โรคเมตาโบลิกซินโดรม ( Metabolic Syndrome )

ตรวจสุขภาพเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคและหาวิธีป้องกันรักษา
เมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร

เมตาโบลิกซินโดรม

เมตาโบลิกซินโดรม ( Metabolic Syndrome ) ภัยเงียบของสุขภาพหรือที่เราชอบพูดกันว่าอ้วนลงพุง เมตาโบลิกซินโดรมเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่ว จนถูกเรียกว่าเป็นนักฆ่าเงียบ ที่ต้องระวังเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แถมโรคนี้ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคความจำเสื่อมรวมถึงมะเร็งบางชนิดอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการวางมาตรการเพื่อป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรมควบคู่ไปกับการป้องกันโรคเบาหวานเช่นกัน   

เมตาโบลิกซินโดรมคืออะไร ?

เมตาโบลิกซินโดรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร หรือที่เรียกแบบทั่วไป ก็คือ โรคอ้วนลงพุงนั่นเอง โดยผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนนี้มากที่สุด ได้แก่ผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีเส้นรอบเอวใหญ่กว่ามาตรฐานที่กำหนดและผู้ที่มีระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคเมตาโบลิกซินโดรม จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานและหัวใจสูงมาก

นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยจัดอยู่ในอันดับต้นๆ จาก 10 ประเทศที่เป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมมากที่สุด โดยจากรายงานสุขภาพของคนไทยเมื่อปี พ.ศ.2557 ก็พบว่า คนไทยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 2 รอบทศวรรษที่ผ่านมา และจัดอยู่ใน 10 อันดับของประเทศที่พบโรคนี้มากที่สุด โดยชายไทยพบอยู่ในอันดับที่ 4 และหญิงไทยพบอยู่ในอันดับที่ 2 เลยทีเดียว

สาเหตุหลักของโรคเมตาโบลิกซินโดรม

1. โรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง นำไปสู่ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันดีในเลือดต่ำ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทั้งจากพันธุกรรมและสาเหตุภายนอก เช่น ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น ยาบางชนิด โดยคนที่อ้วนลงพุงจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าคนที่อ้วนบริเวณสะโพก

เกณฑ์ความเสี่ยงต่อโรคเมตาโบลิกซินโดรม

คุณกำลังเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมหรือโรคอ้วนลงพุงอยู่หรือเปล่า สามารถสังเกตได้จากเกณ์ความเสี่ยงที่ทางสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติได้กำหนดไว้ดังนี้ 

  • มีเส้นรอบเอวเกินจากมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งปกติแล้วผู้ชายจะต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว และผู้หญิงจะต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 80 เซนติเมตรหรือ 32 นิ้ว ดังนั้นหากพบว่าเส้นรอบเอวเกินจากมาตรฐานที่กำหนด ก็แสดงว่าเข้าข่ายการป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรม นั่นเอง แต่ทั้งนี้ค่ามาตรฐานดังกล่าวจะใช้ได้เฉพาะคนเอเชียเท่านั้น ( ยกเว้นญี่ปุ่น )
  • มีความดันโลหิตสูง ซึ่งพบว่าสูงเกินกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว
  • มีไขมันชนิดดีน้อยมาก ในขณะที่ไขมันชนิดเลวสูงกว่าปกติ โดยปกติแล้วผู้ชายต้องมีไขมันชนิดดีไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และผู้หญิงต้องมีไขมันชนิดดีไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • ผู้ที่มีระดับน้ำตาลสูงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน โดยดูได้จากระดับน้ำตาลที่สูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป รวมถึงในบุคคลที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วด้วยทั้งนี้หากมีรอบเอวที่ใหญ่กว่าเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมกับมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วยอีก 2 ข้อขึ้นไป ก็มั่นใจเกิน 80% ได้เลยว่าคุณกำลังป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมซึ่งก็ควรไปพบแพทย์ทันที

มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมสูงเกือบ 3 เท่าของผู้ป่วยเบาหวาน และคาดว่าคนที่มีน้ำหนักเกินก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงมากอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ เมื่อป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมจะมีโอกาสเสี่ยงต่อความผิดปกติได้ถึง 2 ประการ คือ

1.โรคหลอดเลือด โดยส่วนใหญ่จะเกิดการอักเสบในหลอดเลือด ซึ่งสามารถที่จะตรวจประเมินได้ด้วยการตรวจหาค่าของซีรี่แอ็คทีฟโปรตีนหรือค่า ซีอาร์พีนั่นเอง โดยจะพบว่าค่าดังกล่าวสูงกว่าปกติ

2.ภาวะเลือดแข็งตัวได้ง่าย ซึ่งก็จะมีความอันตรายมากเหมือนกัน

วิธีการบำบัดเมื่อป่วยด้วย เมตาโบลิกซินโดรม

เมื่อป่วยด้วยโรค เมตาโบลิกซินโดรม สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรของตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยทำได้ด้วยการควบคุมอาหารการกินนั่นเอง 

นอกจากนี้แพทย์ก็อาจจะให้ยาเบาหวานชนิดเมทฟอร์มิน ( Metformin ) หรือยาชนิดกลูโคฟาจ ( Glucophage ) ร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองใหม่นั่นเองและนอกจากนี้ก็ยังมีสูตรง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือการลดน้ำหนักลงมาประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันให้มากขึ้น เช่น การเดินขึ้นลงบันได้ การเดินเร็วอย่างต่ำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เท่านี้ก็จะช่วยบำบัดอาการของโรคได้ดีและช่วยให้หายขาดได้ไม่ยากและในขณะเดียวกัน ดอกเตอร์มาร์ก เพไรรา (Ph.D.Mark Pereira) จากมหาวิทยาลัยมินนิโซดา ( University of Minnesota ) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้แนะนำว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับการบำบัดโรคเมตาโบลิกซินโดรมโดยการออกกำลังกายที่แนะนำได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกสะสมให้ได้วันละประมาณ 30 นาที รวมถึงการปั่นจักรยาน การว่ายน้ำและการเดินเร็วด้วย โดยให้ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วัน ผลที่ได้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงและเริ่มหายเป็นปกติอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังช่วยให้เซลล์มีการใช้อินซูลินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

อาหารเพื่อป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรม

สำหรับอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรม ไม่มีอาหารที่เฉพาะเจาะจง แต่เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่มีความสัมพันธ์กับโรคนี้ นักวิจัยจึงแนะนำให้ทำการควบคุมปริมาณและคุณภาพของคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ซึ่งก็ได้มีการแนะนำดังนี้

• ควรได้รับพลังงาน 40-50 เปอร์เซ็นต์ จากการทานคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชไม่ขัดสีและผัก ผลไม้เป็นหลัก
• ควรได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ จากไขมันดีและพืชบางชนิด รวมถึงเนื้อปลาด้วย เช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันปลาและนั้นดอกคำฝอย เป็นต้น
• สำหรับพลังงานอีกประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ควรได้จากโปรตีนที่มีไขมันต่ำและเนื้อสัตว์แบบไม่ติดมัน รวมถึงนมไขมันต่ำและอาหารทะเลด้วย เพื่อให้รู้สึกอิ่มเร็ว ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและไม่ทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น
• ควรทานอาหารโดยการแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ จะทำให้ควบคุมความหิวได้ดี
• อย่างดอาหารมื้อในมื้อหนึ่งเป็นอันขาด โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า
• ควรทานคาร์โบไฮเดรตจากอาหารที่ไม่ขัดสี ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวซ้อมือ ลูกเดือน ผัก ผลไม้ เป็นต้น
• เลือกทานไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ซึ่งได้จาก น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ และน้ำมันถั่วลิสง เป็นต้น
• ทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จาก ปลาทะเล เมล็ดแฟลกซ์และวอลนัท
• ทานอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดให้น้อยลง รวมถึงจำกัดปริมาณอาหารจำวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีด้วย เช่น ข้าวขัดขาว น้ำตาลและขนมปังขาว
• งดหรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด แม้จะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม
• เลิกสูบบุหรี่และพยายามเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่เยอะๆ
• เลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด รวมถึงอาหารที่มีโซเดียมแฝง
• ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง

banner slot1=”oral_6″ slot2=”oral_6″ slot3=”oral_6″ slot4=”oral_6″]

รู้ไหม!! อาหารเมดิเตอร์เรเนียนช่วยได้

จากการที่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมพบว่าอาหารดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นอย่างมาก แถมการวิจัยในอิตาลีและยุโรปยังพบว่าการทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ก็สามารถช่วยลดการเกิดโรคเมตาโบลิกซินโดรมได้มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว จึงสรุปได้ว่าการทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนก็จะช่วยได้เหมือนกัน หรืออาหารแดชก็มีผลต่อการป้องกันได้

โรคเมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่อาจนำไปสู่การป่วยด้วยโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกมากมาย จึงต้องใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กันด้วย

โดยสามารถทำได้ด้วยการหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมถึงอาหารที่มีส่วนทำให้น้ำหนักขึ้นให้น้อยลง ซึ่งหากทำได้ดังนี้ นอกจากจะช่วยบำบัดอาการของโรคเมตาโบลิกซินโดรมได้แล้ว ก็สามารถลดอาการหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบหรือโรคเบาหวานได้เช่นกันและที่สำคัญทุกครั้งที่ตรวจสุขภาพ อย่าลืมตรวจหาความเสี่ยงของโรคชนิดนี้ด้วย เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือและทำการรักษาได้ทัน

โรคเมตาโบลิกซินโดรมในเด็กและวัยรุ่น

เมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมถึงวัยเด็กและวัยรุ่นด้วย โดยเฉพาะในเด็กที่อ้วนหรือมีน้ำเกินหนักเกณฑ์และเด็กวัยรุ่นที่มีความผิดปกติของอาการเมตาโบลิกซินโดรม อย่างน้อย 1 ข้อขึ้นไป ดังนั้นนักวิจัยจึงแนะนำให้มีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น เท่านี้ก็จะช่วยป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรมในเด็กและวัยรุ่นได้ดี

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). “Epigenetic field defects in progression to cancer”. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (September 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences.