สูตรเค้กบัตเตอร์ บัตเตอร์เค้กวันเกิด และเคล็ดลับการอบเค้ก ( Butter Cake )
เค้กบัตเตอร์จะดูแตกต่างจากคนอื่นนั้นก็ขึ้นอยู่ที่การตกแต่ง และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มความอร่อยให้เค้กวันเกิด

บัตเตอร์เค้ก

เค้กทุกชนิดมีความอร่อยที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้อร่อยเหมือนกันแม้ใช้สูตรเดียวกันก็ตาม เคล็บลับดีๆ เป็นตัวช่วยทำให้เค้กบัตเตอร์ ( Butter Cake ) ของคุณดูแตกต่างจากคนอื่นทั้งการตกแต่งหน้าเค้กวันเกิด รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครๆ ได้ชิมเป็นต้องติดใจ

สูตรเค้กบัตเตอร์เค้ก

ส่วนผสมบัตเตอร์เค้ก

  1. แป้งอเนกประสงค์ 1 ½ ถ้วย
  2. เกลือ ½ ช้อนชา
  3. ผงฟู 2 ช้อนชา
  4. เนย ½ ถ้วย
  5. น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
  6. ไข่ไก่ 2 ฟอง
  7. แต่งกลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  8. นม ¾ ถ้วย

วิธีทำบัตเตอร์เค้ก หรือเค้กวันเกิด

  • ขั้นตอนที่ 1 เปิดเตาอบที่ 350 ⁰F หรือ 175 °C ทาเนยหรือน้ำมันในถาดอบสี่เหลี่ยมขนาด 8 นิ้วแล้วใช้กระดาษไขสำหรับอบวางด้านล่าง
  • ขั้นตอนที่ 2 ร่อนแป้ง เกลือและผงฟูเข้าด้วยกัน
  • ขั้นตอนที่ 3 ตีเนยและน้ำตาลทรายขาวจนฟูแล้วค่อย ๆ ใส่ไข่ตีให้เข้ากันหลังจากนั้นเติมกลิ่นวานิลลาลงไป หลังจากนั้นใส่ส่วนผสมที่ร่อนแล้วลงในครีมผสมสลับกับนม คนจนเข้ากันทั้งหมด เทแป้งที่ผสมเสร็จแล้วลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้
  • ขั้นตอนที่ 4 นำเข้าอบที่ 350 °F (175 °C) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ปล่อยให้เย็นประมาณ 10 นาที ก่อนเทออกจากถาดพิมพ์วางในตะแกรงเพื่อให้เย็นสนิท หั่นเห็นชิ้นขนาดพอเหมาะพร้อมใส่จาน

เคล็ดลับการอบบัตเตอร์เค้กวันเกิด

  • ใช้เนยคุณภาพดี
  • ใช้เครื่องผสมมือหรือเครื่องผสมแบบยืน เพื่อให้แป้งเค้กเข้ากัน
  • ร่อนแป้งและส่วนผสมทุกครั้ง เพื่อให้แป้งเค้กเนียน
  • โยเกิร์ตเป็นที่ต้องการมากกว่านมและจะทำให้เค้กนุ่มฟูและชุ่มเป็นพิเศษ
  • เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ด้านบนของเค้กเป็นสีน้ำตาลมากเกินไป ให้ใช้ฟอยล์ ปิดฝาไว้หนึ่งชั้นขณะอบ ถ้าปิดด้านบนของเค้กด้วยฟอยล์ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแป้งเค้กไม่เกาะติด

เคล็ดลับดีๆ ที่นำมาฝากหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มความอร่อยให้เค้กวันเกิด บัตเตอร์เค้กของคุณ แม้ว่ารสชาติจะเป็นสิ่งที่สำคัญแต่สัมผัสแรก คือ การตกแต่งหน้าเค้กให้สวยน่าดึงดูดใจ และกลิ่นหอมอันเย้ายวนของบัตเตอร์เค้กที่พึ่งออกจากเตาอบใหม่ๆ

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Previous articleผักชีล้อม ประโยชน์ และเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
Next articleนม ( Milk ) ป้องกันมะเร็ง หลอดเลือดหัวใจได้จริงหรือไม่?