ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะในเด็ก

ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก
ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาททำให้ง่วงซึม ถ้ามีอาการที่รุนแรงอาจจะส่งผลนอนหลับติดต่อกันนาน คลื่นไส้ มีไข้

ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก

การรักษาโรคมะเร็งในเด็กด้วยการให้เคมีบำบัดและการฉายรังสีสามารถสร้างผลกระทบได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ไม่ว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีจะเกิดขึ้นในเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม สำหรับในเด็กพบว่า

อาการข้างเคียงแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากการให้เคมีบำบัดมากกว่าที่จะเกิดจากการฉายรังสี แต่อาการข้างเคียงหรือผลกระทบแบบเฉียบพลันก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย ซึ่ง ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก ที่พบได้มีดังนี้

อาการข้างเคียงแบบเฉียบพลันที่พบว่ามีผลจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก

1.อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับระบบประสาท

อาการข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ หรือความเป็นพิษต่อระบบประสาทชนิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเด็กจะพบได้ในผู้ป่วยเด็กที่มีการฉายรังสีหรือมีการให้เคมีบำบัดบริเวณศีรษะ ซึ่งอาการเฉียบพลันที่พบได้ คือ

1.1.ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะสภาวะง่วงซึมในเด็ก ( Somnolence Syndrome )

ภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ สภาวะง่วงซึมหรือที่เรียกว่า Post-Irradiation Syndrome Apathy Syndrome, Late Transient Encephalopathy Syndrome อาการที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันในผู้ป่วยเด็กมีตั้งแต่ ง่วงนอน เซื่องซึม คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ขึ้น และอาจจะมีอาการท้องร่วงเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการฉายรังสีที่บริเวณของศรีษะไปแล้ว และ Druckman ได้ทำการอธิบายอาการดังกล่าวไว้ว่า 3 % ของผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่บริเวณหนังศีรษะเพื่อรักษา Tinea Capitis จะมีอการเหล่านี้เกิดขึ้น ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะและอาการง่วงซึมยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยเด็กที่ป่วยเป็น Leukemia ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีบริเวณศีรษะเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งไปสู่สมองอีกด้วย ( Prophylaxis Cranial Irradiation ) ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ทำการฉายรังสีเพื่อที่จะรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในสมองลำคอและศีรษะอีกด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ ที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เกี่ยวกับข้องกับเพศ อายุ จำนวนเม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือดหรือ Hepato Sple Nomegaly เลยแม้แต่น้อย นั่นคือผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบนี้ล้วนแต่จะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเหมือนกันนั่นเอง

Chi’en กับคณะได้รายการเกี่ยวกับการศึกษาเรื่อง Total Radiation Dose ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ จากการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยที่เข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่เป็นการฉายรังสีเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งในปริมาณรังสีที่ต่ำกว่า 2,000 cGy พบว่ามีอาการง่วงซึมน้อยกว่าผู้ป่วยเด็กที่มีการได้รับการฉายรังสีที่มีปริมาณสูงกว่า 2,400 cGy จากผลการศึกษาดังกล่าวจึงบอกได้ว่าถ้ามีการลดปริมาณ Radiation Dose แล้วจะสามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของ Early Delayed Reaction ให้มีค่าน้อยลงได้

ต่อมา Littmann กับคณะได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยเด็ก 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ได้รับปริมาณรังสี 180 cGy ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน

กลุ่มที่ 2 ได้รับปริมาณรังสี 100 cGy ติดต่อกันเป็นเวลา 18 วัน

พบว่าทั้งสองกลุ่มนี้มี(อาการทางคลินิก)ภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ เกิด ขึ้นตั้งแต่เริ่มให้รังสีแต่อาการที่เกิดขึ้นนั้นไม่รุนแรง เช่น อาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมใดเกิดขึ้นถึงขั้นที่รุนแรง ทั้ง การมีไข้ การเบื่ออาหาร การอาเจียน การหงุดหงิด

ซึ่งอาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นถ้ามีอาการที่รุนแรงอาจจะส่งผลให้ ผู้ป่วยเด็ก นอนหลับติดต่อกัน 18-20 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีและคงอยู่ประมาณ 7-30 วันแล้ว อาการดังกล่าวก็จะหายไปเองโดยที่ไม่ต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม และบางครั้งอาจจะมีการตรวจพบ Cerebral Spinal Fluid Pleocytosis ที่มีลักษณะเดียวกับการเพิ่มระดับขึ้นของโปรตีนบางชนิด

ในขณะที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีด้วยการฉายรังสีไปรักษามะเร็งที่อยู่บริเวรศีรษะอาจจะพบว่ามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทเกิดขึ้นด้วย ทั้งแบบ Diffuse และแบบ Focal ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกับการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นแพทย์จึงต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมักส่งผู้ป่วยให้ไปทำการรักษาโดยวิธีอื่นแทนที่จะรักษาด้วยการฉายรังสี เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น เช่น การให้ยากลุ่ม Corricosteroid หรือการผ่าตัด เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถฟื้นตัวและหายได้เองตามธรรมชาติ

การใช้ Corticosteroid จากภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ เป็นวิธีที่จะสามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงของความง่วงซึมที่เกิดขึ้นได้ โดย Procter กับคณะ พบว่าอาการหดหู่เป็นอาการที่เกิดขึ้นและมีความรุนแรงค่อนข้างสูงในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ โดยมีรายงานถึงการป้องกันความหดหู่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ในผู้ใหญ่ โดยการให้ยา Imipramine 25 mg วันละ 3 ครั้ง ซึ่งการให้ยาจะให้ทั้งก่อนรับการฉายรังสี ระหว่างทำการฉายรังสีและหลังจากฉายรังสีที่สมองเสร็จเรียบร้อยแล้วประมาณ 3 เดือน และได้ทำการตรวจ Electroencephlographic (EEG) ของผู้ป่วยที่มีอาการง่วงซึมอยู่พบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ของ Moderate to sever generalized Slowing แต่เมื่อ EEG กลับเข้าสู่สภาวะปกติในแบบพื้นฐานจะมีความสอดคล้องกับการหายของอาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นด้วย จึงมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างค่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่พบจาการทำ Computer Tomographic (CT) Scan ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำ CT Scan แล้วกับโรคง่วงซึม แต่จากการศึกษาก็พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในค่าทางสถิติในกลุ่มของผู้ป่วยเด็กที่มีอาการง่วงซึมและไม่มีอาการง่วงซึมเลย

แต่การศึกษาภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ ส่วนกลับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างความง่วงซึมที่เกิดขึ้นกับความบกพร่องแบบชั่วคราวที่เกิดขึ้นในการสังเคราะห์ Mylin นั่นคือ การที่ Mylin ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Oligodendrocyte จะมีอัตราของการ Turnover Time ทุก 5 – 8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเหตุผลสำหรับ Latent Period ที่ตรงกับเวลาที่ใช้ในการหายจากอาการง่วงซึมด้วย เพราะว่าทั้งในสัตว์ทดลองและตัวอย่างจากพยาธิวิทยาของคนล้วนแล้วแต่สนับสนุนทฤษฏีนี้ทั้งสิ้น นั่นคือ มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของ Oligodendrocyte และพบกระบวนการ Demyelination ส่วนการวิจัยอื่นนั้นอ้างถึงการตอบสนองที่รวดเร็วที่เกิดขึ้นกับ Corticosteroid ที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า cerebral Edema นั้นมีบทบาทที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออาการที่เกิดขึ้น

ในอดีตแพทย์ต่างเชื่อว่าสภาวะง่วงซึมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภาวะที่ไม่รุนแรงและไม่มี ผลกระทบ ต่อเนื่องแบบเรื้อรังในระยะยาว แต่ Ch’ien กับคณะได้ทำการศึกษาและมีหลักฐานที่บ่งบอกว่าสภาวะง่วงซึมที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นสภาวะที่รุนแรงและไม่มีผลกระทบในระยะยาว โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยเด็ก 49 คนที่ไม่ได้เสียชีวิตจากการรักษาโรค Acute Lymphoblastic Leukemia ที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีไปยังส่วนของศรีษะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังส่สนของสมองพบว่าผู้ป่วย 7 ใน 29 คน ที่มีเกิดอาการข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ จะมีอาการง่วงซึมจะมีปัญหาด้านการเรียนรู้เมื่อโตขึ้น ซึ่งอาการที่พบได้มากคือ อาการสมาธิสั้นและความจำในระยะเวลาอันสั้นลดลง ในขณะที่ผู้ป่วยเด็กจำนวน 20 คน ที่ไม่อาการง่วงซึมเกิดขึ้นเมื่อได้รับการฉายแสงพบว่ามีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้เมื่อโตขึ้น

นอกจากด้านการเรียนรู้แล้วยังพบอาการชักได้ในผู้ป่วยเด็กจาก 6 ใน 29 คนเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอาการง่วงซึมแต่อาการชักนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยกับเด็กที่ไม่มีอาการง่วงซึมเกิดขึ้นหลังจากการฉายรังสี


แต่ทว่าการศึกษาของ Inati กับคณะที่ทำการศึกษในผู้ป่วยจำนวน 215 คน กลับไม่ได้ผลตามที่ Ch’ien กับคณะได้ค้นพบ แต่กลับพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการง่วงซึมที่ได้รับ Intrathecal Methotrexate ตลอดเวลาที่มีการ Maintenance Treatment ซึ่งจะเป็นวิธีการที่รักษาด้วย Pulse Systemic Maintenance Chemotherapy นั่นคือมีการใช้เคมีบำบัดในการรักษาร่วมกับการฉายรังสีด้วย จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าการฉายรังสีเป็นการก่อให้เกิดอาการข้างเคียงดังกล่าวเพียงอย่างเดียวด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะ

ภาวะแทรกซ้อนจากการ ฉายรังสีที่ศีรษะ จากสภาวะง่วงซึมที่พบได้จากผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีที่บริเวณศีรษะและลำคอแล้ว ยังมี ผลกระทบ ข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก เช่น Tumor Necrosis เป็นต้น ซึ่งอาการนี้ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อยเหมือนอาการง่วงซึมแต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ความเป็นพิษที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฉายรังสีที่ความความเข้มข้นหรือปริมาณรังสีที่สูงกว่าปริมาณรังสีที่ฉายเพื่อเป็น Prophylaxsis Cranial Irradiation ตัวอย่างเช่น การฉายรังสีเพื่อรักษาโรคเนื้องอกในสมอง ซึ่งความเข้มข้นของรังสีที่ระดับนี้ สามารถนำมาใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในสมองได้ แต่การความเป็นพาที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบประสาทของผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่คาดคะเนได้ยากมาก เพราะว่าผลกระทบที่มาจากการผ่าตัดก้อนมะเร็งและการที่มีก้อนมะเร็งอยู่ในสมอง ส่งผลให้การแปลผลเป็นสัญญาณและอาการของผลกระทบข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นการยากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ระหว่างการฉายรังสีหรือเพราะก้อนเนื้องอกที่อยู่ในสมอง

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะ เมื่อฉายรังสีที่ความความเข้มข้นหรือปริมาณรังสีที่สูงกว่าปริมาณรังสีที่ฉายเพื่อรักษาโรคเนื้องอกในสมอง ความเข้มข้นของรังสีสามารถนำมาใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในสมองได้

ต่อมา Hoffmam กับคณะได้ทำรายงานออกมาว่าเกือบ 50 % ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่บริเวณของ Whole Brain เพื่อที่จะทำการรักษา Malignant Glioma จะมีอาการทางคลินิกที่สามารถกำเริบเกิดมากขึ้นและมีความสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งที่เกิดขึ้นภายหลังจาก การฉายรังสี ในระยะเวลา 3 เดือน และ 28 % ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจะมีอาการที่ดีขึ้นได้ด้วยตัวเองทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการรักษาแต่อย่างใด แต่พบว่าผู้ป่วยมีอาการ Tumor Necrosis เกิดขึ้นชนิดเฉียบพลันซึ่งมีการชักนำให้เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับการฉายรังสี โดยส่วนของเนื้อที่เกิด Necrotic ที่สามารถจะทำการชักนำให้เกิดปฏิกิริยา Demyelination แบบเฉพาะส่วนซึ่งอาการดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ชั่วครว ซึ่งการใช้ยา Corticosteroid จะสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นได้

2.ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะและปอด

การรักษาโรคด้วยการฉายรังสีที่บริเวณปอดมักจะมีอาการแทรกซ้อนที่เรียกว่า ปอดอักเสบ ( Pneumonitis ) ซึ่งอาการจะปรากฏให้เห็นหลังจากที่ทำการฉายรังสีไปแล้วประมาณ 2-3 เดือน แต่ถ้าผู้ป่วยเคยทำการรักษาด้วยการให้เคมีบำบัดหรือมีการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีหรือมีการให้เคมีบำบัดหลังจากที่มีการฉายรังสีในการรักษาไปแล้ว พบว่าอาการปอดอักเสบที่เกิดขึ้นนั้นจะมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งยาเคมีบำบัดที่ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษต่อปอดได้สูงที่สุด คือ Bleomycin รวมถึง Busulfan Melphalan Chorambucil 

Cycophosphamide Methotrexate Procarbazine Mitomycin และยาที่อยู่ในกลุ่ม Nitrosourea ซึ่งยาเหล่านี้ล้วนสร้างความเป็นพิษต่อปอดได้ทั้งสิ้น ผลของความเป็นพิษที่พบในผู้ป่วยบางรายเกิดการเสียชีวิตภายใน 7- 10 สัปดาห์ และจะสามารถเสียชีวิตได้รวดเร็วขึ้นอีกถ้ามีการรักษาด้วยการฉายรังสีพร้อมกับการให้ยา Bleomycin ร่วมด้วยหรือในผู้ป่วยที่มี การฉายรังสี ที่บริเวณปอดก่อนที่จะทำการให้เคมีบำบัดด้วยยา Bleomycin ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนี้จะมีอัตราการเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงมาก

ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมานี้ควรที่จะได้รับการประเมินสภาพความน่าจะเป็นของผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยการประเมินการทำงานของปอดเป็นประจำ ซึ่งรวมถึงการ Carbon Monoxide Diffusion Studies ซึ่งการรักษาด้วย Prednisolone จะเป็นการรักษาที่ได้ผลดีกว่าและมีประโยชน์ที่สูงกว่าถ้ามีการ Interstital Pneumonitis เกิดขึ้นร่วมด้วยในขณะที่ทำการรักษาร่วม และการรักษาด้วย Prednisolone ควรที่จะเริ่มใช้ Prednisolone วันละประมาณ 40-60 mgต่อตารางเมตรของร่างกาย และทำการให้ยากับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจนกว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แล้วจึงทำการลดปริมาณยาที่ให้ลงทีละน้อย และการให้ออกซิเจนที่ความเข้มข้นสูงอาจจะส่งผลให้ปอดได้รับความเป็นพิษเกิดขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีโดยเฉพาะการรักษาที่ให้ยากลุ่ม Bleomycin จะทำให้ความเป็นพิษที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นถ้าต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วยแพทย์และทีมที่ทำการผ่าตัดต้องระวังเป็นอย่างมาก

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีที่ศีรษะและลำตัว

การรักษาที่บริเวณผิวหนังอาจจะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น Erythema Multiforma, Steven Johnson Sydrome, Toxic Epidermal Necrolysis เป็นต้น ซึ่งอาการแทรกซ้อนเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับ ผู้ป่วยเด็ก ที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดร่วมกับ การฉายรังสี หรือไม่ก็ตาม แต่อัตราการเกิดขึ้นของอาการแทรกซ้อนดังกล่าวพบได้น้อยมาก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในขณะที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือก่อนที่จะได้รับรังสีหรือหลังจากที่ได้รับรังสีไปแล้ว ซึ่งในการเกิเดปฏิกิริยาที่ผิวหนังนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่ให้เคมีบำบัดไปแล้วนานพอประมาณ


ยาเคมีบำบัด Doxorubicin หรือยา 5-fluorouracil และ Hydroxyurea เป็นยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา Radiation Recall ในส่วนพื้นที่ที่เคยได้รับ การฉายรังสี มาแล้วก่อนที่จะได้รับเคมีบำบัด ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วประมาณ 7-8 วัน
ยาเคมีบำบัด Cytosine Arabinoside ยา Etoposide Melphalan และยา Thiotepa ยาเหล่านี้ไม่ว่าจะใช้เพียงชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกันในการรักษาโดยเคมีบำบัดพบว่าสามารถสร้างปฏิกิริยาที่รุนแรงให้เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะยา Cytosine Arabinoside ที่มีการใช้ในปริมาณที่สูงหรือมีการให้ยาแบบ Methotre แบบ High Dose ซึ่งยาทุกตัวสามารถเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ทั้งส่วนที่เป็นผิวหนังและเนื้อเยื่อที่พบได้บ่อยครั้งผู้ป่วยที่ได้รับ Perparative Therapy ในการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย และในกลุ่มที่มีการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายรังสีร่วมกัน

ดังนั้นถ้าต้องทำการรักษาผู้ป่วยแล้วสามารถเกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าวเกิดขึ้นได้ แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญต้องทำการชี้แจงก่อนที่จะทำการรักษาด้วยว่าจะมีอาการผิวหนังไหม้อย่างรุนแรงเกิดขึ้นในส่วนของบริเวณที่ได้รับการฉายรังสี ดังนั้นถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องออกไปอยู่กลางแจ้งหรือต้องโดนแสงแดดโดยตรงควรทาครีมกันแดดหรือหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจะเป็นการดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผิวหนังไหม้ขึ้น เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับ ผลกระทบ จากการรักษาน้อยที่สุด

การรักษาด้วยการให้เคมีบำบัดและ การฉายรังสี ในปัจจุบันนี้เป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งให้หายและป้องกันการแพร่กระจายได้ดีที่สุด แต่ทว่าในการรักษายังมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นมีทั้งชนิดที่รุนแรงและชนิดที่ไม่รุนแรง ดังนั้นแพทย์ผู้ทำการรักษาควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบก่อนที่จะทำการรักษาเพื่อที่ผู้ป่วยจะได้เตรียมตัวและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งก่อน ในขณะที่ทำการรักษาและหลังจากที่ได้รับการรักษาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Bahadur, G. (2000). “Age definitions, childhood and adolescent cancers in relation to reproductive issues”. Human Reproduction. 15: 227. doi:10.1093/humrep/15.1.227.

Childhood Cancers: Basic Facts & Figures from Minnesota Department of Health. Retrieved Dec, 2012

About childhood cancer at Childhood Cancer 2012, by Children With Cancer UK. International Childhood Cancer Day – 15 February 2013 at educationscotland.gov.uk. Retrieved Dec, 2012

Ward EM, Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (Sep 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences. 1076: 29–53. Bibcode:2006NYASA1076…29W. doi:10.1196/annals.1371.048. PMID 17119192.