มะเร็งรังไข่ที่ผู้หญิงต้องรู้

มะะเร็งรังไข่ถือว่าเป็นฝันร้ายของผู้หญิง
มะะเร็งรังไข่ถือว่าเป็นฝันร้ายของผู้หญิง

มะเร็งรังไข่ที่ผู้หญิงต้องรู้

ทุกครั้งที่มีการทำแบบสอบถามเกี่ยวโรคอันตราย ที่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้ปีละหลักแสนจนถึงหลักล้าน ทุกคนก็มักจะพร้อมใจกันเทคำตอบให้โรคที่มีชื่อว่า โรคมะเร็ง และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็กลัวโรคนี้กันทั้งหมด

การที่วางแผนรับมือกับโรคมะเร็งนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวโรคมะเร็งให้ถ่องแท้ ว่าโรคมะเร็งเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ ถ้าหากว่าเป็นมะเร็งแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ออกมาให้ข้อมูล ให้ความรู้อัพเดตอยู่เสมอ

1.โรคมะเร็งรังไข่ เป็นแล้วรักษายาก และเป็นโรคมะเร็งเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ที่ทำให้มีผู้ป่วยหญิงเสียชีวิตมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา

มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะเร็งรังไข่ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  1. การเป็นเนื้องอกที่รังไข่ มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้ร้อยละ 20 แม้จะเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนน้อย แต่ในทางการแพทย์ก็ถือว่าสูงมาก
  2. พบผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่ที่เป็นมะเร็งเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงมากเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งมดลูกเท่านั้น แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลับพบว่ามะเร็งรังไข่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของบรรดามะเร็งเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 50 ของมะเร็งสืบพันธุ์ทั้งหมด
  3. อัตราการเป็นมะเร็งรังไข่ของผู้หญิงตลอดชีวิต อยู่ที่ 1 ใน 70 ในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่รายใหม่ทุกปี ปีละประมาณ 20,000 คน และเสียชีวิตปีละ 15,000 คน
  4. ผู้ป่วยจำนวนมาก มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งรังไข่เริ่มมีอาการรุนแรงแล้ว จึงทำให้มีโอกาสรอดชีวิตต่ำ คิดเป็นร้อยละ 25-30 ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น ถ้าหากคิดเป็นอัตรารอดชีวิต 5 ปี ก็จะเท่ากับ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด

2.การแบ่งมะเร็งรังไข่ ตามบริเวณที่เกิดมะเร็ง

1.มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ (Ovarian Epithelial Carcinoma)

มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่เยื่อบุผิวรังไข่ เป็นมะเร็งรังไข่ที่พบมากที่สุด คือร้อยละ 90 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด สามารถพบได้ในผู้ที่มีอายุมากแล้ว ตั้งแต่ 56- 60 ปีขึ้นไป มีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบมากที่สุดคือชนิดซีรัส ซีสตาดีโนคาร์ซิโนมา

มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ เป็นมะเร็งที่มีรุนแรงสูง เพราะมักจะพบได้ที่รังไข่ทั้งสองข้าง ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 75 มักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการของโรคอยู่ที่ระยะที่ 3 ไปแล้ว จึงทำให้มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก

2.มะเร็งฟองไข่ (Germ Cell Tumor)

มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ฟองไข่ สามารถพบได้ร้อยละ 5 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด ชนิดที่พบมากที่สุดมี 2 ชนิด คือ ชนิดดิสเจอร์มิโนมา และอิมเมเชอร์เทอราโทมา มะเร็งรังไข่ในฟองไข่ มักจะเกิดกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี มีอาการของโรคที่ไม่รุนแรงมากนัก เพราะจะเกิดขึ้นที่รังไข่ข้างเดียว ถ้าหากพบแพทย์เร็วก็มีโอกาสรักษาหายได้มากถึงร้อยละ 60-85

3.มะเร็งเนื้อเยื่อรังไข่ (Sex Cord-Stromal Tumor)

มีจุดเริ่มต้นที่เนื้อเยื่อรังไข่ พบได้ร้อยละ 8 ของมะเร็งรังไข่ทั้งหมด สามารถพบได้ในผู้หญิงอายุ 40-70 ปี มะเร็งรังไข่บริเวณเนื้อเยื่อรังไข่มักจะสร้างฮอร์โมนเพศขึ้นมาเอง ชนิดที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง คือชนิดกรานูโลซาเซลล์ และชนิดที่สร้างฮอร์โมนเพศชาย คือ ชนิดเซอร์โตไล-เลย์ดิกเซลล์

อาการของโรคไม่รุนแรงมากนัก เพราะจะเกิดขึ้นที่รังไข่ข้างเดียว และไม่มีการแพร่กระจายไปที่อื่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การรักษาค่อนข้างง่าย แค่ผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าพบแพทย์เร็วก็มีโอกาสรอดชีวิตร้อยละ 70-90 แต่อาจต้องระวังการกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป 15 ปี

4.มะเร็งมาจากหลายแหล่ง เป็นมะเร็งรังไข่ที่มีจุดเริ่มต้นในการเกิดบริเวณเยื่อบุผิวรังไข่ร่วมกับฟองไข่ หรือร่วมกับเนื้อเยื่อรังไข่ (Mixed Tumors) จึงทำให้โรคค่อนข้างมีความรุนแรงพอสมควร

5.มะเร็งรังไข่ชนิดอื่นๆ (Unclassified) เช่น เกิดขึ้นที่บริเวณกล้ามเนื้อรังไข่ (Sercoma) สามารถพบได้น้อยมาก แต่ถ้าหากว่าพบก็ยากที่จะรักษา จากที่ผ่านมาพบว่าไม่มีผู้ป่วยคนใดที่เป็นมะเร็งชนิดนี้อยู่รอดเกิน 1 ปี

6.มะเร็งรังไข่ที่เป็นจากมะเร็งที่กระจายมาจากแหล่งอื่น ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งชนิดอื่นมาก่อน เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก หรือมะเร็งเต้านม ที่เรียกรวมกันว่าเนื้องอกครุกเคนเบิร์ก (Krukenberg Tumor) มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยน้อยคนที่มีชีวิตอยู่รอดเกิน 2 ปี

3.ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ ในกรณีที่เกิดจากอายุและพันธุกรรม

ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุรังไข่มากที่สุด และยังมีแนวโน้มที่จะสูงไปเรื่อย ๆ สามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

1.ปัจจัยเสี่ยงจากอายุ

โรคมะเร็งรังไข่ มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึงร้อยละ 50 แต่มักจะพบได้น้อยกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี

2.ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม

ผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่ร้อยละ 10 มีญาติพี่น้องที่เคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งปาดมดลูก รวมถึงมียีนกลายพันธุ์ชนิด BRCA1 และ บีอาร์ซีเอ BRCA2 จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงทางพันธุกรรม

4.ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่จากฮอร์โมน

มะเร็งรังไข่ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมะเร็งชนิดอื่น ๆ มากนักในเรื่องของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค จึงทำให้เกิดการคาดการณ์กันว่า เป็นเพราะรังไข่ไม่ได้มีการหยุดทำงาน หรืออาจจะถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนมากเกินไป จึงทำให้เกิดความผิดปกติที่กลายเป็นโรคมะเร็งรังไข่ดังต่อไปนี้

– ไม่เคยแต่งงาน หรือไม่มีลูก เพราะการมีลูก จะทำให้รังไข่ได้หยุดการทำงานในช่วงเวลาที่มีการตั้งครรภ์ 9 เดือน โอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ก็อาจจะลดน้อยลงกว่าเดิม

– ประจำเดือนมาเร็ว และหมดช้า ทำให้รังไข่ต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 40 ปี

– ไม่เคยให้นมบุตร การให้นมบุตรจะทำให้รังไข่หยุดการทำงานไปชั่วคราว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ได้

– ไม่รับประทานยาคุมกำเนิด การทานยาคุมกำเนิดทำให้รังไข่หยุดการทำงาน ถ้าหากทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันมากกว่า 5 ปี สามารถลดโอกาสในการเป็นมะเร็งรังไข่มากถึงร้อยละ 50

– การรับฮอร์โมนกระตุ้นกรณีที่มีบุตรยาก มีโอกาสที่จะกระตุ้นการเกิดมะเร็งรังไข่ได้ และเชื่อกันว่าการมีบุตรยากก็อาจจะเกิดจากการเป็นมะเร็งรังไข่เช่นกัน

– รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในช่วงหมดประจำเดือนติดต่อกันเกิน 5 ปี อาจเพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ได้

– ทานยาเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ยกตัวอย่างเช่น ดานาซอล (Danozol) ที่ใช้ในการรักษาโรคถุงน้ำที่เต้านม อาการปวดประจำเดือน บางคนก็ทานเพื่อเปลี่ยนเพศสภาพ มีความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้

5.ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฮอร์โมนจากวิถีชีวิต

1.อ้วน

ความอ้วน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ถ้าหากว่าเป็นโรคอ้วนและเป็นโรคมะเร็งรังไข่ ก็มีโอกาสที่จะรอดชีวิตน้อยกว่าคนปกติ

2.อาหารไขมันสูง

การรับประทานอาหารที่ไม่ไขมันต่ำ อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน (ตามธงโภชนาการ) ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ได้

3.สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ชนิดผลิตมูก (Mucinous)

4.การทาแป้งเพื่อป้องกันการอับชื้นที่ขาหนีบหรืออวัยวะเพศ

ถ้าหากว่าแป้งมี Talcum ที่เป็นสารก่อมะเร็งเป็นส่วนผสม ก็จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่

5.ความเครียด

เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งรังไข่

6.การทำหมันและตัดมดลูก

การทำหมันและการตัดมดลูก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ได้ เนื่องจากสารก่อมะเร็งจะไม่สามารถเดินทางผ่านช่องคลอด และอวัยวะอื่น ๆ มาถึงรังไข่

6.อาการของโรคมะเร็งรังไข่

ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่ที่มาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก สามารถมีชีวิตรอดนาน 5 ปี หลังได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์ถึงร้อยละ 94 แต่น่าเสียดาย ที่ร้อยละ 80 มาพบแพทย์หลังจากที่มีอาการรุนแรงแล้ว ซึ่งก็เป็นเพราะว่าโรคมะเร็งรังไข่ ไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง และไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ของร่างกาย จึงทำให้คนไข้รู้ตัวช้าเกินไป

และนี่คืออาการเบื้องต้นของผู้เป็นโรคมะเร็งรังไข่ แต่ทั้งนี้ หากเป็นเนื้องอกในรังไข่ธรรมดา ก็อาจมีอาการเหล่านี้ได้เช่นเดียวกัน

– แน่นท้อง อืดท้อง ปวดท้อง (ปวดได้ทั้งท้องธรรมดาและท้องน้อย) ท้องมีขนาดใหญ่ขึ้น

– รับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากมะเร็งรังไข่ผลิตน้ำออกมาในช่องท้อง (Ascites) จำนวนมาก ทำให้อิ่มง่ายกว่าปกติ

– ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย เพราะก้อนเนื้อมะเร็งรังไข่ขนาดใหญ่ไปกดทับที่กระเพาะปัสสาวะ

– รู้สึกเจ็บปวดที่หลัง เพราะก้อนเนื้อมะเร็งรังไข่ลุกลามไปเส้นประสาทหลัง

– เมื่อมีเพศสัมพันธ์จะรู้สึกเจ็บปวด

– หากก้อนเนื้อมะเร็งรังไข่ไปกดทับที่ลำไส้ใหญ่ จะทำให้มีอาการท้องผูก

– ประจำเดือนมาผิดปกติ เช่น มามาก มาน้อย มานานเกิน 7 วัน อาจพบอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงร่วมอยู่ด้วย

– อ่อนเพลีย ซีด เหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก หากมีอาการรุนแรง

7.การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งรังไข่

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่

ถ้าหากมีความเสี่ยงในด้านกรรมพันธุ์ (มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่) หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่ด้วยตัวเอง ควรตรวจภายในเป็นประจำทุกปีก่อนหมดประจำเดือน เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ และมะเร็งปากมดลูก วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ คือการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ และเจาะเลือดดูสารเคมีของมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวรังไข่ ได้แก่ CA-125

มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี พบในผู้หญิงหลายช่วงวัย พบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40-60 ปี โดยเซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตในรังไข่

8.การตรวจวินิจฉัยมะเร็งรังไข่โดยแพทย์

1.ซักประวัติผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติอย่างไร และมีญาติเป็นมะเร็งมาก่อนหรือไม่

2.ตรวจร่างกายของผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ดังนี้

– มีน้ำในช่องท้อง

– คลำแล้วพบก้อนเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า 8 เซนติเมตรและมีความแข็ง อยู่ติดกับช่องท้อง ขยับหรือเคลื่อนไหวไม่ได้

– อาจพบก้อนเนื้อมะเร็งรังไข่ที่ทะลุออกมาบริเวณรูสะดือ ในกรณีนี้จะเรียกว่าก้อนซิสเตอร์ (Sister Mary Joseph Nodule)

3.การตรวจภายใน หากตรวจพบก้อนมะเร็งที่ปีกมดลูก ก้อนเนื้อมักจะมีขนาดใหญ่และแข็ง ไม่สามารถโยกหรือเคลื่อนไหวได้ อาจคลำน้ำในช่องท้อง และตุ่มของมะเร็งที่เริ่มมีการกระจายตัว

4.ตรวจโดยอัลตราซาวด์ หากพบภายในการอัลตราซาวด์แสดงดังต่อไปนี้ แปลว่าอาจเป็นมะเร็งรังไข่

– มีก้อนเนื้อที่มีความแข็งภายในช่องท้องร่วมกับมีน้ำอยู่รอบ ๆ

– พบก้อนเนื้อที่รังไข่ทั้งสองข้าง

– พบก้อนเนื้อที่กำลังเจริญเติบโตในรังไข่

– พบก้อนเนื้อมะเร็งที่กำลังแบ่งตัวออกเป็นหลายช่อง (Multilocular)

– ไม่พบแคลเซียมเกาะที่ก้อนมะเร็ง

– พบก้อนมะเร็งเริ่มกระจายไปที่อวัยวะส่วนอื่น

5.ตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ถ้าแพทย์สงสัยว่ามะเร็งอาจมีการกระจายไปที่อื่น ก็อาจจะเอกซเรย์อวัยวะส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม

6.ตรวจหาการกระจายของมะเร็งในลำไส้ใหญ่

ขณะเดียวกันหากแพทย์สงสัยว่าก้อนมะเร็งได้กระจายไปลำไส้ ก็อาจทำการตรวจด้วยการสวนแป้งแบเรียมเข้าทวารหนัก แล้วส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่

9.สารเคมี CA-125

เป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อ สามารถพบได้มากกับมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว ส่วนกรณีอื่น ๆ ก็อาจพบว่ามีค่าสูงมากกว่าปกติ เช่น

– การเป็นโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งท่อนำไข่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

– พบเนื้องอกที่มดลูก

– อวัยวะสืบพันธุ์มีการอักเสบภายใน

– มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

– ผู้ที่พึ่งทำการผ่าตัดช่องท้อง

– ผู้ที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีประจำเดือน

– ถึงแม้ว่าอาการบางอย่าง จะมีค่า CA-125 สูง แต่จะไม่สูงเท่าโรคมะเร็งที่สูงกว่า 5-10 เท่าของค่าปกติ ปกติถ้าพบค่า CA-125 สูง แพทย์ก็จะต้องทำการติดตามผลก่อนว่าค่านี้จะลดเองหรือไม่ หากสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจแปลได้ว่าเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน

10.สารเคมีที่พบเมื่อเป็นโรคมะเร็งรังไข่

– แอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein : AFP) เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อของทารก จึงพบค่านี้สูงหากอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ถ้าหากคลอดแล้ว หรือมีภาวะแท้งบุตรค่านี้จะลดลงไปเอง ถ้าหากไม่ได้อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ จะพบค่านี้สูงถ้าหากเป็นโรคมะเร็งตับ มะเร็งรังไข่ที่สร้างจากฟองไข่ มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งปอด เป็นต้น

– แล็กเตทดีไฮโดรจีเนส (Lactate Dehydrogenase : LDH) เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นมะเร็งเท่านั้น แต่อาจจะพบค่าสูงในกรณีที่เป็นมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ชนิดดิสเจอร์มิโนมา (Dysgerminoma) รวมถึงมะเร็งที่สร้างจากกล้ามเนื้อ เช่น ซาร์โคมา มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

– ฮิวแมน โคริโอนิก โกโนโดโทรปินส์ (Human Chorionic Gonadotropins : hCG) เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นจากรก จึงทำให้พบค่าสูงเมื่อมีการตั้งครรภ์ หากไม่ได้มีการตั้งครรภ์ อาจพบในกรณีที่เป็นมะเร็งของรก มีการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก หรือเป็นมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่

11.สรุปการสร้างสารเคมีที่เกิดจากมะเร็งแต่ละชนิด

– สารเคมี CA-125 ผลิตจากมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวรังไข่

– สารเคมีแอลฟาฟีโตโปรตีน ผลิตจากมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ ชนิด Endodermal Sinus Tumor

– สารเคมีฮิวแมน โคริโอนิก โกโนโดโทรปิรส์ (hCG) ผลิตจากมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ ชนิด Choriocarcinoma

– สารเคมี hCG และ แอลฟาฟีโตโปรตีน ผลิตจากมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ ชนิด EmbryonalCarcinoma

– แล็กเตทดีไฮโดรจีเนส (LDH) ผลิตจากมะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ ชนิด ดิสเจอร์มิโนมา

12.ระยะของมะเร็งรังไข่ จะรู้ได้เมื่อทำการผ่าตัดเท่านั้น

ระยะของโรคมะเร็งรังไข่ ก็เหมือนกับมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์อื่น ๆ คือสามารถบอกวิธีการรักษา และอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

มะเร็งรังไข่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะเหมือนมะเร็งอื่น ๆ และมีอัตราในการรอดชีวิตดังต่อไปนี้

– ระยะที่ 1 โอกาสรอดชีวิตภายใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 84.7-92.7

– ระยะที่ 2 โอกาสรอดชีวิตภายใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 64.4-78.6

– ระยะที่ 3 โอกาสรอดชีวิตภายใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 31.5-50.8

– ระยะที่ 4 โอกาสรอดชีวิตภายใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 17.5

13.การแบ่งตัวของมะเร็งไข่ กับการคาดเดาความรุนแรงของโรค

เกรด 1 แบ่งตัวดีสุด (Well differentiated) ตอบสนองต่อการรักษาได้ค่อนข้างดี ไม่ค่อยดื้อยา และไม่ค่อยมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

เกรด 2 แบ่งตัวดีปานกลาง (Not as well differentiated) ตอบสนองต่อการรักษาได้ปานกลาง อาจพบการดื้อยาได้บ้าง และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

เกรด 3 แบ่งตัวไม่ดีที่สุด (Poorly differentiated) ไม่ตอบสนองต่อการรักษา พบการดื้อยา และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ถ้ามีการบางตัวในเกรดนี้ มีโอกาสรอดชีวิตน้อย

14.การผ่าตัด คือการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ได้ดีที่สุด

ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย และพบก้อนเนื้อมะเร็งที่รังไข่เพียงข้างเดียว แพทย์ก็จะทำการผ่าตัดรังไข่ข้างที่เกิดปัญหาออกไป ซึ่งก็จะทำให้การรักษาหายเป็นปกติได้

แต่ถ้าหากผู้ป่วยอายุมาก แล้วพบก้อนเนื้อมะเร็งที่รังไข่สองข้าง หรือเชื้อมะเร็งเริ่มมีการกระจายตัวไปที่อื่น แพทย์ก็จะทำการตัดมดลูกและตัดเยื่อไขมันของลำไส้ (Omentum) พร้อมกับตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อหาเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าหากว่าสามารถมองเห็นก้อนมะเร็งที่กำลังแพร่กระจายด้วยสายตา แพทย์ก็จะผ่าตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วย

15.การรักษาโรคมะเร็งรังไข่ด้วยเคมีบำบัด

การรักษาด้วยเคมีบำบัด ก็เป็นอีก 1 วิธีมาตรฐานในการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ที่ได้ผลดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงและไม่ค่อยพบการกลับมาเป็นซ้ำ โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้

– โรคมะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ รักษาโดย คาร์โบพลาติน (Carboplatin) และ แพคลิแทกเซล (Paclitaxel)

– โรคมะเร็งฟองไข่ รักษาโดย บลีโอมัยซิน (Bleomycin) อีโทโพไซด์ (Etoposide) และ ซีสพลาติน (Cisplatin)

– แพทย์มักทำการรักษาด้วยเคมีบำบัด ในกรณีดังนี้

– ไม่สามารถผ่าตัดโรคมะเร็งออกไปได้ทั้งหมด

– มะเร็งบางชนิดมีการแพร่กระจายไวมาก และอาจพบการดื้อยาเคมีบำบัด จึงอาจจะต้องมีการปรับรูปแบบในการให้ยา เช่น ใส่เข้าไปในช่องท้องหลังผ่าตัด , ให้ทางเส้นเลือด หรือแบบรับประทาน

16.การรักษาโรคมะเร็งรังไข่ด้วยรังสีรักษาและฮอร์โมนบำบัด

วิธีการรักษาด้วยรังสีรักษา (ฉายแสง)

แพทย์มักจะเลือกใช้เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัดหรือเคมีบำบัด โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ที่ไวต่อการฉายแสงบริเวณช่องท้อง เช่น มะเร็งรังไข่ชนิดที่สร้างจากฟองไข่ และมะเร็งรังไข่ที่สร้างจากเนื้อเยื่อรังไข่บางชนิด

วิธีการรักษาฮอร์โมนบำบัด

จากการใช้ยาต้านฮอร์โมนในการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ พบว่ายาทาม็อกซิเฟน เมื่อนำมาใช้รักษามะเร็งรังไข่ชนิดที่มีการแบ่งตัวดี สามารถตอบสนองได้มากถึงร้อยละ 15-20 นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้ยาที่ห้ามการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง (Gonadotropin Agonist) ก็ได้ผลกับมะเร็งรังไข่บางชนิด

17.ภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งรังไข่

เป็นเรื่องปกติที่มะเร็งรังไข่ มักจะมีการลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง อย่างเข่น ลำไส้ใหญ่ ประสาทหลัง รวมถึงกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมานมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการเป็นโรคลำไส้อุดตัน ถ้าหากว่าผู้ป่วยเคยทำการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษา ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้การรักษาโรคลำไส้อุดตันไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่ที่มีอาการของโรคลำไส้อุดตัน เสียชีวิตในขณะผ่าตัดถึงร้อยละ 14 เนื่องจากแผลติดเชื้อ และแผลมีรูรั่ว และถึงแม้ว่าจะผ่าตัดได้สำเร็จ ก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้เพียง 2.5 – 7 เดือนเท่านั้น

18.การป้องกันการเกิดโรคมะเร็งรังไข่

ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่ เพราะฉะนั้นเราจึงขอแนะนำการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ดังต่อไปนี้

– ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยจนถึงขั้นต้องตัดมดลูกทิ้ง ควรลองปรึกษาแพทย์ดูถึงการตัดรังไข่ทั้งสองข้างออกให้หมด ถึงแม้ว่าคุณจะหมดประจำเดือนไปแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้

– ควรพิจารณาในการตัดรังไข่ทิ้งทั้งสองข้าง ถ้าหากว่าคุณมีความเสี่ยงในการกระจายโรคมะเร็งอื่น ๆ ไปยังรังไข่ได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดช่องท้องอยู่แล้ว เช่น เป็นมะเร็งรังไข่อีกข้าง มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม เป็นต้น

– ควรทำอย่างไรก็ได้ให้รังไข่มีการใช้งานน้อย หรือหยุดทำงานมากที่สุด เช่น แต่งงานเร็ว มีบุตรหลายคน ให้นมบุตรต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน รับประทานยาคุมกำเนิด

– ดูแลตัวเองสม่ำเสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่เครียด และไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน

19.การตรวจติดตามผลภายหลังการรักษาโรคมะเร็งรังไข่

เมื่อมีการให้เคมีบำบัดครบ แพทย์อาจจะผ่าตัดซ้ำอีกครั้งเพื่อตรวจดูเชื้อมะเร็งรังไข่ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ หรือที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพื่อจะได้ผ่าออกให้หมด หรือผ่าให้ได้มากที่สุด และเมื่อการรักษาครบถ้วนแล้ว แพทย์ก็จะนัดตรวจทุก 3-4 เดือนในช่วงเวลา 1 ปีแรก และเปลี่ยนมาเป็นทุก 4-6 เดือน ในช่วงเวลา 2-3 ปี ถ้าเกิน 5 ปีอาจจะเป็นทุก 6-12 เดือน

ในการตรวจร่างกายตามนัดของแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจภายในเพื่อดูว่ามีก้อนมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำใหม่หรือไม่ รวมถึงการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารเคมีของมะเร็งรังไข่ชนิดที่ผู้ป่วยเคยเป็นเพื่อเปรียบเทียบกับค่าที่เคยตรวจพบ ถ้าหากว่าเท่าเดิมหรือลดลง ก็แปลว่าโอกาสที่หายขาดจะมีสูง นอกจากนั้นแพทย์อาจจะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์ดูในช่องท้อง หรือส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ถ้าหากสงสัยว่าจะมีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ หรือมีการกระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แพทย์หญิงชัญวลี ศรีสุโข. 100 เรื่องน่ารู้ มะเร็งในผู้หญิง : กรุงเทพฯ : อมรินทร์สุขภาพ อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2556.

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,2557.

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.