สาเหตุและอาการไตวาย

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับไต สาเหตุและอาการไตวายข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับไต สาเหตุและอาการไตวาย
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับไต สาเหตุและอาการไตวาย

ลักษณะและตำแหน่งของไต

ไต  ถือได้ว่าเป็นอวัยวะสำคัญ ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ข้าง หน้าที่ของไตคือ การขับถ่ายของเสียภายในร่างกาย  และ ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารในรูปแบบน้ำและเกลือแร่  ที่มีอยู่ภายในร่างกายให้มีความสมดุล  โดยปกติแล้วไตของคนเราจะมีลักษณะคล้ายกับ เมล็ดถั่วแดง  มีสีน้ำตาลอมแดง และ มีขนาดเท่ากับกำปั้นของคนเรา สำหรับกลุ่มคนในวัยผู้ใหญ่ ไตจะมีความยาวประมาณ 10 – 13 เซนติเมตรด้วยกัน โดยที่ไตจะมีน้ำหนักข้างละไม่เกิน 120 – 170 กรัม

ตำแหน่งของไต

ปกติแล้ว ไต จะอยู่ฝั่งซ้ายและขวา บริเวณส่วนหลังตรงบั้นเอว โดยไตจะอยู่นอกช่องท้อง  ซึ่งไตข้างซ้ายจะอยู่ข้างหลังของกระเพาะอาหาร และไตข้างขาวจะอยู่ข้างหลังของตับ

หน่วยของไต

ไตแต่ละข้าง มักจะมีหน่วยไตข้างละประมาณ 1 ล้านหน่วยด้วยกัน ซึ่งแต่ละหน่วยจะคอยทำหน้าที่ในการกรองน้ำเลือด  ในแต่ละวันไตจะมีเลือดผ่านประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ของเลือดที่ออกมาจากหัวใจ  หรือคิดได้ประมาณ 1.2 ลิตรต่อนาที  หรือ  1,700 ลิตรต่อวัน เมื่อไตได้มีการกรองน้ำเลือด เพื่อที่จะเอาสารต่าง ๆ ที่มีความจำเป็น กลับคืนสู่ร่างกายของคนเราแล้ว ไตก็จะทำหน้าที่ในการขับของเสียออกมาด้วยเช่นกัน ซึ่งของเสียส่วนใหญ่จะออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ  ปกติแล้วกลุ่มคนวัยผู้ใหญ่ จะต้องปัสสาวะวันละ 1 – 2 ลิตร

หน้าที่ของไต

1. ไต ทำหน้าที่ขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ ของเสียส่วนน้อยจะถูกขับออกทางเหงื่อ  ถ้าหากใครมียูเรียคั่งภายในกระแสเลือดมาก ๆ ก็อาจจะมีอาการมึนงง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาเจียน นอนไม่หลับ หรืออาจจะมีอาการชักและไม่รู้สึกตัว  โดยปกติแล้วคนเราจะมียูเรีย 2.5 – 7.5 มิลลิโมลต่อ ลิตรเท่านั้น

2. ไต จะทำหน้าที่คอยควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ภายในร่างกาย   หากน้ำและเกลือแร่มีมากเกินความจำเป็น ก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ในกรณีผู้ป่วยไตวาย ที่ไม่สามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกได้ จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการบวม ความดันโลหิตอาจจะสูง  อีกทั้งผู้ป่วยที่ไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินออกไปได้ อาจจะส่งผลทำให้หัวใจของผู้ป่วยเต้นผิปกติ หรือ หัวใจหยุดเต้นได้เช่นกัน

3. ไตทำหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์กลับเข้าสู่กระแสเลือด

4. ไต ทำหน้าที่ในการรักษาสมดุล ทั้งกรดและด่างภายในร่างกาย  โดยที่กรดภายในร่างกาย จะมาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ แป้ง และ น้ำตาล ส่วนด่าง จะมาจากอาหารประเภทผักและผลไม้รสเปรี้ยวหรือ ไม่หวานจัด

5. ไต คอยทำหน้าที่ผลิต และคอยควบคุมการทำงานของฮอร์โมนบางชนิดภายในร่างกาย อย่างเช่น  ฮอร์โมนอีริทโทรพอยอิติน หรือ อีโป้ วิตามินดีในรูปแบบที่สามารถทำงานได้ สังเคราะห์พรอสตาแกลนิน เป็นต้น

อาการไตวายเฉียบพลัน และ อาการไตวายเรื้อรัง

อาการไตวายเฉียบพลัน  คือ  ไตมีลักษณะสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว  ส่งผลทำให้น้ำและของเสีย ไม่ได้ถูกขับออกมาจากร่างกาย  ปัสสาวะอาจจะน้อยกว่า 400 มิลลิลิตรต่อวัน  ทำให้มีของเสียคั่งภายในเลือดจนกระทั่งเป็นพิษต่อร่างกาย  รวมไปถึงมีการคั่งของน้ำและเกลือแร่  ส่งผลทำให้เสียสมดุลของเกลือแร่ และ เสียสมดุลความเป็นกรดและเป็นด่างภายในเลือด  อีกทั้งอาจจะทำให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไต นำไปสู่ความผิดปกติตามอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ไตวายเรื้อรัง คือ  เนื้อไตได้ถูกทำลายไปทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง  โดยระยะแรกอาจจะไม่มีอาการอะไร  ส่งผลทำให้การทำงานของไตเสียไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงนี้อาการจะเริ่มแสดงออก  ถ้าหากอาการรุนแรงขึ้น เนื้อไตจะมีลักษณะฝ่อและเหี่ยวลง หรือ อาจจะเกิดพังผืดแทรกภายในเนื้อไต สำหรับเนื้อไตส่วนที่ยังดีอยู่นั้น จะต้องคอยทำหน้าที่ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถทดแทนไตส่วนที่เสียได้

เมื่อเนื้อไตปกติต้องทำงานมากยิ่งขึ้น จึงมีลักษณะใหญ่โตขึ้น เรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีการรักษาแล้วก็ตาม  แต่ไตที่วายเรื้อรัง จะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติ หรือ ดีขึ้นได้

แต่การเข้ารับการรักษา จะสามารถช่วยทำให้ไตไม่เสียเร็วขึ้นกว่าเดิม และจะมีอาการดีขึ้น ส่งผลทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยเหนื่อยง่าย อีกทั้งการรักษาในแต่ละครั้ง จะช่วยชะลอการเกิดอาการแทรกซ้อน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย ในกรณีที่ไตวายเพียงแค่ข้างเดียว และไตอีกข้างยังคงสามารทำหน้าที่แทนได้นั้น  แพทย์อาจจะทำการรักษาด้วยการดูแลไม่ให้ไตมีอาการแย่ไปกว่าเดิม โดยที่ผู้ป่วยจะต้องระวังอาหารที่มีรสเค็ม รสหวาน และรสมันเป็นสำคัญ ในกรณีที่ไตวายทั้ง 2 ข้าง และมีอาการรุนแรง  หรือ ผู้ป่วยอยู่ในช่วงไตวายระยะสุดท้าย  ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษา ด้วยการดูแลตนเองให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการฟอกเลือด หรือ ทำการล้างไต  แต่ถ้าหากรุนแรงและมีอาการเรื้อรัง จำเป็นจะต้องรักษาแบบนี้ตลอดไป จนกว่าจะทำการปลูกถ่ายไตได้ในที่สุด

สาเหตุของการเกิดไตวาย

1. มีเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง จนกระทั่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน อีกทั้งยังคงมีการหลั่งฮอร์โมนแอนตี้ไดยูเรติค  โดยทั้งสองกรณีจะส่งผลทำให้น้ำถูกดูดกลับไปที่ไตมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ป่วยมีปัสสาวะลดลง เกิดอาการเสียสมดุลน้ำ เกลือแร่ ตลอดจนกระทั่งมีของเสียคั่งในเลือดมากขึ้น

2. ทางเดินปัสสาวะเกิดการอุดตัน ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากรวยไตลงมา  ส่งผลทำให้เกิดความดันในส่วนที่อยู่เหนือการอุดกั้นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว  เมื่อไตไม่มีการกรองของเสีย หรือ ไม่มีปัสสาวะ จึงทำให้เกิดของเสียคั่งภายในเลือด

3. ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลทำให้เกิดความดันเลือดน้อยลง  เลือกไปเลี้ยงที่ไตลดลงในขั้นแรก  หากความดันเลือดยังมีมากกว่า 80 มม.ปรอท  ร่างกายของเราจะปรับตัว เพื่อไม่ให้ไตหรืออวัยวะภายในร่างกายต้องขาดเลือด  ซึ่งจะมีการหลั่งสารชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงฮอร์โมนแอนตี้ไตยูเรติค พร้อมทั้ง เรนนิน ออกมาภายในร่างกาย  ทำให้หลอดเลือดมีอาการหดตัว แต่ไตยังคงมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลงขั้นที่สอง  เมื่อไตขาดเลือดมากขึ้น  ร่างกายของคนเราจะมีการปรับตัว โดยมีการหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลทำให้ไตกักเก็บน้ำและเกลือเอาไว้  ทำให้ปัสสาวะน้อยลงไปกว่าเดิม

4. การเกิดภาวะหัวใจวาย หรือ เลือดคั่ง  หรือ มีโรคตับแข็ง   ส่งผลทำให้เกิดสารน้ำคั่งอยู่มาก แต่ภายในหลอดเลือดจะมีสารน้ำลดลง  ทำให้มีผลต่อร่างกาย ร่างกายจะมีการกระตุ้นฮอร์โมนต่าง ๆ ขึ้น และร่างกายก็จะกักเก็บน้ำ พร้อมทั้งเกลือแร่เอาไว้มากขึ้นไปอีก จนทำให้ไตวาย

5. การรับประทานยาที่มีผลต่อไต   โดยเฉพาะยากลุ่มเอ็นเซด จำพวกยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก ยากลุ่มนี้จะเข้าไปยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดินภายในไต  ทำให้มีผลในเรื่องของการไหลเวียนของเลือดภายในไต ไตจึงกรองของเสียได้น้อยลง

ระยะของอาการไตวายเฉียบพลัน

1. ระยะแรก   ร่างกายจะมีการปรับตัว โดยจะหลั่งสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการหดตัว มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง

2. ระยะที่เนื้อไตได้ถูกทำลายลงแล้ว  จะเกิดขึ้นภายใน 2 – 3 ชั่วโมง หรือ อาจจะนานกว่า 2 สัปดาห์ บางรายอาจจะนานกว่า 2 เดือน

3. ระยะไตเริ่มฟื้นตัวแล้ว  จะมีการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อในไต  ไตสามารถทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น แต่ยังคงไม่สมบูรณ์ ทำให้ปัสสาวะอาจจะมีมากขึ้น บางรายอาจจะถึงวันละ 4 – 5 ลิตรด้วยกัน ระยะของอาการไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 1  ไตเริ่มเสื่อม  ไตมีลักษณะทำงานน้อยลง  แต่ยังคงสามารถทำงานได้มากกว่า 90 ซีซีต่อนาที  ในระยะนี้อาจจะไม่ปรากฏอาการผิดปกติใด ๆ และไม่มีการสะสมของเสีย แต่ควรปรับเปลี่ยนอาหารและปริมาณน้ำ เพื่อชะลอความเสื่อมของไตให้ลดลง ระยะที่ 2  ไตเริ่มเสื่อมมากขึ้น   ระยะนี้ไตจะทำงานลดลง แต่ยังไม่ถึงครึ่งของอัตราการกรองของไต  60 – 89 ซีซีต่อนาที  ระยะนี้จะมีอาการแสดงให้เห็นแต่อาจจะไม่ชัดเจน ระยะที่ 3  ไตทำงานลดลงครึ่งหนึ่ง  อัตราการกรองของไตจะอยู่ที่ 30 – 59 ซีซีต่อนาที  ทำให้มีของเสียคั่งอยู่ในเลือด พบโปรตีนเล็กน้อยในปัสสาวะ ในระยะนี้จะมีอาการผิดปกติแสดงออกมามากขึ้น และเป็นอาการที่ผู้ป่วยต้องพบแพทย์ระยะที่ 4  ไตทำงานลดลงมาก  อัตราการกรองจะลดลงมากเช่นกัน อยู่ที่ 15 – 29 ซีซีต่อนาที  โดยในระยะนี้ไตจะทำหน้าที่ได้แค่ร้อยละ 5 – 15 ของปกติ  ทำให้มีของเสียคั่งมากขึ้น  มีโปรตีนภายในปัสสาวะมากขึ้น  มีอาการเลือดจางมากขึ้น ระยะที่ 5  ไตวายระยะสุดท้าย  ในระยะนี้ อัตราการกรองของไตจะลดลงมาก และน้อยกว่า 15 ซีซีต่อนาที  ส่งผลทำให้เกิดของเสียคั่งมาก และมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นภายในระบบร่างกายร่วมด้วย

สาเหตุของไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง

1. การเกิดภาวะช็อกที่ค่อนข้างรุนแรงจากสาเหตุต่าง ๆ  ส่งผลทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ไตน้อยลงกว่าเดิม  และทำให้เกิดการตายของหลอดเลือดฝอยที่ไต

2. เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  นับได้ว่าเป็นความผิดปกติภายนอกของไต ส่งผลทำให้ไตขาดเลือด

3. มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดหัวใจ หรือ ผ่าตัดทรวงอก

4. มีอาการติดเชื้อรุนแรง  มีการวินิจฉัยโรคได้ช้า หรือ เข้ารับการรักษาไม่ทันท่วงที  ทำให้เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเข้าไปถึงไตจนกระทั่งทำให้เกิดอาการไตวาย

5. การรับประทานยาที่มีผลต่อไต  ส่งผลทำให้หลอดเลือดฝอยภายในไตตายเฉียบพลัน

6. การได้รับพิษจากพืชและสัตว์บางชนิด อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไตวายได้ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่เราทุกคนควรรู้  ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ไต  อวัยวะที่นับได้ว่ามีความสำคัญต่อร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก การรับประทานอาหาร รวมไปถึงการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อร่างกาย นับได้ว่ามีผลต่อการทำงานของไตโดยตรง  นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการไตวาย หรือ ทำให้ไตเสื่อม เพราะจะส่งผลต่อชีวิตได้โดยตรงนั่นเอง

ลักษณะของอาการไตวายเฉียบพลัน

อาการไตวายเฉียบพลัน นับได้ว่าเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หรือ เฉียบพลัน  โดยก่อนหน้านี้ผู้ป่วยอาจจะมีลักษณะแข็งแรง สุขภาพดี เมื่อมีอาการไตวายเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะเกิดอาการปัสสาวะน้อยลง หรือ ไม่ปัสสาวะเลย ถึงแม้จะทำการสวนปัสสาวะแล้วก็ตาม แต่ยังพบว่ามีปัสสาวะน้อยอยู่เช่นเดิม โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเฉียบพลัน  อาการโดยรวมจะมีลักษณะ ดังนี้

อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเฉียบพลัน

– เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเฉียบพลัน  มักจะมีอาการค่อนข้างที่จะชัดเจน  จากที่เคยสุขภาพแข็งแรงดี  อยู่ดี ๆ ผู้ป่วยก็จะมีอาการปัสสาวะน้อยกว่า 40 มิลลิลิตรภายใน 24 ชั่วโมง  หรือ ไม่มีปัสสาวะเลยแม้แต่น้อย

– เกิดน้ำและของเสียคั่ง  มีอาการเท้าบวม ขาบวม  ผู้ป่วยอาจจะอ่อนเพลียมากขึ้น มีอาการเบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

– อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้  หัวใจอาจจะเต้นผิดปกติ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยนอนราบไม่ได้

– หากมีภาวะแทรกซ้อนไปถึงสมอง หรือ มีของเสียคั่งอยู่ภายในสมอง  จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการซึม เกิดความสับสน มีอาการชักและอาจจะหมดสติได้ในที่สุด อาการของผู้ป่วยที่ควรพบแพทย์

– ผู้ป่วยไม่ถ่ายปัสสาวะ หรือ มีอาการปัสสาวะไม่ออกมาถึง 2 วัน

– ผู้ป่วยมีไข้สูง  มีอาการเหนื่อยและหอบ

– ผู้ป่วยมีปัสสาวะออกน้อยมาก ประมาณ 3 วันแล้ว

ระยะของโรคไตวายเรื้อรัง

ไตวายในช่วงระยะแรกเริ่ม   ช่วงนี้ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด  แพทย์อาจจะตรวจพบเจอโรคไตวายจากการตรวจเลือดได้เช่นกัน

ในช่วงที่ไตถูกทำลายไปแล้วประมาณ  50 เปอร์เซ็นต์ หรือ อยู่ในช่วงไตวายระยะที่ 3  ผู้ป่วยจะมีของเสียคั่ง ทำให้เริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นเล็กน้อย  ไม่ว่าจะเป็นอาการอ่อนเพลีย  คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการนอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อยแต่ปริมาณน้อยลง  พบโปรตีนไข่ขาวออกมาเล็กน้อย  เริ่มมีอาการบวมตามเท้าและมือ

โรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 กับ 5  ผู้ป่วยจะมีอาการจากของเสียคั่ง และ เกิดการเสียสมดุลของเกลือแร่และน้ำ มีอิเลคโตรไลท์มากขึ้น  และอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

เรื่องน่ารู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคไตวาย

อาการไตวายอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ถือได้ว่ามีความรุนแรงเป็นอย่างมาก  ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บป่วยได้มากกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายจากสาเหตุอื่น ๆ  ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคไต  จึงต้องเริ่มรักษาด้วยการล้างไตเร็วกว่าปกตินั่นเอง

สิ่งที่ชี้ชัดว่าผู้ป่วยไตวายมีอาการดีขึ้นแล้ว  ได้แก่

1. ผู้ป่วยรู้สติมากขึ้น รู้ตัวมากขึ้น

2. ผู้ป่วยมีชีพจรปกติ

3. อาการบวมที่เกิดขึ้น มีลักษณะมีดีขึ้น

4. น้ำหนักผู้ป่วยลดลงวันละ 0.2 – 0.5 กิโลกรัม

5. ผลตรวจเลือด เพื่อดูค่าบียูเอ็น และ ค่าครีเอตินิน เป็นปกติแล้ว

6. ผู้ป่วยสามารถปัสสาวะได้มากกว่า 30 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง

เอกสารอ้างอิง

“Girl’s Kidneys Fail, But Doctors Find Double Valves, Saving Her Life”. Abcnews.go.com. 2010-05-18. Retrieved 2011-01-03.

“Kidneys Location Stock Illustration”. Archived from the original on 2013-09-27.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here