำไม ถามตัวเองอยู่อย่างนั้น ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่ได้รับรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งในครั้งแรกก็คงมีอาการเหมือนกับที่ดิฉันแทบทุกคน แต่เมื่อนึกย้อนจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้วันที่ดิฉันหายจากโรคมะเร็งแล้ว ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคนที่รับรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเป็นอย่างดี ดิฉันจึงอยากจะนำคำแนะนำดีๆ สำหรับคนที่เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งว่าเราควรจะทำตัวอย่างไร เพื่อที่เราจะก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตนี้ไปได้อย่างสวยงามที่สุด ทั้งเพื่อตัวของเราเองและคนรอบข้างที่รัก

1.ตั้งสติ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่ได้ยินว่าตัวเองเป็นมะเร็งสติไม่อยู่กับตัวแล้ว ความคิดมันจะวิ่งไปถึงภาพคนที่ตายด้วยมะเร็ง คิดว่าเราจะอยู่ได้กี่ปีกี่เดือนเนี่ย เราจะต้องตายใช่ไหม มะเร็งที่เราเป็นร้ายแรงแค่ไหนกัน มะเร็งที่เป็นจะรักษาหายไหม กับอีกหลายคำถามที่สร้างความหดหู่และสิ้นหวังให้กับตัวเอง ไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลย คุณหมอพูดอะไรมาก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะและก็จมอยู่กับความทุกข์ ความสิ้นหวังอยู่อย่างนั้นเป็นวันเป็นเดือนเป็นปี บางคนตีโพยตพายโทษโชคชะตาว่าทำไมชีวิตช่างโชคร้ายกับตัวเองขนาดนี้ ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเป็นทุกข์ตามเราไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่แรกที่ต้องทำคือ พยายามตั้งสติให้ดี อยู่นิ่งๆ ค่อยคิดๆ ค่อยๆ ฟัง และพิจารณาต่อว่าคุณจะต้องทำยังไงต่อไป อย่าตีโพยตีพายหรือโวยวาย แต่ถ้าคุณทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะค่ะแต่ให้ทำแค่วันที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งวันแรกก็พอแล้วค่ะ สำหรับบางคนการปลดปล่อยอารมณ์ไปก็จะทำให้เราสบายใจและตั้งสติได้ง่ายขึ้น ดิฉันเองก็ยอมรับว่าวันแรกที่รู้นั้นทั้งร้องไห้โวยวายทั้งวันเลย แต่พอรุ่งขึ้นอีกวันเราเริ่มมีสติและคิดได้ ตัวเองก็สงบลงและหันมาปรึกษาคนในครอบครัวว่าเราจะต้องทำยังไงกันต่อไป 

2.ศึกษาหาข้อมูล หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว ดิฉันกับแฟนก็หาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งที่ดิฉันเป็น อ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับมะเร็ง ทั้งในกูเกิ้ล ทั้งในแผ่นพับที่มีแจก ศึกษาจนมีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งชนิดนั้นดีพอ ข้อไหนที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยก็จดไว้ถามคุณหมอที่ทำการรักษา จนเดี๋ยวนี้ถ้ามีใครเป็นมะเร็งเต้านมที่ดิฉันเคยเป็น ดิฉันจะบอกเล่าได้ทุกอย่างเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ทั้งอาการและวิธีการรักษาพร้อมทั้งให้กำลังใจกับคนที่เป็นด้วยว่าดิฉันยังรักษาหาย คุณก็รักษาหายไปเหมือนกันนะ

3.ปรึกษาคุณหมอ ครั้งแรกที่เรารับรู้ว่าเราเป็นมะเร็งเต้านม คุณหมอพูดว่าอะไรดิฉันก็ไม่รับรู้แล้วค่ะ คุณหมอเองก็คงเข้าใจดีเลยยังไม่ซักไซ้ดิฉันมากนัก ให้ดิฉันกลับมาทำใจที่บ้านก่อนและทำการนัดครั้งต่อไป เวลาที่ดิฉันมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมะเร็งดิฉันถามคุณหมอทุกครั้ง คุณหมอก็ใจดีให้คำตอบกับดิฉันอย่างกระจ่างทีเดียว แถมยังพูดให้กำลังใจดีมากเลยค่ะ ดังนั้นถ้าคุณมีคำถามหรือข้อสงสัยในการรักษา การดูแลตัวเอง คุณอย่าคิดเองเออเองนะคะ ให้สอบถามและปรึกษาคุณหมอทุกอย่าง ทั้งระยะของมะเร็งที่ตรวจพบ อาการที่ต้องระวัง การดูแลตัวเอง สถานที่รักษาและขั้นตอนการรักษา ถามทุกอย่างที่สงสัยค่ะเราจะได้มีความรู้และความเข้าใจในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง จะได้รักษามะเร็งให้หายขาด ไม่ต้องกลัวคุณหมอว่าเราหรอกค่ะ เพราะเราเองก็ไม่เคยเป็นมะเร็งมาก่อนนี่คะ และก็ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับมะเร็งมาด้วย เราย่อมมีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งน้อยกว่าคุณหมอแน่นอนค่ะ เพราะฉะนั้นอยากรู้อะไรถามเพื่อความสบายใจของงเราค่ะ

4.พูดคุยกับคนในครอบครัว หลายคนที่พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งมักจะเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใครแม้แต่กับคนใกล้ชิด ไม่พูดคุยเหมือนก่อนที่จะตรวจเจอมะเร็ง การทำแบบนี้ไม่ดีต่อทั้งตัวคุณเองและคนใกล้ชิดของคุณเป็นอย่างมาก ตัวคุณเองก็จะคิวิตกไปสารพัดจนกลายเป็นความเครียดเกิดขึ้น คนใกล้ชิดก็พลอยเครียดตามคุณไปด้วย เมื่อเห็นคุณวิตกกังวลและเป็นทุกข์กับการที่คุณป่วยเป็นมะเร็ง ทางที่ดีคุณควรพูดคุยเล่าถึงความรู้สึกที่เป็นอยู่ว่ารู้สึกอย่างไร เจ็บปวดตรงไหน กังวลเกี่ยวเรื่องอะไรบ้าง เป็นการระบายความรู้กสึกที่อยู่ข้างในออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ และยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดของตัวเองและครอบครัว รับรองว่าพอคุณเล่าให้ทุกคนฟังถึงสิ่งที่คุณเป็นและคุณรู้สึก คุณจะรู้สึกโล่งมาก และเราก็ได้รับรู้อีกว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียว ยังมีคนที่รักเราพร้อมสู้ไปกับเราเป็นกำลังใจและเคียงข้างเราตลอดเวลา คุณรู้ไหมค่ะ ว่าถ้าเราเครียดมากๆ มะเร็งก็จะขยายขนาดได้เร็วขึ้นเป็นเท่าตัวในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นห้ามเครียดให้รู้จักปล่อยวางหรือระบายเสียบ้างจะเป็นผลดีต่อการรักษามะเร็งเป็นอย่างมาก 

5.หาสถานที่รักษา สำหรับบางคนที่มีทางเลือกในการรักษาก็ให้หาข้อมูลเกี่ยวกับหมอที่ทำการรักษาโรคมะเร็งที่คุณเป็นอยู่ โรงพยาบาลไหนรักษาดี คุณหมอท่านใดที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมะเร็งที่คุณเป็นมากที่สุด เมื่อคุณพร้อมก็ติดต่อคุณหมอท่านนั้นเพื่อเข้าไปทำการรักษา แต่สำหรับดิฉันที่เป็นคนธรรมดารายได้ไม่มากก็เลือกรักษากับโรงพยาบาลของรัฐที่ทำการตรวจเจอนั่นแหละค่ะ เพราะถึงแม้คุณหมอที่ทำการรักษาดิฉันจะไม่ได้เป็นหมออันดับหนึ่งของประเทศแต่ท่านก็รักษาคนไข้หายมาแล้วนับหมื่นราย และค่ารักษาพยาบาลก็มีสวัสดิการของรัฐที่ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากที่เดียว ซึ่งดีต่อสุขภาพจิตของคนป่วยอย่างดิฉันที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายย่อมเป็นผลดีต่อการรักษามะเร็ง

นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ดิฉันหวังว่าจะมีประโยชน์กับคนที่เป็นมะเร็งหลายๆ คนนะคะ มะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงก็จริงแต่ถ้าคุณตรวจพบได้เร็วและมีกำลังใจในการต่อสู้กับมะเร็ง คุณก็มีโอกาสที่จะหายขาดจากมะเร็งได้ ดิฉันเชื่อว่ามีคนที่ป่วยเป็นมะเร็งและทำการรักษาจนหายมาแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัวดิฉันเอง สิ่งสำคัญที่ทำให้ดิฉันรักษาโรคมะเร็งจนหายได้ก็คือสติและกำลังใจของตัวเองและคนรอบข้างที่ช่วยให้ดิฉันมีพลังต่อสู้จนชนะเจ้ามะเร็งร้ายกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ เมื่อคุณรู้ว่าเริ่มเป็นมะเร็งแล้วอย่าตกใจจนสิ้นหวังขอให้คุณทำตามที่ดิฉันบอกไว้รับรองว่าคุณมีโอกาสหายจากมะเร็งแน่นอนค่ะ

Content by Amprohealth

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม