ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก

ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก

ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็ง คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในแต่ละปีเป็นปริมาณมากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โรคมะเร็งเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย ทั้งเพศชายเพศหญิง ในปัจจุบันเราจะพบโรคมะเร็งที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยๆในผู้หญิงก็คือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ที่มีความรุนแรงของโรคสูง หากไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี ก็แทบจะไม่รู้เลยว่าป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากมักไม่มีอาการป่วยเบื้องต้นใดๆแสดงออกมา  ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคชนิดนี้ก็จะอยู่ในช่วงที่อาการเริ่มหนักและรักษาได้ยากแล้ว มะเร็งปากมดลูกคืออะไร มีสาเหตุของโรคอย่างไร และสามารถป้องกันได้หรือไม่ จะอธิบายดังต่อไปนี้

มะเร็งปากมดลูกคืออะไร?

มะเร็งปากมดลูก หรือ Cervical Cancer คือ การมีเชื้อของมะเร็งที่บริเวณปากมดลูก จะเกิดได้ในผู้หญิงเท่านั้น มีสาเหตุมาจาก เซลล์กล้ามเนื้อบริเวณปากมดลูกมีการแบ่งตัวหรือเจริญเติบโตอย่างมากผิดปกติ นอกจากนี้ยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง และอวัยวะอื่นๆได้อีกด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันเวลาจากแพทย์
“ฮิวแมมแปปปิโลมา” ไวรัส ตัวการร้ายในการก่อมะเร็ง จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจาก การที่ร่างกายมีการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ฮิวแมมแปปปิโลมาไวรัส (Human Papiloma Virus) หรือเรียกสั้นๆว่า เชื้อ HPV

เชื้อ HPV คืออะไร?

ฮิวแมมแปปปิโลมาไวรัส คือ โรคที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชนิดที่เรียกว่า ไวรัสเอชพีวี (HPV หรือ Human Papillomavirus) หรือ อาจเรียกว่า ไวรัสหูด  ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ในตระกูล (Family) Papillomavirus  มีหลายสายพันธุ์ย่อยมากมาย เป็นร้อยๆชนิด  มีทั้งชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งและชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่สายพันธุ์ที่ถือได้ว่ามีความอันตรายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพมากที่สุดคือ สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นเชื้อเอชพีวี ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ได้มากถึง 70% เลยทีเดียว

HPV ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร?

ปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เรา หากมีความแข็งแรงปกติ ก็สามารถที่จะกำจัดเชื้อของ HPV ที่เข้าสู่ร่างกายได้เอง แต่ถ้าวันที่ร่างกายมีความอ่อนแอเกิดขึ้น และไม่สามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกจากร่างกายได้ ก็จะส่งผลให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะต้องใช้เวลานานหลายปี หรือหลายสิบปี  กว่าจะทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ส่วนมากเราจะพบผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในเด็กได้ค่อนข้างน้อย ผู้ป่วยส่วนมากมักมีอายุที่เกิน 30 ปีขึ้นไป

เราสามารถติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร?

เชื้อเอชพีวี (HPV) ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก โดยส่วยใหญ่จะสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสทางผิวหนัง

เชื้อไวรัส HPV นี้สามารถอยู่ได้ทั้งในร่างกายของผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้น หากเพศหญิงไปมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีเชื้อ HPV อยู่ ก็อาจจะมีโอกาสในการติดเชื้อได้เช่นกัน

การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีทางเพศสัมพันธ์ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากธรรมชาติของเชื้อนี้ สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก แม้เพียงการสัมผัสบริเวณผิวหนังภายนอกก็สามารถติดเชื้อได้ ในขณะที่การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างเช่น โรคเอดส์  ซิฟิลิส และหนองใน แต่กลับมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีเพียง 70% เท่านั้น โดยมีข้อมูลงานวิจัยพบว่าผู้หญิงในช่วงอายุ 18 ถึง 28 ปี มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชพีวีได้มากที่สุด

เราสามารถป้องกันมะเร็งปาดมดลูกได้อย่างไร โดยปกติแล้วโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคสูง และมักหาแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคได้ยาก แต่มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งเพียงแค่ไม่กี่ชนิด ที่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การใช้วัคซีนเอชพีวี และการตรวจแปปสเมียร์ แต่ละวิธีมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก 

วิธีการง่ายที่สุด ที่เราสามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ก็คือ การเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรคนั้นเอง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ควรจะหลีกเลี่ยงมีดังนี้
– การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
– การมีคู่นอนหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ จนเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
– การมีบุตรหลายคน
– การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน
– การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันพิษจากบุหรี่บ่อยๆ
– ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์รักษาให้หายโดยเร็วจะดีที่สุด

นอกจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ควรเลี่ยงแล้ว การให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาในเด็ก ก็อาจช่วยให้พฤติกรรมความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกลดลงได้อีกด้วย

2. การใช้วัคซีนเอชพีวี 

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ พัฒนาไปมากจนสามารถ ผลิตคิดค้น วัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี ได้แล้วโดย วัคซีนเอชพีวี เป็นวัคซีนที่ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก มีการผลิตมาจากโปรตีนที่เปลือกหุ้มเชื้อไวรัส วัคซีนชนิดนี้ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตโรคมะเร็งมากมดลูก ในแต่ละปีได้มากเลยทีเดียว  ดังนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในร่างใช้วัคซีนชนิดนี้ ควรใช้วัคซีนตั้งแต่ในวัยเด็กหรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ จะดีที่สุด

วัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี ถือว่าเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ที่มีคุณค่ามากอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเพศหญิง ที่จะได้คลายความกังกลในการเป็นมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังมีการคาดกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกลดลงจากการใช้วัคซีนชนิดนี้อีกด้วย

วัคซีนป้องกันมะเร็งได้ ปากมดลูกได้อย่างไร?

ในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มียารักษาโรคตัวไหนที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น แต่ในโรงมะเร็งบางชนิดก็มีการผลิตวัคซีนออกมาป้องกันการเกิดโรคได้  เช่น มะเร็งปากมดลูก โดยแพทย์อาศัยหลักการที่ว่า โรคมะเร็งปากมดลูกเกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสเอสพีวี ดังนั้นแพทย์จึงใช้วิธีการป้องกันเชื้อไวรัสที่เป็นตัวการในการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งไม่ให้เกิดขึ้น หลักการนี้จึงสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้นั้นเอง

ประสิทธิภาพของวัคซีนเอชพีวี (HPV)

เชื้อเอชพีวี (HPV) มีมากหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีทั้งชนิดที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง อย่างสายพันธุ์ที่ 16 และ 18  และชนิดอื่นๆที่ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งวัคซีนที่นำมาใช้ป้องกันนี้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 70% เลยทีเดียว ถือว่าสูงในระดับที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อเอสพีวีสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งอย่าง สายพันธุ์ที่ 11 และ 16 ที่เป็นตัวการในการทำให้เกิดโรคอย่างหูดที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ได้อีกด้วย

วัคซีนเอชพีวี ควรใช้กับใคร?

ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนชัดเจนสำหรับประเทศไทยว่าควรจะฉีดวัคซีนเอชพีวีเมื่อไหร่และควรฉีดให้กับใครบ้างเป็นที่ทราบกันดีว่า โรคมะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดกับผู้ที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ดังนั้นจึงได้มีข้อแนะนำว่า ควรฉีดให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 9 ขวบขึ้นไป หรือผู้หญิงที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ ส่วนผู้หญิงที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ทางแพทย์แนะนำให้ไปใช้วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือการตรวจแปปสเมียร์ แทนการฉีดวัคซีน

3. การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Papanicolaou Test)

การตรวจแปปสเมียร์ คือ วิธีในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกชนิดหนึ่ง เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก ซึ่งถ้าหากตรวจพบเจอเชื้อของมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ ในระยะที่เชื้อยังไม่ลุกลาม ก็จะสามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ง่ายกว่าการตรวจพบเชื้อในระยะที่แพร่กระจายแล้ว การตรวจแปปสเมียร์สามารถทำพร้อมกับการตรวจภายในได้เลย โดยแพทย์จะใช้วิธีนำไม้พายขนาดเล็กเข้าไปขูดเบาๆบนผิวปากมดลูก ป้ายลงแผ่นกระจกเพื่อส่งตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ โดยความผิดปกติของเซลล์ที่พบมีหลายอย่างและมีวิธีการดูแลรักษาที่แตกต่างกันไป

การตรวจแปปสเมียร์มีความสำคัญอย่างไร?

เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูก มักจะไม่มีอาการใดๆแสดงออกมาในช่วงแรก จึงทำให้ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อมะเร็งชนิดนี้อยู่ในร่างกาย และจะไปทราบก็ต่อเมื่อตนเองมีอาการที่หนักแล้ว มะเร็งเริ่มกระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆแล้ว ทำให้รักษาได้ยากและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  การตรวจแปปสเมียร์ จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวช่วยให้สามารถตรวจคัดกรอง ในการค้นหาเซลล์ผิดปกติของปากมดลูกในระยะก่อนเป็นมะเร็ง เพื่อให้แพทย์สามารถดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา ก่อนที่จะลุกลามจนกลายเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

การตรวจแปปสเมียร์ควรตรวจเมื่อใด และต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?

โรคมะเร็งปากมดลูก จากการติดเชื้อเอสพีวี ซึ่งมีระยะการฟักตัวของโรคที่นานพอสมควร โดยกว่าจะพบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็ง ก็อาจจะใช้เวลานานหลายปี  ทำให้ไม่นิยมทำการตรวจแปปสเมียร์ ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น  จึงได้มีคำแนะนำในการตรวจแปปสเมียร์ คือ ผู้ที่ควรตรวจจะแนะนำสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างวัยทำงาน หรือวัยกลางคน อายุประมาณ 30 -35 ขึ้นไป ไม่ว่าจะเคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่ก็ตาม

ส่วนความถี่ในการเข้ารับการตรวจซ้ำของการตรวจแปปสเมียร์นั้น ในเบื้องต้นได้มีคำนำแนะนำว่า ควรตรวจในทุกๆปี โดยอาจจะตรวจพร้อมกับการเช็คสุขภาพประจำปีไปเลย แต่หากมีผลการตรวจที่ดีติดต่อกันหลายๆปี หรือเป็นผู้หญิงโสดที่ไม่ได้มีเพศสัมพันกับใคร ก็อาจจะลดจำนวนครั้งในการตรวจลงเป็นแบบปีเว้นปี หรือ ตรวจทุก 3–5 ปี ก็ได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่เคยฉีด วัคซีนเอชพีวี มาแล้ว เมื่อถึงช่วงอายุที่เหมาะสม (30 -35 ขึ้นไป) ก็ควรจะทำการตรวจแปปสเมียร์ด้วยเช่นกัน เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็อาจจะมีความเสี่ยงน้อยในการเกิดโรค แต่ก็ควรทำเพื่อให้เกิดความสบายใจจะดีที่สุด

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีอื่นนอกจากแปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์ยังมีข้อจำกัดหลายประการ นอกจากการไม่ยอมรับในการตรวจของผู้หญิงบางคนแล้ว ยังไม่สามารถทราบผลได้ทันที เพราะต้องใช้เวลาในการย้อมเซลล์บนแผ่นกระจกและใช้เวลาในการอ่านผล ทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งไม่ได้ทราบผลตรวจและเสียโอกาสในการดูแลรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้น  นอกจากการตรวจแปปสเมียร์ แล้ว ยังมีวิธีในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปาดมดลูกอีกหนึ่งวิธี  ที่ทำได้โดยประหยัดค่าใช้จ่ายมากว่าแบบการตรวจแปปสเมียร์  คือ การตรวจ VIA

การตรวจ VIA คือ  การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู  มีวิธีการตรวจคือ ใช้น้ำส้มสายชูชนิดเจือจางป้ายที่บริเวณปากมดลูก แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้น น้ำส้มสายชูจะไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อที่ผิดปกติของปากมดลูก หากมีฝ้าสีขาวเกิดขึ้นที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่า อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ และจะได้ทำการรักษาต่อไป อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธี VIA นี้ ต้องอาศัยความชำนาญของผู้ตรวจซึ่งต้องได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี เสียก่อน

จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันนี้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้หญิงหลายๆคนคิด เพียงแต่ต้องรู้จักทำความเข้าใจกับโรคชนิดนี้ให้ดีเสียก่อน ต้องรู้จักหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อันที่จะส่งผลกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากวิธีแบบตั้งรับในการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงแล้ว จะต้องรู้จักวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกในวิธีเชิงรุกด้วย เช่น  การเข้ารับฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเอสพีวี  หรือเข้ารีบการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเวลาที่เหมาะสม ด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณผู้หญิงหลายคนมั่นใจได้เลยว่า โรคมะเร็งปากมดลูกจะไม่น่ากลัวสำหรับตัวคุณเองอีกต่อไป

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Cervical Cancer Treatment (PDQ®)”. NCI. 2014-03-14. Archived from the original on 5 July 2014. Retrieved 24 June 2014.

World Cancer Report 2014. World Health Organization. 2014. pp. Chapter 5.12. ISBN 9283204298.

Kumar V, Abbas AK, Fausto N, Mitchell RN (2007). Robbins Basic Pathology (8th ed.). Saunders Elsevier. pp. 718–721. ISBN 978-1-4160-2973-1.

Holland-Frei cancer medicine. (8th ed.). New York: McGraw-Hill Medical. p. 1299. ISBN 9781607950141. Archived from the original on 2015-12-01.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here