มะเร็งองคชาต ( Penile Cancer ) สาเหตุ อาการ และการรักษา

โรคมะเร็งองคชาติ (Penile Cancer)
โรคมะเร็งองคชาติมักจะพบได้ในคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เกิดขึ้นที่ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวอวัยวะเพศหรืออวัยวะส่วนหัว

มะเร็งองคชาต ( Penile Cancer )

โรคมะเร็งองคชาต ( Penile Cancer ) คือโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศชาย มักจะพบได้ในคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และพบในสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าร้อยละ 1 ในขณะที่เอเชียและแอฟริกาพบเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ดังนั้นคนเอเชียและแอฟริกาจึงมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งองคชาตมากกว่าชาวสหรัฐอเมริกานั่นเอง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งองคชาต

สำหรับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งองคชาตได้ ก็เนื่องมาจากภาวะที่หนังหุ้มองคชาตไม่เปิด ( Phimosis ) และการติดเชื้อ HPV แบบเรื้อรังจนทำให้เป็นมะเร็งในที่สุด

Phimosis คือ

ภาวะที่หนังหุ้มปลายขององคชาตไม่สามารถดึงให้เปิดขึ้นได้เหมือนปกติ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ หากไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือร่างกาย แต่หากมีอาการปัสสาวะไม่ออก ปลายองคชาตบาดเจ็บอักเสบควรรีบไปพบแพทย์

ภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบ คือภาวะที่ผิวหนังบริเวณปลายองคชาตหดตัวจนไม่สามารถดึงให้เปิดขึ้นได้ดังปกติ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาหากความผิดปกติดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทว่าหากมีอาการปัสสาวะไม่ออก ปลายองคชาตอักเสบ รวมทั้งรู้สึกเจ็บปวดเมื่อองคชาตแข็งตัวหรือขณะปัสสาวะ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

พยาธิสรีรวิทยามะเร็งองคชาต

ลักษณะทางพยาธิสภาพพบมะเร็งองคชาต Persistent Sore, Ulcer of the Glans, Foreskin or Shaft of Penis ร้อยละ 98 เป็น Squamou Cell Carcinoma ลักษณะทางคลินิก คืออาจเป็น Melanoma, Kaposi’s Sarcoma สำหรับ Squamous Cell Carcinoma มักพบที่ Glana Penis

อาการที่โรคมะเร็งองคชาตแสดง

ผู้ป่วย มะเร็งองคชาตผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นมะเร็งองคชาตมักจะไม่รู้ตัวและเริ่มมาพบแพทย์เมื่อมีตุ่มที่อวัยวะเพศหรือตรวจพบก้อนผิดปกติที่อวัยวะเพศนั่นเอง ซึ่งหากก้อนมะเร็งองคชาตมีขนาดใหญ่ก็อาจไปกดทับท่อปัสสาวะและอาจพบต่อมน้ำเหลืองโตซึ่งไปกดทับเส้นเลือดบริเวณขาหนีบได้อีกด้วย ทั้งนี้หากเป็นมะเร็งระยะแรก ( Carcinoma in situ ) Erythroplasia of Queyrat เป็น Squamous Cell Carcinoma of Glans Penis Bowen’s Disease เป็น Squamous Cell Carcinoma in situ of Glans Penis จะพบว่าติ่งเนื้อที่บริเวณอวัยวะเพศนั้นจะเป็น Benign Lesion อย่างไรก็ตามต้องทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อความมั่นใจ

มะเร็งองคชาตมีวิธีการตรวจวินิจฉัยอย่างไร

สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่ากำลังเป็นมะเร็งองคชาตหรือไม่ จะมีขั้นตอนการตรวจดังนี้
1.แพทย์ซักประวัติและทำการตรวจร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งองคชาตอย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณจุดสำคัญ ซึ่งก็คือ Primary Lesion และบริเวณ Inguinal Area ทั้ง 2 ข้าง
2.ทำการ Incisional หรือ Excisional Biopsy
3.ประเมินโรคมะเร็งองคชาตอีกครั้งเพื่อความแน่ชัดด้วยการทำ CT หรือ MRI Scan

โรคมะเร็งองคชาต ( Penile Cancer ) มักจะพบได้ในคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มักพบในเอเชียและแอฟริกา

มะเร็งองคชาตมีวิธีการรักษาอย่างไร

สำหรับวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็งองคชาตและตำแหน่งที่พยาธิสภาพอยู่ กล่าวคือหากพบว่าพยาธิสภาพอยู่บริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ก็จะทำการตัดให้ห่างจากพยาธิสภาพประมาณ 0.5 เซนติเมตร นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาได้อีกด้วย เช่น Topical 5 FU cream ทาเฉพาะที่ Nd YA Glaser เป็นต้น อย่างไรจะเลือกใช้วิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเช่นกัน

กรณีที่มะเร็งองคชาตอยู่ในขั้นลุกลาม คือได้ลุกลามเข้าสู่น้ำเหลืองและกล้ามเนื้อเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีขนาดใหญ่มาก จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อออกโดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้ก็จะลุกลามต่อไปยังอวัยวะข้างเคียงได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

อย่างไรก็ตามหากพบว่าก้อนเนื้อมะเร็งองคชาตมีขนาดใหญ่มากเกินไป จะต้องรักษาด้วยการทำ Total Penectomy with Perineal Urethrostomy แต่หากมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาก่อน เพื่อจัดการเชื้อโรคจากการติดเชื้อ ตามด้วยใช้รังสีรักษาช่วยอีกครั้งหลังผ่าตัด ซึ่งแม้ว่าการผ่าตัดรักษาจะผ่านไปด้วยดี แต่ก็ควรระมัดระวังและควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำอีกด้วย

หลักการพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งองคชาต

หากตรวจพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งองคชาตพยาบาลควรให้คำแนะนำเพื่อเตรียมพร้อมป้องกันและลดความเสี่ยง โดยมีหลักการดังนี้

  • ด้านร่างกาย โดยพยาบาลจะต้องให้ความรู้กับผู้ป่วยมะเร็งองคชาตในการดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะในคนที่หนังหุ้มปลายองคชาตไม่เปิด ซึ่งจะต้องมีวิธีการดูแลทำความสะอาดที่ต่างจากคนทั่วไป รวมถึงให้ความรู้ในการดูแลตนเองเมื่อเกิดแผลเรื้อรังที่องคชาตเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อจนนำไปสู่โรคมะเร็ง และที่สำคัญก็คือการแนะนำให้ประชาชนรู้จักทานอาหารอย่างถูกหลัก เพื่อห่างไกลจากมะเร็งองคชาต โดยสามารถทำได้ด้วยการทานอาหารที่มีสังกะสี เบต้า ไคโคปีนและซิโคซารอลเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดมะเร็งองคชาตได้นั่นเอง ส่วนในกรณีที่ตรวจพบว่าผู้ป่วยกำลังเป็นมะเร็ง พยาบาลจะต้องดูแลและให้ความสะดวกแก่แพทย์ในการรักษาเพื่อให้มีความสอดคล้องตามแผนการรักษามากที่สุด รวมถึงติดตามผลการรักษาอยู่เสมอ พร้อมให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดและใช้รังสีรักษา ภายหลังจากการผ่าตัดเรียบร้อยแล้วด้วย
  • ด้านจิตใจ เพราะผู้ป่วยอาจมีสภาวะทางจิตใจที่ไม่ค่อยดีมากนัก ดังนั้นจึงต้องสังเกตปฏิกิริยาของผู้ป่วยอยู่เสมอ เพื่อวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

เมื่อมีก้อนเนื้อหรือถุงน้ำเกิดขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็นในภาวะที่ปกติหรือผิดปกติ ผู้ป่วยมักจะมีอาการแสดงที่ต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็มีอาการร่วมที่คล้ายกันอยู่บ้าง นั่นคือ อาการปวดบริเวณบั้นเอว ปัสสาวะเป็นเลือดและตรวจพบอาการที่คล้ายกับการติดเชื้อนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องทำการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นนั้น เป็นก้อนเนื้อธรรมดาหรือก้อนเนื้อที่อาจกลายเป็นมะเร็งองคชาต โดยทั้งนี้ในขั้นตอนการตรวจและทำการรักษานั้น พยายามจะต้องทำหน้าที่ ในการซักประวัติและมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย พยาบาลจึงถือได้ว่ามีบทบาทในการดูแลรักษาผู้ป่วย มะเร็งองคชาตโดยตรง ซึ่งการรักษานั้นไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าจะทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้หรือไม่ ดังนั้นพยาบาลจึงต้องให้การดูแลอย่างถูกวิธีและต้องรู้จักใช้คำพูดในการอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยทราบเช่นกัน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.