ประโยชน์ของวิตามินดี ( Vitamin D ) คืออะไร

วิตามินดี (Vitamin D) คืออะไร
วิตามมินดีได้จากอาหารที่รับประทานและแสงแดด

ประโยชน์ของวิตามินดี

ประโยชน์ของวิตามินดี วิตามินดี ( Vitamin D ) หรือชื่อในภาษาอังกฤษคือ Calciferol, Antirachitic Factor หรือบางคนจะเรียกว่าวิตามินแดด ก็ได้ วิตามินดีเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมันเท่านั้น  ไม่สามารถถูกผลิตขึ้นมาเองจากในร่างกายได้ แต่จะได้รับจากการทานอาหารเข้าไป หรือสามารถได้รับจากการโดนแสงแดด เนื่องจาก ในแสงแดดจะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลต ( รังสี UV ) ที่จะเป็นตัวไปกระตุ้น และทำปฏิกิริยากับน้ำมันที่ผิวหนังให้เปลี่ยนมาเป็น วิตามินดีซึ่งจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกายต่อไป วิตามินดีทำหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างแคลเซียมในกระดูก และฟัน รวมทั้งเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามินดี วิตามินดี ( Vitamin D ) ค้นพบขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 โดย มิสเตอร์แมคคอลลัม ( McCollum ) โดยมีสาเหตุมาจากการพยายามหาวิธีในการรักษาโรคกระดูกที่มีความผิดรูปของแขน ขา อวัยวะต่างๆและนอกจากนี้ยังมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในแถบเขตเมืองอุตสาหกรรมประเทศอังกฤษ และทางทวีปยุโรปตอนเหนือและจึงถูกนำมาสกัดเป็นวิตามินดีได้ในเวลาต่อมาประเภทของวิตามินดี

วิตามินดีเป็นกรุ๊ปทางเคมีของสารประกอบสเทอรอลอย่างหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันโรคกระดูกอ่อน กระดูกพรุน โดยรูปแบบของวิตามินดีมีประมาณ 10 ประเภทหรือมากกว่านั้น แต่จะมีอยู่เพียง 2 ประเภท ที่เกี่ยวข้องกับทางโภชนาการดังต่อไปนี้

1. ประโยชน์ของวิตามินดี 2 ( Ergocalciferol or Calciferol or Vitamin D2 ) สามารถพบได้ใน พืช รา ยีสต์ เป็นต้น วิตามินดีชนิดนี้มีสารตั้งต้นมาจากสารเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ที่สัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต ในช่วงความถี่ 230 นาโนเมตร (nm) การเสริมวิตามินดีนี้จะใช้ในรูปเออร์โกแคลซิเฟอรอล

Ergosterol ( พืช ) —-> U.V.light ( 230nm ) —-> Ergocalciferol ( D2 )

2. ประโยชน์ของวิตามินดี 3 ( Cholecalciferol or Actiated7 – Dehydrocholesterol or Vitamin D3 ) พบในน้ำมันตับปลา ไข่แดง และการสังเคราะห์แสงแดดที่ผิวหนังทั้งคนและสัตว์ วิตามินชนิดนี้เกิดจาก ในผิวหนังซึ่งจะมีสาร7-ดีไฮโดรคอเลสเตอรอล เมื่อถูกแสงอัลตราไวโอเลต จากแสงแดดหรือจากเครื่องมือ ในช่วงความถี่ 275 – 300 นาโนมิเตอร์ ( nm ) จะปลี่ยนเป็นสาร คอลีแคลซิเฟอรอล ( Cholecalciferol ) หรือวิตามินดี3 ได้โดยในการเปลี่ยนจะเกิดจากคอเลสเตอรอลที่ผนังของลำไส้เล็กแล้วส่งผ่านไปยังผิวหนัง

7 – dehydrocholesterol —-> U.V.light ( 275-300nm ) —-> Cholecalciferol ( D3 )

จำนวนของวิตามินดี ที่เกิดขึ้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้


1. ปริมาณของแสง UV จากแสงแดดในตอนเช้า หากเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ปริมาณของแสง UV อาจจะน้อยกว่าปกติ โดยฤดูหนาวอาจจะมีแสง UV ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ส่วนฤดูร้อนอาจจะกินเวลาถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

2. เกิดจากวัสดุและอุปกรณ์ป้องกันความร้อนต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น กระจก หน้าต่าง ม่านกั้นประตูหน้าต่าง เสื้อผ้าและสีของผิวหนัง ( Melanin ) ที่ช่วยป้องกันให้ร่างกายได้รับแสงจากธรรมชาติน้อยกว่าปกติ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในการศึกษาปริมาณของวิตามินดีในเลือดที่ได้จากการสังเคราะห์จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น ในฤดูร้อนความเข้มข้นของวิตามินดีในเลือดจะสูงกว่าในฤดูหนาว

ประโยชน์ของวิตามินดีและคุณสมบัติของวิตามินดี

วิตามินดี มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือ เป็นวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำแต่จะละลายได้เฉพาะในไขมันเท่านั้น ซึ่งวิตามินดี ที่มีความบริสุทธิ์ จะเป็นผลึกสีขาวและไม่มีกลิ่น ทนต่อความร้อนได้ดีแต่ต้องไม่เกิน 140 องศาเซลเซียสและยังมีความทนต่อ ออกซิเดชั่น กรดและด่างอ่อน แต่จะเสียได้ง่ายหากถูกแสงอัลตร้าไวโอเลต

ประโยชน์ของวิตามินดีมีอะไรบ้าง

วิตามินดี ประโยชน์มากมายหลากข้อ ซึ่งสามารถแบ่งแยกตามรายละเอียดได้ดังนี้

1. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้วิตามินดีจะไปช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้การสร้างกระดูกและฟันเป็นไปในทางที่ดี โดยเฉพาะในเด็กและยังช่วยปกป้องกระดูกจากการเป็นโรคกระดูกผุ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกที่เกิดจากโรคกระดูกผุวิตามินดีสามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ประมาณร้อยละ 30-35 จากอาหารที่บริโภคเข้าไป แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

2. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยรักษาระดับความดันเลือด วิตามินดี ช่วยให้ระบบของหลอดเลือดในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นหากได้รับปริมาณวิตามินดีที่เพียงพอและเหมาะสม จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูง ได้อีกด้วย

3. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยสังเคราะห์ Mucopolysaccharide ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการสร้าง คอลลาเจน ให้

กับร่างกาย

4. ช่วยควบคุมปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือดไม่ให้ต่ำลงจนเกิดอันตราย เช่น แคลเซียมจะต้องอยู่ในเลือดประมาณ 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยวิตามินดีจะกระตุ้นการดูดแคลเซียมในลำไส้มิฉะนั้นแคลเซียมจะถูกขับออกจากร่างกายไปหมด และวิตามินดีจะกระตุ้นการนำเอาฟอสฟอรัสมาใช้โดยจะคอยทำหน้าที่กระตุ้นตลอดเวลา

5. ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า เนื่องจากวิตามินดี จะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดที่ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลจากภาวะของโรคซึมเศร้า ขณะที่การขาดเซโรโทนิน ส่งผลให้เกิดความเครียดได้

6. ช่วยสังเคราะห์น้ำย่อยใน Mucous Membrane ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแบบ Active Transport ของแคลเซียมให้สามารถข้ามเซลล์ไปได้โดยง่าย

7. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยในการดูดซึมกลับของกรดอมิโนที่ไต หากร่างกายได้รับวิตามินดี ในปริมาณที่เพียงพอแล้วจะช่วยให้อัตราการดูดซึมกลับของกรดมิโนทำงานได้ดีขึ้น และจะลดปริมาณลงในปัสสาวะ

8. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยลดอาการปวดหัวจากโรคไมเกรน เนื่องจากวิตามินดีจะไปช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือด ทำงานได้ดีขึ้น จึงส่งผลให้หลอดเลือดเกร็งและคลายตัวตามปกติจึงช่วยลดอาการปวดหัวจากโรคไมเกรนได้

9. ประโยชน์ของวิตามินดีช่วยในกระบวนการที่สำคัญต่างๆของร่างกาย วิตามินดียังมีประโยชน์อีกมากมาย คอยเป็นตัวช่วยในกระบวนการต่างๆที่สำคัญของร่างกาย เช่น เกี่ยวข้องกับการใช้เกลือซิเตรท,การใช้คาร์โบไฮเดรตและ การใช้ฟอสฟอรัสในร่างกาย เป็นต้น

สามารถหาวิตามินดีได้จากที่ไหนบ้าง?

วิตามินดี ไม่อาจสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากในร่างกายมนุษย์  แต่เราสามารถพบวิตามินดีได้ในอาหารที่เราทานเข้าไปในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หรือได้มาจากการได้รับแสงแดดในตอนเช้า ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไป

1. วิตามินดี ที่ได้จากการบริโภคอาหารแหล่งของอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ได้แก่ตับ ไข่แดง เนย นม ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอล ปลาทูน่า และน้ำมันตับปลา  ปลาซาดีน เป็นต้น

2. วิตามินดีที่ได้ จากการรับแสง UV นอกจากอาหารแล้ว การได้รับแสง UV ในตอนเช้า ยังสามารถช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี อีกด้วยซึ่งจะได้จำนวนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงแดดในวันนั้นๆ

3. วิตามินดีที่ได้จากการทานอาหารเสริม ปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายเจ้าได้วางขายผลิตภัณฑ์ วิตามินดี  ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในร่างกายได้ แต่ก็มีราคาที่สูงด้วยเช่นกัน

ปริมาณที่เหมาะสมของวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับ

วิตามินดี ก็เหมือนกับวิตามินอีกหลายๆชนิด ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากได้รับ มากหรือน้อยเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นจึงได้มีการคำนวณถึงปริมาณที่เหมาะสมของวิตามินดี ดังตารางดังต่อไปนี้

วัย

ช่วงอายุ

ปริมาณของวิตามินดีที่เหมาะสม

ทารก 6 – 12 เดือน 5 ไมโครกรัม/วัน
เด็ก 1 – 8 ปี 5 ไมโครกรัม/วัน
วัยรุ่น 9-18 ปี 5 ไมโครกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ 19-50 ปี 5 ไมโครกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ 51-70 ปี 10 ไมโครกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ >70 ปี 15 ไมโครกรัม/วัน

 

จากข้อมูลพบว่า การได้รับปริมาณของ วิตามินดี 2.5 ไมโครกรัมต่อวันจะสามารถป้องกันโรคกระดูกอ่อนและช่วยให้มีการดูดซึมของแคลเซียมในลำไส้อย่างเพียงพอสำหรับการสร้างความเจริญเติบโตของกระดูกและฟันในทารก แต่การกินวันละ 10 ไมโครกรัมนั้น ช่วยส่งเสริมการดูดซึมให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การวิจัยโดยศูนย์วิจัยโรคมะเร็งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่า ถ้ากินวิตามินดีขนาด 25 ไมโครกรัมทุกวัน จะสามารถป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว

การสังเคราะห์วิตามินดี ( Vitamin D ) ไม่อาจสังเคราะห์ขึ้นเองได้จากร่างกายมนุษย์ แต่เราสามารถพบวิตามินเดีได้ในอาหารที่เราทานเข้าไปหรือได้มาจากการได้รับแสงแดดในตอนเช้า

ผลกระทบหากได้รับวิตามินดีน้อยเกินไป

หากร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินดีที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อร่างกายคือ การดูดซึมของแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้เล็กน้อยลง ทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกี่ยวกับกระดูก อย่าง กระดูกผิดรูป กระดูกไม่แข็งแรงจนรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้เกิดการโค้งงอของกระดูก นอกจากนี้ขาดขาดวิตามินดี ยังมีผลอีกหลายประการ เช่น

1. ภาวะกระดูกอ่อนในเด็ก ( Ricket )  โรคนี้จะพบได้ในเด็กอายุประมาณ 1-3 ขวบ ซึ่งเป็นระยะที่เด็กกำลังเจริญเติบโตมีอาการที่สำคัญของโรค ดังนี้

– ขาโก่ง ( Bow Legs ) เนื่องจาก กระดูกขาอ่อนไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวไหว  นอกจากนี้ยังมีอาการที่ข้อเข่าโค้งเข้าหากัน (Knock – Knees) เพราะข้อเข่าไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวเช่นเดียวกัน

– รอยต่อกะโหลกที่กระหม่อมปิดช้า กะโหลกศีรษะมีขนาดใหญ่กว่าปกติกะโหลกศีรษะจะมีความอ่อนนุ่มกว่าคนปกติ ถ้ากด อาจจะยุบได้เรียกว่า Craneotabes

– เกิดความผิดปกติขึ้นที่กระดูกซี่โครง ทำให้กระดูกอกและกระดูกซี่โครงโก่งขึ้น เรียกว่า Concave Breast หรือ Pigion Breast นอกจากนี้เกิดการบวมขึ้นตรงปลายของกระดูก ( Epiphysis ) ที่ต่อกับข้อและตรงสองข้างของกระดูกซี่โครงทำให้มีความโป่งนูนเป็นเม็ดกลมเหมือนใส่ลูกประคำคอเรียกว่า “Rachitic rosary”

– อารมณ์แปรปรวน  ขึ้นๆลงๆ กลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย

– กระดูกข้อต่างๆมีการขยายขนาด เช่น กระดูกข้อมือ ข้อเท้า และหัวเข่าโตผิดปกติ

– การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ เป็นไปได้ไม่ดี ไม่แข็งแรง

– จะมีอาการฟันผุเร็วกว่าปกติ หรือ ฟันขึ้นช้ากว่าปกติ กระดูกฟันและกระดูกขากรรไกรมีรูปร่างที่ผิดปกติไป

2. ภาวะกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ ( Osteomalacia ) เป็นโรคกระดูกโรคชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการบกพร่องในกระบวนการสร้างความแข็งแรงของเนื้อกระดูกหรือมวลกระดูกซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขาดวิตามินดีและแคลเซียมในผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นระยะที่กระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เจริญเติบโต มีอาการที่สำคัญของโรคดังนี้

– กระดูกจะอ่อนและไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกบริเวณขา กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน ทำให้รูปร่างผิดปกติ เช่น หลังโกง

– กระดูกเป็นโพรงเปราะและหักได้ง่าย เนื่องจากแคลเซียมและฟอสฟอรัสสลายตัวออกจากกระดูกออกไปเรื่อยๆทำให้กระดูกไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ

– รู้สึกเจ็บและปวดตามข้อ ตามกระดูกบริเวณทั่วร่างกาย

3. อาการชัก ( Tetany) การขาดวิตามินดี ยังส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการเหน็บชามีอาการกล้ามเนื้อกระตุก และอาจมีอาการชักในบางครั้งซึ่งเกิดจากการที่ปริมาณของแคลเซียมในเลือดลดต่ำลงกว่า 7.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทั้งนี้เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมและวิตามินดีได้น้อยกว่าปกติหรืออาจเกิดจาก การต่อมพาราธัยรอยด์ถูกกระทบกระเทือนย่างแรง ซึ่งวิตามินดีและพาราธัยรอยด์ฮอร์โมน นั้นทำงานร่วมกันในการขนส่งแคลเซียมให้เป็นไปตามปกติ  ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะทำให้เกิดอาการดังกล่าว

4. ฟันผุ ( Dental Caries ) หากร่างกายขาดวิตามินดี จะทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม จึงส่งผลกระทบให้เกิดอาการฝันพุมากกว่าคนปกติตัวอย่างเช่น พบว่าเด็กที่ได้รับนม ไข่ เนื้อ ผักและผลไม้หรือบริโภคอาหารที่มีวิตามินดีสูงจะมีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับฟันผุ เปรียบเทียบกับคนที่บริโภควิตามินดีปานกลาง ดังนั้นหากไม่อยากฟันผุง่ายต้องให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมด้วย

ผลกระทบหากได้รับวิตามินดีมากเกินไป

นอกจากการขาดวิตามินดี ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว หากร่างกายได้รับวิตามินดีมากเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน เรียกภาวะนี้ว่า อาการเป็นพิษเนื่องจากได้รับวิตามินดีเกิน (Hypervitaminosis D)   โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับปริมาณวิตามินดีมากถึง 3 แสน ถึง 8 แสน I.U. ต่อวันเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน หากร่างกายได้รับวิตามินดีประมาณ 3 หมื่น I.U ต่อวันหรือมากกว่า จะเกิดผลต่อเด็กทารกได้ และหากได้รับปริมาณมากถึง 5 หมื่น I.U. ก็จะเป็นอันตรายต่อเด็กวัยกำลังโตได้เช่นกัน ซึ่งอาการที่พบจากการได้รับวิตามินดีเกินจะมีดังต่อไปนี้

– มีอาการคลื่นไส้อาเจียนท้องเดิน 

– ปัสสาวะมากกว่าปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน

– หิวน้ำตลอดเวลา 

– น้ำหนักตัวลดลง เนื่องจากมีการสลายของแคลเซียมออกมาจากกระดูก

– บางรายที่อาการหนัก สามารถเสียชีวิตได้เลย จากการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆในร่างกาย สำหรับในการรักษาอาการวิตามินดีเกินในร่างกายนั้น หากมีอาการตามเบื้องต้นนี้ ควรลดปริมาณของวิตามินดีลง โดยเฉพาะผู้ที่ทานอาหารเสริมต่างๆ ควรดูปริมาณส่วนประกอบให้ดีก่อน ส่วนผู้ใดที่มีอาการเริ่มหนักแล้วให้รีบไปพบแพทย์ในทันที

วิตามินดี ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตออกไม่ได้เอง ต้องได้มาจากการบริโภคอาหารเท่านั้น แต่วิตามินดีจะพิเศษกว่าวิตามินอื่นๆ เนื่องจากสามารถได้มาจากการรับแสง UV ในตอนเช้าด้วยทั้งนี้ วิตามินดีก็เหมือนกับวิตามินชนิดอื่นๆ ทั่วไป หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณที่มากหรือน้อยจนเกินไป ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับปริมาณวิตามินดี เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะดีที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แอพเพิลเกต, ลิซ. 101 อาหารรักษาหัวใจ.–กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2547. 342 หน้า. 1. อาหารเพื่อสุขภาพ. 2.โภชนบำบัด. I.จงจิต อรรถยุกติ, ผู้แปล. II.ชื่อเรื่อง. 641.56311 ISBN 974-00-8692-6.

Bergman P, Lindh AU, Björkhem-Bergman L, Lindh JD (2013). “Vitamin D and Respiratory Tract Infections: A Systematic Review and Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials”. PloS One. 8 (6)

Yakoob MY, Salam RA, Khan FR, Bhutta ZA (November 2016). “Vitamin D supplementation for preventing infections in children under five years of age”. The Cochrane Database of Systematic Reviews. John Wiley & Sons, Ltd. 11: CD008824.

Martineau AR, Jolliffe DA, Hooper RL, Greenberg L, Aloia JF, Bergman P, et al. (February 2017). “Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data”. BMJ. 356