ตกขาว ( Leukorrhea หรือ Vaginal Discharge )

ตกขาว ( Leukorrhea หรือ Vaginal Discharge )
ตกขาว คือ ตกขาวมีลักษณะเป็นมูกใส ๆ หรือเป็นสีขาวไหลออกมาจากช่องคลอดของผู้หญิงโดยไม่ใช่เลือดประจำเดือน

ตกขาวคืออะไร

ตกขาว ( Leukorrhea หรือ Vaginal Discharge ) คือ ตกขาวมีลักษณะเป็นมูกใส ๆ หรือเป็นสีขาวไหลออกมาจากช่องคลอดของผู้หญิงโดยไม่ใช่เลือดประจำเดือน ซึ่งสร้างความชุ่มชื้นให้บริเวณช่องคลอดและช่วยป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด โดยตกขาวปกติจะมีสีขาวหรือใส และไม่มีกลิ่นเหม็น ส่วนตกขาวที่มีสีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู หรือมีเลือดปน และส่งกลิ่นคาวคล้ายเนื้อเน่า จะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นภายใน ซึ่งอาการตกขาวอาจทำให้สาวๆ จำนวนไม่น้อยหมดความมั่นใจ และยังก่อให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้นด้วย ปกติตกขาวจะมีปริมาณมากช่วงไข่ตกในระยะกลางของรอบเดือนแล้วจะหายไป และกลับมาอีกครั้งในช่วงใกล้มีประจำเดือน

" class="banner_300_250_content_right"/>', '', '', '', '']; var num = Math.floor( Math.random() * imgAr.length ); var img = imgAr[ num ]; var imgStr = img; document.write(imgStr); document.close(); }

สาเหตุของตกขาว

1. ตกขาวที่ผิดปกติมักเป็นผลมาจากการติดเชื้อและอาการป่วยต่าง ๆ ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดภาวะช่องคลอดอักเสบ เช่น โรคหนองในแท้หรือโรคหนองในเทียม การแพร่กระจายของเชื้อรา ทำให้เกิดโรคเชื้อราในช่องคลอด การติดเชื้อไวรัสทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ ปรสิตที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดการติดเชื้อทริโคโมนาส โดยมีลักษณะ สี และกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิม จากปกติที่มักใส ไม่มีสี ก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือสีเขียว ข้นเป็นก้อน เป็นมูกเลือด มีหนอง มีฟองปนออกมาจำนวนมาก หรือมีกลิ่นเหม็นคล้ายปลาเน่า อีกทั้งยังมีอาการคันและปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณปากช่องคลอด รวมถึงมีไข้ รู้สึกปวดท้องน้อย ขัดเบา และมีอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
2. อาการตกขาวผิดปกติที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาจเกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอดหรือปากมดลูก การแพ้สารเคมี เช่น สารจากผ้าอนามัย หรือถุงยางอนามัย การสวนล้างช่องคลอด การเกิดติ่งเนื้อที่ปากมดลูก เป็นต้น

สีของตกขาวบอกถึงอะไร

การสังเกตลักษณะตกขาวและอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกับการมีตกขาวที่ผิดปกตินั้น อาจทำให้ทราบสาเหตุของการป่วยเบื้องต้นได้ ดังนี้

1. ตกขาวเป็นน้ำ หรือเมือกใส
เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือนที่มีการตกไข่ซึ่งจะมีปริมาณตกขาวมาก แต่ถ้าตกขาวเป็นน้ำและไหลเป็นฟองรวมถึงมีอาการคันร่วมด้วย อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรืออาการอักเสบภายในช่องคลอดได้

2. ตกขาวเป็นก้อนสีขาว
เกิดจากการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า ” แคนดิดา อัลบิแคนส์ ( Candida albicans ) ” ในช่องคลอด ส่งผลให้ตกขาวมีลักษณะเป็นก้อนสีขาวข้น หรือสีเหลืองขาวคล้ายนมบูด มีกลิ่นเหม็นแต่ไม่คาว อาจทำให้ปัสสาวะแสบขัด หรือแสบคันในบางครั้ง มักจะเกิดกับผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานๆ

3. ตกขาวสีเหลือง
เป็นลักษณะตกขาวที่พบได้มากที่สุด โดยตกขาวลักษณะนี้มีสาเหตุเกิดจากการการใช้ยาปฏิชีวนะ และการติดเชื้อได้หลายชนิด โดยจะมีทั้งแบบสีเหลืองขุ่น สีเหลืองเข้ม หรือสีเหลืองใส ๆ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิด นอกจากนี้ยังอาจมีกลิ่นที่ผิดปกติ อาการแสบ อาการคันร่วมด้วย โดยถ้าหากมีกลิ่นที่เหม็นรุนแรง และมีอาการคันหรือแสบ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัย 

" class="banner_300_250_content_right"/>', '', '', '', '']; var num = Math.floor( Math.random() * imgAr.length ); var img = imgAr[ num ]; var imgStr = img; document.write(imgStr); document.close(); }

4. ตกขาวสีเทา มีกลิ่นคาวปลา
เกิดจากการลดลงของแบคทีเรียชนิด ” แลคโตบาซิลไล ( Latobacilli ) ” ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคในช่องคลอด ทำให้แบคทีเรียก่อโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนช่องคลอดเกิดการอักเสบ อาการตกขาวชนิดนี้มักมีกลิ่นรุนแรงหลังหมดประจำเดือนใหม่ๆ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวสีเทาสอดคล้องกับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอย่าง เช่น การคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย การสวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และการรับประทานยาปฏิชีวนะต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ เป็นต้น

5. ตกขาวมีลิ่มเลือด
ตกขาวชนิดนี้เป็นสัญญาณของการติดเชื้อและการอักเสบภายในช่องคลอด โดยการอักเสบนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การไม่รักษาความสะอาด หรือภูมิต้านทานต่ำทำให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นหากมีลิ่มเลือดออกมาพร้อมกับตกขาว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อความปลอดภัย

6. ตกขาวสีน้ำตาล
เป็นอาการตกขาวที่พบได้บ่อยหลังมีประจำเดือน ซึ่งมักมีสาเหตุเกิดจากเยื่อบุมดลูกลอกตัวช้า หรือไม่หลุดลอกออกมาขณะมีประจำเดือน แต่หลุดออกมาทีหลัง โดยอาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย หรือไม่ก็ได้ อาการเลือดออกจากประจำเดือนที่มาช้า หรือมาไม่ตรงรอบ เลือดออกที่เกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 หลังจากที่มีประจำเดือนวันแรก แต่ไม่มีอาการปวดท้อง มีลักษณะเป็นเลือดสีน้ำตาลที่ปริมาณไม่มากนัก นอกจากนี้กรณีที่มีเลือดออกจากการตั้งครรภ์นอกมดลูกก็อาจทำให้มีอาการเลือดออกกระปริบกระปรอยและมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย รวมถึงอาจเกิดจากการติดเชื้อที่ช่องคลอด หรือปากมดลูก จึงทำให้มีกลิ่นเหม็นและมีสีน้ำตาลปนจากเลือดเก่า

7. ตกขาวสีชมพู
พบได้มากในหญิงหลังคลอด ซึ่งเกิดจากการลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก หรืออาจจะเป็นสีของเลือดที่เรียกว่า “ เลือดล้างหน้าเด็ก ” ที่เป็นสีชมพูจางๆ

8. ตกขาวสีเขียว
หากสังเกตเห็นว่าตกขาวที่ออกมามีสีเขียวแล้วละก็ ขอบอกให้รีบไปพบแพทย์น่าจะดีกว่า เพราะตกขาวลักษณะนี้เป็นตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคหนองใน ทั้งนี้อาจมีกลิ่นคาวปลา อาการคัน หรือปวดแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย 

" class="banner_300_250_content_right"/>', '', '', '', '']; var num = Math.floor( Math.random() * imgAr.length ); var img = imgAr[ num ]; var imgStr = img; document.write(imgStr); document.close(); }

การรักษาตกขาว

อาการตกขาวผิดปกติต้องรักษาที่สาเหตุและโรคที่ป่วย ทั้งการรักษาด้วยยาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไป ตกขาวมักเกิดจากการติดเชื้อประเภทแบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ มีการรักษาเบื้องต้น ดังนี้

การป่วยเป็น แบคทีเรียล วาไจโนสิส ( Bacterial Vaginosis ) และการติดเชื้อปรสิตทริโคโมนาส แพทย์จะรักษาด้วยการจ่ายยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน หรือครีมทาภายในช่องคลอด โดยใช้ยาเมโทรนิดาโซล ( Metronidazole ) หรือทินิดาโซล ( Tinidazole ) ตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของทั้งปรสิตและแบคทีเรีย

การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือในขณะที่กำลังตั้งครรภ์

การอักเสบจากเชื้อรา ใช้ยาต้านเชื้อราชนิดสอดเข้าไปในช่องคลอด มีทั้งรูปแบบครีม ยาเหน็บ ตัวยาที่ใช้ ได้แก่ โคลไตรมาโซล ( Clotrimazole ) ส่วนยารับประทานใช้ยาฟลูโคนาโซล ( Fluconazole ) เพื่อยับยั้งทำลายเชื้อราและกระบวนการสร้างเซลล์ของเชื้อรา

หากอาการตกขาวแสดงถึงการติดเชื้อรา สามารถใช้ยารักษาเชื้อราแบบครีม หรือเหน็บช่องคลอดที่ซื้อได้ตามร้านขายทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่หากรักษาไม่หายและอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

ภาวะแทรกซ้อนของตกขาว

ตกขาวที่ผิดปกติอาจมีอาการที่แสดงออกมาเนื่องจากการติดเชื้อและการเจ็บป่วยของโรค เช่น

1. คัน บวม เจ็บปวด หรือมีแผลบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด
มีเลือดที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือนไหลออกมาจากช่องคลอด
2. เจ็บปวดในขณะปัสสาวะ ปวดบริเวณท้องน้อย
3. เจ็บปวดในขณะมีเพศสัมพันธ์
4. การติดเชื้ออาจแพร่จากแม่สู่ลูกได้ในการคลอด
5. การติดเชื้ออาจแพร่ลามไปยังอวัยวะในระบบสืบพันธุ์อื่น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก
6. การติดเชื้ออาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม เรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระบบสืบพันธุ์ เช่น มดลูก และรังไข่ 

การป้องกันการเกิดตกขาว

สามารถป้องกันการเกิดตกขาวที่ผิดปกติได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ เช่น

1. รักษาความสะอาดช่องคลอดและอวัยวะเพศอยู่เสมอ
2. ล้างช่องคลอดด้วยน้ำและสบู่อ่อน ๆ ที่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบระคายเคือง
3. สวมใส่กางเกงชั้นในที่สะอาด ทำจากผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่หนาและไม่อับชื้น
4. ไม่ใช้สบู่หอม สเปรย์พ่น ฟองสบู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีชนิดต่าง ๆ เพื่อล้างสวนช่องคลอด
5. ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ก่อนการใช้งานเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และล้างทำความสะอาดห้องน้ำอยู่เสมอเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ตกขาว กับ 8 สัญญาณเตือน (ออนไลน์).สืบค้นจาก : www.apexprofoundbeauty.com [31 พฤษภาคม 2562].

ตกขาวแบบต่างๆ บ่งบอกถึงสาเหตุอะไรบ้าง (ออนไลน์).สืบค้นจาก : https://www.honestdocs.co [31 พฤษภาคม 2562].

ตกขาว (ออนไลน์).สืบค้นจาก : https://www.pobpad.com [31 พฤษภาคม 2562].