ฮีโมโกลบินคืออะไร

ฮีโมโกลบิน, เฮโมโกลบิน, ฮีม
ฮีโมโกลบินหรือเฮโมโกลบิน คือส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญจะอยู่ในเม็ดเลือดแดงและช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

ฮีโมโกลบินคืออะไร ?

ฮีโมโกลบินหรือเฮโมโกลบิน ( Hemoglobin ) เป็นส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนเลือด มีโมเลกุลโปรตีนภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง ฮีโมโกลบิน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ฮีม ( Heme ) ฮีมนี้ทำหน้าที่ดักจับและขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและจับธาตุกับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ฮีมมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบเกิดจากโมเลกุลโปรตีน 4 ตัวที่เชื่อมต่อกันเรียกว่าสายโกลบูลิน ( Globulin Chains ) โดยปกติโครงสร้างของฮีโมโกลบินในผู้ใหญ่จะประกอบไปด้วยสายโกลบูลินชนิดอัลฟา 2 ตัว และสายโกลบูลินชนิดเบต้า 2 ตัว ส่วนในทารกพบเพียงสายโกลบูลินชนิดอัลฟา 2 ตัว และสายโกลบูลินชนิดแกมมา 2 ตัว ไม่พบสายโกลบูลินชนิดเบต้า แต่เมื่อทารกเริ่มโตขึ้น สายโกลบูลินชนิดแกมมาจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยสายโกลบูลินชนิดเบต้า และกลายเป็นโครงสร้างของฮีโมโกลบินแบบผู้ใหญ่ต่อไป

ฮีโมโกลบินที่พบได้ทั่วไปมี 3 ชนิดคือ

ฮีโมโกลบิน เอ ( Hemoglobin A ) พบมากที่สุดในคนวัยผู้ใหญ่ แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคธาลัสซีเมียขั้นรุนแรง อาจมีระดับฮีโมโกลบินชนิดนี้ลดลงได้
ฮีโมโกลบิน เอฟ ( Hemoglobin F ) พบในทารกที่อยู่ในครรภ์และเด็กแรกเกิด ซึ่งฮีโมโกลบินชนิดนี้จะถูกแทนที่ด้วยฮีโมโกลบิน เอ ภายในไม่นานหลังจากเกิด หลังจากนั้นร่างกายจะผลิตฮีโมโกลบินเอฟออกมาในปริมาณน้อยมาก แต่หากป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย โรคเลือดจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โรคเลือดจางจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจพบฮีโมโกลบินชนิดนี้ในปริมาณสูงได้
ฮีโมโกลบิน เอ2 ( Hemoglobin A2 ) เป็นฮีโมโกลบินที่พบในผู้ใหญ่ พบปริมาณเพียงเล็กน้อย

ฮีโมโกลบินมีหน้าที่อย่างไร ?

ฮีโมโกลบินมีหน้าที่หลักคือการลำเลียงออกซิเจนจากปอดออกไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเนื้อเยื่อกลับมายังฟอกที่ปอด ช่วยรักษารูปร่างของเม็ดเลือดแดงให้เป็นปกติ คือมีลักษณะเป็นวงกลมและตรงกลางเว้าคล้ายโดนัท แต่ไม่เป็นรู หากโครงสร้างของฮีโมโกลบินผิดปกติจะส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างแตกต่างไปจากเดิม และมีภาวะโรคเลือดได้เช่น โรคเลือดจาง โรคเลือดหนืด เป็นต้น

เราจะทราบความผิดปกติของฮีโมโกลบินได้อย่างไร ?

จะทราบได้โดยการตรวจวัดความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ( Complete Blood Count CBC ) เพราะช่วยระบุได้ว่าผู้ป่วยมีระดับฮีโมโกลบินสูงหรือต่ำกว่าปกติ ซึ่งระดับฮีโมโกลบินที่ผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงโรคบางชนิดได้ เช่น โรคติดต่อทางพันธุกรรม โรคเลือดจาง เป็นต้น

ค่าปกติของฮีโมโกลบินในเลือดควรมีปริมาณเท่าไร ?

ระดับฮีโมโกลบินโดยทั่วไปควรแสดงค่าดังนี้

ประเภท ปริมาณค่าฮีโมโกลบิน/ กรัมต่อเดซิลิตร
เด็กแรกเกิด 14-24
ทารก 9.5-13
ผู้หญิง 12.1-15.1
ผู้ชาย 13.8-17.2

 

ระดับฮีโมโกลบินผิดปกติบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพ ?

ระดับฮีโมโกลบินในเลือดบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้ เนื่องจากการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของฮีโมโกลบินที่ผิดปกตินั้นอาจมีสาเหตุจากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ

สาเหตุของระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่าค่าปกติ

  1. มีภาวะเสียเลือดมากผิดปกติ เช่น เลือดออกจากบาดแผล หรือ ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  2. ร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงมากเกินไป เนื่องจาก ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกผิดปกติ โรคธาลัสซีเมีย
    มีภาวะม้ามโต โรคโลหิตจางที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงหมดอายุเร็วกว่าปกติ ( Hemolytic Anemia )
    โรคโพรพีเรีย ( Porphyria ) หรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารหรือทางเดินปัสสาวะ
  3. ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ เนื่องจาก ภาวะขาดสารอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 หรือวิตามินบี 6 เป็นต้น ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงไม่ได้ เป็นผลจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงการได้รับพิษจากยา การรักษาด้วยรังสี การติดเชื้อ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับไขกระดูกโดยตรง

สาเหตุของระดับฮีโมโกลบินสูงกว่าค่าปกติ

  1. เกิดจากร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติเนื่องจากระดับฮีโมโกลบินสูง และภาวะระดับฮีโมโกลบินสูงมักเกิดจากการมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ตรวจวัดค่าฮีโมโกลบินได้ต่ำไปด้วยนั่นเอง
  2. เกิดกับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ๆ
  3. ร่างกายขาดน้ำมากเกินไป
  4. สูบบุหรี่หนัก
  5. มีภาวะหัวใจพิการตั้งแต่กำเนิด หรือภาวะหัวใจวายที่ห้องหัวใจข้างขวา
  6. เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังขั้นรุนแรงภาวะพังผืดที่ปอด หรือโรคปอดชนิดรุนแรงความผิดปกติของสเต็มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก

เอกสารอ้างอิง

A standard biochemistry text defines heme as the “iron-porphyrin prosthetic group of heme proteins”(Nelson, D. L.; Cox, M. M. “Lehninger, Principles of Biochemistry” 3rd Ed.

Paoli, M. (2002). “Structure-function relationships in heme-proteins”. DNA Cell Biol. 21 (4): 271–280.